RSS

Creative Economy กับ Creative Classroom

12 พ.ย.

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/settha/20091103/84616/Creative-Economy-กับ-Creative-Classroom.html

ตอนนี้หันไปทางไหนก็จะเห็นแต่ข่าวและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องของ Creative Economy หรือ “เศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์” ใช่ไหมครับ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากแต่ก็จำเป็นที่ต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมมากพอตัวเหมือนกัน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยเรา

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเล็งเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนแนวนโยบายนี้โดยจัดให้มีการเปิดตัวโครงการ เมืองไทย เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) รวมถึงมีความคิดที่จะจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นวงเงินถึงกว่า 2 หมื่นล้านบาททีเดียวสำหรับวาระเรื่องนี้

John Howkins คือผู้ให้กำเนิดแนวคิด Creative Economy นี้ และเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการดำเนินธุรกิจอย่างมากตั้งแต่ช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา โดยเขาเคยกล่าวไว้ว่า “บรรยากาศ” และ “สภาพแวดล้อม” ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการส่งเสริมเศรษฐกิจรูปแบบนี้ เพราะจะช่วยให้บุคคลได้มีความคิดสร้างสรรค์ และใช้เป็นพื้นที่หรือแรงบันดาลใจสร้างผลงานต่างๆ ขึ้นมา ขณะเดียวกัน คนอีกกลุ่มที่ยังไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ก็อาจเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ หากพวกเขาได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ 

ในโลกของความเป็นจริงเราก็เห็นประจักษ์กันว่า สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่ เป็นความพยายามสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเกิด Creative Economy ในโลกของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสนับสนุนด้านต่างๆ งานสัมมนา หรือองค์กรที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องนี้เช่น TCDC เป็นต้น ซึ่งผมเชื่อว่าแนวคิด Creative Economy จะต้องใช้เวลาอีกนานในการจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามยังมีอีกด้านหนึ่งที่ผมอยากลองให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูก็คือ เรื่องของการสร้างบรรยากาศดังกล่าวในโลกของเด็กบ้าง

Howkins เคยบอกไว้ว่าหลักการที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์ในเชิงเศรษฐศาสตร์มีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ 1. ความเชื่อที่ว่าทุกคนสามารถมีความคิดสร้างสรรค์ได้  2. ความคิดสร้างสรรค์ต้องการอิสรภาพในการแสดงออก และ 3. อิสรภาพในการแสดงออกนั้นย่อมต้องการตลาด 

ทีนี้ผมลองเอาแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์คิดกับเรื่องของการเรียนการสอนและระบบการศึกษาของประเทศไทยดู ถ้าเราจะวางรากฐานเพื่อต่อยอดให้โครงการ “เมืองไทย เมืองนักคิด” เราก็ควรที่จะต้องเอาแนวคิดดังกล่าวมาใช้ไหมครับ

ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เพียงแต่ผมอาศัยการสังเกตการณ์เอาเองก็พอจะทราบว่า ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาไล่มาตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลจนถึงอุดมศึกษาที่เป็นทางเลือกมากมายที่มีหลักสูตรแตกต่างกันออกไป ซึ่งผมเชื่อครับว่ายังมีผู้ปกครองอีกหลายท่านที่ติดกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าจะต้องเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมให้ได้ โดยอาจจะไม่เคยสงสัยหรือทำความเข้าใจว่าหลักสูตรแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันอย่างไร

แต่ผมกลับคิดว่านั่นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไปสำหรับบุตรหลานของเรา

Howkins เคยกล่าวไว้ว่า “ความคิดสร้างสรรค์ ขึ้นอยู่กับความพยายามของตัวบุคคลในการกล้าที่จะฝัน กล้าเดินออกนอกกรอบ การท้าทาย การไม่เห็นด้วย และการประดิษฐ์” ส่วนนี้คือปัจจัยส่วนบุคคล แต่จากหลักการ 3 ข้อด้านบน ผมมองว่าสิ่งสำคัญอีกส่วนก็คือสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาและหลักสูตรที่ 1. มีการสนับสนุนให้เด็กเชื่อว่าเขามีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวหรือไม่  2. ควรสนับสนุนให้เขาได้คิดและทำสิ่งที่เขาคิด ซึ่งจะส่งเสริมให้เขาได้ฝึกฝนและหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง และจะส่งผลให้เขาเหล่านั้นมีพัฒนาการในศักยภาพด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ ตามความถนัดและเหมาะสมของตัวเอง และ 3. มีเวทีหรือพื้นที่ให้เขาได้แสดงออกถึงสิ่งที่คิด

เป็นเสมือนการสร้างความพึงพอใจและความเคารพต่อตัวเขาเอง และช่วยให้เขามีกำลังใจในการคิดและทำต่อ
 ผมไม่ได้จะบอกว่าหลักสูตรการศึกษาแบบใดแบบหนึ่งจะดีกว่าอีกแบบแต่อย่างใด ผมเพียงอยากจะชี้แจงให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณากันดูว่า ถ้ารัฐบาลกำลังนำเอาแนวคิด Creative Economy มาเป็นวาระสำคัญของชาติในระยะยาวตามแผนที่วางไว้แล้ว การพัฒนาสังคมเราเพื่อไปในบริบทดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพคงไม่อาจเริ่มจากการปรับเปลี่ยนที่ปลายทางได้เพียงอย่างเดียว

ทำไมเราไม่มองไปถึงทางเลือกในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับการเตรียมคุณภาพของประชากรให้พร้อมเพื่อป้อนให้แนวคิดดังกล่าว

ท่านผู้อ่านอาจจำได้ว่าผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับว่า ทำไมประเทศจีนถึงเต็มไปด้วยของที่ลอกเลียนแบบ ก็ด้วยสาเหตุที่ว่าวัฒนธรรมจีนแบบ ศิษย์กับปรมาจารย์ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากปรมาจารย์สู่ลูกศิษย์ ต้องรำมวยตามกระบวนท่าให้ถูกต้องตามที่ได้รับการสอนทุกท่า

แต่ปัจจุบันผมได้อ่านเจอว่า บรรดาผู้ปกครองและผู้ที่มีอาชีพในสายการศึกษาในจีนเริ่มให้ความสำคัญกับการพยายามพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในตัวเยาวชนจีนให้มากขึ้นแล้ว เพราะเขาเชื่อว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคตเป็นเรื่องของการพัฒนาไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ หาใช่การลอกเลียนแบบของเดิมในราคาที่ถูกกว่าอีกต่อไปแล้ว
และหากเยาวชนจีนยังได้รับการปลูกฝังด้วยระบบการศึกษาแบบเดิมอยู่ ในอนาคตก็ไม่มีทางที่จีนจะเป็นเจ้าของ Big Idea ได้

เป็นก็เพียงผู้ reproduce เท่านั้น แล้วเราล่ะครับ พร้อมที่จะเปิดใจรับทางเลือกใหม่ๆ สำหรับการศึกษาหรือยัง

 

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 12, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: