RSS

ความในใจ….นิเวศภาวนาในเมือง (3)

26 ก.พ.

ฉบับถัดๆ ไปครับ……

…………………….

อยากเล่า…จากชาวนิเวศภาวนาในเมืองคนหนึ่ง….

วันนี้ วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นวันหยุดที่ไม่ธรรมดาอีกหนึ่งวัน วันหยุดที่ทำให้หัวใจดวงน้อย ๆในร่างกายอันบึกบึนต้องตื่นเต้นตั้งแต่ทราบข่าวว่าจะต้องมีการออกไปเผชิญโลกภายนอกจริง ๆ มันไม่ใช่แค่โกหก หรือเรื่องราวที่ฝันไป…ไม่ใช่เรื่องราวที่บอกเล่ามาจาก อ.ผู้สอน แล้วผ่านเลย เอาละหว่า???? ชีวิตจะเป็นอย่างไร ???? เจอของจริงซะแล้ว !!!

ทราบข่าวว่าต้องไปเดินนิเวศภาวนาในเมือง ( เห้อ….ให้นั่งสมาธิกลางสี่แยกหรือเปล่าเนี่ย ??? หรือไปนั่งที่วัดปทุมวัน แถวสยาม ๆ ไม่นะ ๆ กับการนั่งสมาธิ ไม่พร้อม ๆ )จากในเค้าโครงการสอน ทราบเรื่องราวถึงการนิเวศภาวนามาอย่างเนิ่นนานตั้งแต่เปิดการเรียนการสอน ผ่านมาเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ อ.ผู้สอน(อ.หมู) ก็เริ่มบอกวัน….บอกสถานที่….แต่ภารกิจยังไม่แน่ชัด แจ้งนัดหมาย วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 แน่นอนที่เราจะต้องไป ก็รอคอยวันนั้นที่จะมาถึง เรื่องราวมันท้าทายความสามารถของเราดีเหลือเกิน…แต่ก็รอกันต่อไป

รู้สถานที่แล้ว !!! สถานที่ที่จะไป คือ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต (สวนป่าในอนาคตแห่งทุ่งรังสิต หรือ ว่าอนาคตของสวนป่า แห่งทุ่งรังสิต….เหอ ๆ มีแฝงนัยยะสำคัญ อนาคตของสิ่งแวดล้อม….คิดกันไป…???) พอทราบสถานที่ก็ อ้าว ! ใกล้แค่นี้เอง ไหนที่เคยๆได้ยินมานี่ในเมืองไม่ใช่หรอ ???(แบบว่านะ…ผิดหวัง) ใจอยากจะไปเดิน ๆ แถวสนามหลวง เดินไปเรื่อยๆ ไปในสถานที่ ๆ ไม่เคยไป จะได้ ไปเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ แต่ก็ตามอาจารย์ไปแล้วกัน อาจารย์เห็นว่าไงก็ไปตามน้ำค่ะ…..ก็มีถามบ้างตามสงสัย ว่าถ้าเจอเพื่อน เจอคนรู้จักทำไง ??? จะได้ฝึกจริงไหมเนี่ย กลัวทำแล้วจะไม่ได้อะไร เพราะคนรู้จักเยอะ (หรือเปล่าน๊า ??) แต่ก็นะ ยังมีอีกหลายคำถามที่ยังอยู่ในใจ…แต่ก็ผ่านไปเพราะเดี๋ยว อ.หมูคงมีวิธีการที่แก้ไขปัญหาได้สบายอยู่แล้ว ฯลฯ

จากวันนั้นถึงวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 ได้เรื่องละทีนี้ สมกับที่ปรารถนา ได้ปฏิบัติจริงๆแล้ว เป็นแบบที่ไม่ต้องมีทฤษฎีมารองรับมากมายด้วย โดยส่วนตัวไม่ชอบอยู่แล้วทฤษฎี แบบว่าหนูจำไม่ได้ หนูขอปฎิบัติไปเลยดีกว่า เรียนรู้ด้วยตัวเอง…ชัดไปเลย

วันนี้อาจารย์แจกกำหนดการงานสำหรับวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 เนื้อหาก็บอกรายละเอียดดังนี้
• นัดกัน 8.30 น. ที่หอพระ (ไหว้พระ ปลุกใจ) (?? ตัวเองแล้วก็เพื่อน ๆจะตื่นไหมเนี่ย ??? ขนาดมาเรียนยังเข้าสาย…เห้อ แต่ก็มีรุ่นพี่เสนอว่ายังไม่ตื่น ขอเลื่อน เป็น 09.00 น. อ่อ นึกออกพอดี ห้างเค้าเปิดกันสิบโมงนี่นา ?? ไปเช้าก็ไม่มีคนอยู่ดี หรือไปก็มีแต่คนวุ่น ๆ กับการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ คงคุยกับใครได้น้อย สรุปมติที่ประชุม 09.30 น.)
• ไม่ให้มีของติดตัว มีเบอร์อาจารย์หมู 0815514549 / เบอร์อาจารย์นุ้ย 0876755572 (บอกให้เอาแค่เสื้อผ้า กับของที่จำเป็นไปเท่านั้นก็ถือว่า O.K เงื่อนไขผ่านไปได้)
• แต่งกายตามสบาย ไม่ต้องใส่ สัญลักษณ์ใดๆ ที่ระบุว่าเป็น นศ.ธรรมศาสตร์(นึกภาพตัวเองออกเลย เสื้อยืด กางเกงกีฬา แต่ก็มีตราธรรมศาสตร์เห็นเด่นชัด แล้วจะเอาเสื้อผ้าอะไรมาใส่เนี่ย ?? คิดหนัก ๆ แต่งตัวดีไปขอเงิน เดี๋ยวเค้าจะมาว่าหนูเป็นมิจฉาชีพ)
เข้าสู่ภารกิจหรือสิ่งที่ต้องทำ
• ขอเงินจากคนที่ไม่รู้จัก 20 บาท (ตอนนี้อาจดูน้อย เอาจริง ๆ กว่าจะหาได้คงลากไส้ทีเดียว)
• พูดคุยกับคนที่ไม่รู้จักอย่างน้อย 2 คน (อันนี้พอทนไหว ปกติก็จ้อเก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง ก็เลือก ๆคนกันไป อ่ะ พอไหว ๆ)
• หารถกลับธรรมศาสตร์เอง (อ้าว ๆ คิด ๆ ๆ มีรถอะไรกลับ บ้างละนี่???)
• ระหว่างที่ทำกิจกรรม ให้มีเวลา ทบทวน ความรู้สึก ความคิด …อยู่เงียบๆ กับตัวเอง (ศรัทำได้ค่ะ…)
• ห้ามคุยกับคนที่เรารู้จัก…..ถือสันโดษ (ถ้าเพื่อนหนูมาเดินละค่ะ คนที่เคยคุย ๆ กัน มาทัก แล้วเราเดินหนี เค้าจะงงไหมเนี่ย ??? ชลิตา เปลี่ยนไป๋ ???)
• มือกลางวัน ถ้าหิวข้าว กระหายน้ำ ให้ ขอ ห้ามซื้อ (สงสัยจะหิวตาย ข้าวเช้าก็ไม่ค่อยจะทานกันอยู่แล้ว)
• โทรหา อาจารย์ 1 ครั้ง ( ดีแทค…มีฉุกเฉิน ขอยืมคนอื่นฉุกเฉินมาก็ได้)
• พบกันที่คณะ บ่าย 3 (จัดไป…อย่าให้เสีย)
• สรุปบทเรียน 3-5 โมงเย็น
• อาหารเย็น 5.30 น. (ว้าว ๆ ๆ ๆ อาจารย์เลี้ยงข้าว )

นี่คือรายละเอียดทั้งหมด แลดูแล้วชีวิต คงจะยุ่งยากน่าดูชม แต่เอาไงเอากัน สู้ ๆ ไหนๆ ก็นะลองทำไปเลยสักตั้ง เพื่อสนองความต้องการตั้งแต่แรกเริ่ม แต่แปลกที่ใจยังหวั่น ๆ แอบกลัวใจตัวเองว่าจะทำได้ไหม ภาพที่ตัวเองไม่มีกระเป๋าตังค์ ภาพที่ไม่มีโทรศัพท์ ภาพที่แต่งตัวธรรมดา ๆแล้วต้องไปปฏิบัตหน้าที่ ก็ต้องรอกันต่อไป แล้วก็ต้องทำหน้าที่บอกเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้มา เห้อ พอบอกเพื่อนปุ๊บ เพื่อนก็บอกไม่กล้า ซะแล้ว เอาไงดีเนี่ย เป็นห่วงเพื่อนอีกแล้ว แต่ก็ต้องดูกันไป อย่าเพิ่งดูถูกความสามารถตัวเองขนาดนั้นเพื่อนๆ

เอาล่ะ…เข้าสู่วันจริงแล้ว( 20 ก.พ.2553)…ตื่นตั้งแต่เช้า (วันนี้วันหยุดนี่นา จะไปไหนหว่า ??? อ้าว คิด ๆ ๆ )กดนาฬิกาต่อ กด ไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ แปดโมงครึ่ง เห้ย นิเวศภาวนา นี่หว่า ! ลุก ๆ ๆ ๆ บอกตัวเอง ต้องไปให้ทันด้วยนะเนี่ย แล้วจะใส่ชุดไรดีเนี่ย…จะไปนิเวศภาวนา เดี๋ยวเค้าไม่เชื่อใจเราเวลาเราทำภารกิจ….จ๊าก !!! แต่งตัวเสร็จ 09.00 น. เพื่อน ๆขา เสร็จกันรึยังค่ะ ล้อหมุนจาก บ้านสวนปาล์มสู่ หอพระ ใจตุ๊บ ๆ ต่อม ๆ ตุ๊บ ๆ ต่อม ๆ นาทีนี้หายใจเค้าลึก ๆ สายแล้ว ๆข้าวยังไม่ได้กินเลย วันนี้ก็ต้องไปเดินขอข้าว ไม่ได้ ๆ เราต้องมีอะไรในท้องบ้าง เป็นทุนสำรองของชีวิต (55+ กันอดตาย) อย่างน้อย ชีวิตจะเดินต่อไปได้ก็ร่างกายต้องมีกำลังนี่แหละ ??? ร่างกายไม่มีพลังงานมันจะไปไหนรอดค่ะ ?? แถมคิดอะไรไม่ออกเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น เราก็ต้องมาจบที่ 7-eleven โรงอาหารกลาง เกี๊ยวซ่าหนึ่ง น้ำเปล่าหนึ่ง ลูกอม เอาล่ะ พอสู้ไหวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น…ฉะอุ้ย !! เหลือบสายตาที่ไม่ค่อยอยากจะลืมไปเห็นอาจารย์นุ้ย ผู้ซึ่งจะร่วมไปกับคณะเราวันนี้ มาเติมพลังเช่นเดียวกัน เหลือแค่รีบไปให้ทันคนอื่นเท่านั้นค๊า เดินแล้วก็กิน กินแล้วก็เดิน 55+ ถึงพอดี 09.30 น.ตรงตามเวลานัดหมาย ไม่ช้าเกินไป

สวัสดีค่ะ…ทักทายอาจารย์ผู้สอน(อ.หมู)ที่กำลังวุ่นวายกับการจัดเตรียมรถสำหรับบรรทุก เอ้ย ! ที่นั่งสำหรับ นักศึกษาผู้ที่จะออกไปเผชิญกับโลกความเป็นจริง กิจกรรมต่อไป ปลุกใจ ด้วยการไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อคุ้มครองในการทำภารกิจดังกล่าว สาธุ ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปได้อย่างราบรื่น ไม่เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นแต่อย่างใด เพี้ยง !

การรวมตัวกันของนักศึกษา รายวิชา นิเวศวิทยาแนวลึกก็พร้อมหน้าพร้อมตา พร้อมคำชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ซักถามเพื่อคลายความสงสัยเกี่ยวกับกิจกรรม แต่วัตถุประสงค์ไม่ค่อยเคลียร์กระจ่างเท่าไหร เอาเป็นว่าเราคงต้องไปหาวัตถุประสงค์เอากันที่นู่น(ฟิวเจอร์)แล้วละ จากนั้นก็เหมือนโดนธนาคาร มายึดทรัพย์สินไป เอาแล้วสิ….หมดแล้วไง กลายเป็นคนล้มละลายเลยทีเดียว แล้วชีวิตเอาไงต่อเนี่ย…เริ่มกลุ้มแล้ว !!!….อะไรจะเกิดขึ้นบ้างหว่า ??? อนาคต ๆ ๆ จิตกำลังตกไปอยู่ที่อนาคต(แต่ใจตอนนั้นก็ยังกังวลในหลาย ๆ เรื่องของชีวิตอยู่ พยายามอยู่ที่ตัดไปเหมือนกัน ความกังวลต่าง ๆ อยากทำตรงนี้ วันนี้ให้ดีที่สุด กลับมาค่อยลุยกันต่อ กับเรื่องที่ค้างคา)…เป็นห่วงอนาคต สิ่งที่ติดตัวไปได้ ก็คือ เสื้อผ้า แล้วก็เบอร์โทรศัพท์ของ อ.หมูและ อ.นุ้ย ขอเพิ่มได้ไหมคะ ??? ขอเอาปากกาไปเพิ่มด้วย สาเหตุ ช่วงนี้ความจำหนูสั้นค่ะ สั้นเกินไปต้องคอยจดอะไรให้นึกถึงได้บ้าง ก็เพื่อเอาไปสร้างความมั่นใจให้ตัวเองนั่นแหละ เอาละตกลงเรียบร้อย ถึงเวลานิ่งสงบทำอารมณ์กับสถานที่จะเจอ เลือกที่จะมองกอบัว แล้วแกล้งพูด เล่น ๆกับเพื่อน ว่าชีวิตเราตอนนี้ก็เหมือน กอบัวใต้น้ำ แล้วยังมีอิฐไปทับอยู่เนอะ….???

ส่วนวิธีการที่จะเอามันออกไม่ได้บอกเพื่อน เพราะตัวเองก็คิดไม่ออกเช่นกัน รอเจอสถานที่จริง ๆเลยดีกว่า ??? สู้ตายอยู่แล้วล่ะ เอาละได้เวลาขึ้นรถแล้ว บรรทุก เอ้ย บรรจุนักศึกษาไม่พอค่ะ เพื่อน ๆส่วนหนึ่งก็ต้องไป TAXI พร้อมกับอาจารย์นุ้ย คนบอกทางให้อาจารย์ไปส่งที่ฟิวเจอร์ก็คือ โบ้

แล้วไง ๆ รถขับเคลื่อนออกไปแล้ว ค่อยๆ เลื่อน ใกล้เข้าสู่ อนาคต(ฟิวเจอร์) หัวใจก็สั่นระรัว เหมือนกินกาแฟไปแล้วใจสั่น ใจหนึ่งก็คิด เอาแล้วไง จะถึงแล้ว ๆ อีกใจหนึ่งก็ห่วงเพื่อน ๆ เพราะเพื่อน ๆบางคนไม่มั่นใจว่าจะทำได้ แล้วก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย จะทำไงดีน๊า…เป็นห่วงเพื่อน หวังเพียงว่าการสนทนาจะช่วยให้เพื่อน ๆ ได้อะไรบ้างน๊า…ก็นั่งข้างหลังอัดกันไป เพื่อน ๆ หลายคนก็พยายามนิ่งเงียบเพื่อที่ทบทวนตัวเอง ใจเราก็เหมือนกัน ก่อนลงสนามก็อยากทำแบบนั้น…แต่เพื่อปลุกใจเพื่อนๆ ก็หาคำพูด พูดไปเรื่อย ๆ ไม่อยากให้เพื่อนกังวล อยากให้เพื่อนรู้สึกว่ามาทำกิจกรรมนี้สนุก มากกว่าจะมาลำบาก เอาน่าเพื่อนๆ คงทำกันได้ชัวร์ แต่เพื่อความแน่ใจเราก็มีการนัดกันบ้าง ให้มาเจอเพื่อเชคว่าเพื่อน ๆยังอยู่ เพื่อน ๆ ยังไหวไหม ก็อาจจะแหกกฎ กันบ้าง แต่นี่ก็คือการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด บนพื้นฐานความซื่อสัตย์ต่อกฎกติกาที่ควรจะเป็นไปได้ เอาละเป็นไงเป็นกัน

ถึงแล้ว…รถยนต์ ISUZU พาเรามาถึงที่หมาย นศ.ทยอยไหลกันลงมาจากรถด้านหลังรถ หนึ่งคน สองคน สามคน สี่คน……ถึงคนที่สิบสองเอาละ มุ่งตรงสู่ที่นัดหมาย หน้าโรบินสัน พร้อมเพื่อนๆ สี่คนและ อ.นุ้ยที่มา TAXI เวลาแห่งการแยกย้ายมาถึง เคลียร์ของทุกอย่างออกจากร่างกายให้ไปแต่ตัว ไม่ว่าขวดน้ำ ขนม นม เนย ให้หรือแต่กายกับใจที่พร้อม(หรือเปล่า ???) แต่ก็มีกำลังใจบ้างเมื่อ อ.หมู บอกว่าให้เลือกหยิบเงินเพื่อให้เป็นค่ารถกลับมหาวิทยาลัยให้พอ มติระหว่างเพื่อนๆ ก็คือ ขอแค่แปดบาท พอค่าสองแถว แล้วก็รถเมล์(ปรับอากาศธรรมชาติ)กลับก็พอ ก็พอเย็นใจอยู่บ้างที่ยังไงถึงเราจะขอไม่ได้ เราก็มีค่ารถกลับหลังจากนั้นก็แยกย้าย เอาล่ะคะ หัวใจเต้นแรง ขอกอดเพื่อนๆ อีกพร้อมย้ำว่าพวกเราคงทำกันได้ชัวร์ อย่าลืมเพื่อมาเจอกันก่อนกลับ ให้รู้ว่าพวกเราทุกคนยังปลอดภัย มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันทัน

หลังจากแยกกันกลุ่มใหญ่…..ใจคิดอยากที่จะขอไปพัก สงบจิต สงบใจแปบนึง รอคนเยอะ ๆ ก่อน รอเวลา รอหัวใจได้ทำงานเป็นปกติ ลองเอามือจับชีพจรตัวเอง โอ้ว ว้าว แรงเหมือนเครื่องติดเทอร์โบว์ แต่หน้าก็ต้องทำเหมือนปกติ ไม่อยากให้เพื่อน ๆ เป็นห่วง ลำบากใจดีจังชีวิต ไม่อยากเจอเจอสถานการณ์แบบนี้ ก็กลัว ๆ ๆ ๆ ประสบการณ์ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นแบบนี้มาแล้ว..ชีวิตที่ไม่เหลืออะไร….รอขอแค่ความช่วยเหลือจากคนอื่น..ครั้งนี้ก็จะเป็นอีกครั้งหนึ่ง…ชีวิตต้องสู้….เอาละค๊า…เป็นไงเป็นกัน ? เอาละเพื่อน ๆ เราจะไปไหนกันดี ตอนเดินมาก็ไปกันเป็นกลุ่ม แต่เราเลือกที่จะเดินไปตลาดรังสิต ไม่ก็เดินข้างนอกดีกว่า แต่เพื่อนๆ ก็จะเดินข้างไหนกัน….เอาละหว่า ?? ใจยังไม่นิ่งจะทำไงดี ขอเข้าห้องน้ำสักนิดแล้วกันเพื่อจะช่วยให้อะไรดีขึ้น…ตอนนั้นยังเดินไปกะเพื่อนคนหนึ่ง…(น้องโบว์) เดินไปเข้าห้องน้ำในฟิวเจอร์ ชั้น G เดินไปเข้าไปก็ โอ้ว เพื่อนฝนยืนทำซึ้งอยู่ ก็ยังทักทายกันอยู่ พอเข้าไปในห้องน้ำ โอ้ว เพื่อนๆ เพื่อนเราทั้งนั้นเลย ทักทาย ถามความมั่นใจกันตามประสา หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไป เดินไปด้วยกันสี่คน แป้ง เกรซ โบว์ แล้วก็เอ้ ไปนั่งอยู่ตรงข้างนอกมุมน้ำตก สบาย ๆ ให้สายน้ำที่ไหล ค่อย ๆ ทำให้จิตใจดีขึ้นมา แต่ก็นั่งแยกกับเพื่อน ๆ คนละมุม โดยที่ไม่คุยกัน (กลัวผิดเงื่อนไข…ห้ามคุยกะคนรู้จัก)แต่ก็มีบ้างที่แอบสบตากัน เอาละ…แป้งกะโบว์แยกย้ายไปกันแล้วถึงตาเอ้ถึงต้องแยกออกไปบ้างแล้ว…ขอเลือกเดินออกไปข้างนอกก่อน

ผู้คนเยอะแยะกำลังรีบไปทำงาน รอการขึ้นรถ นั่งมองคนเดินไปเดินมา ให้สบายใจ นักคิดว่าถ้าเราไปขอเงิน พวกเขาเหล่านั้นจะมีพฤติกรรมอย่างไร กับเรานะ เดินไปเดินมา เดินไปเดินมา ในระหว่างเดินก็เริ่มสังเกตคน ถ้าเราทัก เค้าจะคุยกับเราไหม เค้ารีบกันอยู่หรือเปล่า ? เราจะไปทำความเดือดร้อนให้เค้าหรือไม่นะ ขอลองเดินไปเรื่อย ๆ เดินตามกระแสของคนไปเรื่อย ๆ จุดที่มาถึงคือ บริเวณหน้าธนาคาร กสิกร และธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ยังไม่เปิดให้บริการ คนกำลังรอเข้ารับการบริการเพียบ เราก็แอบยืนกลมกลืนไปกับเค้า รอจังหวะในการพูดคุย แต่ลำบากใจจัง นี่เป็นธนาคาร ถ้าเราพูดเรื่องตังค์ประเด็นที่ว่าเราเป็นมิจฉาชีพ โผล่มาแน่ๆ ไม่เอา ๆ รอไปอีกนิด ลองคุยไปเรื่อย ๆ ก่อน พอธนาคารเปิดที่นั่งก็ว่าง ทีแรกก็ไม่กล้าไปนั่งที่เก้าอี้ยาว เลือกนั่งเก้าอี้คนเดียว ทำใจ คิด สงบ สติอารมณ์ไปเรื่อย ๆ มองดูคนเดินไปเดินมา ดูพนักงาน ดูครอบครัวเดินมาด้วยกัน จูงมือ หยอกล้อกัน (เห้อ คิดถึงบ้านจัง พ่อกับแม่ น้อง ๆ ทำอะไรกันอยู่นะ ) ดูชีวิตคน พฤติกรรมคน นั่งไปสักพักก็เริ่มอยากพูดคุยกับผู้คนแล้ว (ดูจากสภาพความพร้อมของตนเอง ไม่ง่วงนอน ตาเปิดมากกว่าเดิม แล้วก็คงมีรอยยิ้มที่ยิ้มมาจากใจได้จริง ๆ แล้ว) เอาละถึงเวลาย้ายที่นั่งมานั่งเก้าอี้ยาว เดี๋ยวก็จะมีคนเดินมานั่งกับเราแน่นอน เราค่อยคุยสานความสัมพันธ์ได้แน่

คนแรกก็เป็นคุณป้าเลยทีเดียว คุณป้าทำของล่วง เราก็เก็บให้ “ขอบใจจ๊ะ”ป้ากล่าว “มาคนเดียวหรอคะ” เราถาม “จ๊ะ ป้ามาคนเดียว” ป้าตอบ แล้วของเยอะแบบนี้จะกลับยังไงคะ ให้หนูช่วยถือไปส่งที่รถไหมค่ะ ป้าบอกว่าไม่เป็นไรจ๊ะเดี๋ยวป้ารวมของก็น้อยลงแล้ว เสร็จแล้วก็ล่ำลากันไปด้วยรอยยิ้ม เพราะป้ารีบมาก เราก็รอที่จะสานสัมพันธ์ต่อไป จนมาถึงกลุ่มชายกลุ่มหนึ่ง เขาเดินมาถามว่าเรารู้ไหมว่าเปิดบัญชีต้องทำอย่างไรบ้าง เราก็ไม่แน่ใจจึงแนะนำให้เขาเดินไปถามพนักงานในธนาคารเพื่อความชัวร์ เพราะยังไงพนักงานหน้าร้านก็ช่วยเขาให้ได้เปิดบัญชีอยู่แล้ว…เขาก็ตอบขอบคุณแล้วก็ไปทำธุระต่อ…ใจก็คิด เราต้องคุบกัยเค้าขนาดไหนนะถึงจะเรียกว่าคุยกัยคนที่ไม่รู้จัก ก็นั่งคิดต่อไป พร้อมกับเปลี่ยนเก้าอี้ไปเรื่อย ๆ นั่งไปสักพัก ก็เห็นเพื่อนๆ เดินมา หนึ่ง ฝน โบ้ เพื่อน ๆ เดินตรงเข้ามานั่งข้าง ๆก็อุ่นใจที่เจอเพื่อน ๆ ใจก็ห่วง เพื่อนๆ ยังไม่แยกกันเลย จะผิดกฎกันอีกแล้ว มานั่งคุยกัน นั่งไปสักพักเพื่อนอีกคนก็เดินเข้ามานั่งด้วย นั่นคือน้องแป้ง ก็นั่งมองหน้ามองตา กันสักพัก เราก็ขอแยกตัวไปก่อนเพื่อทำภารกิจ(เป็นการตัดใจที่จะต้องไปเจออะไรคนเดียว ไม่อย่างนั้นเราจะไม่กล้าเดินคนเดียว จะต้องลากเพื่อนไปด้วย เพราะห่วงเพื่อน หรือ ไม่ก็เพราะตัวเองไม่กล้าต้องหาเพื่อนไปด้วย คิดในใจเอาว่ะ เรามาก็เพื่อประสบการณ์ดีดีที่จะเกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง เรามาเพื่อทดสอบทุกสิ่งทุกอย่างจากตัวเราเองทั้งนั้น ดังนั้นก็อย่ากระนั้นเลย ไปทำซะเถอะ….ก็ปลอบใจตัวเองไป)

หลังจากขอแยกตัวมาจากกลุ่มเพื่อน ก็พยายามเดินช้า ๆ เดินแล้วบอกตัวเองว่ามาทำอะไร เดินไปเรื่อย ๆ เดินไป ๆ ๆ ลงบันไดเลื่อนลงไป อ้าว ตกใจเจอพี่ฟลุ๊ค สังเกตนะ ว่าพี่เค้าทำตัวอย่างไร แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่เค้าจะเห็นเราหรือเปล่า บางทีความรู้สึกก้อยากได้ตัวแบบเพื่อทำตาม มันคงง่ายดี พี่เขาเดิน ๆ จากบันไดเลื่อนหนึ่งไปสู่บันได้เลื่อนอีกอัน พี่เขาลงไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ตามเขาไป เราก็มีทางของเรา สังเกตนู่น นี่นั่น ไปเรื่อยเปื่อย ก็คุยกับคนเรื่อยเปื่อย ทักตามสถานการณ์ รอยยิ้ม พยักหน้า พูดกล่าว ไปเรื่อย จนออกมายังประตู จะออกมายังข้างนอก ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วละ เดินไป ๆ เราจะเริ่มกับใครดีนะ บทสนทนาของเราใครเขาต้องการเข้าร่วมบ้าง ก็มองคนที่นั่งอยู่ ยืนอยู่ หลากหลายอาชีพ แท็กซี่ มอร์เตอร์ไซด์รับจ้าง ร้านค้า แม่ค้า แม่บ้าน รปภ. ล้วนแต่เป็นอาชีพที่ต้องหาเงิน หาเช้ากินค่ำ ทั้งนั้น บางทียี่สิบบาทก็มีค่ากับคนเหล่านี้มาก กว่าจะได้กำไรของสินค้าแต่ละชิ้นก็คงต้องฝ่าฝันกับการต่อราคากับลูกค้าไม่น้อย ทางเลือกของเราดังนั้นอย่าขอดีกว่า ร่างกายเราก็ครบสามสิบสอง ใครเขาจะเชื่อเรา แล้วทีสำคัญตัวเราเองก็คิดว่ายังไม่ปัญหาในเรื่องการสื่อสารคือ คิดได้ แต่อาจไม่ได้พูดให้เป็นไปในอย่างที่คิด กลัวพลาดแล้วจะเกิดปัญหา ก็ตัดสินใจขอทำงานแลกเงินดีกว่า

เป้าหมายเป็นคุณลุงที่รดน้ำต้นไม้อยู่ ก็เข้าไปพูดคุยด้วย…ตามประสา…ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ ถ้าหนูอยากจะทำงานรายวัน แถวนี้จะมีงานให้หนูทำบ้างหรือเปล่า ? ลุงก็ถามว่าจะทำทำไม เราก็บอกวัตถุประสงค์ไป ลุงก็บอกว่าไม่ต้องทำก็ได้ ให้ไปขอเอากับคนสวนคนอื่น ลุงไม่ได้เอากระเป๋าตังค์มา ไม่งั้นจะให้ แต่เรายืนยันขอที่จะทำงาน ลุงก็บอกว่านั้นเดี๋ยวจะพาไป ก็เดินสนทนากันไปเรื่อย ๆคุณลุงบอกว่าชื่อสมชาย แล้วก็พูดเรื่องราวในอดีต ชีวิตที่เข้ามาเพื่อที่จะทำงานในเมืองชีวิตที่มาสร้างหลักปักฐานบนพื้นที่เปล่า แต่ก็ต้องมาลำบาก เมื่อวานเพราะโดนไล่ลื้อ ชีวิตต่อไปก็คงต้องเช่าห้อง อยู่ค่าใช้จ่ายก็คงต้องสูงขึ้นแน่นอน เราก็เดินคุยกันไปเรื่อย ๆเราเล่าเรื่องของเราบ้าง เป็นการสร้างความคุ้นเคย ให้ลุงได้เชื่อและไว้วางใจเราทีเถอะ สาธุ ๆ

ก็เดินต่อไปลุงก็บอกว่าพอดีเลย หัวหน้ามาพอดี ให้ไปของานทำที่หัวหน้าได้เลย ระหว่างเดินลุงก็ถามว่าเสื้อขาว(น้องแอร์)ใช่พวกที่มากับเราไหม เห็นนั่งคุยอยู่เมื่อกี้นี้เอง เราก็ อ้าว แสดงว่าน้องแอร์ต้องขอไปแล้วแน่ๆ เลย เราจะไปซ้ำเติมพวกเขาเหล่านั้นหรือเปล่า แต่ก็นึกได้ว่า ไม่นิ เราจะมาทำงาน แลกเงิน คงไม่เป็นอะไรมั้ง ช่วงที่เดินไป เดินไปในกลุ่มคนที่ตัดต้นไม่ สายตาทุกคู่ที่ก้มตัดดอกไม้แห้ง ก็เหลือบมองมายังที่เรา เราก็โอ้ว จะมองอะไรกันขนาดนั้น หนูไม่ใช่ตัวประหลาดนะคะ(นึกในใจ) แล้วก็ใจดีสู้เสือ ลุงก็แนะนำให้รู้จักกับหัวหน้า (เอาแล้วไง ฉันจะไปยังไงต่อดี จะบอกอะไรเค้า)

สวัสดีค่ะ พร้อมยกมือไหว้ ยิ้ม ๆ ๆเอาให้หวานที่สุด แล้วก็ถามอย่างสุภาพว่า พอมีงานให้หนูทำไมค่ะ ขอแลกกับค่าแรงแค่ 20 บาทเท่านั้น (เป็นจิตวิทยานะ ที่ทำให้เค้าตกใจว่าเอาแรงมาแลกเงินน้อยนิด เป็นการดึงดูด ๆ)ได้ผล คำถามจากหัวหน้าก็ถามต่อว่าจะเอาเงินไปทำอะไร ด้วยความที่ไม่อยากปิดบังก็บอกไปตามตรงว่ามาที่นี่เพื่อปฏิบัตินิเวศภาวนาในเมือง นั่นไง ดึงดูดให้เค้าสนใจอีกแล้ว ! เข้าประเด็นทำให้เขาเชื่อใจด้วยการป้อนข้อมูลที่มาครั้งนี้ แล้วหัวหน้า(พี่นิสัน)ก็บอกว่า เดี๋ยวพี่ให้เงินก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำงาน แต่เราก็ไม่อยากได้เงินอย่างเดียว ความรู้สึกว่าเราไปขอเขา ขอ มันฝังใจนะ เหมือนเราไม่มีค่าไงก็ไม่รู้ ตอนนั้นก็พยายามปรับความคิดของตนเองอยู่ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เราต้องมาขอเขา แต่เขากว่าจะหาเงินมาได้กันแต่ละบาทมันก็ยากเย็น ความคิดที่ไม่อยากเบียดเบียนใครก็ต่อสู้กับความคิดที่จะต้องเอาตัวรอดจากภารกิจ ก็เปลี่ยนมาพูดคุยถามเรื่องอื่น ถามถึงการมาทำงานที่นี่ งานหนักไหม ? สารพัดที่จะยกเรื่องขึ้นมา ระหว่างนั้นสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเพื่อนร่วมภารกิจ (รส) เดินมาด้วยท่าทีที่สับสน แต่เราก็ยังคงเริ่มใช้บทสนทนาเพื่อมาลดความสับสนในตัวเอง สุดท้ายหัวหน้าก็ยินดีให้เงิน 20 บาท พร้อมทั้งจะพาไปเลี้ยงข้าว แต่เราก็ปฏิเสธ พร้อมขอรับเงินแค่ 20 บาท แต่ใครจะรู้ว่าจะมีเหตุการณ์ให้ระทึก ใจหนึ่งก็ดีใจที่ภารกิจที่ทำจะสำเร็จได้แล้วหนึ่ง อีกใจหนึ่งก็ลุ้นระทุกกับการล้วงตามกระเป๋า กางเกง กระเป๋าเสื้อของพี่หัวหน้า เห็นพี่เขาหาแล้ว ความเกรงใจยิ่งพุ่งปรี๊ด ไม่เจอไม่เป็นไรนะคะ แต่พี่เขาก็พยายามเป็นอย่างมาก (ในใจพี่เค้าก็คงระทึกเหมือนกัน รับปากแล้วดันไม่มี)สุดท้ายเจอคะ อยู่ในกระเป๋ากางเกง(เรียกว่า ซอกหลืบกางเกง) ลุ้นระทึกจนหัวใจจะวาย และแล้วก็สำเร็จภารกิจ ก็เกรงใจพี่เขา เวลาก็ใกล้เที่ยงแล้ว จึงไม่ขอรบกวนเวลาทานข้าว กล่าวขอบคุณแล้วก็เดินจากมา พร้อมกับหน้าบานเล็กน้อย ปลาบปลื้ม ๆ ว่าหาเงินได้ ใจหนึ่งก็นึกว่าน่าจะไปทานข้าวกับพี่เขา แล้วก็โทรศัพท์ไปหาอาจารย์ ภารกิจจะได้เสร็จ แต่เสร็จเร็วก็ไม่ได้ลุ้นต่อ ชีวิตก็ชอบความท้าทาย ขอไปต่ออีกแล้วกัน

เดินไปเรื่อย ๆ ผ่านสวนป่า ทักทายคนทำสวนผู้หญิงสองคน ก็ถามว่าเค้าไปนั่งข้างในได้ไหม เขาก็ห่วงว่าเดี๋ยวรองเท้าจะเปอะ เพิ่งจะรดน้ำไป ก็ถามว่าเที่ยงแล้วไม่ทานข้าวกันหรอค่ะ เขาก็ตอบว่า งานเสร็จค่อยไปจ๊ะ เราก็เลยขอตัวพร้อมเดินไปต่อ คราวนี้ขอเดินไปอีกฝั่งแล้วกัน เอาแล้วไง ! เจอเพื่อนอีกแล้ว (รส) กำลังจะเดินไปทางเดียวกับเราพอดี เราจะเดินไปตามเพื่อนดีไหม อาจารย์รู้จะหาว่าเราตามเพื่อนเปล่าเนี่ย ? ไม่นะ ! เราจะเดินไปพอดีนี่นา ไม่ผิด ๆ (ปลอบใจตัวเอง) เจอหน้าเพื่อน ก็อมยิ้ม ก็แหม คนเคยคุย ๆ กันจะให้ไม่คุยกัน แต่ก็เอาเหอะ มองตาก็รู้ใจไม่เป็นไร ก็เดินต่อไป

เป้าหมายคือตลาดรังสิต หรือไม่ก็เมเจอร์ พอข้ามถนนไปก็คิดว่าอะไรที่เรายังเหลือบ้าง อะไรที่เราควรทำต่อ ถ้าเราไปเพื่อนเดินไปเดินมาไม่เจอกัน เพื่อน ๆ จะเป็นอย่างไรนะ ระหว่างเดินไปก็มองคนรอบ ๆดูเร่งรีบกับการเดินทางกันจัง บางคนมาเป็นคู่ บางคนมาเป็นครอบครัว บางคนมาเดี่ยว สงสัยจะเปลี่ยวใจเหมือนเรา แค่บริเวณนั้นก็มีตั้งหลายอาชีพเลยทีเดียว ใจนึกอยากจะไปหางานทำเผื่อแลกข้าว แต่อย่าเลยดีกว่า ไม่หิวเท่าไหร ขอทำภารกิจอื่นก่อน ก็เดินมองผู้คนต่อไป (เผื่อพอมีที่จะเป็นเหยื่อ เอ้ย ! ผู้ช่วยชีวิตเราได้บ้าง) ข้ามถนนไปอีกฝั่ง ก็นึกถึงภารกิจถ้าเราไม่กินข้าว ก็เหลือแค่โทรศัพท์รายงานให้ อ.หมูทราบ อ้าว แล้วเราจะโทรยังไงดีหว่า ?

ก็มองไปแล้วเห็นตู้โทรศัพท์อยู่อีกฝั่ง ตรงนั้นมีวินรถแท๊กซี่จอดอยู่ มีพี่ผู้ชายนั่งอยู่สองคน กำลังทำหน้าที่สิงห์อมควันกันเต็มที่ เราก็ข้ามไปจะถึงตู้แล้วก็คิดว่าใช้เหรียญ มันก็ง่ายเกินไป รอให้มันเป็นวิธีสุดท้ายแล้วกันที่เราจะใช้ ก็เลยเดินกลับไปที่เดิมข้ามถนนไปอีกฝั่ง เดินไป เดินมา หันไปสบตา สิงห์อมควันสองท่านนั้น หรือว่าเราจะกลับไปหาเพื่อนในฟิวฯ ดีนะ ??? ก็เดินข้ามมาอีกที ช่วงระหว่างที่จะเดินผ่านพี่ทั้งสองคนนั้นก็ในใจนึกว่าจะเดินกลับไปหาเพื่อนที่ฟิวเจอร์ฯ แต่ก็เอ๊ะ เมื่อกี้พี่สองคนนั้นก็ดูสนใจว่าเราจะข้ามไปข้ามมาทำไม ก็ขอความช่วยเหลือเลยดีกว่า(เป็นการตัดสินใจช่วงที่เดินผ่านไปแล้ว แล้วเดินย้อนกลับมา) “พี่คะหนูมีเรื่องรบกวนให้ช่วยได้ไหมค่ะ พอดีว่าหนูต้องโทรศัพท์หาอาจารย์ค่ะ แต่ไม่มีโทรศัพท์ รบกวนคุณพี่ช่วยโทรให้หน่อยได้ไหมค่ะ ?” (ในใจเราก็นึก อ้าว แล้วเรารู้ได้ไงว่ะ ว่าเขามีโทรศัพท์ แต่ก็เอาเหอะ แล้วแต่ผลที่จะได้รับ) พี่เขาก็ถามว่าจะโทรหาใคร ??? ไหนเบอร์ เราก็ให้เบอร์ไป พร้อมกับพี่เขากดโทรหาอาจารย์ให้ เราก็นั่งยิ้ม ดีใจทึ่งในความใจดีของพี่เขามาก ในสายโทรศัพท์ ก็รายงานว่าได้เงินแล้วค่ะ ก็ถามว่าต้องกินข้าวไหมคะ อาจารย์ก็บอกว่า ทานข้าวด้วย (แต่หนูไม่หิวนะ !!แต่ไม่ได้บอก แอบเถียงในใจ) ก็ถามจนทราบว่า ถ้าเสร็จภารกิจก็กลับได้ แต่ถ้าสนุกก็ทำต่อ….เด็ดมาก คำทิ้งทาย ทำต่อไป วางสายเสร็จก็ขอบคุณค่ะ แล้วก็ขอตัวเดินต่อไป เดินไป ๆ ๆ ๆ อ้าว ! แล้วเราไม่คิดที่จะคุยกับเขาหรือยังไงนะ ชื่อก็ไม่ถาม เดี๋ยวอาจารย์ถามว่าพี่เขาชื่ออะไร จะเอาอะไรไปตอบละเนี่ย ก็นิดนึง ใช้คำถามอาจารย์มากดดันให้ตัวเองต้องกล้าที่จะเดินย้อนกลับไป พร้อมกับใจก็อยากรู้ความรู้สึกของพี่เขาเช่นกัน ว่าทำไมถึงได้ให้ความช่วยเหลือกับคนหน้าแปลกอย่างเรา

ตอนเดินเข้าไปอีกรอบพี่เขาก็ตกใจ สงสัยกลัวเราจะไปขูดรีดอีกรอบแน่เลย เราก็ขอถามค่ะ ว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น ??ก็ได้เหตุผลดีดี ว่าถ้าเราเจอคนที่เขาลำบากมาเราก็ควรที่จะช่วยเหลือเขา อีกอย่างสำหรับเราขอคุยโทรศัพท์แค่ไม่กี่นาทีคงไม่เกิน สามบาทแน่ ๆ ลงทุนช่วยคนอื่น แค่นี้พี่เขาทำได้ บ่อยครั้งไปที่เขาทำแบบนี้ไม่ว่าจะไปส่งให้ถึงบ้านฟรี ๆ แต่ก็คงทำได้ไม่บ่อยเพราะพี่ก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน (ก็ขำกันไป) ก็ชมพี่เขาว่าใจดีมาก ๆชื่ออะไรหรอค่ะ ? พี่เขาก็ตอบแบบสนุก ๆ ผมชื่อ พลตำรวจโท มนัส วงษ์สุวรรณ ปลอมตัวมาขับแท็กซี่ เพื่อทำคดี เราก็จริงหรือเปล่าเนี่ย ?? งง แหม คล้าย ๆ ตำรวจชั้นสูง ๆเลยนะคะ สถานการณ์นั้นก็ขำ ๆ กันไป กว่าจะกล้าถามได้ว่าชื่อจริงชื่อว่าอะไรก็ยากอยู่ แต่ก็แอบสังเกตเห็นป้ายที่เสื้อปักอยู่ว่า มานะ ชัยสุวรรณ ต้องเป็นชื่อนี้ชัวร์ ไหน ๆ ก็มานั่งคุยกับคนขับก็ขอถามเรื่องที่เกี่ยวกับแท๊กซี่บ้างอะไรบ้าง ถามเรื่องรายได้ เรื่องปัญหาสังคม คำตอบที่ได้ก็ล้วนเป็นคำตอบดีดีที่มีสาระมากมาย เช่น การมาทำอาชีพนี้ จากเงินเดือนที่ได้ประมาณสามหมื่น ก็หันมาขับแท็กซี่เพราะอยากเป็นเจ้านายตัวเอง ดูดีมีสาระ แต่เพื่อนลุงมานะบอกว่า ที่จริงโดนเขาจ้างให้ออกนะสิ ฟังดูแล้วก็นี่และนะชีวิต ที่ไม่ได้เป็นเจ้านายตัวเองเท่าไหร่ เขาจะไล่เราออกเมื่อไหร่ก็ได้

บทสนทนาก็ดำเนินต่อไปเพื่อสร้างความคุ้นเคย และความเชื่อใจที่จะมีให้กับคนที่ใจดีกับเราว่าเราไม่ได้เอาเบอร์เขาโทรไปเพื่อจุดระเบิดทางภาคใต้เหมือนที่เพื่อนลุงมานะแซว ก็มาสะดุดเห็นรุ่นน้อง (น้องไอซ์) เดินวนไปวนมาบริเวณหน้าวินมอเตอร์ไซด์ ทำให้คิดถึงเพื่อน ๆ ใจนึกเป็นห่วงก็เลยเดินย้อนกลับไปที่ฟิวเจอร์ฯ เพราะภารกิจของเราก็สำเร็จ หมดแล้ว ข้าวก็เพราะว่าเราไม่เลือกที่จะกินเองต่างหาก ที่จริงเราก็ขอได้แล้ว ระหว่างทางเดินกลับก็เจอเพื่อน(แป้ง) เดินมา ก็แอบนึกในใจ ว่าเราต้องไม่ทัก ๆ ผิดกติกาต้องสันโดษแต่ก็นะ ทั้งๆที่ตั้งใจจะเดินเข้ามาก็เพราะมาหาเพื่อน ๆ แต่มันก็อดไม่ได้รู้ว่าเพื่อนมองมาก็ต้องหันไปถามกันบ้างอะไรบ้าง รู้ว่าเพื่อนได้เงินมาแล้วก็สบายใจ ก็ถามถึงเพื่อนคนอื่น ๆบ้าง หลังจากนั้นก็ทบทวนภารกิจที่เหลือ อยากชวนไปทำภารกิจกินข้าวด้วยกัน แต่ก็ดูจะผิดกฎไป ก็แยกย้ายกันไป หลังจากนั้นก็ลองเข้ามาเดินตามหาเพื่อน ๆ ในฟิวเจอร์ แต่ก็มานั่งที่เดิม บริเวณหน้าธนาคารกสิกร แล้วเพื่อน(เหมา)ก็เดินมาพอดี อาการเหมาคืออยากร้องไห้มาก ก็นั่งฝั่งตรงข้ามกัน

เหมาเล่าว่าคนสวนซื้อให้ ตอนที่คุยกัน สังเกตเห็นว่าคนที่นั่งข้างเหมา ก็แอบแสดงอาการสงสัยเหมือนกันว่าพวกเรามาทำอะไร ในระหว่างที่นั่งนั้น ก็ยังไม่เลิกเล็งเป้าหมายที่จะเข้าไปพุดคุย และเมื่อเพื่อน(แป้ง) เดินย้อนกลับมา แล้วบอกว่าเพื่อนอีกคนหนึ่ง(เกรซ) กลับไปแล้วทำให้เราเป็นห่วงโบว์เพราะยังไม่เจอโบว์เลย ทางที่ดีเราควรหาโบว์ ก็แยกย้ายกับแป้งไป ทางที่ดีควรหาทางโทรถาม อ.หมู เราต้องไม่ยอดเหรียญ (เหมือนเป็นอุดมการณ์) พยายามที่จะคุยกับผู้คน ช่วงนี้ต้องอาศัยจังหวะและความกล้ามาก ๆ ใครละจะให้เรายืมพอมานึกถึงใจเขาใจเรา เขามายืมของเรา เราก็คงลังเลใจ ก็แอบลองของบ้างเหมือนกัน แต่ใจก็นึกอยู่ว่าถ้าเค้าตอบมาไม่ดีแล้วทำให้รู้สึกแย่จะไหวไหม แต่ก็ตัดสินใจอยากลองดูเช่นกัน พี่คะขอยืมโทรศัพท์โทรหาอาจารย์ได้ไหมค่ะ ไม่มี ไม่มีตังต์ เงินหมด แบตหมด ฯลฯ โอ้ว ! สารพัดคำตอบที่ไม่ใยดีต่อคนรอบข้างในสังคม แต่เราก็ว่าเขาไม่ได้นี่นะ ลองดูกันต่อไป ก็มีพี่ ๆ หลายคนที่เข้าอยากช่วยเหลือแต่ด้วยความรีบจึงไม่สามารถช่วยได้ เราก็บอกไม่เป็นไรค่ะ แล้วก็ปลื้มใจ มีความสุข ที่เห็นจะประทับใจสุดก็พี่เสื้อขาว ขอโทษนะคะ มีเรื่องรบกวนให้ช่วย นี่พี่รีบอยู่หรือเปล่าค่ะ ? ไม่ครับ ไม่รีบ รีบ รีบ รีบ (ตกลงรีบไหมเนี่ย ?) มีอะไรครับ ? ขอยืมโทรศัพท์โทรหาอาจารย์หน่อยได้ไหมค่ะ ? ได้ ได้ ได้ ได้ ครับ (ไม่รีบจริงหรือเปล่าเนี่ย ?) อ้าว โทรศัพท์พี่แบตหมด แปบนะครับ แล้วพี่เค้าก็ล้วงกระเป๋าเอาแบตสำรองมาใส่ให้(ภาระพี่เค้าหรือเปล่าเนี่ย ?? เราแอบสร้างความวุ่นวายไปหรือเปล่า ??? ในใจก็กระวนกระวายไม่อยากให้ใครเดือดร้อน) หลังจากใส่แบตสำรอง ก็ อ้าว โทรศัพท์พี่ไม่มีเงินครับ…พี่เขาก็ดูหน้าจืดไปเลย เราก็ไม่เป็นไรคะ แค่นี้ก็รบกวนพี่มามากแล้ว แต่พี่เขาก็ไม่ยอมแต่อย่างใด บอกว่ามีเหรียญก็หาไม่เจออีก หาอยู่หลาย กระเป๋า เจอ ก็ร้อง เอ้า เอ้า เอ้า น้อง หยิบ หยิบ หยิบ เอา เอา ไป ได้ เลย ๆ เอาไปให้พอโทร โทร โทร นะ เราก็เกรงใจหยิบมาสองเหรียญพี่เขาก็เอามาจีบยัดใส่มือเราเลยกะจะยัดหมดกระเป๋า แต่เราปฏิเสธก็ขอแค่นิดเดียว (เก้าบาท) หลังจากนั้นเราก็ขอบคุณพี่เขา แต่เขาดันมาขอโทษเราที่ช่วยเราไม่ได้เลย…ยังมีคนแบบนี้อยู่บนโลก…

สุดท้ายก็เดินเข้ามานั่งหน้าธนาคารเช่นเดิม ก็นั่งคุยกับป้าไปเรื่อยเปื่อย ถามที่มาที่ไปของกันและกัน ป้ายินดีให้ใช้โทรศัพท์ฟรี เพื่อเราจะได้โทรถามอาจารย์เรื่องเพื่อน เสร็จจากโทรหาอาจารย์ก็ทราบว่าเพื่อน(โบว์) ยังไม่ได้ติดต่อมาเลย ความเป็นห่วงเพื่อน พุ่งปรี๊ด แล้วจะทำไงดีหว่า ?? ก็เดินตามหาไปหามา ก็นึกขึ้นได้ว่าเรานัดเจอกันที่จุดนัดพบที่เราจากกันครั้งสุดท้ายก่อนกลับ เพื่อเชคว่าทุกคนปลอดภัยดีก่อนกลับมหาวิทยาลัย ก็รอเพื่อนต่อไป จนเพื่อนมาเจอกันครบ น้องแป้ง น้องโบว์ (เกรซกลับไปแล้ว) แล้วเราก็กลับมาเจอกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้งพร้อมเพื่อน ๆ และอาจารย์ที่รอคอยการกลับไปของพวกเราอยู่

การเดินทางวันนี้สอนในหลาย ๆ อย่างให้กับเรา ชีวิตที่เราสามารถเลือกให้เป็นได้ด้วยตัวของเราเอง เราต้องใช้ความกล้าในการตัดสินใจเพื่อที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไป กล้าที่จะลองคิดถึงผลที่จะตามมา กล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ กล้าที่จะเจอผู้คนมากมายที่เราไม่รู้จัก กล้าที่จะทำเมื่อรู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์มันจะเป็นเช่นไร แล้วเราก็ได้ลองเข้าไปอยู่ต่างสถานะทางเศรษฐกิจกับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ฐานะทางสังคมความเป็นคนไม่ได้ต่างกัน เราจึงต้องใช้สิ่งที่เรามีเหมือนคนอื่น เพื่อเอาตัวเราให้รอด นาทีนั้น เรียกได้ว่า ด้านได้ อายอด

แต่สิ่งอื่นสิ่งใดนอกเหนือจากนี้คงเป็นมิตรภาพไมตรีทีได้รับจากเพื่อนๆ ความรู้สึกห่วงหา ห่วงใย ซึ่งกันและกัน การสบตาบางครั้งก็ทำให้เรารับรู้ได้ว่า มันอุ่นใจแค่ไหน ที่มีเพื่อนอยู่ใกล้ ๆ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ออกมาเป็นคำพูด แต่ก็พอจะรู้ว่า ความซื่อสัตย์ที่เราควรมีต่อข้อตกลงข้อบังคับ กติกา เราก็ควรรักษามันไว้ หากมีแต่คนที่คิดว่าจะต้องแหก ต้องออกจากสิ่งเหล่านี้ไป อะไรที่เสียหาย หลายอย่างก็จะตามมา แต่มองในด้านดี มันก็ไม่ได้เสียหายเสมอไป

วันนี้ เรารู้ดีว่าความซื่อสัตย์ที่เรามียังน้อยไปต่อกติกาที่ได้รับ แต่ก็เพราะเรามีสาเหตุที่ต้องทำอย่างนั้น ถามว่าประสบการณ์วันนี้สอนอะไรเราได้หลายอย่างไหม ตอบอย่างชัดเจนว่ามาก ชีวิตผู้คน เหมือนในความเป็นคน ต่างก็ตรงเลือกที่จะทำ หลายคนพลาดในสิ่งที่อยากทำ แต่ไม่ได้ทำ หลายคนเลือกที่จะเดินตามทางที่ตัวเองชอบและฝันไว้ แต่ใครจะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด ถ้าตัวเราเองที่ไม่คิดที่จะลองได้ทำมัน ประสบการณ์ก็เช่นกันขึ้นอยู่กับคนเลือกที่จะเก็บหรือสนใจอะไรมากกว่า วันนี้ได้เรียนรู้คนในหลาย ๆ อาชีพ ปัญหาที่เขาเจอกัน กับปัญหาที่เราเจอบางทีมันเทียบกันไม่ติด ของเราอาจจะนิดเดียว สิ่งเหล่านี้ล้วนกลับมาเป็นกำลังใจให้กับตัวเองมากกว่า ภูมิใจที่ทำภารกิจนี้สำเร็จลงไปได้ ความคิดในหลาย ๆ อย่างที่เจออย่างตอนขอเงิน ก็ไม่รู้ว่าจะขอไปทำอะไร ไม่อยากขอ อยากพูดอยากคุยมากกว่า บางทีการขอสิ่งมีค่าจากคนที่เราเพิ่งจะรู้จัก มันอาจทำให้เราดูเห็นแกตัวมากเกินไป เราเอาเปรียบเขามากไปหรือเปล่า ถึงต้องให้เราได้รู้ว่าเขาอยากช่วยจริง ๆก็ตาม (เราคิดไปเองหรือเปล่านะ ???) เขาหากว่าจะได้แต่ละบาท เราขอมาทำไม แอบคิดไปหาพ่อแม่ตัวเองกว่าจะได้แต่ละบาท แต่ดูลูกสิ ถลุงเงินซะ ประสบการณ์กับการประยุกต์ใช้ก็ควรเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตได้แล้ว 55+

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 26, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: