RSS

ความในใจ…นิเวศภาวนาในเมือง (1)

23 ก.พ.

จากที่ผมเคยได้กล่าวไว้ในเรื่องนิเวศภาวนาในเมือง และได้ ตบท้ายไว้ว่าหาก ผมภาวนาขอให้ นศ. ได้เขียนความในใจออกมา….

ผมได้รับมาแล้ว 1 ฉบับ จาก นศ.คนหนึ่งงงง ลองอ่านความคิดเธอดูครับ………

นิเวศภาวนาในเมือง ( 20 กุมภาพันธ์ 2553)

ในชีวิตธรรมดา ที่ปกติอย่างสามัญ จะมีสักกี่ครั้งที่เรา มองหาและเริ่มต้นทำอะไรที่แตกต่างไปจากวิธีดั้งเดิม ในฐานะมนุษย์ที่นิยายตัวเองไว้ว่า ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เมื่อต้องเปลี่ยนก็ขอเพียงเวลาหรือพื้นที่สักนิดให้ได้คิดกลัว ไม่ว่าความกลัวนั้นจะเป็นเพียงความกลัวที่สร้างขึ้นมา หรือเป็นความกลัวตามรูปกาลที่จะเป็น คนธรรมดาที่ใช้ชีวิตคล้ายกันเกือบทั้งโลก คือ ขวนขวายเพื่อการมีชีวิตอยู่ ข้อแม้คือชีวิตนั้นต้องเป็นชีวิตที่ดี แต่ระเบียบที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีของแต่ละคนก็ต่างกัน บางคนยึดถือระเบียบเดียวกับพระราชา บางคนของเป็นแค่คนชนชั้นกลาง บางคนไม่มีระเบียบให้ยึดแค่อยากยึดชีวิตให้รอดถึงวันพรุ่งนี้ ภายในระเบียบของแต่ละชีวิต ผู้คนก็มักจะเคร่งครัดเพื่อไม่ให้หลุดจากกรอบชีวิตที่ดีที่ตั้งไว้ การเดินไปนอกกรอบอาจหมายถึงการสูญเสียและเสี่ยงภัย

ในวิถีสามัญนี้ก็คงเช่นกัน โดยปกติเราจะทำอย่างที่คนอื่นๆทำ เพื่อให้เขายอมรับและกลมกลืนไปกับสังคมในแบบของตน เรากินในสิ่งที่คนอื่นกิน หรือ โฆษณาบอกเราว่าควรกิน เรามีและเราใช้ในสิ่งที่คนอื่นมีและใช้ การมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้นอกจากจะบริโภคเพื่อความอยู่รอดแล้ว การบริโภคอาจเป็นเสมือนการป่าวประกาศว่าเราเป็นใครในสังคม เรากินอะไรและใครกินแบบนี้บ้าง เราอาจกิน-ใช้เพียงเพื่อจะเป็นเช่นเดียวกับพวกเขา อาจเป็นว่าเราไม่สามารถทำบางอย่างที่อยากทำหรืออยากลองเพียงเพราะกลัวแตกแถวจากพวกเดียวกัน โดยทั่วไปมนุษย์จึงมีวิถีคล้ายกัน พวกที่แตกต่างก็จะถูกนับเป็นคนละชนชั้น หรือไม่ก็ถูกเรียกพวกแหกคอก(มีสองทางให้เลือกเท่านั้น) ซึ่งวันดีคืนดีวิถีแห่งความล้าหลัง วิถีแห่งเกษตร วิถีในชนชั้นล่าง อาจถูกยกย่องหรือมีค่าขึ้นได้ หากมีกระแส วิถีเหล่านี้อาจกลายเป็นตัวอย่างและบทเรียนทางสังคม หรือเมื่อใดที่คนเริ่มค้นหาศาสนาใหม่ในการบูชา คนที่แหกคอกอยู่อาจกลายมาเป็นสิ่งที่พวกเขาตามหา เป็นศาสดาในศาสนาใหม่ที่มีกฎ ระเบียบไม่ต่างอะไรจากศาสนาเดิมของตน จึงไม่มีใครแตกต่าง ณ ขณะ ที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพยายามเป็นมนุษย์ (แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเราจะอยู่แบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน) ทุกย่างก้าวของลมหายใจ ในฐานะมนุษย์จึงกำลังเรียนรู้ที่จะเป็นใครสักคนบนโลก(ใครที่อีกหลายคนก็กำลังพยายามเป็น)

ในชีวิตหนึ่ง…จะมีอะไรที่ทำให้คนๆหนึ่ง ต้องอยู่เพียงลำพังท่ามกลางผู้คน ปราศจากความคุ้นเคย มีเพียงความแปลกหน้า ไร้เครื่องการันตีคุณค่าของการมีตัวตนอย่างเงิน ต้องมีชิวิตอยู่ด้วยการขอ ทั้งอาหาร น้ำ การขอสิ่งเหล่านี้กับคนแปลกหน้า การขอสิ่งที่ใช้เพื่อการมีชีวิต อาจเทียบเคียงได้กับการขอมีชีวิต

ครั้งแรกที่ได้ยิน นี่คือต้นแบบความสนุก ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ได้ทดลอง และค้นหาสิ่งที่รออยู่ เมื่อต้องคิดก็คิดถึงเพียงความสนุก ใครบอกว่ายากนั้นยิ่งสนุก ใครบอกเป็นไปไม่ได้ยิ่งน่าลอง

เมื่อเริ่มเดินทาง และแยกย้ายจากคนอื่นมาสู่ทางเดินของตน และถูกปล่อยให้อยู่กับตัวเอง ก็เริ่มเกิดการพูดคุยกันระหว่างความสนุกกับบางสิ่ง …เรากำลังจะไปไหนและไปเพื่ออะไร หากไม่หยุดเดินก็ไม่สามารถหยุดคิด และหากไม่หยุดคิดก็ไม่สามารถไปต่อไปได้

เวลานั้น…เป็นเวลาของการคิดที่สับสน …ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ …วัตถุประสงค์คืออะไร..หรือการมาอยู่ที่นี่เพื่อจะเรียนรู้ว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เมื่อชีวิตที่แท้ไม่ได้มีเราเป็นศูนย์กลาง เมื่อไม่มีเงินก็ปราศจากอำนาจ และดูแตกแยก …ทำไมถึงแตกแยก เพราะ ขณะนี้กำลังทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน คนอื่นไม่ทำอะไร….คนอื่นๆไม่เดินถอยหลัง ไม่กระโดดปรบมือกลางห้างสรรพสินค้า ไม่ขอเงินคนไม่รู้จัก ….หรือนั้นคือสาเหตุที่ตอนนี้เราต่างจากคนอื่น เราไม่มีเงิน และอยากเดินถอยหลัง อยากกระโดดปรบมือ อยากทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ…และอยากรู้ตัว รู้ว่ากำลังทำอะไร รู้ว่ากำลังคิดอะไร และอะไรถึงทำให้คิดเช่นนั้น

หลังจากพบจุดเริ่มต้นของตัวเอง ก็เริ่มเดิน …เดินเพื่อหาที่ทางของตัวเอง เดินเข้าไปถามคำถามกับคนอื่นเพียงเพื่อให้รู้ว่าเรายังมีตัวตนอยู่ ให้รู้ว่าเราสามารถพูดกับคนอื่นได้ และเขาจะตอบเรา เมื่อได้รับคำตอบและการยืนยันในตัวตน พลังที่จะเดินต่อก็มีมากขึ้น …แล้วก็เดินต่อไป…

ไปในที่ๆไม่เคยไป…ในพื้นที่ ที่คนไม่อยาก-ไม่เคยเดินไป วันนี้ต้องเดินไปให้ถึงที่นั้น เดินไปก็คิดไปว่าเดินไปจะเจออะไร ในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าจะมีอะไรให้ค้นหานอกจากรถที่จอดอยู่ แต่เดินไปแล้วก็พบ ด้านหลัง(ข้าง)ห้างฯ ประตูทางเข้าสำหรับสินค้า-พนักงาน ….ที่เก็บขยะ …ที่เก็บขยะกับคนเก็บขยะ ไม่น่าใช่สิ่งที่คิดว่าจะเจอในลานจอดรถ

ได้คุยกับพี่คมสัน …ก็สงสัย ทำไมเขาถึงยอมพูดคุย ทั้งที่พี่เขาก็มีงาน ทั้งที่เราเป็นใครก็ไม่รู้…มีความสุขที่ได้คุย สนุก ตื่นเต้นที่ได้รู้ข้อมูลที่ไม่เคยรู้ ทั้งการรับประมูลขยะทุกชนิด(ขยะยังมีค่าและหาประโยชน์ได้) เวลาทำงานของพี่เขาที่ทำตั้งแต่ห้างเปิดยังห้างปิด …เมื่อจบการสนทนามีความสุข เหมือนประสบความสำเร็จในชีวิต โล่งใจที่ได้คุยกับใครสักคน…จากนั้นก็เดินต่อ

ถึงเวลาสำรวจภายนอก…ก็เดินต่อไป แต่ยังไม่เห็นช่องทางจะคุยกับใคร…แต่รู้สึกอยากลองขอเงินบ้าง..เป็นความอยากแต่กลัว เพราะไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไรและอะไรรออยู่ข้างหน้า ในทางเปลี่ยว มีคนเดินมาไม่มาก มีหลายคนเดินผ่านไป แล้วก็ปล่อยให้เดินผ่านไปพร้อมใจที่ฟ่อลงเรื่อยๆ…คนที่สามหรือสี่ ก็คิดว่าต้องทำแล้วล่ะถ้าไม่ขอคนนี้ก็คงไม่สามารถขอคนไหนได้อีก …แต่ยากกว่าที่คิด พอเดินเข้าไปจะพูดกับเขาเหมือนเป็นการลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว ลิ้นพัน พูดไม่รู้เรื่อง แต่อยากอธิบายเหตุผลที่มากกว่าความจริงว่าไม่มีเงิน ..พอเขาแสดงความเข้าใจแม้เพียงน้อยนิด(หรืออาจเป็นการเข้าข้างเพื่อปกป้องตัวเอง)และเขาหยิบเงินให้ ก็กลัวเขาให้ด้วยความไม่เข้าใจ …เมื่อได้รับคำยืนยัน โลกก็ดูมีสัน อยากจะจำชื่อเขาไว้ตลอดในฐานะผู้มีพระคุณ และขอบคุณจริงๆ กับน้องกวาง ม.5 สายปัญญารังสิต มีความสุข เหมือนประสบความสำเร็จอีกครั้งและเป็นความสำเร็จที่ต่อยอดจากความสำเร็จครั้งก่อน รู้สึกมีความกล้าเพิ่มขึ้นอีกนิด

และยังคงเดินต่อไป….อยากรู้เวลาก็เข้าไปถามเวลาคนอื่น…เขาตอบเหมือนไม่อยากบอก..มนุษย์ไม่ได้ใส่นาฬิกาเพื่อให้คนอื่นถาม-ดูเวลาหรอกหรือ…

ต้องโทรศัพท์รายงานตัว-รายงานชีวิต อยากลองขอยืมโทรศัพท์จากคนอื่น…อยากรู้เขาจะให้ไหม….เดินวนหาเป้าหมาย แต่หายาก…หลังจากเดินวนอยู่พักหนึ่ง ก็เดินเข้าไปหาผู้หญิงคนหนึ่งบอกเขาตรงๆและง่ายๆว่าขอยืมโทรศัพท์หรือขอ เหรียญบาทสักเหรียญสองเหรียญ (ลักษณะไม่ต่างจากคนประสงค์ร้ายที่ไร้แผนและไม่แนบเนียน)เขาตกใจและบอกปฏิเสธ…ตอนนั้น…รู้สึกเชียวว่าทำไมเขาทำอย่างนั้น(แต่ลืมคิดว่าทำไมตัวเองถึงทำอย่างนั้นเหมือนกัน) เสียใจ หมดกำลังใจที่มี ซึ่งเขาก็คงตกใจ แต่แย่แล้ว..ความกล้าที่มีมันหายไปหมด เพราะรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จ ห่อเหี่ยวทันตา เอนี่ชีวิตจริงหรอ…ชีวิตจริงไม่ได้มีแต่ความสำเร็จและความสมหวังหรอกหรือ…เดินต่อ

โทรศัพท์เป็นสิ่งที่ต้องการ คนที่ใจดีให้ยืมโทรศัพท์เป็นเป้าหมาย…ว่าแต่เขาอยู่ไหนกัน… ต้องลองเสี่ยง..มีความกลัวแต่ต้องเสี่ยง แล้วก็เจอมนุษย์คนนั้น หลังจากบอกเล่าความเป็นมาด้วยความตื่นเต้น หลังจากเขาทำหน้าไม่เชื่อ หลังอธิบายและยืนยันความซื่อสัตย์ด้วยข้อมูลของมหา’ลัยและคณะ เขาก็ไตร่ถาม และดูจะไว้ใจมากขึ้น ทำให้ผ่อนคลาย ทะลายกำแพงบางอย่าง เขาให้ยืมโทรศัพท์(ประสบความสำเร็จ) โทรหาอาจารย์หมู(ไม่รับด้วย) โทรหาอาจารย์นุ้ย (ดีใจที่ได้ยินเสียง เหมือนเพิ่มพลัง…มีอีกชีวิตที่เป็นกำลังใจให้(ตอนนั้นต้องการมาก)…รู้สึกคล้ายอีกเดี๋ยวก็สำเร็จ)

หลังจากพูดคุยและขอบคุณ กับ น้องฟ้า ศิลปะศาสตร์ ปี2 เอกเยอรมัน (อยากจดจำชื่อเขาอีกคน)ที่ให้ยืมโทรศัพท์ เขาก็ยื่นเงินให้ด้วยรู้ข้อแม้ของการจะมีชีวิตอยู่ของเรา…รู้สึกเขาใจดี มีความสุข อัตตาตัวโตๆในตัวเองลดลง…ขณะนั้น ไม่ได้ต้องการหาว่าเรากำลังเป็นใคร แต่รู้สึกสิ่งรอบตัว และคนรอบตัวกำลังทำให้เรามีตัวตน ด้วยการที่เขาเชื่อและหยิบยื่นบางสิ่งให้

เมื่อเดินต่อ….ก็รู้สึกว่าพอมีเงินก็เหมือนเงินเยอะไป เยอะกว่าข้อตกลง…เยอะไปนี่ไม่ดีเท่าไหร่ ทำให้อึดอัดหากจะไปขออะไรจากคนอื่นๆอีก แต่ก็อยากลองขอ อาหารหรือน้ำ ….ซึ่งยากและใช้เวลานานในการตัดสินใจ พยายามหาเหตุผล…คำตอบสำหรับตัวเองคือ ยากเพราะถ้าขอกับร้านค้าเขาก็ทำมาหากิน ขอจากคนอื่นๆแล้วให้เขาไปซื้อให้ก็ยากเพราะเกรงใจ ด้วยจะขอและยังต้องรบกวนเขา แต่สุดท้ายก็ลอง….เขาดูไม่เชื่อ แต่ใจดี แต่ก็ไม่เชื่อ แต่อาจด้วยสาเหตุภายในใจเขาหลายประการทำให้เขาไปซื้อน้ำดื่มให้ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่บอกชื่อ…เมื่อเดินจากมา ผิดหวังที่เขาไม่เข้าใจ…และไม่ไว้ใจ แต่แปลกใจที่เขาทำตามคำขอ อยากขอบคุณและอธิบาย รู้สึกไม่ดีที่ทำให้เขาเข้าใจไม่ได้

ก่อนเดินทางกลับ คิด…สับสน …การเดินทางกลับ อยากลองขอ(กลับฟรี)อีก แต่ฝ่อเกินไป ไม่กล้า ความกล้าหายไปหมดแทนที่ด้วยความกลัวและความเป็นไปไม่ได้ หาเหตุผลมากมายมาบอกตัวเองว่าไม่ควรทำ…ทั้งที่จริงอาจเพราะมีเงินในกระเป๋าพอจ่ายค่ารถ จึงไม่มีความจำเป็นที่มากพอจะเอามาเสี่ยงกับความกลัว หรือเสี่ยงกับใจตัวเอง

ระหว่างทาง คือ ระหว่างความคิด

เมื่อมีบทสรุปและการแลกเปลี่ยน เป็นเหมือนการขมวดปม เห็นวิธีคิด วิธีมองที่ต่างออกไปมีเรื่องที่นึกไม่ถึง และไม่ทันนึก

เมื่อชีวิตได้ก้าวมาสู่บททดสอบอีกบทหนึ่ง ที่ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของทุกๆสิ่ง ที่การมีชีวิตไม่ง่ายแต่ไม่ยากอย่างที่คิด …อีกทั้งความมีชีวิตนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าค้นหาและคงต้องอาศัยอีกหลายบททดสอบเพื่อจะเข้าใจชีวิต เมื่อผ่านบททดสอบนี้ก็คงทำได้เพียงทบทวนและรอ บทสอบต่อไปที่จะเข้ามา ไม่อาจรู้อะไรรออยู่ข้างหน้า…แต่อาจเพราะนี่คือชีวิต จึงไม่จำเป็นต้องรู้อะไร …แค่เข้าใจบ้าง รู้สึกบ้างก็คงพอ?…

Advertisements
 
2 ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 23, 2010 in บทความ, เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

2 responses to “ความในใจ…นิเวศภาวนาในเมือง (1)

  1. ชญาดา

    กุมภาพันธ์ 23, 2010 at 12:44 pm

    เดินทางต่อไปเถอะคะ
    การเดินทางทำให้เราพบเรื่องราวระหว่างทาง
    ที่มีเงิน พันล้านก็หาซื้อไม่ได้

    เดินทางไปในใจของตัวเอง

     
  2. แมวน้อย ^^

    กุมภาพันธ์ 23, 2010 at 10:33 pm

    อ่านแล้ว ขอชื่นชมในกล้า และการใช้ภาษาที่ลึกซึ้งค่ะ ^^

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: