RSS

การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) : สิ่งที่ทุกคนควรรู้

05 พ.ค.

ผมได้หนังสือชื่อ Social Entrepreneurship : What Everyone Needs to Know ซึ่งเขียนโดย David Bornstein และ Susan Davis จาห Amazon.com เมื่อสัก 2 อาทิตย์ก่อน โดยส่วนตัวผมว่าเป็นหนังสือที่อ่านไม่ยากครับ และน่าสนใจ ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 ว่าด้วย ความหมายของผู้ประกอบการทางสังคม ในมิติต่างๆ

ส่วนที่ 2 ว่าด้วย เรื่องประเด็นที่ท้าทาย

ส่วนที่ 3 ว่าด้วยเรื่อง สังคมที่สร้างสรรค์

ผมเพิ่งได้เริ่มทดลองแปล เรื่องย่อยๆ ในส่วนที่ 1 เริ่มจากเรื่อง อะไรคือการประกอบการทางสังคม?…ผมสัญญาว่าถ้าไม่ขี้เกียจแล้ว ผมจะพยายามจะทยอยแปลมาลงเรื่อยๆ ครับ

 

อะไรคือการประกอบการทางสังคม?  (download ไปอ่านกันครับ การประกอบการทางสังคม ไฟล์ขนาด 357 Kb

การประกอบการทางสังคม เป็น กระบวนการ ซึ่งพลเมือง สร้าง หรือ ปฏิรูปสถาบันเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาทางสังคม เช่น ความยากจน ความเจ็บป่วย การอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย สิทธิมนุษชนถูกทำลาย และ คอร์รัปชั่น เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกับคนส่วนใหญ่ นักวิชาการ นักปฏิบัติ และ ผู้ใจบุญ ให้ความหมายแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น เป็นอาชีพ งานสนาม และเป็นความเคลื่อนไหว ความหมายของการประกอบการทางสังคมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางนั้น นิยามไว้โดย Greg Dees ผู้ที่มักถูกเรียกขานว่าเป็น บิดาของการศึกษาเรื่องการประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship education) 

Dees นั้นได้นำแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ Jean-Baptiste Say และ Joseph A.Schumpeter ซึ่งเสนอว่า ผู้ประกอบการ พัฒนาศักยภาพในการผลิตของสังคมและเอื้อให้เกิดการทำลายที่สร้างสรรค์ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ Dees เสนอว่า ผู้ประกอบการทางสังคมทำในสิ่งเดียวกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม มีส่วนในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้ประชาชนและทรัพยากร ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพสังคมในการจัดการกับปัญหาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เขาอธิบายว่า ผู้ประกอบการทางสังคมนั้น สร้างคุณค่าสาธารณะ ผลักดันให้เกิดโอกาสใหม่ๆ  สร้างสรรค์และปรับตัว ทำกว้าง ใช้ทรัพยากรที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่เข้มแข็ง

Dees ได้จำแนกสำนักคิดเรื่องการประกอบการทางสังคมในสหรัฐอเมริกาออกเป็น 2 สำนัก หนึ่งนั้นเน้นเรื่องการพัฒนาการประกอบการ และอีกหนึ่งเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์ (นวตกรรม) ในสำนักคิดการพัฒนาการประกอบการนั้น จะเน้นไปที่กลยุทธขององค์กร การสร้างรายได้ และการวางแผนทางการเงิน ในฐานะที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การประกอบมีผลกระทบอย่างสูง ในขณะที่สำนักคิดนวตกรรมพยายามทะลุผ่านความเข้าใจที่ลึกซึ้ง นักวิชาการบางท่านก็ถือเอานิยามแบบเหมารวมหลายๆ รูปแบบลักษณะของพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บางท่านก็ นิยามเพียงแต่ว่าเป็น นักคิดสร้างสรรค์หัวรั้น กล้าหาญและดื้อ ที่งานของเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

ทั้งๆ ที่ยังไม่มีคำนิยามที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน แต่ก็เป็นประโยชน์ เพราะว่า ทำให้เกิดความเข้าใจที่หลากหลายเกี่ยวกับผู้ประกอบการที่นำมาประยุกต์ใช้ในแนวทางใหม่ โดยการทำให้เห็นว่า การประกอบการแบบใหม่ๆ สามารถเป็นช่องทางที่จะแก้ปัญหาสำคัญๆ ได้อย่างไร และได้ฉายให้เห็นวิถีใหม่ของการประกอบการและวิธีการในการวิเคราะห์ ซึ่งปลุกเร้าผู้คนที่มีความปรารถนาจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ตื่นตัว

ผู้ประกอบการทางสังคมนั้นมีมานานแล้ว ที่ผ่านมาเราเรียกเขาเหล่านี้ว่าเป็น visionaries, humanitarians, philanthropists, reformer, saints หรือ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ โดยมีจุดสนใจไปอยู่ที่ ความกล้าหาญ ความกรุณาปราณี และวิสัยทัศน์ แต่ไม่ได้ให้ความสนใจในมิติของการปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราจึงรู้จัก St.Francis ในนามนักบุญสอนศาสนา แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้สอนศาสนาที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เด็กๆ ได้เรียนว่า Florence Nightigale คอยทำหน้าที่ดูแลบาดแผลของทหาร แต่ไม่ได้รู้ว่า เธอเป็นผู้สร้างโรงเรียนพยาบาลแห่งแรก และเป็นผู้ปฏิวัติวงการโรงพยาบาล คานธีเป็นโลโก้แห่งอารยะขัดขืน แต่ไม่ใช่ในนามผู้ผลักดันให้อินเดียมีการกระจายอำนาจทางการเมือง ซึ่งทำให้อินเดียวประสบความสำเร็จในการปกครองตัวเอง และทุกคนรู้จัก มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้ประกาศว่า “ฉันมีฝัน” ที่ติดอยู่บนอาคารลินคอน แต่น้อยคนนักจะรู้จัก Asa Philip Randolph และ Bayard Rustin ที่ประพันธ์เพลงมาร์ชสู่วอชิงตัน และคอยจัดการให้การปราศรัยของ คิง เกิดผลกระทบมากที่สุด

ผู้ที่อ่านประวัติศาสตร์อย่างละเมียด จะเห็นถึงมือที่ซ่อนอยู่ของผู้ประกอบการทางสังคมในการสร้างสรรค์สถาบันต่างๆ และการเคลื่อนไหวที่พวกเราไม่ได้ให้ความสนใจ อย่างไรก็ตามจนกระทั่งในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่สังคมเริ่มเร่งการปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้เกิดมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่กลายมาเป็น “ผู้ประกอบการ”  

การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นในยุโรป ซึ่งแต่เดิมการค้าขายถูกควบคุมโดยราชวงศ์ โบสถ์ ขุนนางศักดินา และองค์กรวิชาชีพ ซึ่งจำกัดการคิดค้น และผูกมัดประชาชนไว้กับที่ดินและขอบเขตทางศาสนา และไม่เพียงแต่จำกัดขอบเขตการค้าขายอย่างอิสระ แต่ประชาชนยังมีเสรีภาพเพียงเล็กน้อย หรือแรงจูงใจที่จะประกอบการของเขาเอง ซึ่ง Robert Heilnroner อธิบายไว่ใน The Worldly Philosophers ว่าในศตวรรษที่ 17  คนทำกระดุมในฝรั่งเสสจะถูกจับหากทำการทดลองเกี่ยวกับเสื้อและกางเกงของพ่อค้า และถูกส่งไปทำงานบนเรือ ถ้าดวงตก อาจถูกแขวนคอได้โดยง่าย เพราะว่า เสื้อและกางเกงเหล่านี้ถูกพิมพ์ไว้ว่า เป็นผ้าฝ้ายดิบสำหรับขาย

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเดิมในยุโรป การเติบโตของประชากร การกลายเป็นเมือง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาการเดินทางจนส่ง และการสะสมทุน กระตุ้นให้โครงสร้างเดิมๆ ต้องลดการควบคุมสังคมและเปิดพื้นที่ให้กับกิจกรรมการค้า ในช่วงยุคพุทธิปัญญา ศาสนาใหม่ และควมเชื่อทางปรัชญา โดยเฉพาะการปรากฏตัวของเสรีนิยมทางการเมืองและทฤษฎีว่าด้วยสิทธิตามธรรมชาติ สิทธิที่จะมี “ชีวิต อิสรภาพและทรัพย์สิน” ในคำประกาศที่มีโด่งดังของ John Lock ได้ปูทางสำหรับพื้นฐานทางแนวคิดและศีลธรรมสำหรับเศรษฐกิจและประชาธิปไตยยุคสมัยใหม่ ความคิดเหล่านี้ช่วยปักหมุดเขตแดนให้เกิดภาคส่วนใหม่ของสังคม นั่นคือ ภาคเอกชน ซึ่งปัจเจกชนจะได้รับการยอมรับในรูปแบบการผลิตที่สร้างประโยชน์สำหรับการค้าขายของพวกเขา

และควรต้องกล่าวไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ข้างต้น ได้ทำให้เศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น หนังสือสำคัญอย่าง The Wealth of Nations ของ Adam Smith ถูกตีพิมพ์ในปี 1776  ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการกำเนิดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นชาติที่มีชุดความคิดหลักของชาติเป็นแบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจผุดขึ้นมาและมีมากกว่าชาติใดๆ

นักประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในยุค Renaissance ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นั่นคือ การก่อตัวของบริษัทจำกัดที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล กฎหมายที่สร้างสรรค์นี้ ได้ทำให้นักลงทุนเห็นความเป็นไปได้และความน่าสนใจที่จะรวบรวมเอาทรัพย์สินมาก่อตั้งเป็นบริษัทเพื่อสร้างความเติบโตได้อย่างไม่มีข้อจำกัด นัยยะสำคัญของแนวคิดดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 99.7 ของบริษัทในประเทศมีลูกจ้างน้อยกว่า 500 คน และบริษัทที่เหลือในเปอร์เซนต์เล็กๆ นั้น จ้างคนงานที่รับงินเดือนเกือบครึ่งของประเทศ

บริษัทเติบโตและมีพลังอำนาจมหาศาล บริษัทข้ามชาติ 300 แห่งควบคุม ความมั่งคั่ง 1 ใน 4 ของโลกไว้ ผู้จัดการในบริษัทเหล่านี้บ่อยครั้งที่ตัดสินใจโดยไม่ถือประโยชน์ระยะยาวของสาธารณะ หรือแม้แต่ผู้ถือหุ้นของตน ดังปรากฏให้เห็นเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินเมื่อเร็วๆ นี้  ในบางมุมมองเห็นว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมาย ตัวอย่างในหนังสือชื่อ The Corporation ของศาสตรจารย์ด้านกฎหมาย Joel Baken ซึ่งเสนอว่า ในขณะที่บริษัทกำลังเพลิดเพลินกับสถานะภาพการเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งมีความอิสระทางกฎหมายและสังคม ที่จะคอยควบคุมให้มีพฤติกรรมที่ดีเหมือนคนทั่วไป เช่น การเอาใจใส่ต่อผู้อื่น สนใจประโยชน์สาธารณะ เขาเขียนไว้ว่า ต่างจากมนุษย์ปุถุชนทั่วไป”  บริษัทมีความสนใจของตนเองอยู่อย่างเดียวและไม่สามารถรู้สึกห่วงใยคนอื่นๆ ได้อย่างแท้จริง” (ปัจจุบันผู้ประกอบการทางสังคมหลายคนที่มีภูมิหลังในด้านกฎหมายและการเงินกำลังทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎและโครงสร้างแรงจูงใจ เพื่อทำให้มั่นใจว่าบริษัทจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างกว้างขวางมากขึ้น)

ภาคธุรกิจซึ่งได้รับการพัฒนา มีสถาบันที่เร่งการเคลื่อนไหวของเม็ดเงิน จัดหาการฝึกอบรมด้านการจัดการและธุรกิจ ให้รางวัลธุรกิจที่มีผลประกอบการที่ดี กระจายความรู้ทางธุรกิจสู่สังคม เอื้ออำนวยการจัดตั้งธุรกิจ ในบางประเทศ มีการวางระเบียบทางการเงินและธุรกิจด้วย สถาบันและระเบียบเหล่านี้ประกอบด้วยกฎหมายต่อต้านการผู้ขาดธุรกิจการค้า ตลาดหุ้น โรงเรียนสอนธุรกิจ บริษัทบัญชี คณะกรรมการกำกับการแลกเปลี่ยนและความปลอดภัย ผู้สื่อข่าวธุรกิจ และที่เพิ่งเกิดเมื่อเร็วๆ นี้ คือ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (venture capital)

อะไรคือผลกระทบของการผุดขึ้นของการประกอบการทางธุรกิจ? นักเศรษฐศาสตร์อย่าง William J. Baumol กล่าวว่า ในช่วงศตวรรษ 1700s  การเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวของคนยุโรปอยู่ที่ประมาณ 20-30  เปอร์เซนต์ (ของศตวรรษที่ผ่านมา – ผู้แปล) แต่ในศตวรรษ 1800s พุ่งขึ้นสูงถึง 200-300 เปอร์เซนต์ ในขณะที่ศตวรรษ 1900s ประเมินอย่างต่ำๆ รายได้ต่อหัวจากเศรษฐกิจตลาดเสรี น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 700 เปอร์เซนต์

การเกิดขึ้นของธุรกิจสมัยใหม่ ได้สร้างความมั่นคั่ง (ให้แก่ชนชั้นกลางจำนวนมาก) สร้างความสะดวกสบาย (เครื่องซักผ้า แสงไฟ การเดินทางขนส่งที่รวดเร็ว) สร้างรูปแแบบการดำเนินชีวิตใหม่ (ทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การพักผ่อนและการเกษียณ) และปัญหาใหม่ๆ หลายประการ รวมถึง การย้ายถิ่นของประชากร การทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม การเอาเปรียบแรงงาน การพังทลายของสิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์จากแร่ราคาถูกและแหล่งพลังงาน และอีกหลายๆ สาเหตุของการพัฒนาที่ผิดทางผิดทาง ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก จากเวอร์จิเนียตะวันตก สู่ คองโก และอิรัก

ความสัมพันธ์ที่คล้ายๆ กันระหว่าง 2 รูปแบบของการประกอบการ มีความเด่นชัดในข้อเท็จจริงซึ่งหลายๆ ตัวอย่างที่คุ้นเคยของการประกอบการทางสังคมในสหรัฐอเมริกา ก็คือ ต่างตอบสนองต่อปัญหา ซึ่งสร้างจากความสำเร็จของธุรกิจ และจากการเงินของนักอุตสาหกรรมเพื่อส่วนรวมและการระดมเงินค่าจ้างของแรงงาน

เมื่อพิจารณาการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกิจกรรมพลเมืองที่สร้างสรรค์ในสหรัฐอเมริการะหว่างปี 1880 และ 1920 เมื่อประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากการรวมกลุ่มขนาดเล็ก, การเกษตรแบบพึ่งตนเอง และเมืองขนาดกลาง ไปสู่ สังคมบริโภคนิยมเชิงอุตสาหกรรม ผู้อพยพหลายล้านคนและชาวอเมริการในชนบทไหลทะลักเข้าสู่เมือง ซึ่งขยายตัวเกินความสามารถในการรองรับ สถานการณ์การเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนมากจากชนบทสู่เมืองนี้ปรากฏไปในโลกที่กำลังพัฒนาทั่วโลก

ผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่ๆ เรียนรู้ว่า จะแปลงจำนวนเสียงที่ตนเองมีไปสู่พลังทางการเมืองได้อย่างไร ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพอันน่าหดหู่ในสลัมและในโรงงานได้ ตลอดช่วงยุค Progressive ผู้ใจบุญจำนวนมากเริ่มทดลองการบริจาคที่ใช้เหตุผล (scientific charity) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพที่นำไปสู่ความยากจน ไม่ใช่เพียงแค่อำนายความสะดวกแก่คนจนและเปลี่ยนสำนึกของความรวย ในยุค Progressive นี้ ยังผลิตองค์กรที่หลากหลาย อย่าง หน่วยกู้ภัย สันนิบาตเมือง สโมสรไลอ้อน ชมรมลูกเสือและยุวกาชาด ธุรกิจช่วยเหลือคนด้อยโอกาส สมาคมผู้ปกครอง องค์กรส่งเสริมสิทธิพลเมืองของชาวผิวสี (NAACP) สโมสรโรตารีนานาชาติ YMCA สหพันธ์ผู้หญิงเพื่อการเลือกตั้ง สหภาพแรงงานจำนวนมาก และ องค์กรอื่นๆ อีกนับร้อยรูปแบบ

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่น่าประหลาดที่มีการรวมกลุ่มของพลเมืองซึ่งลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาจนเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ ย้อนกลับไปในปี 1830 เมื่อ Alexis de Tocqueville เขียนว่า ชาวอเมริกานั้นดูเหมือนมีแนวโน้มที่จะสร้างสมาคมต่างๆ ซึ่งก็ไม่ชัดเจนอีกต่อไปว่า เฉพาะสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ยอมรับในสิ่งเหล่านี้ เพราะการเติบโตของการประกอบการทางสังคมกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปทั่วทั้งใน บราซิล  อินเดีย ไทย และแอฟริกาใต้

สิ่งที่ชัดเจน คือ ชาวอเมริกาได้รับประโยชน์จากกฎหมายและทัศนคติที่ชื่นชอบต่อการประกอบการทางสังคมอย่างสูง ในส่วนกฎหมายต่างๆ นั้นสามารถสืบย้อนตรงๆ กลับไปสู่ กฎหมายการบริจาคในประเทศอังกฤษในปี 1601 ซึ่งได้นิยามบทบาทของพลเมืองในการแก้ไขปัญหาสังคม รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาก็ได้วางเงื่อนไขที่จะให้อำนาจแก่ประชาชน ไม่ได้ให้อำนาจทั้งหมดแก่รัฐส่วนกลางและมลรัฐทั้งหมด ทั้งความเชื่อต่อเรื่องบทบาทของความพลเมืองที่เข้มแข็งและกฎหมาย nonprofit ของสหรัฐฯ ก็มีความแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ หลายประเทศมิได้ออกกฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้จนกระทั่งถึงศตวรรรษ 1990s  ในฝรั่งเศส ช่วงเวลาที่ Tocqueville เขียนถึงอเมริกานั้น สมาคมเอกชนที่ทำหน้าที่บริการสังคมเป็นเรื่องต้องห้ามจนกระทั่งปี 1901

กิจกรรมของพลเมืองพุ่งพรวดที่อเมริกาเคยมีประสบการณ์ตรงเมื่อศตวรรษที่แล้ว ซึ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวดและลึกซึ้งนั้น อุปมาเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

Advertisements
 
3 ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 5, 2010 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: ,

3 responses to “การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) : สิ่งที่ทุกคนควรรู้

  1. Wilai

    พฤษภาคม 5, 2010 at 9:39 pm

    ขอบคุณค่ะ
    อาจารย์หมูอวบ ขยันจัง!

     
  2. หมูอวบ

    พฤษภาคม 5, 2010 at 10:01 pm

    ท่านพี่ครับ อย่าพูดอย่างน้าน

     
  3. Nicky

    มกราคม 12, 2012 at 2:58 pm

    อาจารย์ค่ะอยากได้ต้นฉบับทฤษฎีการประกอบการเพื่อสังคม ฉบับแปลไทย อาจารย์ช่วยอนุเคราะห์หน่อยได้มั้ยค่ะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: