RSS

ความในใจ…นิเวศภาวนาในเมือง อื่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

26 ก.พ.

“ผจญภัย ณ ฟิวเจอร์” 20-02-10

ตั้งแต่ทราบข่าวแรกๆ เลยว่า อาจารย์หมูจะพากลุ่มนักศึกษา CD428 ไปทำภารกิจที่ฟิวเจอร์ ตอนนั้นก็คิดว่าคงขำๆ ฟิวเจอร์ถิ่นเด็กธรรมศาสตร์ ไปก็ไม่กลัวอะไร เดี๋ยวเดินๆ ไปก็เจอคนรู้จัก สบาย!! แล้วก็ได้ยินข่าวลือมาเป็นระลอกๆ ว่า อาจารย์จะพาไปปล่อยให้ทำงั้น ทำงี้ หาทางกลับมหาลัยเอง

หาข้าวกินเอง ใจเริ่มหวั่นๆ เล็กน้อย และแล้วข่าวลือนั้นก็เป็นจริง!!

อาจารย์เอาโจทย์มาให้พวกเราดูวันศุกร์(ก่อนปฏิบัติจริง 1 วัน) อาจารย์นัด 9.30 มีการไหว้พระปลุกใจซะด้วย แต่เนื่องจากเป็นคริสต์ ไหว้พระไม่ได้ เกรซก็ต้องหาวิธีปลุกใจตัวเอง55+ บรรทัดถัดมา อาจารย์ไม่ให้มีของติดตัว ยกเว้นเบอร์อาจารย์เท่านั้น ไม่มีเงินแล้วจะโทรหาอาจารย์ยังไง? แล้วถ้าไปยืมโทรศัพท์เค้า เค้าไม่คิดว่าเราเป็นโจรเหรอ? ข่าวก็มีออกจะแยะที่ว่าขอยืมโทรศัพท์ แล้วก็เอาไปเลย และก็เกิดคำถามมากมายในหัวอย่างต่อเนื่อง พออ่านมาอีกบรรทัด.. ห้ามใส่สัญลักษณ์ใดๆ ที่ระบุความเป็นธรรมศาสตร์ แล้วคำถามก็ผุดขึ้นในหัวอีก ถ้าเราไปบอกเขาปากเปล่าไม่มีอะไรเป็นหลักฐาน แค่นี้ก็เชื่อยากแล้ว ยิ่งไม่มีอะไรบ่งบอกถึงสถานะภาพนักศึกษาอีก เขาจะเชื่อเราไม่เนี่ย? แล้วคำถาม 108 ก็พรั่งพรูเข้ามาอยู่ในหัวของเกรซ แล้วเริ่มก่อตัวเป็นความกังวลใจและความกลัวเพิ่มขึ้นทีละน้อย

พออ่านมาถึงสิ่งที่ต้องทำ คือ ขอเงิน 20 บาท จากคนที่ไม่รู้จัก ขอเงิน!!! อาจารย์ขา… ขอเงินมันยากนะ แถมยังตั้ง 20 บาทอีก เยอะนะ และก็ข้อถัดมา พูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก พอไหวค่ะอันนี้ แล้วถัดมาหารถกลับมหาลัยเอง ดังนั้น ก็ต้องหาเงิน 20 บาทให้ได้ก่อน ไม่งั้นก็คงต้องนอนที่ฟิวเจอร์ ที่คิดไว้แต่แรกเลย คือกะให้เพื่อนที่มหาลัย แอบไป stand by รอแถวฟิวเจอร์ จะได้มีคนพากลับ แต่คิดไปมา ให้เพื่อนมารับแล้วเราจะได้อะไรจากกิจกรรมนี้ ลุยเอง ตายเป็นตายดีกว่า!! และอีกข้อที่โดนที่สุด มื้อกลางวันถ้าหิว ให้ขอเขากิน ห้ามซื้อ ขอเงินก็ว่ายากแล้ว ยังไม่พอให้พวกหนูไปขอข้าวเขากินอีก อาจารย์พวกหนูก็อายเป็นนะคะ ใครจะไปกล้า ใจก็คิดว่าไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับมหาลัยแล้ว ทนหิวหน่อย แล้วค่อยกลับมากินข้าวที่มหาลัยก็ได้ อันนี้คือแค่หลังจากได้รับโจทย์มา ยังไม่ได้ปฏิบัติจริง ก็มีคำถามที่ชวนให้คิดและให้เกิดเป็นความกังวลใจเพิ่มขึ้นๆไม่รู้จักจบจักสิ้น ถ้าเดินไปขอตังเขา พูดยังไงเขาจะเชื่อ? อะไรที่แสดงตัวเป็นนักศึกษาก็ไม่มี ถ้าเขาคิดว่าเราเป็นโจรจะทำไง? และถ้าขอๆเงิน อยู่ รปภ. มาจับเราหละ? บัตรประชาชนก็ไม่มีนะ แล้วถ้าเราบอกว่า ถ้าเขาไม่เชื่อให้โทรหาอาจารย์ แล้วเขาจะไม่คิดว่า เราเตี้ยมกันมาหลอกเขาหรือ? นั่งคิดคำตอบของคำถามที่ตัวเองตั้งขึ้นมาเองทั้งคืนจนเหนื่อย จนท้อ ถึงขั้นรู้สึกว่า ไม่อยากจะทำแล้วพรุ่งนี้ จะไม่ตื่น จะได้ไม่ต้องทำ แต่ก็ไม่รู้เพราะอะไร ตอนเช้าอยู่ๆ ก็รู้สึกว่าจะลุกจากเตียงง่ายกว่าวันอื่นๆอีก หลังจากได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกครั้งแรกเท่านั้นเองก็ตื่นได้ ซึ่งเป็นอะไรที่ผิดปกติมาก เพราะปกติกว่าจะลุกจากเตียงได้ ก็เสียงนาฬิกาปลุก 10 กว่าครั้ง สงสัยคงจะตื่นเต้นมากไป แต่ก็ยังไปถึงสายกว่าเพื่อนๆอยู่ดี 55+ ตลอด!!!

ไปถึงหอพระเพื่อนๆ ก็นั่งล้อมวงคุยกะอาจารย์ กันหมดแล้ว ไปถึงเลยรีบจดเบอร์อาจารย์แล้วพับเก็บใส่กระเป๋ากางเกงอย่างดี กลัวหายเป็นที่สุด เบอร์หายนี่ชีวิตจบสิ้นเลยทีเดียวเชียว แล้วก็ถึงเวลาออกเดินทาง อัดกันไปท้ายกระบะอาจารย์ทั้งหมด 12 คน ยังกับว่าอาจารย์ขนแรงงานพม่าไปขายยังไงยังงั้น ขณะที่อยู่บนรถ ต่างคนก็ต่างพูดถึงความกังวลใจที่แต่ละคนมีกัน ระยะทางเริ่มใกล้ถึงฟิวเจอร์เข้ามาทุกทีทุกที ความกลัว ความกังวลใจจากเดิมที่มีอยู่แล้ว ก็เพิ่มๆๆ ขึ้นเรื่อยๆ และแล้วอาจารย์ ก็จอดรถ!!! ใจเริ่มหวิวๆ พอลงจากรถมาได้ รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่มาพร้อมกับความกลัวของตัวเองได้อย่างชัดเจน

แต่ก็เริ่มใจชื้นขึ้นเมื่ออาจารย์แจกเงินให้คนละ 10 บาท เพื่อใช้เป็นค่ารถเมล์กลับมหาลัย “เอาวะ อย่างน้อยก็มีเงินกลับแล้วหละ สู้ตาย!!!!” พออาจารย์แจกเงินเสร็จ อาจารย์ก็ล่ำลาพวกเรา แล้วขับรถกลับมหาลัย อารมณ์นั้นเหมือนถูกพ่อแม่เอามาปล่อยเลย หลังจากอาจารย์ไปไม่นาน พวกเราก็เริ่มกระจายตัวออกเป็นกลุ่มย่อยๆที่ยังใหญ่อยู่ ยังไงก็ขอตัวติดกับเพื่อนซักพักนะคะอาจารย์ แล้วก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนกันดี ไม่รู้จะไปไหนด้วย ขอทำใจโดยการเข้าห้องน้ำก่อนเลยอันดับแรก จริงๆ ไม่ปวดห้องน้ำหรอก ตามเพื่อนไป แค่ไม่อยากพรากจากเพื่อน ยังไม่พร้อมจะออกไปเผชิญอะไรคนเดียว ตอนนั้นก็อยู่กัน 5-6 คน ทำภารกิจในห้องน้ำเสร็จ เดินๆ มาซักพักก็แยกกันไปเองโดยไม่รู้ตัว หันมาอีกที อ่าว..เหลือ 4 คน แล้วไปๆมาๆก็เหลือเกรซกับแป้งอยู่ 2 คน ก็ยังไม่พร้อมจะแยกกันอยู่ดี

และด้วยความมึน เกรซกับแป้งซึ่งต่างคนต่างก็ไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง สุดท้ายก็เดินล่องลอยกันไปถึงชั้นบนสุด และก็ตรงดิ่งไป Major Cineplex ทำไมก็ไม่รู้? ก็ไปนั่งมึนๆ กันที่โซฟาแถวนั้น ระหว่างที่นั่ง ก็คอยมองคนแถวนั้นไปด้วยว่าจะมีใครที่หน้าตาไม่น่ากลัว ดูใจดีๆ พอที่เราจะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเค้าเขาได้บ้างไหม ว่าจะมีก็มี แต่ติดอยู่ที่ไม่กล้า เท่านั้นเอง!!! นั่งกันอยู่ตรงนั้นได้ซัก 10 นาที เกรซก็หันไปบอกแป้งว่า “แยกกันไปมั๊ย?? อยู่ด้วยกันกลัวว่าจะเขินอายกันเอง ไปลุยคนเดียว ทำอะไรเพื่อนไม่เห็น ทำตัวขายหน้าเพื่อนก็ไม่รู้ แยกกันดีกว่ามั๊ยแป้ง?” แป้งก็เห็นด้วย แล้วก็ถึงเวลาที่เกรซกับแป้งต้องแยกกันไปคนละทาง หวิวยิ่งกว่าเดิมอีกทีนี้ ในใจก็คิด ตอนนี้เราอยู่คนเดียวแล้วจริงๆ นะ โทรหาเพื่อนก็ไม่ได้แล้วนะ โอกาสที่จะเจอเพื่อนก็น้อยมากๆ แล้วเราจะรอดมั๊ยเนี่ยเกรซ????

ณ ตอนนั้น ก็กังวลไปเรื่อย เหมือนกับว่าสติหลุดลอยไปไม่อยู่กับตัว ประสาทไม่สัมพันธ์กับการกระทำ รู้แค่ว่าตัวเองเดินๆๆ ไปเรื่อยๆ ลงบันไดเลื่อนไปเรื่อยๆ แต่ตอบไม่ได้ว่าตัวเองจะไปที่ไหน เป็นการกระทำที่ทำโดยไม่ได้ผ่านสมอง ตัวไป แต่ใจไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นเดินเกือบทั่วฟิวเจอร์จริงๆ ร้านที่เคยเข้าก็ไม่กล้าเข้า ความรู้สึกในตอนนั้นอยากกลับบ้านมากๆ อยากโทรหาใครซักคนให้มารับกลับ แต่ประเด็นคือ จำเบอร์ใครไม่ได้เลย เห้อ… ก็ใช้เวลาพักใหญ่ๆ เหมือนกันกว่าจะเรียกสติตัวเองกลับมาได้ ตอนสติกลับมานั้น รู้สึกได้ถึงการกลับมาเลย มันพรึ่บเข้ามาเหมือนตอนวิญญาณเข้าร่างแบบในหนังอย่างนั้นเลย พอสติมาปุ๊บ เกรซก็หันหลังกลับจากบันไดที่กำลังจะก้าวลงไปทันที แล้วก็ไปยืนตั้งสติแถวที่นั่งพัก ยืนทบทวนว่าตัวเองมาทำอะไร และควรจะเริ่มยังไง ในระหว่างที่ยืนคิดหาวิธีอยู่นั้น ก็หันหลังไปเจอกับพี่ผู้ชายคนหนึ่ง นั่งอยู่ที่ม้านั่งข้างหลังพอดี คิดว่า เอาล่ะ พี่คนนี้แหละ โอเค…ลุย!! แล้วก็หันหน้ากลับมารวบรวมความกล้า ตอนนั้นรู้เลยว่า หัวใจเต้นแรงมากๆๆ ถึงมากที่สุด ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง พอรวบรวมความกล้าได้ จึงค่อยๆ หันไป อ่าวเห้ยๆๆ ภาพที่เห็นตรงหน้า คือ พี่คนนั้นเค้ากำลังค่อยๆ เก็บของแล้วเดินจากไป หมดกัน…ชีวิต T^T อุตส่าห์รวบรวมความกล้าตั้งนาน รู้สึกผิดหวังเลยทีเดียว แอบงอนเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ก็ไม่เป็นไร เอาใหม่ๆ หาเป้าหมายใหม่ก็ได้ เลยเดินขึ้นบันไดเลื่อนไป ก็เจอพี่คนหนึ่งดูเหมือนจะยืนรออะไรอยู่ เนี่ยแหละเป้าหมายใหม่ของเรา เดินวนๆ ซัก 2 รอบ เพื่อรวบรวมความกล้า และเพื่อให้แน่ใจว่าแถวนั้นไม่มีใคร จะอายทั้งที่ก็ขออายในที่มีคนน้อยๆ แล้วก็เอาอีกละ พอกำลังจะเข้าไป เขาก็จากเราไปซะงั้น รายนี้มายืนรอแฟนสาว ก็คิดในใจว่าดีแล้วหละที่ไม่เข้าไป แฟนเค้ามาเห็น เราอาจตายได้ รอดตัวๆ หาเป้าหมายใหม่อีกทีจะเป็นไร

เริ่มมีความกล้ามากขึ้นละ ก็เดินวนๆ อยู่แถวนั้น จนมาเจอกับกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ยืนคุยกันอยู่แถวๆ Swensen ก็ทำเหมือนเดิมอีก คือเดินวนๆ ทำใจก่อนเข้าไปหา คิดบทพูดๆ เอาหละ พร้อมนะ 123 ลุย… ประโยคแรกที่เข้าไปพูด คือ เอ่อ… ขอโทษนะ เรามีอะไรอยากให้ช่วย (ตอนนั้นรู้ตัวว่ารีบพูดมาก รนๆ รัวๆ) เค้าก็ทำหน้างงๆ แต่ก็ไม่ได้เดินหนีหรือทำท่าปฏิเสธแต่อย่างใด เราเลยถือโอกาสนี้ พูดต่อ ก็เล่าให้เค้าฟังว่าเรามาทำอะไร บอกเค้าว่าเรามาทำโครงการกับอาจารย์แล้วอาจารย์มีภารกิจให้ทำคือ ให้เราขอเงิน 20 บาท จากคนแปลกหน้า แล้วให้กลับมหาลัย เอง โดยไม่ให้เอาเงินติดตัวมาซักบาท ตอนแรกเค้าจะให้เราแค่คนละ 2 บาท ซึ่งตรงนั้นมี 5 คน ก็แค่ 10 บาท แล้วเค้าก็ถามเราต่อว่า “อ่าวทำไมไม่โทรหาเพื่อนหละ” เราก็ตอบเขาว่า อาจารย์ไม่ให้เอาไรมาเลย โทรศัพท์ก็ไม่ให้พก อาจารย์ยึดไว้ แล้วยังต้องโทรหา อาจารย์ด้วย คนหนึ่งในกลุ่มก็พูดว่า น่าสงสารเนอะ ให้เค้าไปคนละ 5 บาทเหอะ (อารมณ์เหมือนเราเป็นขอทานเลย บาดใจๆ แต่เอาหน่า เพื่อเงิน 20 บาท ยอมๆ) แล้วก็มีอีกคนในกลุ่มให้ยืมโทรศัพท์โทรหาอาจารย์ รายงานอาจารย์ เรียบร้อยก็หันมาคุยกับเค้าต่อ ซึ่งจะดูเกร็งน้อยกว่าในตอนแรกที่เข้าไปหาเขา เขาก็ถามเราว่าทำวิชาอะไร เรียนที่ไหนปีอะไร ตื่นเต้นดีเนอะมีกิจกรรมแบบนี้ให้ทำด้วย น่าสนุกดี (นักศึกษา ม.กรุงเทพ 5 คนนั้นบอก)

หลังจากคุยกันพักหนึ่ง ก็ขอบคุณเขาแล้วก็ไป รู้สึกแบบดีใจมากๆ แอบเดินยิ้มคนเดียวเลย
มีความสุขจริงๆ รู้สึกภาคภูมิใจในตังเองที่ทำภารกิจที่อาจารย์มอบหมายให้สำเร็จ แต่ก็ยังเหลือพูดคุยกับคนแปลกหน้า อารมณ์ตอนนั้น อยากกลับมหาลัยแล้ว ไม่อยากคุยอะไรกับใครมากมาย เลยแค่เดินไปหาพี่พนักงานร้านยาโยอิ เพื่อถามเวลา แค่นั้น แล้วก็เดินขึ้นๆ ลงๆ จนหลง สุดท้ายเลยต้องไปถามทางพี่ยาม และเนื่องจากนัดเพื่อนไว้ จึงยังกลับเลยไม่ได้ เลยเดินวนเข้าวนออกทางออกเป็นสิบรอบ จนพี่ยามหน้าประตูมอง เลยเปลี่ยนไปเข้าออกประตูอื่นแทน เดินรอเพื่อนจนเมื่อยเลย แต่เพื่อนก็ยังไม่มาซะที อาจจะเพราะเราเสร็จเร็วเกินไปรึเปล่า แล้วก็พอดี เจอโบ้นั่งอยู่ริมบันไดทางออก แต่ไม่ทันสังเกตว่าโบ้นั่งอยู่กับพี่อีกคนเพราะเสาบังพี่เขาอยู่ พอเห็นเพื่อนเท่านั้นแหละ รู้สึกดีใจมากๆๆ เลยตะโกนเรียกโบ้เสียงดัง พร้อมกับเดินไปหา อ้าว…โบ้กำลังขอพี่คนนั้นยืมโทรศัพท์อยู่ เอ่อ…โบ้เราไม่ได้ตั้งใจเข้ามาขัดนะ ขอโทษๆ แต่ก็เห็นว่าพี่เค้าให้ยืมโทรแล้ว แต่เขาเป็นคนถือโทรศัพท์เอง สงสัยเค้าไม่ไว้ใจคุณโบ้มั้ง เสร็จจากพี่คนนั้นของโบ้ ถามโบ้ โบ้บอกยังไม่ได้เงิน โบ้ถามเกรซว่าได้จากคนกลุ่มไหน เกรซก็บอกไปว่าได้จากนักศึกษา โบ้เลยเล่าให้ฟังว่าโบ้เลือกเป้าหมายผิดแต่แรกเลยยังไม่สำเร็จ ลองใหม่ๆ นะโบ้ เกรซเลยไปกับโบ้ เพราะโบ้บอกไม่กล้า ไปก็ไป ทีนี้ก็มาเจอกลุ่มนักศึกษาอีกกลุ่ม เลยให้โบ้ลองเข้าไปขอเงินดู แล้วเกรซแอบดูอยู่ห่างๆ ว้าว… และแล้วโบ้ก็ได้เงินมา ไชโย!!!!

ทีนี้เราเลยกะจะลองไปขอข้าว และ น้ำดู แต่จากการลงความเห็นร่วมกันขอข้าวมันยากไป
ขอน้ำอย่างเดียวพอ โอเค…ลุยโลด ไม่กล้าขอในตัวห้าง โบ้บอกเขิน เลยพากันเดินออกไปขอจากร้านอาหารนอกห้าง เดินวนไปวนมากันอยู่นานกว่าจะกล้าเข้าไป สุดท้ายก็ไปร้านน้ำที่เด็กขายและมีพี่ผู้หญิงนั่งอยู่หลังร้าน โบ้ก็เข้าไปแนะนำตัวและก็บอกว่า “พอดีมาทำภารกิจของอาจารย์ แล้วอาจารย์เอามาปล่อยแต่เช้า ไม่มีเงินติดตัว ยังไม่ได้กินอะไรเลย รบกวนขอน้ำเปล่าซักขวดได้ไหมครับ” พี่ผู้หญิงที่อยู่หลังร้านก็ตะโกนบอกน้องว่า ให้พี่เขาไปเหอะ แล้วก็หันมาบอกโบ้ว่าเอาอะไรหยิบไปเลย และแล้วก็ได้น้ำเปล่ามาแบ่งกันกิน 1 ขวดถ้วน พออยู่กับเพื่อน รู้สึกว่าเริ่มสนุกละ แต่ถ้าจะให้ไปขออะไรอีกก็ไม่ไหว เหนื่อยและหิวข้าวมาก กลับไปกินข้าวที่มหาลัย กันเถอะโบ้ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจกลับมหาลัย โดยรถตู้ 15 บาท พอถึงมหาลัย รู้สึกดีใจมาก ไม่เคยมีความรู้สึกดีใจที่ได้กลับมามหาลัยเท่านี้มาก่อน จะได้กินข้าวซักที หิวเหลือเกิน อาจารย์นัดที่ตึกคณะก็ไปตึกคณะกัน แต่ก็ไม่เจออาจารย์ “เอ้า…โทรศัพท์ก็ไม่มี จะหาอาจารย์ เจอมั๊ยเนี่ย” อาจารย์หนีไปกินข้าวชัวๆ อาจารย์อยู่ไหน? ฮือ…หนูหิวข้าว แต่ก็โชคดีที่มีพี่คนหนึ่งที่โบ้รู้จัก เลยยืมมือถือพี่เค้าโทรหาอาจารย์ อาจารย์อยู่โรงกลาง นั่นไง ว่าแล้ว หนีไปกินข้าวจริงด้วย เลยเดินจากตึกคณะไปโรงกลางกัน แล้วอาจารย์นุ้ยก็ต้องเลี้ยงข้าวพวกเรา เพราะพวกเราไม่มีเงิน… ข้าวคำแรกเข้าปาก รู้สึกดีมากๆ ไม่มีอะไรตกท้องแต่เช้า อ๊ายย…มีความสุขจัง หลังจากกินอิ่ม ก็นั่งรอเพื่อนๆ ที่เริ่มทยอยกันกลับมา พอมากันครบก็นั่งลงแชร์ประสบการณ์กันอย่างสนุกสนาน ประทับใจของทุกคนเลย

ได้อะไรจากการไปผจญภัยครั้งนี้
– รู้ว่าการอยู่ตัวคนเดียว ในที่ๆ ไม่มีใครที่เรารู้จัก มันช่างน่าสลดอะไรเช่นนี้
– ความกล้าของเราอย่างเดียวไม่ได้ช่วยอะไร ต้องด้านด้วยถึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ
– จริงๆ แล้ว ความกล้ามีอยู่ในตัวทุกคน เพียงแต่ว่าเราจะดึงออกมาใช้กันหรือไม่ เท่านั้นเอง
– รู้ซึ้งถึงน้ำใจคนไทย เค้าช่วยเราโดยที่ไม่สงสัยว่าเราจะมาหลอกเขา
– ขอบคุณอาจารย์นะคะ ที่ได้ให้โอกาสเราได้มีประสบการณ์ดีๆ ในช่วงหนึ่งของชีวิต อาจารย์ต้องลองแล้วจะเข้าใจค่ะ

………………………………………………..
“การจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในตนเอง”

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 อาจารย์หมูให้นักศึกษาจำนวน 17 คน ไปทำนิเวศภาวนาในเมืองที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ตั้งแต่เวลา 10.30 – 15.00 น. โดยที่นักศึกษาแต่ละคนไม่มีอะไรติดตัวเลย นอกจากเบอร์โทรศัพท์อาจารย์หมูกับอาจารย์นุ้ย และเงินติดตัวเพื่อให้อุ่นใจคนละ 8 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า “ต้องคุยกับคนที่ไม่รู้จักอย่างน้อย 2 คน ให้ขอเงินให้ได้คนละ 20 บาท ถ้าหิวก็ให้ขอข้าว ขอน้ำเขากิน ห้ามซื้อ และต้องโทรหาอาจารย์ 1 ครั้ง”

วันนี้ตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมา ก็คิดกับตัวเองว่า “ไม่อยากไป ไม่ไปได้ไหม?” แต่ก็ต้องตัดสินใจไป พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงมาหาเอ้ที่ห้อง เอ้ก็ไม่อยากไป เหมือนจะไม่พร้อมกันทั้งคู่ แต่ต้องไป พอขึ้น Taxi ไปรับแป้งแล้วก็พากันไปมหาวิทยาลัย

ในช่วงที่อยู่บน Taxi ก็คุยกันว่า “ไม่ไปได้ไหม?” แต่ละคนก็มีความกลัวขึ้นมาบ้าง แล้วก็ไม่อยากไปเพราะคิดว่า “การทำแบบนี้ที่ฟิวเจอร์ ฯ มันจะดูเสี่ยงไป มันไม่เหมือนกับการทำกับชุมชน เพราะฟิวเจอร์ ฯ มันเป็นห้างสรรพสินค้าที่ทุกคนมาเดินเที่ยวกัน ถ้าเราเข้าไปขอหรือไปพูดคุยโดยที่เราไม่มีอะไรไปแสดงตัว จะทำให้เขามองเราเป็นมิจฉาชีพหรือป่าว?”

แต่ในตัดก็คิดว่า “เอาว้า ครั้งเดียวในชีวิตที่ต้องทำอย่างนี้ มันอาจไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ ยังไงต้องลองดูแล้วค่อยไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทีหลัง” พยายามปลอบใจตัวเอง ไม่ให้กลัวกับสิ่งที่มันยังไม่เกิดขึ้น

พอมาถึงมหาวิทยาลัยตอน 9 .15 น.ผ่านหอพระยังไม่มีคนมา ก็พากันไป Seven – Eleven เพื่อไปหาอะไรรองท้อง เพราะกลัวว่าจะไม่ได้กินข้าวเที่ยง เลยพากันไปซื้ออะไรมากินรองท้องกันก่อน พอซื้อของเสร็จก็พากันเดินมาที่หอพระ ไหว้พระเพื่อปลุกใจให้กำลังใจตัวเองให้สามารถผ่านภารกิจไปให้ได้ทุกอย่าง ไหว้พระเสร็จก็นั่งคุยกันเพื่อชี้แจงภารกิจต่าง ๆ ให้เข้าใจร่วมกันอีกรอบหนึ่ง เพื่อรอเพื่อนให้มาครบ 17 คน พอชี้แจงเสร็จ อาจารย์ก็ยึดเอาทรัพย์สินทุกอย่างไม่ให้เหลืออะไรติดตัวเลย ที่เหลือก็เพียงแต่เบอร์โทรศัพท์ของอาจารย์หมูกับอาจารย์นุ้ยเท่านั้น พอ 10.00 น. อาจารย์ก็พานักศึกษาทั้งหมด 17 คน ขึ้นรถไปปล่อยที่ฟิวเจอร์ ฯ มาถึงฟิวเจอร์ ฯ ก็ 10.30 น. อาจารย์ก็ให้เงินเหรียญติดตัวคนละไม่เกิน 10 บาท อาจารย์ให้หยิบเหรียญเองตามความต้องการว่าต้องการมีเงินติดตัวกันเท่าไหร่ แต่โบว์หยิบเอา 8 บาท ให้พอค่ารถสองแถวกลับมหาวิทยาลัย เพราะอย่างน้อยก็คิดว่า “ถ้าขอเงินใครไม่ได้ ก็ยังมี 8 บาทให้กลับมหาวิทยาลัยได้” เมื่อแจกเหรียญครบทุกคนแล้ว อาจารย์หมูกับอาจารย์นุ้ยก็พากันกลับมหาวิทยาลัย ส่วนพวกนักศึกษาก็พากันแยกย้ายไปทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

ในขณะที่แยกย้ายกัน ก็มีความรู้สึกขึ้นมาว่า “จะไปไหนดี จะเริ่มต้นจากตรงไหน” แต่ตอนนี้ก็ยังตามเพื่อนอยู่ เพราะไม่รู้จะไปไหนดีก็เดินตามกันไปเข้าห้องน้ำ พากันอยู่ในห้องน้ำสักพักเพื่อทำใจ พอทำใจได้บ้างก็พากันออกจากห้องน้ำแล้วก็เดินตามกันต่อไปอีก ก็ยังไม่รู้จะไปไหนอีกอยู่ดี ตอนแรกคิดกันว่าจะออกไปเดินเพราะคิดว่าน่าจะง่ายกว่าทำข้างใน ก็พากันเดินออกประตูไป พากันไปนั่งทำใจต่อที่นอกฟิวเจอร์ ฯ อีกพักใหญ่แล้วก็แยกย้ายกันอีก แป้งก็ไปกับเกรซ เหลือโบว์กับเอ้ที่ยังนั่งอยู่ตรงนั้นอีกพักหนึ่ง ตอนนี้กำลังนั่งมองผ่านกระจกเข้าไปข้างในฟิวเจอร์ ฯ เห็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ในช่วงเวลานั้นคนมันยังน้อยอยู่ ในใจก็คิดว่า “เรามาทำอะไร แล้วเราจะเริ่มจากตรงไหนดี คนก็น้อย มีแต่เด็กม.ต้น มาเที่ยว มาเล่นเกมตั้งแต่เช้าเลย จะเอายังไงดี แต่ตอนนี้ยังม่พร้อมที่จะคุยกับใคร”

พอสักพักเอ้ก็เดินเข้าไปข้างใน ก็เดินตามกันไปแต่ก็แยกย้ายกันไปไม่ได้ไปด้วยกัน เพราะคิดว่าถ้าไปด้วยกันเราอาจจะทำงานกันยาก เนื่องจากจะไปแย่งกลุ่มเป้าหมายกัน แยกกันน่าจะดีกว่า ก็เลยแยกเดินออกจากเอ้ไปอีกทางหนึ่ง

ตอนนี้ก็เดินไปเรื่อย ๆ ดูไปเรื่อย ๆ ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร เพราะตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะคุยกับใคร คิดในใจว่า “เราไปเริ่มจากชั้นบนสุดแล้วค่อยเดินลงมาเรื่อย ๆ จะดีกว่าไหม” ก็เลยเดินขึ้นไปชั้นบนสุด ก็เจอแป้งแต่ไม่ทักกัน แค่ยิ้มให้กันแล้วเดินจากไปเฉย ๆ เพราะกลัวว่าจะผิดกติกา ก็เดินไปเรื่อย ๆ เดินไปดูโทรศัพท์คนเดียวเรื่อยเปื่อยเพราะในขณะนี้ยังไม่รู้จะเริ่มต้นกับใคร ยังไม่พร้อมที่จะคุยกับใคร พยายามหากำลังใจให้ตัวเองอยู่ เลยเดินไปดูโทรศัพท์ พอถึงร้านโทรศัพท์เจอโทรศัพท์รุ่นที่กำลังหาอยู่เลยเข้าไปสอบถามราคาจากเจ้าของร้าน ในความรู้สึกตอนนี้เริ่มมีกำลังใจที่จะคุยกับคนอื่นแล้ว เพราะตอนเริ่มคุยตอนแรกถึงแม้จะคุยกับคนที่เราไม่รู้จักแต่เราเริ่มคุยในเรื่องที่เราสนใจ และก็คิดด้วยว่า “อย่างน้อยก็คุยได้แล้วคนหนึ่ง” พอคุยเสร็จก็เดินออกจากร้านไปเพราะไม่มีเงินเลยไม่กล้าอยู่นาน กลัวโดนเขาด่า จะขอเงินเขาก็ไม่กล้า เพราะเขากำลังจะขายของแล้วเราก็ไปขอเขา เขาคงจะไม่ให้หรอก เลยเดินออกจากร้านไปเรื่อย ๆ จนเดินไปร้านที่เคยไปซื้อโทรศัพท์ ก็ไปคุยกับพี่ที่เคยขายโทรศัพท์ให้ก็คุยกันเรื่องโทรศัพท์ แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มประเด็นที่ได้รับมอบหมายมาให้ทำภารกิจ คิดอยู่ในใจว่าจะเริ่มขอจากพี่เขาดีไหมน้า แต่ก็ไม่กล้าเลยเดินออกจากร้านไป แล้วก็เดินไปเรื่อย ๆ มองหากลุ่มเป้าหมายแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากใครดี แต่ก็คิดอยู่แล้วว่า เงื่อนไขที่ให้คุยกับคนที่ไม่รู้จักอย่างน้อย 2 คนนะ ก็ครบแล้ว ยังเหลือก็แต่ของเงิน 20 บาท กับขอข้าว ขอน้ำเขากิน เดินไปเรื่อย ๆ ทุกชั้น ๆ ละ 2 รอบแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากใคร มองหากลุ่มเป้าหมายไม่มีเลย (มันก็มีแหละแต่ไม่กล้าที่จะเข้าไปทักทาย เลยมองหาไปเรื่อย ๆ)

เดินจากชั้นบนสุดลงมาจนถึงชั้น G คิดว่าจะมานั่งทำใจแล้วมองหาเป้าหมายแต่ก็มาเจอเหมาเลยไม่นั่ง แค่เข้าไปสะกิดเฉย ๆ เพราะดูว่าเหมาเหมือนจะเศร้า ๆ แต่ก็ไม่ถามไรมากแล้วก็เดินจากไป เดินไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง เห็นเป้าหมายแล้วเลยนั่งคิดคำพูดว่าจะเริ่มต้นยังไง นั่งสักพักก็ลองคุยกับพี่เขาดู โดยเริ่มจาก “ขอโทษนะค่ะ กี่โมงแล้วค่ะ” พี่เขาก็ตอบมาว่า “นาฬิกาพี่เสีย” เราก็เริ่มคุยเรื่องอื่น ๆ ต่อ จนเข้าประเด็น แต่พี่เขามองเราแบบดูถูก เพราะดูแล้วเขาก็น่าจะมีฐานะดีพอสมควร เขามองเราตั้งแต่หัวจรดเท้า มองหลายรอบมาก เราก็เลยเดินออกมา ในใจรู้สึกเลยว่า “แค่คุณไม่เชื่อที่เราพูดคุณยังดูถูกเราด้วยสายตาอีกต่างหาก” เราก็เลยกลับย้อนไปคิดว่า “ถ้าเราเป็นเขาแล้วมีคนเข้ามาคุยแบบนี้ แต่ไม่มีหลักฐานอะไรมาแสดงตัวตนว่าเป็นใคร เราก็อาจจะทำเหมือนเขาก็ได้” เลยเดินต่อไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่ท้อ เพราะอย่างน้อยวันนี้ก็คุยกับคนที่ไม่รู้จัก 3 คนแล้ว

เริ่มมองหาที่นั่งพร้อม ๆ กับมองหาเป้าหมายรายต่อไป แต่ไม่เจอเป้าหมาย เจอแต่ที่นั่งก็เดินไปนั่งพัก มองหน้าตัวเองในกระจก สักพักมีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ แล้วยิ้มให้เรา เราก็คิดว่า “เจอเป้าหมายแล้ว” เลยเริ่มคุยกับพี่เขา โดยเริ่มจากคำถามเดิมเพราะอยากรู้มากว่าในตอนนี้มันกี่โมงแล้วเลยถามพี่เขาว่า “ขอโทษค่ะ กี่โมงแล้วค่ะ” พี่เขาก็ยื่นนาฬิกาให้ดูแล้วพูดว่า “เหลืออีก 15 นาทีจะเที่ยง” เราก็เลยถามเรื่องทั่ว ๆ ไปก่อน แล้วเริ่มเข้าประเด็น โดยเริ่มเล่าว่าเรามาทำอะไรที่นี่และมีเงื่อนไขอะไรที่เราต้องทำบ้าง พี่เขาก็มีท่าทีสนใจและสงสัยว่า มันมีวิชาที่สอนให้ทำอย่านี้ด้วยหรอ พี่เขาก็สงสัยในเงื่อนไขที่ว่าให้ขอเงินคนที่ไม่รู้จัก 20 บาท แล้วพี่เขาก็ถามมาว่า “ถ้ามีคนแอบเอาเงินใส่กระเป๋ามา อาจารย์จะรู้ได้ยังไง” เราก็เลยตอบพี่เขาไปว่า “มันก็ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของแต่ละคน ว่าจะทำอย่างนั้นหรือป่าว” แต่พี่เขาก็หาเศษเหรียญให้จนครบ 20 บาท แล้วพี่เขาก็รีบไปหาแฟนเพราะแฟนพี่เขาโทรตาม พี่เขาชื่อ “ยอด”

ความรู้สึกในตอนนี้ดีใจมากที่ทำภารกิจผ่านพ้นไปแล้วอีกอย่างหนึ่ง คือ ขอเงินให้ได้ 20 บาท ตอนนี้ก็เหลือแค่ขอข้าว ขอน้ำกิน เริ่มคิดต่ออีกว่า “จะไปขอใคร แล้วใครจะให้เรา หรือว่าจะไม่ทำต่อแล้ว เพื่อน ๆ จะทำได้กันหรือยัง” ตอนนี้ห่วงเพื่อนด้วยแต่ก็หาใครไม่เจอเลยสักคน ก็เดินไปเรื่อย ๆ จนถึงชั้น 2 เห็นพี่เชาว์นั่งคุยกับพี่ผู้หญิงคนหนึ่งอย่างสนุกสนาน เลยเดินผ่านไปแล้วหาที่นั่ง เลยนั่งมองตัวเองในกระจกแล้วพูดกับตัวเองว่า “เอาไงต่อ กับเวลาที่เหลืออยู่ เพื่อนจะเสร็จกันยัง” แล้วก็มองไปรอบ ๆ เห็นคุณป้าคนหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เลยคิดว่า “จะลองป้าเขาอีกคนดีป่าวน้า” แต่ก็ย้ายไปนั่ง ๆ ข้างป้าเขาแล้ว นั่งได้พักหนึ่งก็เริ่มคุยกับป้าเขา ก็คุยไปเรื่อย ๆ ถามว่าป้าเขามาทำอะไร มากับใคร ถามเรื่องทั่ว ๆ ไป เพราะเราไม่ได้จะขออะไรจากเขาแล้ว เราได้มาทุกอย่างแล้วที่เหลือก็แต่กินข้าว แต่การขอข้าวกินนะเราไม่คิดว่ามันจะได้เพราะมันเป็นสิ่งที่ยากจนเกินไปสำหรับคนบางคนที่เราไม่รู้จักก็เลยคุยกับเขาไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้จะคุยอะไร ป้าเขาก็ถามกลับว่าเรามาทำอะไร เราเลยเข้าประเด็นแล้วก็เล่าให้คุณป้าเขาฟังว่าเรามาทำอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร แล้วคุณป้าเขาก็บอกว่า “การที่เรามาทำอย่างนี้ แล้วไม่มีหลักฐานอะไรเลยมันเสี่ยงต่อการถูกตำรวจจับ ไม่ควรทำอย่างนี้อีก” คุณป้าก็พูดไปเรื่อย ๆ ว่าคุณป้าเคยเจอแบบนี้มาเยอะที่เป็นพวกมิจฉาชีพที่เรามาทำอย่างนี้บางคนเขาก็อาจไม่เชื่อก็ได้ คุณป้าก็เงียบไปพักหนึ่ง แล้วคุณป้าก็ถามว่าเรากินข้าวเที่ยงยัง เราก็บอกว่ายัง คุณป้าก็ชวนไปทานขนมจีนบุฟเฟ่ต์ คุณป้าบอกว่าเดี๋ยวเลี้ยงเอง เราก็เลยถามป้ากลับว่า “คุณป้าไม่กลัวหนูหรอกหรอ” คุณป้าบอกว่า “ถึงหนูจะหรอกป้า แต่ถ้าป้าอยากจะทำบุญซะอย่าง หนูจะหรอกป้ายังไงก็ไม่เป็นไร” ในตอนนี้เรามีความรู้สึกดีใจและปราบปลื้มใจมากที่มีคนอย่างคุณป้าอยู่ เราก็เดินตามหลังคุณป้าไปจนถึงร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ คุณป้าก็บอกว่าให้เรากินให้อิ่ม เอาให้คุ้ม ก็คุยกันไปเรื่อย ๆ จนกินอิ่ม ก่อนกลับคุณป้าบอกว่า “ถึงตอนนี้ป้าก็ยังไม่เชื่อหนู หนูจะหรอกป้าหรือป่าว” เราก็บอกว่า “หนูไม่หรอกคุณป้าหรอกค่ะ” คุณป้าก็พูดต่อว่า “อย่าไปทำอย่างนี้อีกมันเสี่ยง ให้กลับมหาลัยซะ” และให้เงินเราอีก 20 บาท แต่เราก็บอกกับคุณป้าว่า “หนูไม่เอาหรอกค่ะ เงิน 20 บาทหนูได้มาแล้ว” แต่คุณป้าก็บอกว่า “เอาไปเถอะป้าให้ แล้วป้าจะโทรมาหานะ” ในตอนนี้อยากกอดป้ามากเลยแต่ก็ไม่กล้า เลยลาคุณป้าแล้วเดินไปโทรศัพท์หาอาจารย์หมู ก็เดินไปหาเพื่อนที่จุดนัดพบ ไปนั่งรอเพื่อน

การทำนิเวศภาวนาในเมืองทำให้เราได้เรียนรู้ถึงการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในจิตในของเราเองที่มันเป็นความขัดแย้งระหว่างความกล้ากับความไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย แต่เมื่อเราลงมือทำไปแล้วมันจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวเราก็มีความกล้าที่จะทำมันใหม่อีกครั้ง ส่วนในเรื่องของความมีน้ำใจของคนนั้น เราจะเห็นว่ามนุษย์ทุกคนมีกลไกในการป้องกันตนเองจากสิ่งรอบข้างเพื่อให้ตนเองไม่ได้รับอันตราย แต่บางคนแม้จะรู้ว่ามันอันตรายแต่ก็พยายามจัดการกับมันเพื่อทำให้ผู้อื่นนั้นได้รับการช่วยเหลือ
………………….
ความกล้าในความกลัว

“นิเวศภาวนา” ตอนแรกที่ได้ยินคำนี้ก็ยังงงอยู่ว่าแปลว่าอะไร นิเวศก็นิเวศ ภาวนาก็ภาวนา มันมาอยู่รวมกันแล้วมันคืออะไร แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากมายเพราะปกติอาจารย์ก็มักหาความรู้แปลกๆใหม่มาสอนอยู่แล้ว เลยคิดว่าเดี๋ยวอาจารย์ก็คงบอกเองแหละ แต่พอถึงวันจริงอาจารย์กลับไม่อธิบายอะไรเลยนอกจากแผนกิจกรรมว่าต้องทำอะไรบ้าง พร้อมกับยึดข้าวของอันป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ (โทรศัพท์,กระเป๋าสตางค์) เหลือแค่ตัวกับกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่จดเบอร์โทรศัพท์ของอาจารย์เท่านั้น

ระหว่างการเดินทางจากมหาวิทยาลัยถึงฟิวเจอร์ฯ รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่อยากให้ผ่านไปเลย อยากให้ฟิวเจอร์ฯ อยู่ไกลซัก 20 km จะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจนานๆ อันที่จริงเตรียมตัวก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่เตรียมใจนี่สิ— เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นคนขี้อาย โดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้จักก็จะต่างคนต่างอยู่อยู่แล้ว แต่ยิ่งต้องอยู่ลำพังคนเดียวยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ความรู้สึกกลัว กังวล ผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด คิดไปต่างๆ นานาว่าจะคุยกับใครดี? จะเข้าไปคุยกับเค้ายังไง? คุยเรื่องอะไรบ้าง? แล้วเค้าจะคุยกับเราหรือเปล่า? ถ้าเค้าเดินหนีล่ะจะทำยังไง? แล้วเค้าจะเชื่อที่เราพูดหรือเปล่า? แล้วถ้าขอเงินเค้าจะให้มั้ย? แล้วถ้าขอยืมโทรศัพท์ล่ะเค้าจะคิดว่าเราจะขโมยหรือเปล่า? แล้วจะขอข้าวเค้ายังไง? (??????????????????) นาทีนั้นมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด กลัวก็กลัว ไม่กล้าก็ไม่กล้า แต่อาจารย์สั่งก็ต้องทำ (แงๆๆ) สรุปก็คือไม่มีทางเลือกนั่นเอง

เมื่อมาถึงฟิวเจอร์ฯ อาจารย์ก็ปล่อยให้แยกย้ายกันไป แต่ก็ยังใจดีให้เงินติดตัวไว้คนละ 10 บาท เพื่อเป็นค่ารถกลับมหาวิทยาลัย (เยอะจริงๆ) แต่เมื่อถึงเวลาต้องแยกกัน เราก็ยังไม่กระจายตัวกัวกันซะทีเดียว ยังคงเดินไปเป็นกลุ่มแล้วก็เริ่มแยกเหลือสี่คน เหลือสองคน จนสุดท้ายเหลือเพียงคนเดียว พอได้อยู่คนเดียวความกลัวความกังวลทั้งหลายก็เข้ามาเยือนอีกแล้ว ตอนนั้นไม่รู้จะเริ่มยังไงดีก็เลยเดินไปเรื่อยๆ เดิน เดิน เดิน วนอยู่ในฟิวเจอร์ฯ ประมาณชั้นละ 2 รอบ ขึ้นลงบันไดเลื่อนเป็นว่าเล่น เดินแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย เลยคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปคงไม่ได้อะไรขึ้นมาแน่ เลยไปนั่งพักที่โซฟาซึ่งเมื่อไปถึงก็เจอเพื่อนนั่งอยู่ก่อนแล้ว รู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดนึงที่เห็นหน้าเพื่อน แล้วก็นั่งๆ นอนๆ เล่นอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ๆ พอดีเจอคนรู้จักทำก็เลยคิดว่าขอเงินเค้าก็ได้มั้ง เพราะไม่กล้าขอคนอื่น กับคนรู้จักนี่แหละง่ายดี อาจารย์คงไม่รู้หรอก ก็เลยขอเงินเค้ามาซึ่งเค้าก็ให้มา 50 บาท พอได้เงินมาก็ดีใจ คิดว่าพอแค่นี้ดีกว่า โทรศัพท์ก็หยอดตู้เอา ส่วนข้าวก็ไม่หิวเท่าไหร่เดี๋ยวค่อยกลับไปกินที่มหาวิทยาลัยก็ได้ ก็เลยออกไปนั่งรอเพื่อนข้างนอกตรงจุดที่นัดกันไว้ เห็นเพื่อนกำลังจะนั่งรถตู้กลับพอดี ก็เลยนั่งรอเพื่อนคนอื่นตรงคิวรถตู้ เป็นโอกาสที่ไดคุยกับคนขายตั๋วที่วิน เลยถามอะไรเรื่อยเปื่อยซักพักแล้วก็เดินกลับเข้ามาในฟิวเจอร์ฯ อีกครั้งเผื่อว่าจะเจอเพื่อนคนอื่นๆ

ในขณะที่เดินหาเพื่อนนั้นมีความรู้สึกว่าสบายใจ ไม่กังวลอะไรแล้ว คงเป็นโอกาสที่ได้ทบทวนตัวเองด้วยว่าจริงๆ แล้ววันนี้เรามาทำอะไร พอคิดไปคิดมาก็คิดได้ว่าวันนี้อาจเป็นวันเดียวที่เรามีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ ถ้ามาอีกในวันอื่นเราคงไม่ได้มาด้วยความรู้สึกแบบนี้ คงเป็นแค่คนที่มาเดินซื้อของธรรมดา แล้วทำไมถึงจะปล่อยให้โอกาสที่จะได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำนี้หลุดลอยไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย แค่พยายามจะทำ แต่ยังไม่ได้ลองลงมือทำ ตอนนั้นเลยกลับมานั่งคิดอีกครั้งว่าถ้าหากเราไม่ทำในวันนี้ เราจะรู้สึกเสียดายทีหลังหรือเปล่า อาจารย์อุตสาห์คิดกิจกรรมให้ทำ ไว้ใจปล่อยให้รับผิดชอบตัวเองโดยไม่ตามเฝ้าดู เพื่อนคนอื่นก็พยายามด้วยตัวเอง แล้วเราจะเอาเปรียบเพื่อนได้ยังไง ก็เลยบอกตัวเองให้ลองพยายามดู มันคงไม่ยากเกินความสามารถของเราหรอก ถ้าวันนึงเราไปเจออะไรที่ยากกว่านี้หรือต้องตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้จริงๆ เราจะได้เอาตัวรอดได้ ก็เลยพยายามให้กำลังตัวเองให้มีความกล้าขึ้นมาบ้าง พยายามคิดวิธี หาคำพูดที่จะเข้าไปคุยกับคนอื่นยังไงดี เพราะกลัวมากว่าถ้าหากคนแรกที่เราเข้าไปคุยเค้าไม่คุยกับเราหรือมีปฏิกิริยาที่ไม่ดี เราก็จะรู้สึกแย่แล้วคงไม่กล้าเข้าไปคุยกับใครอีก เพราะฉะนั้นคนแรกที่จะเข้าไปคุยจึงอยากให้เป็นคนที่มั่นใจว่าเค้าจะให้ความช่วยเหลือเราได้

เป้าหมายตอนนั้นจึงมองหานักศึกษาธรรมศาสตร์ ด้วยเหตุผลที่ว่ายังไงๆ เค้าคงช่วยเราเพราะเป็นสถาบันเดียวกัน แต่ก็กังวลว่าเค้าอาจจะไม่เชื่อเราเพราะไม่มีหลักฐานใดที่จะแสดงได้ว่าเราเป็นนักศึกษาจริงๆ แต่ในสถานการณ์อย่างนั้นก็ต้องลองดู เลยพยายามมองหาคนที่ใส่เสื่อธรรมศาสตร์ แต่พอเจอจริงๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปคุย คนที่หนึ่งผ่านไป..คนที่สอง..คนที่สาม คนที่ใส่เสื้อธรรมศาสตร์ยิ่งหายากๆ อยู่ พอเจอคนที่สี่เป็นผู้หญิงท่าทางเป็นมิตรหน่อย จึงรวบรวมความกล้าเข้าไปถามว่าเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ใช่มั้ยคะ (ทั้งๆที่ก็เห็นอยู่ว่าใส่เสื้อเชียร์) พอเค้าตอบว่าใช่ก็เลยขอรบกวนเวลาอธิบายภารกิจให้เค้าฟัง เค้าก็มีท่าทางสงสารที่เราไม่มีอะไรติดตัวเลย แต่เค้าก็หยิบเงินให้มาโดยไม่ซักถามอะไรมากมาย เลยถามเค้าว่าทำไมถึงให้เงินเราง่ายๆ ทั้งๆ ที่เราไม่มีอะไรมายืนยันในสิ่งที่พูดได้เลย ซึ่งเค้าก็บอกว่าเพราะเห็นว่าเป็นเด็กธรรมศาสตร์เหมือนกัน และคิดว่าคงไม่โกหกก็เลยช่วยเหลือ

ความรู้สึกตอนที่ได้เงินมาแล้วรู้สึกดีมากๆๆๆๆ รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองทำได้ รู้สึกดีที่เจอคนใจดี รู้สึกว่าสิ่งที่ได้ทำและทำได้มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเราสามารถทลายกำแพงของความกลัวและความไม่กล้ามาได้ระดับหนึ่งแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดีและประทับใจมากที่จะทำให้เรากล้าเข้าไปคุยกับคนอื่นอีก ตอนนั้นก็เลยบอกขอบคุณเค้ามากๆ ที่ช่วยเรา แล้วก็เดินถือเงินแล้วยิ้มมาตลอดทาง จนออกมาเจอเพื่อนข้างนอกก็รีบคุยอวดเพื่อนว่าทำได้แล้ว เนี่ยเป็นเงินที่ขอมาได้ด้วยตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่มันอยู่ข้างในที่ทำให้ตอนนั้นเรารู้สึกดีมากๆ แล้วก็เลยเอาเงินที่ขอเพื่อนมาตอนแรกไปคืนเพื่อน แล้วก็กล้าที่จะเข้าไปพูดคุยกับคนอื่นๆมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เงิน แต่เป็นความกล้า ความพยายามอย่างเต็มที่ การที่ได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ คงป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่าที่สำคัญที่สุดสำหรับกิจกรรมครั้งนี้

หนูอยากขอโทษอาจารย์ที่ทำผิดกฏ อยากขอโทษที่ทำภารกิจไม่สำเร็จครบทุกข้อ อยากขอโทษที่ปล่อยเวลาอันมีค่าที่จะได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดาย และก็อยากขอบคุณอาจารย์สำหรับกิจกรรมดีๆ ที่จัดขึ้นมา ขอบคุณสำหรับความพยายามที่จะให้นักศึกษาได้พบประสบการณ์ที่หาได้ยากในการดำเนินชีวิตปกติ ขอบคุณที่มอบโอกาสในการเรียนรู้ดีๆ ให้ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ และถึงแม้ว่าหนูจะทำภารกิจไม่สำเร็จ แต่กิจกรรมครั้งนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ได้รู้ในสิ่งที่ควรรู้และไม่เคยรู้ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำและไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ทำ ได้เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจและไม่คิดที่จะเข้าใจ ได้คิดในสิ่งควรคิดและสิ่งที่มองข้ามไป สิ่งเหล่านี้มันได้สอนให้เรามองตัวเอง มองคนอื่น มองสิ่งรอบตัวมากขึ้น ซึ่งจะเป็นความรู้และประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่งสำหรับหนูค่ะ
………………….
การเดินทางในวันที่ “คล้ายไม่มี”

กิจกรรมนิเวศภาวในเมืองครั้งนี้ผมตั้งชื่อกับตัวผมเองว่า “คล้ายไม่มี” เราถูกกำหนดเงื่อนไขที่ปราศจากอุปกรณ์สื่อสาร เงิน อาหารและสิ่งที่แสดงถึงตัวเรา เราถูกปล่อยไว้กลางเมืองที่ผู้คนสัญจรวุ่นวาย ผู้คนทั่วสารทิศมากหน้าหลายตา แต่เราต้องทำตามเงื่อนไข การขอเงิน 20 บาท พูดคุยกับผู้คนที่เราไม่เคยรู้จัก ถ้าหิวน้ำหรือข้าวให้เรานั้นขอแทนการใช้เงินซื้อ และหาเงินให้ได้เพื่อเดินทางกลับมหาวิทยาลัย เมื่อเราได้เดินทางไปถึงต่างคนต่างแยกย้ายกันไป เราถูกแยกออกจากเพื่อนสภาพจิตใจแรกที่เราต้องตัดออก คือความหดหู่ที่เกิดขึ้น และพยายามบอกตัวเองเสมอว่ามีเพียงแต่ตัวเรา ณ ตอนนี้ไม่มีใครรู้จักเรา

ผมได้ตัดสินใจที่จะไม่เข้าไปทำกิจกรรมนี้ในห้างสรรพสินค้า เมื่อเราถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขที่ “คล้ายไม่มี” ผมจึงกำหนดสถานภาพของตัวเองว่าเปรียบเหมือนคนเร่ร่อนหรือขอทานที่ไม่สามารถจะเข้าไปขอเงินหรือขออาหารได้ภายในห้าง ผมจึงตัดสินใจออกเดินเพื่อพูดคุยกับคนที่ผมไม่รู้จัก ในระหว่างที่ผมออกเดินความกลัวเริ่มเกิดขึ้นภายในใจ กลัวที่จะเข้าไปคุยกับคนไม่รู้จัก ผมเลือกที่จะคุยกับพี่ รปภ. จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา ในระหว่างของการก้าวเดิน มีทั้งความกลัวและความกล้า ผมเริ่มด้วยการทักทายโดยกล่าวคำว่าสวัสดี และแนะนำชื่อของผม ผมนั่งลงพร้อมกับถามพี่เขาว่า “ผมขอคุยได้ไหมครับ” พี่รปภ. มีสีหน้าที่แปลกๆและงงกับการเข้ามาของผม แต่ก็ตอบรับโดยมิได้แสดงความรังเกียจ

ผมเริ่มโดยการถามชื่อของพี่รปภ. แกบอกผมว่า “พี่ชื่อพี่ต้อง” เป็นเสียงตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม ฟังจากน้ำเสียงและถ้อยคำที่พี่ต้องพูด ไม่น่าจะใช่คนในพื้นที่ ผมจึงถามถึงที่มาที่ไปของพี่ต้อง “พี่คนปราจีนพึ่งมาทำงานได้สองปี” เราเริ่มพูดคุยกันได้สักพักถึงเรื่องราวของพี่ต้อง ท่าทีของพี่ต้องเริ่มเปลี่ยน แกเอี้ยวตัวและหันหน้ามาพูดคุยพร้อมกับรอยยิ้มซึ่งแตกต่างจากช่วงแรกอย่างชัดเจน ผมเริ่มคุยต่ออีกสักพัก ผมจึงขอเงินพี่ต้อง “พี่ต้องครับ ผมขอเงิน 20 บาทกลับบ้านได้ไหมครับ” พี่ต้องแกแสดงอาการงงเล็กน้อยแต่แกก็ล้วงเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกง 10 บาท แล้วพูดกับผมว่า “พี่ไม่ได้เอากระเป๋าตังค์ติดมาด้วย ตอนนี้มีแค่ 10 บาท ” ท่าทีของแกไม่ลังเลที่จะให้ตังค์ผม ผมยกมือไหว้ขอบคุณแก “ไม่เป็นไร เราช่วยๆกัน ถ้ามีพี่ก็ให้อยู่แล้ว”แกพูดกับผม แล้วผมก็เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้พี่ต้องฟัง ว่าผมเป็นใคร และวันนี้มาทำอะไร เมื่อผมเล่าจบ พี่ก็ถามผมว่า “เงินยังไม่ครบ 20 บาทไม่เป็นไรเหรอ” ผมตอบแกว่า “ไม่เป็นไรผมยังต้องไปคุยกับคนอื่นอีก ผมอาจจะได้เพิ่ม แต่10 บาท ก็กลับมหาลัยได้แล้ว” เมื่อคุยกันต่อสักพัก ผมจึงลาพี่ต้อง ขอบคุณแกพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อก้าวเดินออกมาผมหยุดและนั่งลงตรงบันได แล้วคิดว่าสิ่งที่พี่ต้องบอกกับผม คุยกับผม มันทำให้

ผมลืมความกลัวและรู้สึกสบายใจ แต่ความสบายใจนั้น คลุมเครือระหว่างสาเหตุที่ผมบรรลุเงื่อนไขหรือการที่ผมสามารถพูดกับคนที่ไม่รู้จักด้วยรอยยิ้ม “ผู้ชายคนหนึ่งจากบ้านมาพร้อมกับภรรยาและปล่อยให้ลูกสาวเพียงสองขวบอยู่กับยาย เพื่อเข้ามาทำงานในเมือง เพียงเพื่อต้องการรายได้ให้เพียงพอต่อครอบครัว ภายในห้องเช่าเล็กๆในกลางเมือง ความคิดถึงลูกและอยากใช้ชีวิตในบ้านเกิดยังไม่เคยจางหาย พี่ต้องสำหรับผมคือคนที่มีน้ำใจและเป็นหัวหน้าครอบครัวที่เข้มแข็ง” ผมหยุดพักและทบทวนตัวเอง

การหยุดพักของผมสิ้นสุด หลังจากได้ครุ่นคิดเงิน 10 บาทที่ผมได้มาคือมาจากหลังการพูดคุย แต่ผมต้องการให้ตัวเองได้รับรู้ความรู้สึกของคนเร่ร่อนที่อยู่ๆก็เข้ามาขอเงินเราแล้วถูกปฏิเสธนั้นเป็นเช่นไรหลังจากที่ผมก้าวเดินผ่านที่ต่างๆผมตัดสินใจที่จะเข้าไปขอเงินกับลุงวินมอเตอร์ไซค์ ความกลัวบังเกิดขึ้นภายในจิตใจผมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับรุนแรงกว่าครั้งก่อน ด้วยจำนวนพี่ๆวินมอเตอร์ไซค์ที่รายล้อม และการตัดสินใจที่จะไม่พูดคุยนอกจากการเดินตรงเข้าไปขอเงิน ผมเดินตรงเข้าไปพร้อมกับยกมือไหว้ตามด้วยถ้อยคำ “ลุงครับผมขอเงิน20บาทได้มั้ยครับ” แกหันหน้าออกเล็กน้อยและเหลือบมองหน้าผมเพียงเล็กน้อย และพูดว่า “ไม่มีหรอก เพิ่งจะออกมาเอง”และวินมอเตอร์ไซค์คนอื่นๆเริ่มจะหันมามองผม ด้วยน้ำเสียงของลุงและแววตานั้นมันคือการปฏิเสธ

ผมเริ่มรู้สึกถึงการปฏิเสธ ความหวาดหวั่น ความกลัวมันมากขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกอยากเดินหนีออกมาจากตรงนั้น แต่ผมก็ยังอยากรู้ถึงสาเหตุของการถูกปฏิเสธ ผมจึงหยุดความหวาดหวั่นและความกลัว โดยเริ่มอธิบายที่มาของผม แต่ดูเหมือนลุงยังคงระแวงอยู่ อาจจะเป็นเพราะการเปลี่ยนท่าทีกระทันหัน และไม่มีหลักฐานในการแสดงตัว ผมจึงถามต่อไปว่า “ทำไมลุงไม่ให้เงินผม” คำตอบที่ผมได้รับคือ “มือเท้าก็มีครบ จะให้ทำไม” มันคงรวมถึงการแต่งตัวของผมด้วยที่ดูไม่เหมือนคนไม่มีเงิน ผมได้พูดคุยกับลุงเพียงแค่ช่วงเวลาอันสั้น เนื่องจากแกต้องไปส่งลูกค้า ผมขอบคุณลุงและพี่ๆด้วยรอยยิ้มและเดินจากมา ผมเดินต่อไปเรื่อยๆพร้อมกับความคิดต่างๆที่เกิดขึ้นจากภายใน และผมจึงหยุดเดิน นี่เป็นเพียงการถูกปฏิเสธ เพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับคนเร่ร่อนหรือขอทานเท่านั้น

ผมทั้งกลัวและรู้สึกแย่มาก แต่เมื่อลองคิดดู การที่คนคนหนี่ง จะหยิบเงินที่หามาได้ให้กับคนแปลกหน้าก็ดูจะเป็นเรื่องยากเช่นกัน ผมเดินมาได้สักพักจึงหยุดอยู่หน้าร้านขายข้าว ผมคิดที่จะลองขอดู แต่ความกลัวก็เกิดขึ้น มันทำให้ผมคิดถึงการปฏิเสธที่ผ่านมา มันทำให้ผมถอดใจและเดินออกไปจากร้านนั้น ซึ่งเหตุผลจริงๆแล้ว เราอาจจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มี หรือหิวขนาดคนเร่ร่อนหรือขอทานที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องขออาหารเพื่อความอยู่รอด ผมเริ่มหิวกระหายน้ำและคิดจะเดินเข้าไปขอน้ำจากร้านค้า แต่ผมก็ไม่กล้าอีกเช่นเคย จนเปลี่ยนไปขอน้ำจากพี่ๆคิวรถตู้แทน และดูเหมือนจะตัดสินใจได้ง่ายกว่ากับการขออะไรที่ใช้เงินแลก ผมดื่มน้ำเสร็จจึงกล่าวขอบคุณและออกเดินต่อ ผมทบทวนเงื่อนไขที่ถูกกำหนดแล้วเริ่มจะครบ

ผมเดินมาเรื่อยๆ เกือบถึงข้างหลังห้าง ผมสังเกตเห็นลุงคนหนึ่งนั่งอยู่บนแคร่ริมขอบฟุตบาท ใส่เสื้อวินและถักแหที่ผูกกับเสาไฟอยู่ นั่นคือลุงคนสุดท้ายที่ผมเลือก แกนั่งอยู่คนเดียว ผมรู้สึกว่าแกน่าจะเป็นคนที่ให้คำตอบผมได้ในหลายๆเรื่อง จากใบหน้าที่ดูเป็นมิตรของแก การพูดคุยครั้งนี้ผมไม่ได้ตั้งจุดประสงค์ที่จะขอเงินเป็นหลัก ผมเพียงแค่อยากจะรู้จักและพูดคุยกับลุง ผมเดินตรงเข้าไปหาลุง ลุงแกหันมามองด้วยสายตาที่แปลกและงง

ผมยิ้มทักทายแกเริ่มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ความกลัวในใจผมลดลงเรื่อยๆ แปลกกว่าทุกคนที่ผมเข้าไปคุยด้วย เมื่อผมเดินเข้ามาใกล้ลุง ผมยกมือไหว้และสวัสดีลุงด้วยรอยยิ้ม ลุงแกยิ้มตอบ ผมจึงขอนั่งคุยกับแก ผมแนะนำตัวเอง แต่ผมไม่ได้บอกว่า ผมมาทำอะไร แกบอกกับผมว่า ไม่เป็นไรนั่งคุยได้ ผมถามชื่อแก ลุงแกบอกว่า “ลุงชื่อโก๋” การพูดคุยของคนสองคนใจกลางเมืองที่รถสวนกันไปมา ผมเริ่มการสนทนาถึงที่มาที่ไปของแก แกยังคงนั่งถักแหของแกต่อไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่า ผมอาจจะมารบกวนแกก็ได้ แต่ผมก็ไม่ได้กล่าววาจาออกไป เพราะกลัวว่าถ้าแกตอบกลับมาว่ารบกวน ผมคงอดคุย และคงน่าเสียดาย ผมพูดคุยต่อไปเรื่อยๆ และมองแกนั่งถักแห หนังมือที่นิ้วชี้ที่ด้านบ่งบอกถึงการถักแหจำนวนมาก แกเริ่มหันมายิ้มและเริ่มพูดคุยกับผม มากกว่าตอนแรก ลุงแกเป็นคนพิจิตร ย้ายมาตั้งแต่ห้างเพิ่งจะเริ่มสร้าง แกย้ายมาพร้อมกับภรรยาของแก ด้วยเหตุผลที่ว่า การทำนาปลูกข้าวขาดทุนและน้ำท่วม แกจึงจากบ้านเกิดแกมา และปล่อยที่นาให้คนอื่นเช่าแทน

ผมชวนแกพูดคุยเรื่องการใช้ชีวิตในเมือง และผู้คนทุกวันนี้ แกพูดด้วยสีหน้าจริงจัง พร้อมกับถักแหไปเรื่อยๆ “คนเราทุกวันนี้เห็นแก่ตัวกันมากขึ้น นั่งกินข้าวด้วยกันสามสี่คนยังไม่ชวนกันเลย บางทีก็ไม่ทักกัน” ผมจึงถามแกว่าลุงคิดว่าใช้ชีวิตในเมืองมันเป็นอย่างไร แกตอบผมสั้นๆว่า “มันทรมาน ลำบาก” “ผมชวนแกคุยเรื่องครอบครัวของแก แกบอกว่า แกมีลูกสามคน คนโตเรียนจบแล้ว อีกสองคนกำลังเรียนมหาวิทยาลัย แกหันมาหาผม แล้วพูดว่า “ลูกเรียนจบเมื่อไหร่คงจะกลับบ้าน(หมายถึงพิจิตร)ทันที” แกเล่าต่อเมื่อก่อนแกเคยทำงานเป็นลูกจ้าง แกบอกว่าไม่ต่างอะไรจากคนขอทาน ลุงแกจึงมาขับวิน ว่างๆก็เอาแหมานั่งถัก แกบอกว่าขับวินอย่างเดียวไม่พอ ถ้าวันไหนยางแตกสักสองครั้ง วันนั้นคงไม่ได้ตังค์ ผมจึงบอกที่มาที่ไปของผม ว่าผมเป็นใครมาทำอะไร ผมบอกแกว่าตอนนี้ผมมีเงินแค่สิบบาท แถมถามผมว่าจะเอาเพิ่มไหม พร้อมกับหยิบเงินในกระเป๋าออกมา ผมบอกแกว่าไม่เป็นไร เพราะเงินสิบบาทก็เพียงพอสำหรับการเดินทางกลับมาที่มหาลัยแล้ว

ผมคิดว่ามันไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่เราจะต้องขอเงินลุงเพิ่ม ในเมื่อเท่าที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว ผมจึงถามลุงว่า ถ้าผมไม่บอกลุงว่า ผมเป็นใคร มาทำอะไร ลุงจะให้ตังค์ผมไหม? ลุงแกตอบกลับมาว่า “ก็ต้องดูก่อนว่าขอเท่าไหร่ เรามีไหม ถ้าเรามีเราก็ให้ แต่ถ้าวันนั้น เราไม่มีเงิน เราก็คงให้ไม่ได้” ผมคุยกับลุงโก๋จนลืมดูเวลา ระหว่างที่พูดคุยกับลุงโก๋อยู่นั้นเป็นความรู้สึกที่ดีและประทับใจ แกถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆของแก อย่างเป็นกันเอง สิ่งที่แกตอบผมมันสะท้อนถึงชีวิตของคนที่เข้ามาทำงานในเมืองได้เป็นอย่างดี ผมพูดคุยกับแกอีกสักพักจึงยกมือไหว้ขอบคุณที่แกพูดคุยด้วยและลามาด้วยรอยยิ้ม ระหว่างที่ผมเดินผมได้หันกลับไปยิ้มให้แกอีกครั้ง แกก็ยิ้มตอบกลับมา ผมนำเงินที่ได้มา 10 บาท ไปแลกเป็นเศษตังค์ เพื่อโทรหาอาจารย์ โดยใช้เงินไป 2บาท เหลือเงินอยู่ 8 บาท ให้ผมได้เดินทางกลับ

ระหว่างที่เดินทางกลับผมใช้เวลาที่อยู่บนรถเมล์คิดและทบทวนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นจนเป็นที่มาของ “วันที่คล้ายไม่มี” เมื่อเดินทางมาถึงก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนสิ่งที่แต่ละคนได้พบเจอ สิ่งที่ทุกคนผ่านมาในวันนั้นล้วนมีมุมมองและแง่คิดต่างกันไป แต่สิ่งที่ทุกคนได้รับมาล้วนเป็นคำตอบให้กับตัวเอง ผมเชื่ออย่างที่อาจารย์บอกว่า “เป็นการเดินของภายในและภายนอกจิตใจ” ซึ่งมันทำให้ผมได้เข้าใจอะไรหลายอย่างได้ดีขึ้น

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 26, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: