RSS

เมื่อเศรษฐกิจไม่มั่นคง และประชาชนยังเหลื่อมล้ำ ประชาธิปไตยไม่ต้องถามถึง

14 ต.ค.
มูลนิธิ 14 ตุลา ได้ริเริ่มโครงการปาฐกถา 14 ตุลา ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2545 เพื่อให้เป็นงานประจำปีของมูลนิธิอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ถือเป็นปีที่ 9 และเพื่อให้เป็นกิจกรรมาสำคัญในการสืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่างองอาจกล้าหาญ โดยในปีนี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมเป็นปาฐก ในหัวข้อเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับประชาธิปไตย” โดยจัดขึ้นที่ ห้องประชุม 14 ตุลา มูลนิธิ 14 ตุลา ถนนราชดำเนินกลาง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2553 ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ จึงขอสรุปประเด็นสำคัญต่างๆได้ดังนี้

สังคมไทยมีโอกาสให้เป็นประเทศประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหลายครั้ง นับตั้งแต่หลัง 14 ตุลาคม 2516 หรือพฤษภาคม 2535 ตลอดจนหลังการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เมื่อปี 2540 แต่ปรากฏว่าประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่มีความมั่นคงและยั่งยืนพอ การเมืองไทยจึงไม่สามารถหลุดพ้นออกจากวัฏจักรของการเลือกตั้ง การกล่าวหากันเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน และการรัฐประหารได้

ปัญหาความล้มเหลว ในการพัฒนาประชาธิปไตยให้สามารถลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคงในสังคมไทย มีรากเหง้าที่ลึกไปกว่าการออกแบบกติกาและสถาบันทางการเมืองต่างๆ เช่นระบบการเลือกตั้ง หรือระบบการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะปัญหาความล้มเหลวในการพัฒนาให้ประชาธิปไตยของไทยเป็นผลโดยตรงมาจากความ เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมระดับสูง

เมื่อดูจากข้อมูลที่มีอยู่ อาทิ ผลการลงประชามติ และผลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่าประชาชนในจังหวัดที่มีรายได้สูง โดยเฉพาะในเขตเมือง มีพฤติกรรมการลงคะแนนที่แตกต่างจากประชาชนในจังหวัดที่มีรายได้ต่ำอย่าง ชัดเจน ตามข้อมูลของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ชี้ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 พบว่าประชาชนใน 26 จังหวัดที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าประชาชนใน 32 จังหวัด ที่เลือกพรรคพลังประชาชน อย่างเห็นได้ชัด โดยจังหวัดที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 2.2 แสนบาทต่อปี ในขณะที่จังหวัดที่เลือกพรรคพลังประชาชน มีรายได้ต่อหัว 9.2 หมื่นบาทต่อปี

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความเหลื่อม ล้ำทางสังคม ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ที่มีรายได้น้อย มีโอกาสในการไต่เต้าทางสังคม ผ่านการศึกษาระดับสูงไม่มากนัก ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าหัวหน้าครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 มีอัตราการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเพียงร้อยละ 1.52 ในขณะกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงสุดร้อยละ 20 มีอัตราการศึกษาในระดับดังกล่าวถึงร้อยละ 16.2

ในส่วนของการบริการด้านสาธารณสุข พบว่ากลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงสุดร้อยละ 20 ได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลของรัฐในสัดส่วนร้อยละ 28.8 ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 ได้รับเพียงร้อยละ 16.1 โดยความแตกต่างมีแนวโน้มที่ชัดเจนมากในกรณีผู้ป่วยนอก ซึ่งประชาชนมีส่วนในการเลือกไปรับบริการมากกว่ากรณีผู้ป่วยใน ซึ่งผู้ให้บริการเช่นแพทย์ มีบทบาทในการตัดสินใจมากกว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ประชาชนที่มีรายได้สูง มีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาล ซึ่งรัฐให้การอุดหนุนมากกว่า

สุดท้าย ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่น่าจะสำคัญที่สุดก็คือ ความรู้สึกว่า ตนไม่มีตำแหน่งแห่งที่ในสังคม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยในภาคอีสาน ซึ่งรู้ดีว่าตนถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม เพราะมีฐานะยากจน ความรู้น้อย รู้สึกว่าสังคมมีการแบ่งชนชั้น และมีปัญหาความไม่เท่าเทียมจากการมีเงินใต้โต๊ะ และเส้นสาย ซึ่งทำให้ตนเสียโอกาสต่างๆที่ควรจะได้รับอย่างเสมอภาค

จริงอยู่ที่การพัฒนาเศรษฐกิจช่วยทำให้รายได้เฉลี่ยของประเทศสูงขึ้น แต่ก็มักจะทำให้ช่องว่างรายได้ของประชากรเพิ่มขึ้นมากไปด้วย ที่ผ่านมา ประเทศไทยเลือกแนวคิดในการพัฒนาที่ส่งเสริมภาคเศรษฐกิจบางสาขา เช่น ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม แต่ละเลยการพัฒนาภาคเกษตร หรือส่งเสริมการส่งออกให้แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยกดค่าจ้างแรงงานให้เพิ่มขึ้นช้ากว่าผลิตภาพของแรงงาน ซึ่งในช่วงหลังทำโดยการเปิดให้มีแรงงานค่าแรงขั้นต่ำจากต่างชาติเข้ามาทำงาน ในประเทศกว่า 2 ล้านคน ปัญหาจาการพัฒนาดังกล่าวแสดงออกมาในรูปของความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น ระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และผู้มีรายได้สูงกับผู้มีรายได้ต่ำ

อาจสรุปได้ว่า ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง จะมีแรงกดดันให้จัดเก็บภาษีเพื่อนำมากระจายรายได้ในระดับที่สูง ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงกว่ารายได้เฉลี่ย มักไม่ต้องจ่ายภาษีในอัตราดังกล่าว ระบบการเมืองของประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง จึงมีเชื้อของความขัดแย้งของคนสองกลุ่มนี้แฝงอยู่ และเป็นเหตุผลสำคัญของการอธิบายว่า เหตุใดประชาธิปไตยจึงยากที่จะเกิดขึ้นและอยู่อย่างมั่นคง ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง

จากการสำรวจทัศนะของคนไทยต่อสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ พบว่า ประชาชนทีทัศนคติต่อความจน และความรวยไปในทิศทางที่คล้ายกัน กล่าวคือเชื่อว่าคนจนส่วนใหญ่จนเพราะ “เกิดมาจน” (ร้อยละ 39.8) “ขี้เกียจขวนขวาย” (ร้อยละ 16.7) “ไม่มีทุน” (ร้อยละ 14.5) และจากการศึกษาพบว่า ผู้มีรายได้สูง มีแนวโน้มที่จะตอบว่าความจนเกิดจาก “ความขี้เกียจ ไม่ขวนขวาย” มากกว่าผู้มีรายได้ต่ำ ในทำนองเดียวกัน คนส่วนใหญ่เชื่อว่า คนรวยส่วนใหญ่รวยเพราะ “เกิดมารวย” (ร้อยละ 57.4) “ขยัน” (ร้อยละ 13) และ “มีทุน” (ร้อยละ 11.1)
ดังนั้นภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริงจึงเหลือเพียงการกระจายรายได้ ให้แก่ประชาชน โดยชนชั้นนำมีทางเลือก 2 ทางคือ การใช้ “นโยบายประชานิยม” และการสร้างระบบสวัสดิการ โดยรัฐบาลที่เป็นต้นแบบในการนำนโยบายประชานิยมมาใช้อย่างกว้างขวางคือ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดำเนินโครงการตามแนวนโยบายดังกล่าวจำนวนมาก อาทิ โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการกองทุนหมู่บ้าน และโครงการบ้านเอื้ออาทร ทั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังในการสร้างฐานเสียงทางการเมืองเพื่อสนับสนุนตน จากคนมีรายได้น้อยในชนบท

ปัญหาสำคัญของนโยบายประชานิยมก็คือ นโยบายดังกล่าวมักไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่คนยากจนที่สุดอย่างแท้จริง และไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีวินัยทางการคลังรองรับ จึงเสี่ยงต่อการสร้างภาระหนี้สินของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งในที่สุดจะทำให้เกิดเงินเฟ้อในระดับสูงและเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ แนวทางดังกล่าวจึงไม่มีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมโดยรัฐบาล

จึงเกิดข้ออ้างให้ชนชั้นนำเข้ามาล้มกระดาน ด้วยการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แม้การทำรัฐประหารดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทเศรษฐกิจการเมืองของประเทศไทยที่ มีลักษณะเฉพาะตัวหลายประการ และเป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศอื่นๆที่มีการใช้นโยบายประชานิยมอย่างกว้างขวาง เช่น ประเทศในแถบลาตินอเมริกา ก็มักเกิดการรัฐประหารโดยชนชั้นนำขึ้นบ่อยครั้งเช่นกัน โดยมีสาเหตุหลักคือ นโยบายประชานิยม ทำให้เกิดภาระต้นทุนสูงต่อชนชั้นสูง โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของที่ดิน

ทางเลือกในการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยให้เกิดความยั่งยืนจึงเหลือ เพียงทางเลือกเดียวคือ การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยนโยบายสวัสดิการและการกระจายรายได้อย่างรอบคอบ

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างนโยบายสวัสดิการกับนโยบายประชานิยมก็คือ นโยบายประชานิยมไม่ได้เกิดจากการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนหรือความ เหลื่อมล้ำที่แท้จริง แต่กำหนดขึ้นจากความต้องการได้คะแนนเสียงทางการเมืองเป็นหลัก จึงมักขาดการควบคุมวินัยทางการคลัง ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการสร้างหนี้ภาครัฐในระดับสูง และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ การขาดการวางกลไกในการติดตามและตรวจสอบที่เหมาะสม ยังทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชันขนานใหญ่ ในขณะที่นโยบายสวัสดิการจะกำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน หรือลดความเสี่ยงให้แก่ประชาชน โดยคำนึงถึงวินัยทางการคลัง ซึ่งทำให้มีความยั่งยืนมากกว่า

ดร.สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้พิจารณาประเทศไทย จะสามารถปรับเปลี่ยนสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจให้น้อยลง เพื่อให้เป็นสังคมสวัสดิการที่เป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงต่อไป 10ข้อ ดังนี้

1.ระบบสวัสดิการที่ควรจะเป็นของประเทศไทย ควรอยู่บนแนวคิดพื้นฐานของสังคมสวัสดิการ (welfare society) ไม่ใช่ รัฐสวัสดิการ(welfare state) ทั้งนี้คำว่าสังคมสวัสดิการ ดูเหมือนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้พูดไว้ในต่างกรรมต่างวาระ และรัฐบาลน่าจะมีความเข้าใจเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามถ้าดูในทางปฏิบัติจะพบว่า นโยบายที่ออกมากลับไม่ได้ออกในลักษณะสังคมสวัสดิการอย่างแท้จริง แต่ยังมีลักษณะประชานิยมอยู่ 

2.ควรแยกสวัสดิการเป็น 2กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยง เช่นความเสี่ยงจากการตกงาน ความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งควรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับทุกคน กลุ่มที่สอง คือสวัสดิการที่ให้พ้นจากความยากจน โดยควรเป็นสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม เช่น คนมีรายได้น้อย คนพิการ คนสูงอายุ 3.ควรมีการปรับปรุงระบบสวัสดิการโดยรัฐให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น โดยลดการอุดหนุนที่ไม่จำเป็น การประกันการว่างงาน แต่เป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีความเป็นธรรม เพราะคนที่เต็มใจลาออกจากงานก็ยังได้รับการชดเชย ซึ่งไม่จำเป็น และควรมีการลดการอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้กับผู้กู้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา การลดสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ 

4.การกำหนดให้ผู้ได้รับสวัสดิการจากรัฐ ทำประโยชน์คืนสู่สังคมในบางรูปแบบ ไม่ใช่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสวัสดิการเป็นการให้จากรัฐฝ่ายเดียว เช่น ต้องให้คนที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐทำงานเพื่อแลกสวัสดิการ ตามแนวคิด “งานเพื่อสวัสดิการ” เพื่อให้เกิดค่านิยมที่ถูกต้อง และให้เกิดความรู้สึกเป็นธรรมกับผู้ที่ไม่ได้รับสวัสดิการ 5.การใช้จ่ายภาครัฐควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างสวัสดิการกับการลงทุนเพื่อ การสร้างการพัฒนาสร้างความเจริญเติบโตในระยะยาว เช่นการพัฒนาทุนมนุษย์ การพัฒนาการศึกษา เพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม 

6.ควรปรับเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการลดวงเงินสูงสุดของกองทุนระยะยาว เพิ่มการลดหย่อนในการอุปการะบุตร การยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI โดยลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และตรวจสอบแหล่งที่ภาษีรั่วไหล ยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของสหกรณ์นอกภาคเกษตรที่ไม่ใช่สหกรณ์ที่แท้จริง เช่น สหกรณ์แท็กซี่  7.ขยายฐานภาษีไปยังผู้ที่ยังไม่เสียภาษี แต่มีความสามารถในการเสียภาษี จะทำให้มีการเปลี่ยนผ่านเป็นการประชาธิปไตยที่มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม มากขึ้น 

8.การสร้างหลักประกันทางการคลังให้การใช้จ่ายภาครัฐอยู่ในระดับที่เหมาะ สม ถ้าไม่ต้องการให้นักการเมืองพาเราไปสู่ระบบประชานิยมและเลิกไม่ได้ จำเป็นที่ต้องสร้างสถาบันการเมืองขึ้นมารองรับ เช่น การออกกฎหมายกำกับให้นโยบายการใช้จ่ายภาครัฐมีความโปร่งใส การสร้างหน่วยสนับสนุนรัฐสภาในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร

9.การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการลดการทุจริตคอรัปชั่น และ

10.การสร้างกติกาทางการเมืองที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้มี รายได้น้อย เช่น ให้มีกฎหมายเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่มีมาตรฐานมากขึ้น

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: