RSS

ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ สกอ. ทบทวนเรื่อง TQF

05 ก.พ.

กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF) กับวิกฤตมหาวิทยาลัยไทย

การปฏิรูปการศึกษาด้วยการผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ อันเป็นหน่ออ่อนทางความคิดมาตั้งแต่ปี 2542 และปรากฎผลในทางรูปธรรมนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นกับการบริหารอุดมศึกษาไทย

การยุบทบวงมหาวิทยาลัยในปี 2546 ติดตามมาด้วยการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อสร้างและควบคุมมาตรฐานของอุดมศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เพื่อควบคุมกำกับนโยบายและการดำเนินงานเกี่ยวกับอุดมศึกษา ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนทิศทาง และ เป้าหมายของมหาวิทยาลัยไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2552 สกอ.ได้ประกาศตั้งมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติขึ้น โดยคัดเลือก “มหาวิทยาลัยชั้นนำ” จำนวน 9 แห่ง ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแนวหน้าในโครงการดังกล่าว

นโยบายนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ไม่เพียงบีบให้มหาวิทยาลัยต้องแข่งขันกันเองเพื่อพยายามถีบตนให้อยู่ในแถวหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อธำรงรักษา “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” เหนือกว่าผู้อื่น หากแต่ยังได้ผลักดันให้อุดมศึกษาไทย ต้องแปรสภาพเป็นบริษัทธุรกิจที่แข่งกัน “ผลิตสินค้าวิชาการ” นำมาขายในตลาดต่างชาติ ด้วยการเพิ่มความถี่ในการตีพิมพ์ผลงานในวารสารนานาชาติ และทุ่มทุนโฆษณาเพื่อเพิ่มเรตติ้งของชื่อเสียงของตนเองในระดับสากล

ทิศทางการแข่งขันอันเข้มข้น ได้ดำเนินควบคู่ไปกับการเพิ่มแรงกดดันในการประเมินการทำงาน และผลงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมักมาในคำพูดสวยหรูว่าด้วย “การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา” คำย่อต่างๆถูกสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือประเมิน “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” และแทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็น KPI (Key Performance Indicator) ตัวชี้วัด (Indicator) และ Impact Factor มีการมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ นอกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา (สมศ. ) และสำนักงานพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เข้าทำหน้าที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของมหาวิทยาลัย เพื่อให้แน่ใจว่าดำเนินในแนวทางที่ตอบสนองต่อตลาดเศรษฐกิจมากที่สุด การกรอกรายงานการประเมินการทำงานและจัดหาข้อมูลอย่างละเอียดยิบย่อยให้กับหน่วยงานเหล่านี้ ปีละหลายครั้ง หลายรอบ ได้กลายเป็นงานที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด ที่สิ้นเปลืองเวลาไม่น้อยไปกว่าการทำงานสอนและวิจัย ล่าสุด สกอ.ได้มีการประกาศใช้เครื่องมืออันใหม่ เรียกว่ากรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (Thailand Qualification Framework หรือ TQF) เพื่อใช้ในการ “ประกันคุณภาพการศึกษา และเพื่อให้การศึกษาของไทยสามารถเทียบเคียงคุณวุฒิกับนานาชาติได้”

สกอ.นั้นได้บรรยายสรรพคุณของ TQF ไว้อย่างสวยหรูนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและประกันคุณภาพและมาตรฐานการวัดการศึกษา อันเน้นการวัดผล การเรียนรู้ (learning outcomes) เป็นสำคัญ เพื่อประกันคุณภาพบัณฑิต และสร้างหลักประกันคุณภาพหลักสูตรและการเรียนการสอน ตลอดจนพัฒนาให้คุณวุฒิและปริญญาของอุดมศึกษาไทยให้เป็นที่ยอมรับและเทียบเคียงได้กับสถาบันทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว TQF นั้นกลับทำหน้าที่เพียงประการเดียวเท่านั้น กล่าวคือเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการติดตาม ตรวจสอบการทำงานของอาจารย์ที่ถี่ยิบ และลึกลงไปถึงระดับรายวิชา ผ่านระบบการเขียนรายงาน เครื่องมือดังกล่าว หากมีการนำมาปฏิบัติจริง จะสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อบุคคลากรในอุดมศึกษา เพราะไม่เพียงแต่ผู้บริหารเท่านั้น ที่จะต้องเขียนรายงานและนำเสนอข้อมูลการประเมินให้กับหน่วยงานภายนอก แต่อาจารย์ทุกคนต้องรับภาระนี้เข้าเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยการเขียนรายงานที่มีความถี่มากกว่าการประเมินใด ๆ ที่เคยมีมา เป็นรายงานที่ต้องเขียนในทุกวิชา และในทุกภาคการศึกษา

สกอ. อ้างว่า TQF จะช่วยสร้างมาตรฐาน (standard) ให้กับอุดมศึกษา และลดระเบียบขั้นตอนการบริหารลง (deregulation) แต่ในความเป็นจริงแล้ว TQF กลับเป็นเครื่องมือในการสร้างมาตรฐานเดี่ยวและบังคับใช้เหมือนกันหมด (standardization) ด้วยขั้นตอนการควบคุมที่เพิ่มขึ้นมากมายอย่างสลับซับซ้อน สกอ.ได้ประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า มคอ. 1-7 (มาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา 1-7) เพื่อเป็นทั้งข้อผูกมัดให้มหาวิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆปฏิบัติตามอันเป็นแบบฟอร์มที่เข้มงวด เต็มไปด้วยรายละเอียดจำนวนมากให้กรอกกันถ้วนหน้า แบบฟอร์มอันหนาเป็นปึกได้รวมเอาข้อมูลทุกอย่างนับแต่โครงสร้าง เนื้อหาหลักสูตร ไปจนถึงวิธีการจัดการเรียนการสอนและ ทรัพยากร และมคอ. 1 นี้เองที่ถูกใช้เป็นทั้งกรอบสัญญาที่ผูกมัดมหาวิทยาลัยและสาขาวิชาให้ดำเนินการตามระเบียบใหม่ที่กำหนดโดย สกอ. อย่างเคร่งครัด สกอ.ยังได้ระบุบทลงโทษที่ชัดเจนเอาไว้ในสัญญาดังกล่าว ทั้งนี้หากหลักสูตรใดไม่ผ่านการประเมินของสกอ. หรือไม่สามารถรักษาระดับคะแนนเฉลี่ยที่ดีต่อเนื่องกันสองปี ก็จะไม่ได้รับการรับรองและเผยแพร่หลักสูตรจากสกอ. หรือถูกถอดออกจากการรับรองคุณภาพได้ และเพื่อให้การควบคุมการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารหลักสูตรมีหน้าที่ต้องรายงานผลการดำเนินการของหลักสูตรในทุกปีการ ศึกษาอีกด้วย

สำหรับอาจารย์แล้ว การปฏิบัติตาม TQF หมายถึงการต้องกรอกแบบฟอร์มจำนวน มหาศาล ส่งให้กับผู้บริหารหลักสูตรและมหาวิทยาลัย ปัญหาสำคัญของ TQF นั้นไม่ได้อยู่ที่เพียงแบบฟอร์มจำนวนมหาศาลที่ทั้งผู้บริหารและคณาจารย์ต้องกรอกกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่เนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดถี่ยิบ แต่กลับเป็นเนื้อหาที่เน้นเทคนิคการจัดการ บนฐานคิดของการเรียนการสอนแบบประถมศึกษา ที่ควบคุมการวางแผนและการเรียนการสอนอย่างยิบย่อย แต่กลับไม่มีที่ใดเลยที่สะท้อนการวัดคุณภาพการศึกษาในเชิงความคิด ปัญญา และความสร้างสรรค์ อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา

สกอ. ได้ประดิษฐ์กรอบผลการเรียนรู้ขึ้นมาถึงห้าประเภทใน TQF โดยนอกเหนือจาก ความรู้ ทักษะ และปัญญา อันเป็นกรอบคิดทั่วไปซึ่งใช้กันในระดับสากลแล้ว หลักสูตรต่างๆในไทยถูกบังคับให้ต้องเพิ่มสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรม จริยธรรม และการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าไปเป็นเกณฑ์ในการวัดความสำเร็จของการเรียนรู้ กรอบดังกล่าวมีความโน้มเอียงทางเทคโนโลยีและวิชาชีพบางด้านอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับถูกบังคับใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกสาขาวิชาทั่วประเทศ การบังคับใช้กรอบการวัดผลการเรียนรู้ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างและหลากหลายของสาขาวิชาการของ TQF ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเรียนการสอนในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปะ ที่ความรู้และอิสระในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์จะต้องถูกปิดกั้นและขัดขวาง ด้วยกรอบที่ขาดความยืดหยุ่น ตายตัว และไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชาการในด้านนี้

TQF จึงไม่ใช่เครื่องมือในการประกันคุณภาพอย่างที่มักกล่าวอ้างกัน หากแต่เป็นกระบวน การแทรกแซงของรัฐเพื่อควบคุมอุดมศึกษาผ่านสถาบันเช่น สกอ. แม้สกอ.จะอ้างว่าการสร้าง TQF ขึ้นมาเพื่อใช้ในการควบคุมมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไร้มาตรฐาน แต่การใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องมาตรฐานได้แต่อย่างใด ในการเหวี่ยงแหอย่าง เหมารวม ภายใต้กระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนวิชาการต่างๆ ย่อมก่อให้เกิดข้อกังขาต่อความถูกต้องและชอบธรรมของ สกอ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษา การทำงานประเมินที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการประกันคุณภาพอื่นๆ การริดลอนเสรีภาพในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนตามธรรมชาติของสถาบันและสาขาวิชาต่างๆ การแปรสภาพอาจารย์ให้เป็นดั่งแรงงานผลิตสินค้า ที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดผ่านระบบรายงานเฉกเช่นดังการตอกบัตรเข้าโรงงาน ปัญหาเหล่านี้ล้วนสวนทางโดยสิ้นเชิงกับเจตนารมณ์ของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ที่พึงมีเสรีภาพในการสร้างสรรค์และพัฒนาวิชาการที่ตอบสนองต่อสังคมอันแตกต่างและหลากหลาย

นับตั้งแต่การเริ่มประกาศใช้ TQF เป็นต้นมา คำถามที่มีต่อ TQF และบทบาทของสกอ. ได้กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่เป็นที่ถกเถียงและเคลื่อนไหวในหลายมหาวิทยาลัยที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ พวกเราคณาจารย์ดังมีรายชื่อข้างท้ายนี้ จึงได้รวมตัวกันขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารปฏิเสธเครื่องมือพันธการชิ้นนี้ และขอเรียกร้องให้สกอ.ทบทวนเครื่องมือของตน เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากประชาคมวิชาการตามหลักการมีส่วนร่วม ตลอดจนคำนึงถึงความหลากหลายของวงวิชาการ และยุติการบังคับใช้ TQF เสีย ก่อนที่เครื่องมือดังกล่าว จะกลายเป็นชนวนแห่งวิกฤตอุดมศึกษาไทยขึ้นมาจริงๆ

คณาจารย์ นักวิชาการ ที่เห็นด้วยกับ เนื้อความข้างต้น
กรุณาร่วมลงชื่อ โดยแจ้งชื่อ และ สถาบัน ไปที่
ยุกติ มุกดาวิจิตร iamyukti@yahoo.com
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี pinkaewl@yahoo.com
พวงทอง ภวัครพันธุ์ lekpuangthong@yahoo.com

Advertisements
 
 

ป้ายกำกับ: , , ,

3 responses to “ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ สกอ. ทบทวนเรื่อง TQF

  1. Phichitphol

    พฤษภาคม 18, 2010 at 10:26 am

    ขอร่วมคัดค้านระบบ TQF เพราะไม่ได้พัฒนาระบบการศึกษาได้จริง และเป็นการเพิ่มภาระโดยเปล่าประโยชน์

     
  2. jib naconsi

    พฤศจิกายน 29, 2010 at 10:52 am

    ร่วมค้าน เพราะเพิ่มภาระให้กับครู อาจารย์จริงๆ เท่าที่เป็นอยู่ก็แทบไม่ไหวแล้ว

     
  3. nn

    มีนาคม 5, 2011 at 11:24 am

    ร่วมด้วยคะ หากต้องการให้พวกเราทำแบบนี้นคุณควรหาระบบมารองรับเช่นระบบอนนไลน์ต่างๆที่สามารถลิงห์ข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา แทนที่จะต้องทำงานเอกสารสิ้นเปลืองเวลาแบบนั้น…ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงเนื่องจากต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ..คุณภาพงานก็ลดลง…ชีวิตครอบครัวก็กระทบไปด้วยเนื่องจากงานต้องมาก่อน..ไม่งั้นที่บ้านจะเอาอะไรกินกัน…ทุกคนเอาเปรียบและเห็นแก่ตัวมากขึ้นเนื่องจากถูกบีบ…หากผู้นำไม่พร้อม แต่จะเห่อใช้ตามฝรั่ง…มันถูกแล้วหรือ..คิดซะบ้างนะคะ..พวกจบสูงแต่หัวกลวงทั้งหลาย…อย่านึกถึงแค่ผลงาน..แต่ควรนึกถึงเรื่องศีลธรรม และจริยธรรมด้วย…มนุษย์..ไม่ใช่เครื่องจักร…

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: