RSS

การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship):สิ่งที่ทุกคนควรรู้ (ต่อ)

07 พ.ค.

ใคร คือ ผู้บุกเบิก  (download file  ใครคือผู้บุกเบิก ขนาด 110 KB)

ก่อนที่คำว่า การประกอบการทางสังคม จะถูกสร้างขึ้นมา ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่ใช่ทุกองค์กรที่มีเป้าหมายทางสังคม หรือที่เรียกกันว่า องค์กรพัฒนาเอกชน (nongovernmental organization) หรือ องค์กรไม่แสวงหากำไร (nonprofit organization) จะปฏิบัติงานได้ดีเท่าๆ กัน เช่นเดียวกับบางธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีกำไรมากกว่าบางธุรกิจ บางองค์กรสร้างผลกระทบทางสังคมต่อดอล์ล่าร์มากกว่าอีกหลายองค์กร และตัวอย่างผู้บุกเบิกการประกอบการทางสังคม 2 ตัวอย่าง ได้เกิดขึ้นในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก นั่นคือ บังคลาเทศ

บังคลาเทศถือกำเนิดเมื่อปี 1971 ท่ามกลางพายุไซโคลนขนาดใหญ่และสงครามประกาศอิสรภาพ ได้ทิ้งความเสียหายให้แก่ประเทศไว้มากมาย มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5 แสนคนจากพายุไซโคลนโบลา (Bhola)  ซึ่งพัดถล่มเมื่อปี 1970 และในช่วงสงครามอิสรภาพ กองกำลังทหารของปากีสถานได้ข่มขืนเด็กผู้หญิงและผู้หญิงนับแสนคน และฆ่าคนอีกนับล้าน อหิวาห์ ไทฟอยด์ ความอดอยาก และโรคร้ายต่าง คุกคามชีวิตผู้คนมากกว่า 2 ล้านคน และมีที่ต้องอพยพไปอินเดียอีก 10 ล้านคน

สงครามและไซโคลนได้สร้างความเห็นอกเห็นใจและตกตะลึงไปทั่วโลก หน่วยงานพัฒนาระหว่างประเทศมุ่งสู่เมืองดักก้า พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือ ในเวลานั้นการปฏิบัติยังเป็นไปในรูปแบบเดิม คือ การช่วยเหลือด้านการพัฒนาที่ผ่านตรงจากรัฐบาลของประเทศที่ร่ำรวยไปสู่รัฐบาลของประเทศที่ยากจน และจากบนลงล่างสู่ช่องทางรัฐบาลท้องถิ่น อย่างไรก็ตามเงินจำนวนมากถูกคอร์รัปชั่นไป และรัฐบาลบังคลาเทศก็ยังมือใหม่มาก ประกอบไปด้วยนักต่อสู้ที่มีอุดมการณ์เสรีภาพ พอๆ กับ เพื่อนพ้องทางการเมือง ที่ไม่มีความพร้อมในกลไกพื้นฐานในการจัดการ ทั้งการบรรเทาทุกข์และการก่อสร้างใหม่ การบรรเทาทุกข์ในมิติการช่วยเหลือด้านอาหาร ยา บ้านพักและโรงเรียน ถูกคอร์รัปในทุกระดับ บางคนประมาณว่ามีเพียง 10-20% ของเงินช่วยเหลือเท่านั้นที่ถึงคนจน

ปัญหาการคอร์รัปชั่นมิได้เกิดเฉพาะในบังคลาเทศ หากแต่ระบาดไปทั่วโลก เงินช่วยเหลือต่างประเทศจำนวนมาก เป็นเหมือนทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมที่มักไปจบอยู่ในมือชนชั้นนำในประเทศที่ยากจนและไปอุดหนุนให้ธุรกิจมั่งคั่งขึ้น การจ้างผู้เชี่ยวชาญจากตะวันตกด้วยค่าตอบแทนที่สูงลิ่ว ให้มาให้คำแนะนำและตัดสินใจในสิ่งที่มีผลกระทบน้อยมากต่อผู้คนในประเทศที่กำลังพัฒนา แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจะบินเข้าบินออกอยู่บ่อยๆ เพื่อจะทำความเข้าใจเงื่อนไขหรือวัฒนธรรมชุมชนที่มีความหมาย แต่พวกเขาก็แทบจะไม่เคยรับผิดชอบต่อแผนงานที่มีผลกระทบทางลบหรือที่เสียเวลา ซึ่งเกิดจากข้อเสนอของเขา

การไหลทะลักของเงินช่วยเหลือเข้าสู่บังคลาเทศ  มีมากถึง 90% ของงบประมาณในการพัฒนาประเทศ เงินหลายพันล้านดอล์ล่าร์ถูกจ่ายไปเพื่อการทำโครงการ เช่น การสร้างถนน โรงไฟฟ้า และการพัฒนาการเกษตร ซึ่งถูกกำหนดความสำคัญโดยผู้ให้เงินชาวต่างชาติและตัดสินใจผ่านหน้ากระดาษ แต่บ่อยครั้งก็ล้มเหลวให้แง่ประโยชน์ที่คนจนจะได้รับ มรดกของเงินช่วยเหลือเหล่านี้ ก็คือ วัฒนธรรมการพึ่งพิงและการคอร์รัปชั่น ซึ่งยังคงรบกวนเศรษฐกิจและรัฐบาลของบังคลาเทศ

อย่างไรก็ตาม เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศก็สนับสนุนให้บังคลาเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบวกอย่างสูงด้วย เมื่อถูกนำไปใช้ในด้านการเงิน (ที่ไม่ใช่เพื่อการควบคุม) แก่องค์กรประชาชนที่จัดตั้งโดยผู้ประกอบการทางสังคมในท้องถิ่น ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงอย่างมาก คือ Grameen Bank (ธนาคารหมู่บ้าน) และ Bangladesh Rural Advancement Committee (รู้จักกันในนาม BRAC)

หลังสงครามเพื่ออิสรภาพ  ชาวบังคลาเทศทั่วโลกได้ละทิ้งงานที่มีรายได้งาม เพื่อกลับมาช่วยสร้างประเทศของเขาใหม่ ในคนเหล่านี้มี Muhammad Yanus และ Fazle H.Abed รวมอยู่ด้วย Yanus นั้น เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ จบปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัย Vanderbit ในสหรัฐอเมริกา ได้ก่อตั้ง Grameen Bank ไม่หวังผลกำไร แต่เป็นธนาคารเพื่อต่อสู้กับความยากจน มีผู้ร่วมถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในหมู่บ้าน ส่วน Abed เป็นอดีตผู้บริหารบริษัท Shell ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง BRAC องค์กรไม่แสวงหากำไรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการศึกษาในชนบท การสาธารณสุขพื้นฐาน การเงินชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ในช่วงนั้น เงินช่วยเหลือมีลักษณะ Top-down ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับมีลักษณะของการล่าอาณานิคม เมื่อเปรียบเทียบกับงานที่ Grameen Bank กับ  BRAC ทำ ซึ่งอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า ชาวบังคลาเทศมีความสามารถ และพวกเขาหาทางที่จะสร้างความสามารถนั้นและการพึ่งตนเองภายในประเทศ พวกเขาให้ความสำคัญมากไปกว่าเรื่องสิ่งของวัตถุไปสู่เรื่องของศักดิ์ศรี หลีกเลียงการบริจาคที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์

แทนที่จะจ้างชาวต่างชาติ เขาจ้างแรงงานท้องถิ่น มากกว่าที่จะบริจาคแก่ครอบครัวเพื่อนฝูงแบบที่ปฏิบัติกันอยู่ เขาจ้างเจ้าหน้าที่ที่ต้องสอบเข้าโดยการแข่งขัน และปฏิเสธการติดสินบนแบบที่หลายองค์กรผู้ให้เงินกระทำเพื่อทำให้โครงการเดินไปได้ และที่สำคัญที่สุด พวกเขาเน้นไปที่ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ เขาวัดผลทุกๆ อย่าง; เงินกู้ยืมและการคืนเงินกู้ เด็กผู้หญิงที่ได้เรียน จำนวนซองของผงเกลือแร่ที่กระจายออกไป พวกเขาพยายามที่จะตอบสนองต่อผู้รับบริการและทำให้ผู้รับบริการภูมิใจในความสามารถของตัวเองที่จะช่วยเหลือฟื้นฟูชุมชนหลังความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

เพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ไข พวกเขาทดลองอย่างต่อเนื่องในเรื่องการเงินชุมชนและการพัฒนาธุรกิจชนบท BRAC นำแนวทางเหล่านี้สู่บังคลาเทศในการสร้างโรงเรียนชุมชนที่มีประสิทธิภาพสูงและแผนงานสุขภาพชุมชน ใน Freedom from Want, ซึ่ง Ian Smillie ได้ตรวจสอบ สิ่งที่ Abed ได้เปิดพื้นที่ใน BRAC ให้แก่เจ้าหน้าที่ทดลอง คิดค้นความคิดใหม่ๆ และแบ่งปันสิ่งที่แต่ละคนได้เรียนรู้อย่างกว้างขวางภายในองค์กร แต่ทั้งหมดก็เข้มงวดในการควบคุมคุณภาพ ทั้ง Yanus และ Abed มีความได้เปรียบในความรู้ในธุรกิจที่เขาทำอยู่ เขารู้ว่า ความคิดหรือแผนงานใดไม่ดี ที่เขาควรเลิกสนับสนุน ซึบซับบทเรียนและพยายามทำในสิ่งอื่นๆ แน่นอนความล้มเหลวในงานก็มีอยู่มากมาย บางครั้งก็นำไปสู่วิกฤต แต่เขาก็ใช้ความล้มเหลว เป็นโอกาสที่จะคิดให้ลึกขึ้นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยปกติผู้ปฏิบัติงานชาวต่างชาติมีเวลาไม่มากพอที่จะทดลองถูก-ผิด เช่นนักการเมือง พวกนี้ต้องการความสำเร็จภายในระยะเวลาสัก 2 ปี เพราะว่า นั่นคือ เวลาเฉลี่ยที่เขามีก่อนจะออกไป

แม้ว่า แหล่งเงินทุนช่วยเหลือให้แก่บังคลาเทศเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ซึ่งพวกเขาก็พยายามเสนอ ความคิดในการพัฒนาของ Grameen Bank และ BRAC ทั้ง 2 องค์กรพยายามขบถต่อธรรมเนียมเดิมๆ เขากล่าวว่า คุณสามารถตัดสินใจไม่ให้เงินเราก็ได้ แต่ คุณก็ไม่สามารถมาสัมผัสการจัดการของเรา เมื่อมาอยู่ที่บังคลาเทศ เรารู้ดีที่สุด

ข้อเรียกร้องของเขาถูกมองข้าม ในเวลานั้นอุตสาหกรรมเงินช่วยเหลือต้องเผชิญกับปฏิกิริยาตอบกลับที่ไม่ดีและผู้ให้ทุนก็รู้สึกถึงความไม่มั่นคง นักข่าวและนักวิจัยเริ่มตรวจสอบข้อมูลของสิ่งที่เรียกกว่า ผู้มีอิทธิพลต่อความยากจนและเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่ไม่โดดเด่นที่ยอดเยี่ยมและความเสียหายที่เลวร้ายที่สุด เพื่อคงความอยู่รอดทางการเมืองในประเทศของตัวเอง แหล่งทุนเริ่มเล็งหาองค์กรที่จะสร้างผลงานให้ได้ Grameen Bank และ BRAC คือ รายชื่อที่อยู่บนสุดของรายการ พวกเขาประชุมด้วยความประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ในช่วง 1980s และ 1990s Grameen Bank และ BRAC ใช้การเจรจาต่อรอง พวกเขากดดันแหล่งทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานพัฒนาข้ามชาติและรัฐบาลจนได้รับเงินให้เปล่าหลายร้อยล้านเหรียญดอล์ล่าร์สหรัฐ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการค้ำประกันเงินกู้ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นที่ผู้ประกอบการทางสังคมได้จะได้รับเงินทุนในปริมาณขนาดนี้ ยิ่งกว่านั้น กองทุนยังมาก่อนล่วงหน้า คล้ายๆ กับการลงทุน ซึ่งเอื้อให้องค์กรสามารถจัดการแผนการเติบโตระยะยาวได้ ผลที่เกิดขึ้น คือ โลกที่ต่างไปจากหน่วยงานพัฒนาเคยทำมา

Grameen และBRAC ขยายขอบเขตการทำงานไปทั่วประเทศ มีเจ้าหน้าที่นับหมื่นคน กระจายการทำงานกับผู้คนนับสิบล้านคน ในเกือบจะ 70000 หมู่บ้านของบังคลาเทศ  เหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ พวกเขาเติบโต พัฒนา เพิ่มบริการใหม่ๆ ใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและขยายออกไป พวกเขาสร้างวัฒนธรรมแห่งศักดิ์ศรีและการมองโลกในแง่บวก

ทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ บังคลาเทศยังมีปัญหาเรื่องความยากจน การคอร์รัปชั่นและความรุนแรง และความเสี่ยงจากไซโคลนและน้ำท่วม ประเทศยังจัดการให้เศรษฐกิจขยายตัว ลดความยากจนไปครึ่งหนึ่ง ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยยะสำคัญในเรื่องสุขภาพแม่และเด็ก และเพิ่มอัตราการศึกษาในชั้นอนุบาล ยกเว้น ศรีลังกาซึ่งเป็นประเทศเดียวในเอเซียใต้ที่บรรลุความสำเร็จในการเข้าเรียนอย่างเท่าเทียมระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย ด้วยความใกล้ชิดกับ 1 ใน 5 ขององค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นมาชิกจากครอบครัวที่ Grameen Bank หรือ BRAC ทำงานสนับสนุนอยู่ และในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อเร็วๆ นี้ ก็พบว่า ผู้หญิงออกไปใช้สิทธิมากกว่า ผู้ชาย

Grameen Bank และ BRAC ได้แสดงให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะลดปัญหาความยากจนในระดับขนาดใหญ่ได้ พวกเขาบรรลุระดับความสำเร็จที่สูงขึ้น จากรูปแบบการแก้ปัญหาสังคมแบบที่ผ่านๆ มา เป็นมากกว่าการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าผ่านระบบราชการในลักษณะบนลงล่าง พวกเขาหาทางออกจากระดับล่างผ่านกระบวนการทดลองถูก – ผิด, การทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง และเน้นไปที่ผลสำเร็จ ความสำเร็จนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อการย้ายระบบคิดการพัฒนาของโลกด้วย พวกเขาได้ทำให้เห็นว่า คนจนมีพลังอำนาจ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ และพวกเขายังแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างน่าแปลกใจในกระบวนการพัฒนา จากการให้น้ำหนักในการทำงานกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเป็นหัวหน้าครัวเรือน

มากกว่า 20 ปีแล้ว ที่ผู้เชี่ยวชาญในงานพัฒนานับพันคน นักวิชาการ ผู้สื่อข่าว นักธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ใจบุญทั้งหลายเดินทางมายังบังคลาเทศ เพื่อหาประสบการณ์บางคนว่าที่นี่เป็นเหมือน ซิลิคอน วัลเล่ย์ สำหรับนวตกรรมทางสังคม Yunus และ Abed เดินทางไปทั่วโลกเพื่อบอกกล่าวกับผู้ฟังนับครั้งไม่ถ้วน และจัดตั้งองค์กรเพื่อขยายงานในประเทศต่างๆ กว่า 12 ประเทศ  เมื่อ 25 ปีที่แล้ว การเงินชุมชนเป็นแนวความคิดแบบทดลองที่ดูบ้องส์ๆ แต่บัดนี้มันเป็นอุตสาหกรรมของโลกไปแล้ว

แม้ว่า Grameen Bank และ BRAC ซึ่งดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในทางธุรกิจมากกว่าแผนงานทางสังคม และประชาชนทั่วไปก็ไม่ได้อ้างว่า Yunus และ Abed เป็น ผู้ประกอบการทางสังคม จนกระทั่งคำนี้มาฮิตอย่างมากโดยองค์กร Ashoka ในช่วง 1980s และ 1990s  Ashoka เป็นองค์กรระดับโลกมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Arlington รัฐ Virginia ก่อตั้งเมื่อปี 1980 โดย Bill Drayton ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน และทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการและเป็นผู้ช่วยผู้บริหารใน Environmental Protection Agency

ระหว่างช่วง 1960s และ 1970s  Drayton เดินทางไปอินเดีย และเขาก็ได้รับอิทธิพลจากงานของผู้นำอย่าง คานธี, วิโนบา บาจฟ์ (Vinoba Brave ผู้ก่อตั้ง Land gift movement) และ Verghese Kurien (สถาปนิกของ White revolution ที่ดัดแปลงผลิตภัณฑ์นมสด) คนเหล่านี้ต่างสร้างองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ที่จริงจังที่จะเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ Drayton เห็นจากการเดินทางครั้งนี้ คือ การที่ชาวอินเดียไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใดของประเทศนี้ ต่างทำในสิ่งเดียวกัน คนอินเดียที่เป็นคนรุ่นหลังการประกาศอิสรภาพ จะมีความรู้สึกมั่นใจและเชื่อมั่นถึงอนาคตของพวกเขา พวกเขาสร้างองค์กรในทุกระดับเพื่อจัดการกับสังคมที่เจ็บป่วย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน Drayton พูด (ถึง) กับกลุ่มต่างๆ ที่มีแนวคิดก้าวหน้าที่จะปฏิรูปสังคมทุกๆ อย่างตั้งแต่ การพัฒนาเรื่องสุขอนามัย ไปจนถึงการสนับสนุนการเข้าร่วมทางการเมือง จากกลุ่มชนชั้นล่างของสังคมไปจนถึงการสร้างโครงสร้างใหม่ตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของผู้หญิง ไม่ใช่กลุ่มทั้งหมดจะมีประสิทธิภาพ เขาเริ่มตรวจสอบรูปแบบ: องค์กรที่จะสร้างความแตกต่างได้ต้องมีทั้ง แนวคิดที่ดีและความแน่วแน่ที่ไม่ธรรมดา สร้างสรรค์ และผู้นำที่เน้นที่การลงมือปฏิบัติ : แนวคิดของผู้ชนะ หรือ ผู้ประกอบการ เขาเชื่อว่า ผู้ประกอบการเหล่านี้มีศักยภาพอย่างมากที่จะนำการเปลี่ยนแปลง แต่ พวกเขาก็มีอุปสรรคหลายอย่าง : พวกเขามีเงินไม่มาก ครอบครัวและคนอื่นไม่เข้าใจ บ่อยครั้งก็รู้สึกไม่มั่นคงและไม่มีความสำคัญ แยกตัวจากคนอื่น และ รัฐบาล ภาคเอกชน และสื่อก็ไม่ได้ให้ความสนใจ

เขาหลับตานึกถึงองค์กรที่จะทำหน้าที่สนับสนุนเขาเหล่านี้ เขาตั้งชื่อองค์กร เป็นเชื่อ กษัตรย์อินเดีย อโศก (Ashoka) ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 2200 ปีที่แล้ว และมีประวัติว่าเป็นคนใจบุญ มีเมตตา และเป็นผู้ปกครองที่เน้นการปฏิบัติที่สุดในประวัติศาสตร์ การปฏิรูปการบริหารจัดการบางอย่างในยุคพระเจ้าอโศกได้เกิดขึ้นก่อนแผนงานการก่อสร้างของศตวรรษที่ยี่สิบตามนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ (New Deal) ของประธานาธิปดี F.D. Roosevelt

องค์กรของ Draytonเริ่มค้นหาผู้ประกอบการทางสังคมในอินเดียในช่วงต้นปี 1980s และไม่นานก็ขยายไปที่อินโดนีเซีย และบลาซิล เป้าหมายคือการให้ยืมเงิน, สร้างความไว้วางใจ เชื่อถือ และสนับสนุนทุนระดับโลกแก่ผู้ประกอบการทางสังคม อย่าง Yunus และ Abed ในช่วงที่งานของเขากำลังมั่นคงไปสู่การขยายเติบโต ในฐานะอดีตที่ปรึกษาด้านการจัดการ Drayton ยังทำงานเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มคนทำงานในภาคสังคมและนักธุรกิจระดับโลก ซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดอย่างมากสำหรับสังคมของผู้ประกอบการ Drayton และเพื่อนๆ ยังพัฒนากระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับทุน (Fellow) โดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเพื่อตรวจสอบ รูปแบบพฤติกรรม แนวคิดที่มีผลกระทบทางสังคม ความคิดที่สร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา และ ความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงควมซื่อสัตย์ ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา อโชก้า (Ashoka) ได้ให้การสนับสนุน ผู้รับทุนมากกว่า 200 คนจาก 70 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ได้สร้างผลกระทบทางสังคมทั้งในระดับประทศและนานาชาติ

ตั้งแต่ทศวรรษ 1980s  องค์กรมากมายถือกำเนิดขึ้นโดยมีบทบาทในการสร้างพื้นที่ในเรื่องการประกอบการทางสังคม ใน นิวยอร์ค Echoring Green Foundation ได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคมเกือบๆ 500 คน ที่เพิ่งจะเริ่มต้นธุรกิจ จาก 40 ประเทศ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่หลายคนหันมาทำอาชีพนี้หลังจบมหาวิทยาลัย  New Pacific Inc. ใน บอสตัน เคยเป็นกลุ่มแรกที่ช่วยเติบเต็มความต้องการทางการเงินแก่องค์กรที่มีผลกระทบทางสังคมสูงในสหรัฐอเมริกา และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ยังเป็นผู้นำในการสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่าง ผู้ประกอบการทางสังคม กับ ผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐอเมริกา ใน เจนีวา มี Schweb Foundation for Social Entrepreneurship  เป็นผู้ยกความสำคัญของ ผู้ประกอบการทางสังคม ในชุมชนธุรกิจนานาชาติและสื่อมวลชนผ่านการจัดประชุม World Economic Forum และการให้รางวัล และ Skoll Foundation ก็มีบทบาทสำคัญในการทำให้ประเทศต่างๆ หันมาสนใจ ผู้ประกอบการทางสังคมผ่านสื่อขององค์กร การให้รางวัลนานาชาติ และแผนงานการให้ทุนแก่นักวิจัน นักปฏิบัติ (fellowship program) รวมถึงการประชุมประจำปี Skoll World Forum  ที่ Oxford University ซึ่งกลายมาเป็นเป้าหมายหนึ่งของพรมแดนความรู้ด้านนี้

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 7, 2010 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: