RSS

ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย

06 เม.ย.

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

คอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับคาดตรงกันว่า การประท้วงของ นปช.เพื่อเรียกร้องให้ยุบสภาคงไม่เกิดผลอะไรขึ้น เพราะหากย้อนกลับไปดูการชุมนุมประท้วงที่ผ่านมาในอดีตของไทย นับตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา การชุมนุมประท้วงเพียงอย่างเดียวไม่เคยพอ แต่ต้องมีอำนาจที่สามเข้ามาแทรก จึงทำให้ฝ่ายผู้ชุมนุมได้รับสิ่งที่เรียกร้อง แม้แต่การชุมนุมของพันธมิตรเองก็จบลงได้เพราะการรัฐประหาร หรือคำพิพากษาของศาลแผนกคดีอาญาทางการเมือง หรือศาลรัฐธรรมนูญ

จริงหมดเลยนะครับ และจะยิ่งจริงขึ้นไปอีก หากล้วงลงไปดูให้ลึกกว่านี้ก็จะพบว่าแม้แต่การชุมนุมประท้วงเอง ก็มีเยื่อใยบางอย่างอยู่กับการให้ท้าย, การแอบหนุนหลัง, หรือการร่วมวางแผนของกลุ่มคนในหมู่ที่เราเรียกรวมๆ ว่า “อำนาจที่สาม” นี้ มากบ้างน้อยบ้างทั้งนั้น

จนทำให้หลายคนเชื่อว่า แม้การชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดงครั้งนี้ ก็เกิดขึ้นได้เพราะการสนับสนุนของคุณทักษิณ ชินวัตร ด้วยเงินและ/หรือด้วยการโฟนอินก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็เกิดการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับแกนนำเสื้อแดงขึ้น ซ้ำยังถ่ายทอดสดทางทีวีไปทั่วประเทศเสียอีก และการเจรจานั้นมาสิ้นสุดลงที่ความเห็นพ้องต้องกันว่า การยุบสภาเป็นทางออก จะเหลือความเห็นที่ต่างกันก็เฉพาะเงื่อนไขของการยุบสภาเท่านั้น หากย้อนกลับไปที่จุดยืนของรัฐบาลก่อนหน้าการเจรจา (แม้ในเช้าของวันที่จะมีการเจรจา) ก็คือ จะไม่เจรจาท่ามกลางการกดดัน ก็ต้องถือว่าการชุมนุมประท้วงของ นปช.ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง โดยไม่มี “อำนาจที่สาม” เข้ามาแทรก (อย่างน้อยก็ไม่ได้เข้ามาแทรกอย่างเปิดเผย)

เหตุใดจึงเกิดการเจรจาขึ้นได้ และยังนำไปสู่ข้อสรุปที่ตรงกันเสียด้วย
ผมคิดว่า ปัจจัยสำคัญ (และสำคัญกว่าการแทรกของ “อำนาจที่สาม”) ก็คือ
ประการแรก คนกรุงเทพฯซึ่งมีทั้งที่เชียร์และไม่เชียร์ นปช.ไม่ได้ออกมาต่อต้านการประท้วงของ นปช. แม้ว่าตัวจะได้รับความลำบากในการดำเนินชีวิตปกติไปบ้าง และแม้ว่าจะมีความพยายามหลายอย่างที่จะยั่วยุให้เกิดการต่อต้านขึ้น นับตั้งแต่นักธุรกิจออกมาชี้ผลเสียต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของการชุมนุมทางทีวีแทบทุกวัน, การจัดตั้งมวลชนออกมาแถลงการณ์ และชูป้าย ฯลฯ แต่คนกรุงเทพฯ โดยส่วนใหญ่ก็ยังดำเนินชีวิตของตนไปตามปกติ การจลาจลหรือเค้าแห่งการจลาจล อันจะเป็นเหตุผลเพียงพอแก่การแทรกแซงของ “อำนาจที่สาม” ได้สะดวก จึงไม่เกิดขึ้น

ประการที่สอง ในครั้งนี้ สังคมไทยมีพลังในการกดดัน “สันติวิธี” (ไม่ว่าจะแปลว่าอะไรก็ตาม) อย่างได้ผล หากสังคมไทยจะได้แตกแยกกันมาอย่างไรก็ตามในสาม-สี่ปีที่ผ่านมา เรามีฉันทามติร่วมกันอย่างชัดเจนและหนักแน่นว่า “สันติวิธี” เป็นหนทางเดียวของการประท้วงและการต่อต้านการประท้วงของทั้งสองฝ่ายที่เผชิญหน้ากันอยู่เวลานี้ ไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย นอกจากต้องใช้ “สันติวิธี” หากยังต้องการจะประสบความสำเร็จ

ทั้งสองฝ่ายรู้ดีว่า การต่อสู้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่บนท้องถนน ไม่ได้อยู่ที่หน้าทำเนียบ หรือ ราบ 11 แต่อยู่ที่สังคมในวงกว้าง ฉะนั้น ฉันทามติของสังคมไทยจึงมีพลังกำกับการกระทำของทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง สังคมไทยเคยมีอำนาจที่แท้จริงขนาดนี้หรือไม่ ผมคิดว่าไม่เคย หรืออย่างน้อยก็ไม่เคยอย่างชัดเจนเช่นนี้ (จะเป็นเพราะถูกสื่อของรัฐหลอก หรืออะไรก็ตามที) นี่ก็เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ควรเป็นหมุดหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่ง
(และในท่ามกลางความสิ้นหวังของหลายคน ผมก็อยากให้กำลังใจว่า ท่าทีและอำนาจที่เพิ่มขึ้นของสังคมไทยในครั้งนี้ นับเป็นความก้าวหน้าของประชาธิปไตยไทยเสียยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพราะปราศจากขันติธรรมต่อความแตกต่าง ไม่มีสังคมใดสามารถก้าวต่อไปบนหนทางประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญที่วิเศษแค่ไหนก็ตาม)

ประการที่สาม “อำนาจที่สาม” ทุกองค์กรขยับไม่ออก เพราะบรรยากาศทางสังคมที่ไม่เอื้ออำนวย เช่นกองทัพจะผ่าทางตันการเมืองได้ก็โดยวิธีเดียวคือยึดอำนาจ แต่จะยึดอำนาจได้สำเร็จก็ต้องได้รับความเห็นชอบ (หรือเก็งว่าจะได้รับความเห็นชอบ) จากกลุ่มชนชั้นนำอีกหลายกลุ่มนอกกองทัพ แต่กลับมีฉันทามติค่อนข้างชัดเจนจากสังคมไทยเหมือนกันว่า การรัฐประหารจะไม่แก้ปัญหา ยิ่งกว่านี้องค์กรและสถาบันของชนชั้นสูงในช่วงนี้ก็แตกร้าวกันเองอย่างหนัก เช่นในกองทัพก็ไม่อาจวางใจได้นับตั้งแต่นายทหารคุมกำลัง ไปจนถึงนายทหารระดับรองๆ จนมาถึงประทวน ตำรวจมีทั้งเกียร์ว่างและไม่ว่าง ทางออกที่นักธุรกิจระดับใหญ่เล็งเห็นก็ไม่ใช่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

คณะสงฆ์ที่เป็นทางการวางเฉย แต่มีพระสงฆ์ที่เข้าร่วมชุมนุมอย่างอิสระจำนวนไม่น้อย (ควรหรือไม่ควรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง-แต่ชี้ให้เห็นว่าไม่อาจสร้างฉันทามติในคณะสงฆ์ได้)

เพราะเหตุใด อดีตจึงไม่สามารถส่องทางสว่างแก่ปัจจุบันได้เสียแล้ว เหตุผลก็เพราะสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว

อันที่จริง หากมองย้อนถอยหลังไปสู่การเคลื่อนไหวใหญ่ของประชาชน นับตั้งแต่ 14 ตุลา เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวเหล่านั้นอาจเป็นอิสระระดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็มีความสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างลับๆ ของกลุ่มชนชั้นนำด้วย ไม่ใช่เฉพาะนักศึกษา-ประชาชนเท่านั้น ที่ไม่ต้องการการสืบทอดอำนาจของ “สามทรราช” ในปี 2516 แต่มีกลุ่มชนชั้นนำในและนอกกองทัพอีกมาก ทั้งที่อยู่ในวงการธุรกิจ, ในวงการเทคโนแครต, ในวงการนักวิชาการ, ในวงการคนชั้นสูง ที่ไม่ต้องการเหมือนกัน บางกลุ่มบางเหล่าได้เคลื่อนไหวต่อต้านในเชิงสัญลักษณ์มาก่อน 14 ตุลา เป็นปีแล้วด้วยซ้ำ

กล่าวโดยสรุปก็คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีประชาชนชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเกมการแย่งอำนาจกันในหมู่ชนชั้นนำทั้งสิ้น ในสายตาของพวกเขา ประชาชนเป็นเพียงเบี้ยหรือถึงเป็นหมากก็เป็นหมากตัวเล็กเท่านั้น (จนอาจสั่งเก็บเสียก็ได้ เมื่อหมดสิ้นภารกิจแล้ว) ในครั้งนี้ ชนชั้นนำที่เป็นปฏิปักษ์พ่ายแพ้หมดรูปไปแล้ว แม้จะเหลือเงินอีกมากเท่าใดก็ตาม แต่เงินอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของมวลชนขนาดนี้ได้

เสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมไม่ใช่เพราะ “รับจ้าง” (แม้ว่าอาจจะรับเงินอุดหนุนบางส่วน) หากเป็นเพราะเขาเกิดสำนึกทางการเมืองใหม่ อันเป็นสำนึกทางการเมืองที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือสำนึกในสิทธิและความจำเป็นที่จะต้องเข้ามากำกับการบริหารบ้านเมืองด้วยตนเอง
คนเหล่านี้ซึ่งเป็นทั้งคนชั้นกลางระดับกลาง, ชนชั้นกลางระดับล่าง และชนชั้นล่างสุดอยู่บ้างจำนวนน้อย (ไม่สู้จะต่างกับผู้เข้าร่วมชุมนุมของฝ่ายพันธมิตร ซึ่งก็ไม่ได้ “รับจ้าง” เช่นกัน) หาช่องทางที่จะกำกับควบคุมการบริหารบ้านเมืองด้วยวิธีอื่นได้ยาก แม้แต่การเลือกตั้งก็ใช่ว่าจะเป็นโอกาสที่เปิดกว้างแก่การกำกับควบคุมมากนัก ถึงกระนั้นการเลือกตั้งก็ยังถูกทำลายลงด้วยการรัฐประหาร จึงทำให้สำนึกทางการเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นแก่คนเหล่านี้ยิ่งเข้มข้นขึ้น

คนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของผู้ชุมนุมของทุกสี เป็นกลุ่มที่เกิดใหม่จากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ นโยบายของคุณทักษิณ ชินวัตร-ไม่ว่าจะถูกหรือผิด-เข้ามาตอบสนองทั้งความใฝ่ฝัน และความต้องการของคนกลุ่มนี้มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ฉะนั้น เมื่อเกิดการรัฐประหาร ผู้ประท้วงจึงใช้ชื่อคุณทักษิณเป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้าน การกีดกันเขาออกไปจากกระบวนการตัดสินใจ นี่คือกลุ่มที่มีสำนึกทางการเมืองใหม่ที่ใหญ่สุดของสังคมไทยปัจจุบัน ฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดรัฐประหาร
ผมเชื่อว่ากระบวนการทางการเมืองของไทยเปลี่ยนไปแล้ว เพราะมีผู้เล่นใหม่ที่มีจำนวนมากสุดโผล่เข้ามาเล่นในกระดานเพิ่มขึ้นอีกตัวละครหนึ่ง
ในขณะที่กลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเราเคยใช้ได้ผลตลอดมา (วงจรอุบาทว์ของการรัฐประหาร-ร่างรัฐธรรมนูญ-เลือกตั้ง-ตั้งรัฐบาล-แย่งผลประโยชน์กัน-รัฐประหาร) เคยผ่าทางตันทางการเมืองมาอย่างได้ผลพอสมควร ไม่อาจแก้ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยได้อีกแล้ว เพราะผู้เล่นไม่ได้จำกัดอยู่แต่กับชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ เท่านั้น “การแทรกแซงของอำนาจที่สาม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลไกทางการเมืองแบบเก่า จึงไม่อาจเล่นบทบาทเดิมได้อีก แต่กลับไปเจอทางออกใหม่ที่ไม่เคยมีในการเมืองไทยมาก่อน

แม้ว่าทางออกใหม่นี้ อาจไม่สัมฤทธิ์ผลอย่างหนึ่งอย่างใดที่เห็นได้ในขณะที่เขียนบทความนี้ แต่ก็เป็นทางออกใหม่ที่แสดงว่า ระบบการเมืองไทยเองก็เริ่มปรับตัวให้รับการความเปลี่ยนแปลงของกระดานการเมืองใหม่ จะปรับเพราะจำเป็นหรือปรับเพราะรู้ว่าต้องปรับก็ตาม

ปัญหาสุดท้ายที่ควรนึกถึงก็คือ เหตุใดจึงเกิดสำนึกใหม่ทางการเมืองขึ้นแก่คนชั้นกลางระดับล่าง (ซึ่งมีผลไปถึงคนชั้นล่างระดับต่ำสุดด้วย) ผมคิดว่าเงินทักษิณอย่างเดียว หรือผ้าพันคอสีสูงๆ อย่างเดียว อธิบายไม่ได้ ในส่วนของชนชั้นกลางระดับล่างในต่างจังหวัดนั้น ผมหวังว่าจะได้อธิบายในโอกาสอันควรข้างหน้า

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 5 เมษายน หน้า 6
 

 

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 6, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: