RSS

ความในใจ…นิเวศภาวนาในเมือง (2)

26 ก.พ.

หลังจากผมลง ความในใจ…ฉบับที่ 1 ของ นศ. คนแรกที่ส่งมาให้ผม อีก 2-3 วันถัดมา ผมก็ได้รับ ความในของ นศ. คนอื่นๆ ซึ่งผมขอลง ตามนี้เลยครับ

……..
นิเวศภาวนาในเมือง : ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต
เวลาประมาณ 10.30 น. รถได้แล่นถึงฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ซึ่งเป็นสถานที่เราต้องปฎิบัติตามภารกิจให้สำเร็จและเรียนรู้ประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด

เมื่อเริ่มก้าวลงจากรถ จิตใจของผมมั่นคงและหนักแน่น ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี ผมเชื่อว่าถ้าเราทำอะไรด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือถ้าเรามีความเดือดร้อนคนอื่นต้องให้ความช่วยเหลือเรา ด้วยการเริ่มต้นที่มีความมั่นใจสูงของผม ทำให้ผมไม่ได้ตระเตรียมแผนหรือวิธีการที่แน่นอนนัก ผมคิดว่าคงจะประสบแต่เรื่องที่ดีและสำเร็จภารกิจได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อลงจากรถและเตรียมตัวเตรียมใจเรียบร้อยแล้ว ผมได้แยกทางกับเพื่อนและใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงในการเดินเล่นและคิดเรื่องสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย แต่ยิ่งเวลาเดินไปเท่าไหร่ ความรู้สึกจากที่มีความหนักแน่น มั่นใจ กลับเริ่มวิตกกังวลถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญในวันนี้ ปัญหาสำคัญคือเราจะเริ่มเข้าไปพูดคุยกับคนอื่นได้อย่างไร เพราะต่างคนต่างก็ล้วนเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน แม้ว่าเราจะเข้าไปหาเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่เขาก็ต้องหวาดระแวงเราอย่างแน่นอน ผมใช้เวลานั่งรวบรวมสมาธิต่ออีกสักพัก แล้วจึงเริ่มเดินต่อไปจนไปเจอผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนแม่บ้านหรือเป็นพนักงานอยู่ที่นี่ ซึ่งดูจากลักษณะการเข้าไปคุยกับเธอและขอความช่วยเหลือคงไม่ใช่เรื่องยาก ผมจึงเริ่มต้นด้วยการเข้าไปนั่งข้างๆเธอและส่งยิ้มเป็นการทักทายให้กับเธอ เธอยิ้มตอบแต่ก็ไม่ได้มีการสนทนาใดๆกันต่อ เวลาผ่านไปสักพักผมจึงตัดสินใจกล่าวทักทายเธอและตามด้วยการถามเวลาจากเธอ เธอตอบด้วยท่าทีเฉยชาและคล้ายว่าไม่อยากจะสนทนาต่อด้วย เป็นการเริ่มต้นที่แย่ผมคิด แต่ผมต้องพยายามต่อไป ผมจึงตัดสินใจขอยืมโทรศัพท์จากเธอ แต่ไม่ทันได้อธิบายรายละเอียด เธอกลับตอบมาว่า ไม่ได้หรอก โทรศัพท์ไม่มีเงิน โทรออกไม่ได้ ผมไม่คะยั้นคะยอเธอต่อ ผมหยุดถามทุกอย่างจากเธอ ปล่อยให้ความเงียบกัดกร่อนเวลาไปอย่างช้าๆ สักพักผมจึงตัดสินใจว่าต้องเดินไปต่อ ผมจึงหันไปกล่าวลาเธอและเดินจากไปจากจุดนั้น

เป็นการเริ่มต้นที่แย่ เป็นการเริ่มต้นที่บั่นทอนความมั่นใจผมลงเป็นอย่างมาก ผมเดินทำใจอยู่สักพักจึงไปเห็นลุงคนหนึ่ง แกนั่งท่าทางเคร่งขรึม หน้าตาแกเครียดเหมือนรอคอยอะไรสักอย่างมาเป็นเวลานาน ในความรู้สึกของผม ผู้สูงอายุคือเป้าหมายที่ผมจะไปขอความช่วยเหลือ เพราะผมมองว่าผู้สูงอายุต้องใจดีและเห็นใจคน ผมนั่งมองคุณลุงคนนี้อยู่นาน กำลังคิดอยู่ว่าจะเข้าไปพูดคุยกับแกดีไหม ในตอนนั้นผมคิดว่ามีความเสี่ยงมากถ้าจะเข้าไปพูดคุยกับแก ถ้าเกิดแกไม่พอใจหรือคับข้องใจขึ้นมาคงมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาแน่ แต่อีกใจหนึ่งผมก็อยากเข้าไปถามให้รู้แน่ว่าลุงแกกำลังรออะไรอยู่ ทำไมดูท่าทางเคร่งเครียดอย่างนี้ ความอยากรู้อยากเห็นของผมชนะ ผมตรงดิ่งเข้าไปนั่งข้างๆแกและถามแกว่าแกรออะไรอยู่ แกตกใจ แต่ก็ตอบผมกลับมาว่า รอคนมารับเพื่อจะไปที่คลองแปด รอมาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วไม่มาสักที เมื่อได้คุยไปสักพักผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องขอความช่วยเหลือจากแก ผมจึงขอยืมโทรศัพท์จากแก แต่แกตอบว่า “ไม่ได้หรอก มันเปลือง” ผมคิดว่าลุงแกต้องยังหวาดระแวงผมอยู่แน่ถึงแม้ว่าเราจะได้คุยกันสักพักแล้วก็ตามที ผมจึงเลิกเซ้าซี้แกและหันไปนั่งคุยกับแกในเรื่องอื่นๆต่อไป การที่แกไม่ให้ผมยืมโทรศัพท์นี้ผมไม่รู้สึกเสียใจ แต่ผมกลับเข้าใจความหวาดระแวงของคนอื่นมากยิ่งขึ้น ผมลองมาคิดว่าถ้าเป็นตัวผม ผมก็ไม่รู้ว่าจะให้คนอื่นยืมโทรศัพท์หรือให้เงินคนอื่นหรือเปล่า การที่ผมพลาดมาสองครั้ง ทำให้ใจผมอยากจะสู้ต่อไปและเอาชนะอุปสรรค์ให้ได้ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังกับคนต่อๆไปมากนักเพราะเข้าใจในปัจจัยหลายๆอย่าง
หลังจากที่พูดคุยกับคุณลุงและลาจากแกมา ผมก็เดินไปเรื่อยๆเดินไปอย่างไร้จุดหมาย ผมยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนและหยุดที่ใคร ระหว่างเดินผมก็พบเข้ากับยายคนหนึ่ง ท่าทีแกเหมือนกำลังรอใครอยู่เช่นกัน ผมตัดสินใจเข้าไปนั่งข้างแกและเริ่มถามคำถามว่าแกกำลังรอใครอยู่ แกตอบกลับมาว่ากำลังรอลูกสาว เราสนทนากันอย่างสั้นๆในใจผมคิดว่าคงไม่ขอยืมหรือขอความช่วยเหลืออะไรจากแก สำหรับคุณยายคนนี้ผมแค่ต้องการเข้าไปพูดคุยด้วยเท่านั้น การที่เราเข้าไปเพียงเพื่อพูดคุยกับเขานั้น ผมว่ามันง่ายและรู้สึกสบายใจกว่าการที่ต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเขา การเข้าไปขอความช่วยเหลือมันทำให้เรารู้สึกกระอักกระอ่วม ลำบากใจและร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งถ้าเราขอความช่วยเหลือจากเขาไปแล้ว เรายิ่งลำบากใจหนักกว่าเก่าเพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะคิดกับเราอย่างไร เขาจะมองเราในแง่ดีหรือแง่ร้าย แต่ไม่ว่าเขาจะมองเราเป็นเช่นไร เขาก็ไม่ใช่คนที่ผิดเพราะเราต่างหากที่เป็นคนแปลกหน้าในสายตาของเขา

ผมบอกลาคุณยายและเดินกลับมาบริเวณที่ได้ขอความช่วยเหลือจากคนแรก ผมมองไปเห็นจุดประชาสัมพันธ์ ณ จุดนั้นมีพี่ยามสองคนยืนประจำการอยู่ ผมคิดว่าพี่ทั้งสองคนนี้ต้องช่วยผมได้แน่ ผมจึงตรงดิ่งเดินเข้าไปหาแกและบอกถึงความต้องการของผม แต่ผลมันก็ไม่เป็นอย่างที่ผมคาดหวังไว้เพราะพี่ยามทั้งสองได้ปฎิเสธ แต่ผมก็ไม่คิดอะไรมากและหยุดยืนคุยกับแกอยู่สักพัก ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่ทั้งสองดีและแกยังบอกว่า “การทำแบบนี้มันยากที่คนอื่นจะเชื่อและเข้าใจ ถ้าพี่ให้โทรศัพท์น้องไป แล้วเกิดน้องเอาไปทำไม่ดีไม่ร้ายก็คงเป็นสิ่งที่แย่ พี่ว่าคนอื่นเขาก็คงคิดเหมือนพี่เช่นกัน” ผมตอบกลับไปว่า “ผมเข้าใจ การที่ผมทำแบบนี้ผมยังรู้สึกลำบากใจเลย ผมรู้ว่าคนส่วนใหญ่คิดแบบนี้เพราะตัวผมเองผมก็ ปฎิเสธไม่ได้ที่จะไม่คิด” เราพูดคุยกันอยู่พอสมควร แม้เวลาจะผ่านไปมากแล้วแต่เวลายังมีและผมยังต้องสู้ต่อไป ผมลาพี่ยามทั้งสองคนและตัดสินเดินออกไปนอกฟิวเจอร์ปาร์คเพื่อไปสูดอากาศภายนอก เมื่อออกไปผมเห็นรถราวิ่งขวักไขว่และได้เห็นการใช้ชีวิตในแบบที่ตรงกันข้ามกับคนที่เดินอยู่ข้างใน

เมื่อได้ออกไปข้างนอก ผมเริ่มมองหาคนที่จะสามารถช่วยผมได้ ผมไปเจอยายคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวบริเวณสะพานลอยที่จะข้ามไปฝั่งตลาดรังสิต ผมเดินเข้าไปหาคุณยายคนนั้น ผมกล่าวทักทายและขอเงินจากแก คุณยายตกใจ ผมสังเกตเห็นท่าทางของแกดูตื่นตระหนกและตัวสั่น ตอนนั้นในใจผมเริ่มรู้สึกผิดและลำบากใจ คุณยายบอกกับผมอย่างเสียงสั่นว่า “เงินไม่มี ไม่มีสักบาทเลย ยายกำลังรอลูกอยู่” ผมจึงรีบตัดบทไปว่า “ไม่เป็นไรครับ ไม่มีไม่เป็นไร” ตอนนั้นคุณยายเริ่มขยับตัวออกห่างจากผมเรื่อยๆ ผมคิดว่าถ้าอยู่ต่อสถานการณ์ต้องตรึงเครียดไปมากกว่านี้แน่ ผมจึงกล่าวลาคุณยายแล้วรีบเดินจากไป

ขณะเดินออกมาผมรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่รู้ว่าคุณยายคิดกับผมอย่างไร แต่ผมรู้สึกผิด รู้สึกผิดตรงที่ทำให้คุณยายกลัว ผมเดินจากมาและมองหาที่ใหม่ๆ ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายกว่าๆ เวลายิ่งเร่งรัดมากเท่าไหร่ ความตื่นตระหนก ความกลัวก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นผมจึงคิดถึงคนที่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ แถวนั้นมีป้อมตำรวจอยู่พอดี ผมจึงตัดสินใจรุดหน้าไปที่นั่นทันที ณ ที่นั้นมีนายตำรวจอยู่นายหนึ่ง ผมจึงเดินเข้าไปหาเขาและเล่าถึงสิ่งที่ผมกำลังทำและขอความช่วยเหลือจากเขา เขาตอบผมกลับมาว่า “พี่ไม่มีเงินหรอกไอ้น้อง นี้รถพี่” พลางชี้มือ “พี่ต้องเอาเงินไปเปลี่ยนยางให้กับมันตั้งสามร้อยบาท ลองไปหาคนอื่นแถวๆนี้ดู” ผมพยักหน้าและยิ้มอย่างเข้าใจพร้อมทั้งเดินออกมา

ตอนนั้นความรู้สึกที่ผมมีความมั่นใจเต็มร้อยมันเหือดแห้งไปจนหมด ผมเริ่มไม่กล้าเข้าไปหาใคร ผมรู้สึกเหนื่อยและความเหนื่อยนี่เองทำให้ผมเดินล่องลอยอย่างไม่รู้จุดหมาย ขณะที่ผมกำลังเดินเหม่อลอยอยู่นั้นมีเสียงลุงคนหนึ่งตะโกนถามผมว่า”ไอ้หนุ่มจะไปไหน” ลุงคนนัน้แกเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่อยู่ข้างป้อมตำรวจ ผมส่ายหน้าและตอบกลับลุงไปว่า “ไม่ไปครับ” ตอนนั้นอารมณ์ผมไม่พร้อมที่จะสนทนากับใคร ผมกำลังเหม่อลอย ผมเดินผ่านไปผ่านมาตรงนั้นสอง สามรอบ เมื่อคุณลุงเห็นผมแกก็ถามผมอย่างเดิมทุกครั้ง จนในที่สุดผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาแกและกล่าวว่า “ผมไม่ได้ไปไหนหรอกครับลุง ทั้งผมยังมีเรื่องให้ลุงช่วยอีกต่างหาก” หลังพูดจบผมจึงเล่าเรื่องราวต่างๆวันนี้ของผมให้ลุงฟัง เมื่อเล่าจบผมตัดสินใจยืมโทรศัพท์จากลุง คุณลุงปฎิเสธและตอบผมว่า”โทรศัพท์ของแกเหลือเงินแค่บาทเดียว แกโทรหาลูกไปเมื่อเช้านี้” ผมไม่รู้สึกเสียใจกับคำตอบ ผมเริ่มชินกับมัน ครั้นจะขอเงินจากลุงแทนผมก็ลำบากใจเพราะรู้ว่าแกขับวินรายได้คงไม่มากเท่าไหร่ การต้องเบียดเบียนแกเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ด้วยความเหนื่อยผมจึงทิ้งตัวนั่งบนฟุตบาทใกล้ๆกับแก ผมนั่งคุยเป็นเพื่อนแก แกเสนอว่าทำไมไม่ลองให้ตำรวจช่วยดูล่ะ ผมบอกว่าผมลองไปหาพี่เขาดูแล้ว พลางชี้มือไปที่ตำรวจนายนั้น แต่เขาไม่มีเงินพอจะช่วยผมได้ คุณลุงบอกผมว่านั่นไม่ใช่ตำรวจจริง นั่นตำรวจปลอมจะช่วยอะไรเอ็งได้ ผมงงอยู่สักพักจึงถามแกว่า “แล้วลุงรู้ได้ยังไง” ลุงตอบว่า “ตำรวจจริงเขาต้องพกปืนและมียศติดที่บ่าสิ” ผมไม่ได้สังเกตพี่ตำรวจคนนั้นและก็ไม่อยากด่วนตัดสินใจพี่เขาด้วย จึงได้แต่ยิ้มและพยักหน้าตาม ผมถามแกอีกว่าตำรวจจริงจะมาเมื่อไหร่ แกว่าคงอีกสักพัก เขาลาดตระเวนอยู่แถวนี้ ส่วนคนที่เห็นอยู่นี้เขาอยากเป็นตำรวจ ตำรวจจึงให้เขาช่วยงานเล็กๆน้อยๆเพื่อให้ได้แต่งชุดตำรวจ ด้วยความที่ว่าตอนนี้ผมไม่อยากไปไหน ผมจึงตัดสินใจนั่งคุยกับลุงเขาต่อไปเรื่อยๆ ผมถามถึงรายได้ของลุงในแต่ล่ะวัน ลุงว่ามันไม่แน่นอนหรอก ขณะวันนี้ยังได้แค่สามรายเองแล้วนี่ก็นั่งเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่ได้เพิ่มเลย ผมสังเกตเห็นว่าขณะที่เรานั่งคุยกัน เมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมา ลุงแกจะตะโกนถามว่า “ไปไหนครับ ไปไหนครับ” อยู่เรื่อยๆ วันนี้ที่ผมต้องเข้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นมันเป็นสิ่งที่ลำบากใจ ทรมานใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อผ่านเย็นนี้ไปทุกอย่างก็จบ แต่สำหรับชีวิตของคุณลุงแล้ว การต้องตะโกนและโบกมือเพื่อเรียกหาผู้โดยสารยังต้องดำเนินต่อไปตราบเท่าที่แกยังมีแรง ผมเชื่อว่าตอนลุงแกทำงานวันแรกๆ แกคงมีความรู้สึกคล้ายผมในตอนนี้คือลำบากใจ แต่ด้วยมันเป็นหน้าที่และเป็นปากเป็นท้องให้กับแกและครอบครัว แกจึงต้องทำและคุ้นเคยกับมันให้เร็วที่สุด

ระหว่างที่เรานั่งคุยกันไป พลางแกเรียกลูกค้าไป สักพักก็มีคุณป้าคนหนึ่งแบกของพะรุงพะรังต้องการที่จะข้ามฟากไปอีกฝั่ง คุณลุงจึงได้ลูกค้าในตอนนั้น เมื่อคุณลุงขี่รถไปส่งลูกค้าผมจึงนั่งอยู่คนเดียว ผมยังไม่อยากลุกไปไหนจึงยังคงนั่งคิดอะไรสะระตะไปเรื่อยๆ

ขณะนั้นมีตำรวจนายหนึ่งขับรถมาที่ป้อม ผมสังเกตเห็นว่าเขาพกปืนและมียศจ่าติดอยู่ที่บ่า จึงแน่ใจว่านั้นต้องเป็นตำรวจจริงอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังไม่กล้าเข้าไปหาเขาอยู่ดี ผมเดินวนรอบๆที่นั่นอยู่สอง สามเที่ยว เดินจนพี่ตำรวจคนนั้นออกมากวักมือเรียกผมแล้วถามว่า “เอ็งมีอะไร” ผมจึงอธิบายว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ พี่ตำรวจจึงถามผมขึ้นว่า “แล้วเอ็งจะให้ข้าช่วยอะไร” ผมไม่กล้าขอความช่วยเหลือทุกอย่างในทันทีจึงถามพี่เขากลับไปว่า “แล้วพี่ช่วยอะไรผมได้บ้างล่ะครับ” ทันใดนั้นพี่เขาก็ควักแบงค์ยี่สิบออกจากกระเป๋ายื่นมาให้ผม ผมขอบคุณพี่เขาและขอร้องให้เขาช่วยอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องโทรศัพท์ พี่ตำรวจให้ผมยืม หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยผมกล่าวขอบคุณเขา พี่ตำรวจบอกไม่เป็นไร เอ็งรีบไปเถอะ ผมกล่าวลาพี่เขาอีกครั้งแล้วเดินจากออกมา ความรู้สึกตอนนี้ของผมทั้งดีใจ ทั้งเกรงใจผู้ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยมีเพราะเราไม่เคยต้องขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าเช่นนี้ ความเกรงใจ ความลำบากใจเวียนเข้ามาในความคิดของผมอยู่เรื่อยๆ ผมไปหาที่นั่งพักอยู่สักพักเพื่อคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่างๆในวันนี้

การที่ผมได้มาทำภารกิจในวันนี้ ทำให้ผมเข้าใจในหลายๆสิ่ง สิ่งแรกคือ ทำให้ผมเข้าใจในหลายๆสิ่ง สิ่งแรกคือ การเข้าใจคนรอบข้าง เพราะผมได้เห็นทั้งความกลัว ความหวาดระแวงของคนอื่น ผมไม่รู้สึกโกรธหรือกล่าวโทษคนที่ไม่ให้ความช่วยเหลือผมแต่ผมกลับรู้สึกเสียใจที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้คนอื่นๆต้องหวาดระแวง ผมเข้าใจว่าถ้าเป็นตัวผมก็คงไม่กล้าพูดคุยหรือให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอเพียงไม่นานอย่างแน่นอน อีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้เข้าใจคือ การเข้าใจถึงความรู้สึกของคนอื่นเมื่อเขาต้องอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา ความลำบากใจ ความอึดอัดใจเกิดขึ้นเสมอเมื่อเราต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เมื่ออวัยวะในร่างกายของเรามีอยู่ครบเราย่อมละลายใจ ผมยังเชื่อว่าคนทุกคนมีศักดิ์ศรีที่ต้องการพึ่งพาตนเองก่อน ถ้าไม่หมดหนทางจริงๆคงไม่มีใครอยากจะเป็นผู้ขอ และสุดท้ายผมยังเชื่อมั่นว่าแม้สังคมเมืองจะมีแต่ความวุ่นวาย ความเร่งรีบและอาจจะเห็นความมีน้ำใจหลงเหลืออยู่น้อย แต่ก็ใช่ว่าความมีน้ำใจจะไม่มีหลงเหลืออยู่เลย ความมีน้ำใจยังมีเหลือพอให้กับทุกๆคนและความมีน้ำใจจะยังมีเหลือในสังคมตราบนานเท่านาน

ผมนั่งคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆอยู่สักพักก่อนที่จะเริ่มคิดหาวิธีที่จะกลับมหาวิทยาลัย ก่อนกลับผมเดินไปขอน้ำจากร้านก๋วยเตี๋ยวดื่ม ซึ่งเจ้าของร้านก็ให้ความช่วยเหลือผมเป็นอย่างดี เมื่อผมดื่มน้ำดับกระหายเสร็จแล้วผมจึงเดินข้ามสะพานลอยไปฝั่งตลาดรังสิตและขึ้นรถสองแถวค่ารถแปดบาทกลับมายังมหาวิทยาลัย ตลอดการเดินทางทั้งวันผมได้พบทั้งเรื่องประทับใจ ลำบากใจ ห้วงอารมณ์ต่างๆผ่านเข้ามาในความรู้สึกของผมตลอดทั้งวัน ผมถือว่าวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ได้เรียนรู้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและเป็นการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งในวันปกติผมคงไม่มีโอกาสได้เผชิญกับสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้นอย่างเช่นวันนี้อย่างแน่นอน

เวลาประมาณ 14.45 น. รถสองแถวได้จอดเทียบหน้าโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ภารกิจเสร็จสิ้น ผมก้าวลงจากรถด้วยความมั่นคงและหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม…..

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 26, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: