RSS

คิดเพ้อเจ้อ….ชวนก้าวข้ามข้อเสนอของตัวเอง

21 เม.ย.

คุณุปการของวิกฤติทางการเมืองในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ได้เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  สังคมไทยกำลังเผชิญกับความหลากหลาย และความแตกต่างของความคิด ความเชื่อ โดยเฉพาะช่วงเมษายนนี้ มีกลุ่มประชาชนหลากหลายอาชีพ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น และมีข้อเสนอที่เป็นทางออกต่อสถานการณ์ เป็นจำนวนมาก นี่นับเป็นเรื่องน่ายินดีอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ดีภายใต้ข้อเสนอที่เป็นทางออกนั้น มีข้อน่าสังเกตที่ผมอยากเพิ่มเติมไว้ 2 ประการ 

1)  ความไม่รอบด้านของข้อเสนอ  ขณะนี้มีเพียงเหตุผลความจำเป็นที่รองรับข้อเสนอ แต่สิ่งสำคัญที่ขาดหาย คือ ข้อมูลที่อธิบายถึงสิ่งที่ต้องแลกได้แลกเสีย (trade-off) กับการได้มาซึ่งข้อเสนอ เนื่องจาก ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่ต้องจ่าย หรือไม่ต้องแลกอะไรเลย  ดังนั้น เมื่อคนอื่นๆ ได้เห็นข้อเสนอ แทนที่เขาจะถูกหว่านล้อมด้วยเหตุผลของข้อเสนอเพียงด้านเดียว เขาควรต้องพิจารณาให้หนักว่า เขาพร้อมยอมแลกหรือยอมจ่าย จากการเชียร์ข้อเสนอนั้นหรือไม่ 

การไม่พิจารณาสิ่งที่ต้องแลกหรือสิ่งที่ต้องจ่าย และไม่ต้องร่วมรับผิดชอบอะไรในข้อเสนอนั้น  จะไม่พัฒนาพลเมืองไทยในแง่คุณภาพเลย ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ข้อเรียกร้องของประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่กดดันให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการใช้กฎหมายเพื่อจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งรัฐก็ได้เข้าสลายการชุมนุมตามเสียงเรียกร้อง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากตามมา แต่หลังจากคืนนั้นจนถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นว่าจะมีใครที่เคยเสนอ หรือเชียร์ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะออกมาร่วมรับผิดชอบ ร่วมจ่ายกับรัฐเลย สำคัญกว่านั้น เขาเหล่านั้นกลับยังส่งเสียงให้รัฐใช้มาตรการที่เข้มงวดต่อไป

นั่นอาจกล่าวได้ว่า การพิจารณาแต่ข้อเสนอ โดยมองไม่เห็น สิ่งที่ต้องแลก หรือสิ่งที่ต้องจ่ายนั้น จะทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างขาดความระมัดระวังและยังเป็นการตัดสินใจในนามปัจเจกชนล้วนๆ แต่หากต้องพิจารณา สิ่งที่ต้องแลกและเขาต้องรับผิดชอบด้วย จะทำให้เขาต้องตัดสินใจในนามส่วนรวม เพราะต้องนึกถึงคนอื่นให้มากขึ้นด้วย  เช่น 

ข้อเสนอ 1 ยุบสภา ภายใน 3 – 6 เดือน

สิ่งที่ต้องแลกได้-แลกเสีย 

  • ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ อาจได้รับเงินเดือนล่าช้า หรือไมได้ ในช่วงปลายปี 2553 เพราะ พ.ร.บ.งบประมาณ ไม่ผ่านสภา
  • เงินลงทุนจากภาครัฐไม่มี เศรษฐกิจปีนี้ จะหดตัว แน่นอน และอาจทำให้มีคนตกงานมากขึ้นนับแสนคน
  • การชุมนุมเพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา-ลาออก อาจเป็นเรื่องปกติ ที่ฝ่ายอื่นอาจทำตามบ้าง

ข้อเสนอ 2 ไม่ยุบสภาและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 

สิ่งที่ต้องแลกได้-แลกเสีย

  • การชุมนุมยืดเยื้อออกไป สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ นักลงทุนต่างชาติหนี  และคงมีการเข้าสลายผู้ชุมนุมเป็นระยะ อาจมีผู้ได้รับ บาดเจ็บ และเสียชีวิต เพิ่มเติม
  • ทุกฝ่ายต้องส่งเสริมและยอมรับที่จะถูกบังคับให้อยู่ภายใต้กฎหมายที่เท่าเทียม มาตรฐานเดียวกัน
  • มีกลุ่มต่างๆ ออกมาชุมนุมมากขึ้น ซึ่งอาจยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งยาก

ผมคิดเอาว่า หากผู้ใดเห็นสิ่งที่ตนเองและสังคม ต้องแลกได้-แลกเสีย ภายใต้ข้อเสนอที่ตนเองเชื่อแล้ว ย่อมต้องคิดอีกหลายรอบแน่ก่อนจะตัดสินใจ

2) สังคมไทยเราไม่มีวิธีการจัดการกับข้อเสนอที่หลากหลาย จริงๆ ก็คือ จัดการกับความหลากหลายของผู้คนที่มีความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกัน เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์เป็นการตกลงร่วม / ตัดสินใจร่วมของคนที่หลากหลาย

แต่วิธีจัดการกับความหลากหลายของความคิด ความเชื่อ ที่เห็นอยู่ในสื่อขณะนี้ ผมคิดว่าไม่สามารถนำไปสู่การตกลงหรือตัดสินใจร่วมได้แน่ ไม่ว่าจะเป็น  (1) ถ้าเป็นวงพูดคุย หรือแสดงความคิดเห็น เราจะพบว่า ต่างฝ่าย พยายามอธิบายเหตผุลของตน โต้แย้งกับสิ่งที่ไม่เห็นด้วย และชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อให้คนอื่นเห็นคล้อยตาม ซึ่งนอกจากจะไม่ได้พิจารณาสิ่งที่แลกได้-แลกเสียดังที่กล่าวมาแล้ว  ผมยิ่งแน่ใจว่า เขาเหล่านั้นคงไม่ได้พิจารณาข้อเสนอและสิ่งแลกได้แลกเสียของคนอื่นๆ เลยด้วยซ้ำ  และ (2) ถ้าหากเป็นวิธีแสดงพลังกันตามท้องถนน หรือบนโลก cyber ก็มีแนวโน้มที่จะอ้างเอา “จำนวนตัวเลข” ของผู้ที่เห็นด้วยมาข่มกัน ผมคิดว่าการกระทำเช่นนี้ เขาคงยังเชื่อว่าประชาธิปไตยต้องยึดเอาเสียงส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ซึ่งผมว่าวิธีคิดแบบนี้ใช้ไม่ได้แล้ว

จากข้อสังเกตทั้ง 2 ผมลองคิดเพ้อเจ้อต่อนะครับว่า หากเราสามารถทำ เครื่องมือหรือเอกสารประกอบการหาข้อตกลงอย่างสั้นๆ  ที่ประกอบด้วย ข้อเสนอที่เสนอมาจากฝ่ายต่างๆ  มีเหตุผลประกอบแต่ละข้อเสนอ มีข้อมูลของสิ่งแลกได้แลกเสียที่ชัดเจน เท่าที่ผมเห็นตอนนี้ น่าจะมีสัก 4 ทางเลือก คือ ยุบสภา / ไม่ยุบ / ตั้งรัฐบาลพิเศษ  และ รัฐประหาร และเผยแพร่เอกสารเหล่านี้ออกไปให้สังคมได้พิจารณา

ผมจินตนาการต่อไปว่า แทนที่กลุ่มต่างๆ จะกระตือรือร้น เพียงแค่การออกมาแสดงพลัง หรือแค่การส่งเสียงว่าตนเองต้องการข้อเสนอแบบไหนนั้น ผมอยากเห็น กลุ่มต่างๆ เลือกที่จะใช้วงพูดคุยขนาดย่อม 10-15 คน ที่ประกอบด้วยใครก็ได้ แต่ประสงค์แบบเดียวกัน คือ ต้องการช่วยหาทางออกในสถานการณ์ความขัดแย้ง และนำเอาข้อเสนอทั้ง 4 มาใช้เป็นกรอบในการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ว่ากันตามประสบการณ์จากต่างแดน ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองทางเลือกต่างๆ อย่างรอบด้านเช่นนี้ แม้จะไม่ได้ทางออกที่เป็นฉันทามติที่เป็นแบบใดแบบหนึ่งจากข้อเสนอทั้ง 4 เพราะคงไม่มีใครยอมใครแน่นอน แต่ก็จะมีทางออกที่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่คนที่เห็นต่างจะเห็นพ้องร่วมกันได้ (common ground) ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะมันยืนยันว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมที่แตกต่างและด้วยวิธีเช่นนี้จะช่วยยกระดับการตัดสินใจจากปัจเจก ไปเป็นเรื่องของสาธารณะ

เพราะหัวใจของการใช้วิจารณญาณไตร่ตรองข้อเสนอทุกข้อเสนอ มิได้มีเป้าหมายเพื่อมุ่งเปลี่ยนวิธีคิดคนอื่นให้มาคิดเหมือนเรา ให้เชื่อตามเรา แต่มุ่งที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของเราที่มีต่อวิธีคิดของคนอื่น และว่ากันว่า นั่นคือเหตุให้สังคมที่มีความหลากหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างแตกต่างแต่ไม่แตกแยก  และยังเป็นมุ่งเปลี่ยน ประชาธิปไตยที่ยึดเสียงส่วนใหญ่ ไปสู่ประชาธิปไตยที่ใช้วิจารณญาณ (deliberative democracy) ครับ

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 21, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: