RSS

ฤาจะมีจุดคานงัด : แง่คิดและข้อเสนอเพื่อนำไทยคืนสู่ความปรองดองและสมานฉันท์

02 ม.ค.

โดย รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ สรุปได้พอสังเขปดังนี้ การหาจุดคานงัดเพื่อนำสังคมไทยให้คืนสู่ความปรองดองและสมานฉันท์นั้น ทางคณะวิจัยได้รับโจทย์ จาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งมีคณะวิจัยประกอบด้วย ผศ.พรชัย ตระกูล-วรานนท์ จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อาจารย์วลัยพร รัตนเศรษฐ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สำหรับการนำเสนอในวันนี้ขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านเปิดใจฟังอย่างมาก เนื่องจากมีเนื้อหาหลายช่วงที่อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

คำถามชวนคิดสำหรับการเมืองในช่วงปี 2549–2552 ได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาคม แล้วหรือไม่ จากสถานการณ์ความข้ดแย้งที่เกิดขึ้น มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายสีแดงและฝ่ายสีเหลือง จากการตีความกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จะเห็นภาพใหญ่ 2 ลักษณะได้แก่

(1) การตีความแบบที่ 1 กล่าวคือ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบันเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย (แดง+คล้ายแดง) สู้กับฝ่ายเผด็จการ/อภิสิทธิชนนิยม หรือเป็นการต่อสู้ที่ทุนใหม่ + ประชาชน (เกษตร-คนจน) สู้กับศักดินา+ทุนเก่า+ทหาร+อภิสิทธิชน สีเหลืองหรือคล้ายเหลือง จะเห็นว่าสถาบันห่างเหินวางเฉย ทหารมีความเสื่อมถอย ระบบศาลยุติธรรมและองค์กรอิสระถูกตั้งข้อสงสัย รัฐบาลไม่น่าไว้วางใจนัก ที่สำคัญประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาคม ดูเหมือนกำลังจะสิ้นสุดลง ประชาธิปไตยต่อจากนี้ไปต้องฟังเสียงข้างมาก หมายถึง เกษตรกร คนจน คนต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานของสีแดงจะเป็นเสียงที่มีน้ำหนักทางการเมืองมากขึ้น

(2) การตีความแบบที่ 2 กล่าวคือ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน เป็นการต่อสู้ระหว่างขบวนการประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม + ความจงรักภักดีต่อสถาบัน (เหลือง+คล้ายเหลือง) ต่อสู้กับทุนสมานย์ที่ใช้เผด็จการเสียงข้างมาก มีการโกงกินและละเมิดสิทธิมนุษยชนและคุกคามสถาบัน แม้มีการเคลื่อนกำลังของประชาชนฝ่ายสีแดงเรือนแสน แต่เมื่ออำนาจรัฐและอำนาจทางการเมืองสามารถผนวกกำลังกันได้ ก็ยากที่ฝ่ายแดงจะเอาชนะได้ รวมถึงฐานของกองทัพในปัจจุบันก็ไม่ได้อยู่ในฐานที่จะเข้ามาแทรกแซงการเมืองได้ หรือยึดอำนาจเพื่อช่วยพวกแดงหรือพวกคล้ายแดงได้ หรือแม้แต่การล้มลงไปของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช หรือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ไม่ได้เกิดจากการโค่นล้มอำนาจหรือรัฐประหารแต่อย่างใด หากแต่เกิดจากการตัดสินภายใต้อำนาจขององค์กรอิสระและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาเป็นอีกฝากหนึ่งอันเนื่องมาจากการย้ายจากฝ่ายการเมืองเดิมมาร่วมกับอีกฝ่ายการเมืองหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะพ้นผิดหรือได้รับการอภัยโทษนั้นต้องอาศัยปัจจัยพิเศษระดับสูง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบันถึงอย่างไรก็ยังคงเป็นระบอบผสม ดังนั้นเราควรมองว่า ทั้งฝ่ายแดงและฝ่ายเหลือง ต่างก็มีทั้งส่วนที่ถูกและผิด เพื่อจะสามารถทำให้เกิดความปรองดองของคนในชาติได้ เพราะความปรองดองเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบ้านเมืองในขณะนี้

สิ่งที่ฝ่ายเหลืองหรือคล้ายเหลืองนั้นมองได้อย่างถูกต้อง คือการเป็นประชาธิปไตยที่มาจากเสียงข้างมาก ต้องไม่เป็นทรราชย์หรือต้องไม่เป็นฝ่ายอธรรม อีกทั้งต้องฟังเสียงของชนชั้นกลาง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยใช้กำลังทหารเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว หลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ทำให้ทหารถูกมองว่าตกต่ำและเบื้องสูงก็ยังถูกมองไปในทางที่ไม่เคยถูกมองมาก่อน ในขณะที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าสถาบันยังเป็นที่เคารพอย่างยิ่งไม่ควรทำให้สถาบันตกต่ำและไม่สนับสนุนให้กลุ่มคนใดก้าวล่วงสถาบัน อันจะนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดเช่นเดียวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ซึ่งอาจนำไปสู่การปกครองในระบอบประธานาธิดี ซึ่งอาจไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แต่อาจจะนำไปสู่การนองเลือดของประชาชน และดูเหมือนกับเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะมีประธานาธิบดีที่ดีพอและเป็นที่ไว้วางใจของคนในชาติ

ดังนั้นเพื่อจะนำไปสู่การปรองดองกัน เราควรมองวิกฤติหรือปัญหาความขัดแย้งนั้นเป็นโอกาสโดยมองว่าทั้งพลังของสีแดงและสีเหลืองต่างก็เป็นโอกาสของการพัฒนา เป็นพลังที่มีความชอบธรรมทั้งคู่ อาจเป็นพลังที่มีผลดีต่อประเทศชาติและสถาบันอย่างมาก หากเพียงแต่ทั้งสองฝ่ายมีจุดเน้นต่างกัน ดังนั้นทั้งสีเหลืองและสีแดงไม่ควรมองว่าตนเป็นฝ่ายที่ถูกต้องเพียงฝ่ายเดียว ไม่ควรยัดเยียดความอัปลักษณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะในยามที่ต่างฝ่ายต่างก็มีมวลชนเรือนแสนเข้าร่วมเคลื่อนไหวเป็นประจำและมีมวลชนเรือนล้านสนับสนุนอยู่ที่บ้าน

ปรากฏการณ์ความขัดแย้งของฝ่ายเหลืองและแดง สามารถอธิบายได้โดยอาศัยทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย กล่าวคือสีเหลืองคือเมืองและเมืองในชนบท ส่วนสีแดงคือชนบทในต่างจังหวัดและชนบทในเมือง ภายหลังจากที่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมทำให้ชนบทแบกรับความเสียหายที่เกิดขึ้นการพัฒนาและเป็นฐานให้กับการพัฒนาเมือง เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของเมืองและชนบท ทำให้ชนบทเกิดความอ่อนแอและอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพิงเมืองเป็นอย่างยิ่ง แม้ชนบทมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็เปลี่ยนแปลงไม่มากและค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงไปของเมือง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องเผชิญกับความลำบากมากที่สุด เพราะถูกนำทรัพยากรและแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมือง ภายหลังที่โครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยเปลี่ยนจากสินค้าเกษตรเป็อุตสาหกรรมแทน ทรัพยากรต่างๆ ในชนบทโดยเฉพาะป่าได้รับความเสียหายอย่างมาก รวมถึงการที่คอมมิวนิสต์เข้าป่าทำให้ป่าทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกทำลายกลายเป็นไร่นาอย่างมหาศาล ซึ่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวใช้ระยะเวลาอันสั้นเป็นอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรป

ผลลัพธ์ของการทอดทิ้งชนบทคือความยากจน การอพยพของแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมืองกลายมาเป็นคนจนในเมืองเพิ่มขึ้น ในขณะที่ภาคใต้มีการปรับเปลี่ยนไปทำสวนยาง ช่วยป้องกันไม่ให้มีการอพยพย้ายถิ่นเข้าเมือง ส่วนภาคกลางและแถบใกล้เมืองหลวง เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชลบุรี ระยอง ตราด ฯลฯ มีการปรับตัวทำการเกษตรกรรมที่ค่อนข้างทันสมัย และเลี้ยงตัวเองได้ เช่น การทำสวนผลไม้ ดอกไม้ ไม้ดัด ป่าสวนยาง และประมง จนกลายมาเป็นเขตอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจังหวัดระยอง และชลบุรี รวมถึงพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี หรือบางแห่งกลายเป็นเขตที่อยู่อาศัยของคนที่ทำงานในกรุงเทพฯ รวมถึงกลายสภาพเป็นที่อยู่อาศัยของแรงงานที่อพยพเข้ามาด้วย ดังนั้นสีแดงจึงหนาแน่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสีเหลืองอยู่ในแถบภาคกลาง ทำให้ชนบทเหลือเพียงผู้สูงอายุและเด็ก กลายสภาพเป็นเมืองเล็ก และไม่ได้เป็นฐานการผลิตของประเทศอีกต่อไป โดยเฉพาะภายหลังการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

จากความเลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างเมืองและชนบท การพัฒนาเช่นนี้ทำให้เกิดการต้อนรับระบบทักษิณาประชานิยม นโยบายแบบไทยรักไทยกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดของคนในชนบทอยู่เสมอ และยังผูกพันกับผู้ให้กำเนิดสิ่งเหล่านั้นอย่างเหนียวแน่

คำถามที่สำคัญคือจุดคานงัดมีหรือไม่ การหาจุดคานงัดให้ได้นั้นต้องอาศัยความคิดในการแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม การเอาทรัพยากรที่มีทั้งหมดจากเมืองและต่างประเทศกลับสู่ชนบท โดยมีเป้าหมายในการใช้งบประมาณทั้งหมดเพื่อพัฒนาชนบท เช่น ในยุคที่รัฐบาลสนับสนุนการศึกษาอย่างมาก จำเป็นการสร้างการศึกษาเพื่อพัฒนาชนบท เพื่อให้มีคนชั้นกลางอยู่ในชนบทเพิ่มมากขึ้น

จุดเปลี่ยนผ่านหลายจุดที่เพิ่มความเชื่อมั่นให้เราอย่างน้อย 6 เหตุการณ์ ได้แก่
(1) การยึดสนามบินไม่อาจล้มรัฐบาลได้ และทหารไม่สามารถใช้กำลังเพื่อปราบปรามประชาชนได้ การโยกย้ายขั้วทางการเมืองของบางกลุ่มทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ
(2) เหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงสงกรานต์ 2552 ภาพของความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าขบวนบวนการของมวลชนไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ แต่เมื่อขบวนการนั้นมีการปรับท่าทีอย่างเหมาะสมมวลชนก็จะกลับมาเข้มแข็งได้อีก
(3) ภายหลัง 19 กันยายน 2549 จนกระทั่งปัจจุบัน ความเชื่อถือเรื่องการใช้อำนาจทหารล้มอำนาจทางการเมืองเหลืออยู่น้อยมาก การทำรัฐประหารเพื่อเป็นทางออกของวิกฤติทางการเมือง น่าจะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป หรือยากที่จะทำโดยใช้ทหารเป็นเครื่องมือในการล้มอำนาจรัฐบาลต่อไป
(4) เสียงของผู้ที่มีสิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้ง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากระบวนการเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางในเมือง ทำให้การยึดอำนาจและการใช้บทเฉพาะกาลหมดความสำคัญ
(5) สีเหลืองเดินมาสู่กระบวนการตั้งพรรคการเมือง ขณะที่สีแดงรอคอยการเลือกตั้งครั้งใหม่ การต่อสู้บนท้องถนนกลายเป็นหนทางที่ตีบตันในสายตาของทั้งสองฝ่าย
(6) ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเป็นพลังที่ไม่สามารถประมาทได้ ชนชั้นกลางเคยมีความสำคัญและจะมีความสำคัญต่อไปในอนาคต ส่วนเกษตรกรและชนชั้นล่างเริ่มเข้ามามีบทบาทในการนิยามความเป็นประชาธิปไตยร่วมกับชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่กระบวนการดังกล่าวก็จะยังไม่ราบรื่นเสียทีเดียว

หากมองในแง่ดีจากสิ่งที่เกิดขึ้น การเมืองไทยอาจกำลังลอกคราบเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า อาจมีศักยภาพใหม่ๆ ผุดบังเกิดขึ้น ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแต่ในแง่มุมของอันตรายหรือความล่มสลายของประเทศ เพราะอาจจะมีบางอย่างที่เป็นจุดคานงัดของประเทศได้ เช่น อาจเป็นหนทางนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่และมีการกำหนดทิศทางการเมืองใหม่ร่วมกันอย่างชอบธรรม ทำให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับ

ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น หากพรรคประชาธิปัตย์ชนะ การเมืองดำเนินต่อไปอย่างชอบธรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกดำเนินคดีไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอาจจะมีม็อบตามมา แต่เป็นม็อบที่สามารถควบคุมได้ หากพรรคเพื่อไทยชนะ อาจจะมีการนิรโทษกรรมแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยอาจจะมีม็อบของทั้งสองฝ่าย แต่รัฐบาลก็จะสามารถจัดการได้และไม่เกิดการนองเลือด รวมถึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมา และยิ่งไปกว่านั้นอาจมีการรวมกันเฉพาะกิจของแต่ละขั้วการเมืองเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ หรือเกิดการนิรโทษกรรมครั้งยิ่งใหญ่เพื่อดึงให้ประเทศกลับมาสู่ภาวะปกติ

ดังนั้น การจำเป็นต้องหยิบข้อดีของแต่ละฝ่ายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การคิดฉับไว เถรตรงการประสานประโยชน์ และไม่ติดคัมภีร์ โดยเฉพาะผู้นำสีเหลืองจำนวนหนึ่งที่กลายมาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งต้องคิดให้รอมชอมและประนีประนอมมากขึ้นกว่าบทบาทที่เป็นแกนนำมวลชน เพื่อให้ประเทศสามารถก้าวหน้าต่อไป
ประชาธิปไตยที่จะไปได้รอดคือประชาธิปไตยที่ยอมรับทั้งสีเหลืองและสีแดง ยอมรับทั้งเมืองและชนบท ซึ่งสิ่งที่มีจุดเน้นที่ถูกต้องของสีเหลืองก็คือ การมีธรรมาภิบาล ไม่มีคอรัปชั่น ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ผู้ที่มาจากเสียงข้างมากในสภาต้องระมัดระวังที่จะไม่ก้าวล่วงสถาบันอื่นๆ ในสังคม ไม่ว่าสื่อสารมวลชนข้าราชการ นักวิชาการในมหาวิทยาลัยหรือแม้แต่สถาบันที่เป็นที่รักของคนจำนวนมาก ส่วนจุดเน้นที่ถูกต้องของสีแดงคือการต่อต้านรัฐประหารหรือการยึดอำนาจ และไม่ใช้สถาบันที่ทุกคนเคารพรักเพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งควรจะมองว่าทั้งเหลืองและแดง ต่างก็ดีและถูกด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งจะนำไปสู่ความสมานฉันท์

ประชาธิปไตยที่ฟังเสียงข้างมาก ขณะเดียวกันก็ต้องเคารพเสียงส่วนน้อยด้วย ทั้งยังต้องเคารพองค์กรยุติธรรม ศาล และองค์กรอิสระด้วย ขณะเดียวกัน สถาบันจำเป็นต้องเป็นหลักชัยให้กับกลุ่มคนที่เห็นว่าไม่มีทางมีความสมานฉันท์ได้หากมีความไม่ยุติธรรมสำหรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้หากมองในระยะปานกลางและระยะยาว จำเป็นต้องคืนความเป็นวิชาชีพให้แก่นักกฎหมายและวงการยุติธรรมให้มากขึ้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างยาวนานไม่ได้เป็นความเสียหายที่เสียเปล่า จากการต่อสู้ที่ยากลำบากยาวนานและสูญเสียชีวิต ทำให้เห็นได้ถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายที่ต้องการต่อสู้เพื่อส่วนรวมเพียงแต่ หากทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน มองกันในแง่ดี และเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เป็นกลางที่มีมากถึง 85% ของประชากรทั้งหมด ทั้งเหลืองและแดงต่างก็ต้องยอมฟังคนอื่นถึงแม้ฝ่ายของตนจะมีกำลังมากก็ตาม บางครั้งก็ต้องสงสัยความคิดความเชื่อของฝ่ายตนเองบ้าง โดยยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ไม่ใช่พระเจ้า อาจจะมีอะไรที่
ผิดพลาดบ้างก็ได้

ข้อสังเกตบางส่วนจากการศึกษาข้อมูลของคณะวิจัย พบว่า
• ร้อยละของการนิยามตนเองเป็นคนที่มีฐานะยากจน 50.2% เห็นว่าตนเองมีฐานะปานกลาง 32.1%และมีฐานดีนั้นมีเพียง 2.0% และไม่นิยามฐานะตนเอง 15.4%
• ร้อยละของรายได้ต่อเดือน พบว่ามีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือนถึง 32.6 % รายได้ตั้งแต่ 5,001 – 10,000 บาท 35% รายได้ตั้งแต่ 10,001 – 30,000 บาท 26% และมีรายได้เกินเดือนละ 30,000 บาทคิดเป็น 6.3 %
• ร้อยละของรายได้ต่อเดือนจำแนกตามภูมิภาคพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนคนรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทสูงกว่าภาคอื่นๆ คิดเป็น 50.2% เทียบกับภาคใต้ที่มี 19.4% และกรุงเทพฯ และปริมณฑลมี 17.7% ซึ่งเป็นชนบทในเมืองที่อยู่ในขบวนการสีแดงมากเป็นพิเศษ แต่ก็มีอยู่ในขบวนสีเหลืองด้วย
• ร้อยละของระดับปัญหาทางการเมืองของสังคมไทยพบว่ามีความเห็นว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ ต้องมีการ แก้ไขเปลี่ยนแปลง 61.4% ยังไม่เป็นวิกฤติ 17.1% และไม่แน่ใจว่าอยู่ในขั้นใด 21.6%
• ร้อยละของการเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง พบว่ากลุ่มที่มาเข้าร่วมเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตย 6.2% กลุ่ม นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดง 5.9% กลุ่มอื่นๆ 2.2 และไม่ได้เข้าร่วมกับ กลุ่มใดเลย 85.7 %
• ร้อยละของความคิดเห็นต่อการชุมนุมของเสื้อสีต่างๆ เห็นด้วย 13.9 % ไม่เห็นด้วย 46.8% และไม่แน่ใจ 39.3%
• โดยสรุป สิ่งที่พอจะคล้ายจุดคานงัดได้บ้าง อาจเป็นเพียงการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และชอบธรรมที่สุด เพื่อร่วมกำหนดว่าประเทศไทยจะเดินไปทางไปไหน และทุกฝ่ายต้องยอมรับผลที่จะตามมาจากการเลือกตั้ง ถือได้ว่าเป็นการเลือกตั้งเพื่อสถาปนาความชอบธรรมใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นการปิดฉากประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลาคม ลง ประชาชนต้องการให้เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผศ.ดร.พรชัย ตระกูลวรานนท์ นำเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลวิเคราะห์การเก็บข้อมูลภาคสนาม ดังนี้
• การเก็บข้อมูลภาคสนามของทีมวิจัย ได้มีการใช้เกณฑ์มาตรฐานในการสุ่มตัวอย่างเช่นเดียวกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีการสุ่มตัวอย่างประมาณ 5,300 ตัวอย่าง จากประชากรที่กระจายตามภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19.6% ภาคเหนือ 22.7% ภาคกลาง 21.3% ภาคใต้ 18.1% กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 18.3% การวิจัยครั้งนี้มีการสอบถามที่แตกต่างจากทั้ง 2 แห่งดังกล่าวอยู่บ้างในเรื่องการสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้สึกและการรับรู้สถานะทางเศรษฐกิจของตนเองเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงอำนาจการซื้อหรือใช้จ่ายจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้การให้กลุ่มตัวอย่างนิยามฐานะตนเองก็เพื่อให้เกิดการตรวจสอบข้อมูลซ้ำ (double check) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและแม่นยำ
• การสำรวจความคิดเห็นต่อการคอรัปชั่นและการช่วยเหลือพรรคพวกของตนเองพบว่า รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยถึงแม้มีเสียงข้างมากสนับสนุนแต่ก็มีการคอรัปชั่นและหาผลประโยชน์เพื่อตนและพวก พบว่า ปัญหาหลักของระบอบประชาธิปไตยในไทยคือ นักการเมืองคอรัปชั่นสูงที่สุด 41.6% รองลงมาคือปัญหาการแทรกแซงทางการเมือง 14.2% ปัญหาการซื้อเสียง 12.6% ปัญหาการไม่ใช้กระบวนการประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหา 12.3% ปัญหาการผูกขาดอำนาจ 8.4% ปัญหาการนำนายทุนมาเป็นนักการเมือง 7.8% และความไม่เหมาะสมของการนำประชาธิปไตยมาใช้กับไทย 3.1%
• จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ทำให้เข้าร่วมการชุมนุมประกอบด้วย ต้องการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง 17.5% มีความเห็นตรงกันกับข้อเรียกร้องของกลุ่ม 26.6 % ชื่นชอบกลุ่มแกนนำ12.7% ทนไม่ไหวกับสถานการณ์ทางการเมือง 30.5% และอื่นๆ 12.7%
• ความคิดเห็นต่อการชุมนุมของเสื้อเหลืองพบว่า เห็นด้วยมาก 7.5% เห็นด้วย 10.3% ไม่เห็นด้วย แต่ยังสามารถรับข้อเสนอบางข้อได้ 22.9% ไม่เห้นด้วยมาก 26.2% และไม่ขอออกความคิดเห็น 33.2% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับความคิดเห็นของการชุมนุมของเสื้อแดงพบว่า เห็นด้วยมาก 11.3% เห็นด้วย 8.6% ไม่เห็นด้วยแต่ยังสามารถรับข้อเสนอบางข้อได้ 17.6% ไม่เห้นด้วยมาก 32.5% และไม่ขอออกความคิดเห็น 30.1% ซึ่งจะเห็นได้ว่าความคิดเห็นในการเข้าร่วมชุมนุมทั้งสองฝ่ายมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันทำให้ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าผู้เข้าร่วมทั้งสองฝ่ายนั้นมีความเห็นไม่ต่างกันมากอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ
• โดยสรุปข้อมูลที่นำเสนอนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัย เพื่อเป็นการสนับสนุนสิ่งที่ รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้นำเสนอไปข้างต้นแล้ว ส่วนข้อมูลที่สมบูรณ์จากงานวิจัยชิ้นนี้ จะได้มานำเสนออย่างเต็มรูปแบบในโอกาสต่อไป

http://www.thaireform.in.th/reform-path/stage-reform/237–24.html

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 2, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: