RSS

เศรษฐศาสตร์กับการปฏิรูป: ผลสำรวจ โครงสร้างสังคม ปปช. ช่องว่างทางชนชั้น ใจและกึ๋น

14 ต.ค.

สมาคมเศรษฐศาสตร์ไทยได้จัดการประชุมวิชาการประจำปี 2553 ในหัวข้อ “การปฎิรูปเศรษฐกิจเพื่อความราบรื่นของสังคม” เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เวลา 9.00-15.30 น. ที่โรงแรมดิเอ็มเมอร์รัล โดยในการประชุมมีการเสนอผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ไทยเรื่อง “การปฎิรูปเศรษฐกิจและปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้”


การศึกษาดังกล่าวเป็นการสำรวจด้วยแบบสอบถามสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยมีตัวอย่างทั้งหมด 78 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่าความ เห็นของนักเศรษฐศาสตร์มีระดับความเห็นด้วยในเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน โดยรวมว่าดีขึ้นในระดับกลางโดยคะแนนความเห็นด้วยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.2 (1=เห็นด้วยมาก ถึง 5=เห็นด้วยมาก) และส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้น(ระดับคะแนน 4.4)ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้่นที่ระดับ 4.5 และ4.8 ตามลำดับ


ในด้านสาเหตุหลักที่คิดว่าประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาคอรัปชั่นและการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบมีค่าเฉลี่ยที่ 4.4 (1=เป็นเหตุที่ไม่สำคัญ ถึง 5=เป็นเหตุที่สำคัญมาก) ความไม่เท่าเทียบกันทางรายได้ระหว่างเมืองและชนบทกับความไม่เท่าเทียมกันใน ทางโอกาสการศึกษาอยู่ที่ 4.2 ส่วนโครงสร้างภาษีที่สร้างความไม่เท่าเทียมในสังคมอยู่ที่ 4.0


ด้านเหตุผลที่กระทบต่อความราบรื่นในสังคมไทย ผลพบว่า เหตุผล เรื่องพฤติกรรมนักการเมืองมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นที่ 4.7 (1=ไม่เป็นสาเหตุ ถึง 5=เป็นสาเหตุที่สำคัญมาก) โดยตัวอย่างที่อายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไปมีค่าเฉลี่ยที่4.9มากกว่ากลุ่มที่อายุน้อยกว่า 45ปีที่มีค่าเฉลี่ย 4.6 ซึ่งบ่งบอกความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มอายุ


ส่วนความเห็นเรื่องมาตรการที่รัฐต้องช่วยลดปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน โดยผลพบว่าตัวอย่างมีความเห็นว่ารัฐจำเป็นต้องลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ 4.5 (1= ไม่จำเป็น ถึง 5=จำเป็นมาก)


สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยให้รัฐใช้นโยบายแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น/ความไม่เป็นธรรม ในสังคมมากถึง 4.9 (1=ไม่เห็นด้วยมาก ถึง 5=เห็นด้วยมาก) ส่วนความคิดเห็นเรื่องมาตรการที่จะช่วยเพิ่มรายได้ผลพบว่าภาษีที่คิดว่ารัฐ ควรจัดเก็บเพิ่มเติมและพร้อมจะจ่ายภาษีมากขึ้นอาทิ ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยมีค่าเฉลี่ย 4.7(1=ไม่เห็นด้วยมาก ถึง 5=เห็นด้วยมาก), ภาษีบุหรี่ได้ 4.8, ภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 4.8 แต่ภาษีดอกเบี้ยและเงินปันผลในอัตราก้าวหน้ากลับมีค่าความคิดเห็นเฉลี่ยแค่ 3.3 

 

 

 


 

ช่วงท้ายของการประชุมมีการอภิปรายเรื่อง “การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความราบรื่นของสังคม” โดยมีวิทยากรร่วมอภิปรายได้แก่ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ, ดร.เมธี ครองแก้ว กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ดร.ปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


  

โครงสร้างสังคมไทย

 

ดร.ผาสุก กล่าวในการอภิปรายตอนหนึ่งว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันหากดูจากโครงสร้างการมีงานทำจะเห็นว่าเป็นตัว ที่กำหนดหลายสิ่งที่ตามมาและสามารถชี้ช่องทางการปฎิรูปประเทศได้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศอุตใหม่ ระดับรายได้ต่อหัวอยู่ในรายได้ระดับกลาง ในฐานะที่เราเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ถ้าเราไปเปรียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐจะเห็นความแตกต่างได้อย่าง ชัดเจน การศึกษาของแรงงานที่จบน้อยกว่าประถมมีมากกว่า 50 %


โครง สร้างของผู้มีงานทำของไทยแตกต่างจากประเทศอื่นมาก ลองดูของเพื่อนบ้านถ้าเปรียบเทียบแรงงานที่จบประถมศึกษาระหว่างประเทศ ไต้หวัน มาเล ฟิลิป จีนจะเห็นได้ว่าเราโด่งกว่าประเทศอื่นหมด แม้ว่าตัวเลขจะเป็นตัวเลขเก่าอยู่


ลอง เทียบระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่นในช่วง1970 กับไทยช่วง 2005 มีส่วนอุตสาหกรรมแค่ 8 %แต่ในญี่ปุ่นมีถึง 34 %ซึ่งเห็นได้ว่าเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้มีงานทำมากนัก


ส่วน ในเกาหลีใต้ก็ไม่มีกลุ่มเจ้าของที่ดินที่จะเป็นอุปสรรคในการดำเนินนโยบาย เรื่องที่ดินหรือเรื่องอื่นๆ หากมาดูความเปลี่ยนแปลงในการผลิตภาคการเกษตรจะพบว่าเราล้าหลังประเทศอื่นหมด แต่แม้ว่าเราจะไม่มีนยโบายพัฒนาอุตสาหกรรมเหมือนเกาหลี แต่ การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวยขึ้น ปัญหาของประเทศไทยคือ เราเริ่มมั่งมีแต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนกฎให้เดินตามด้านเศรษฐกิจทัน


ผล พวงของการมีโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าวจะทำให้เรามีปัญหา”การมีขีดจำกัดของ รายได้” เราไล่กวดประเทศอื่นๆไปแต่เราไม่สามารถไล่ทัน ในขณะที่ 60 % ของแรงงานเราไม่มีความมั่นคงในชีวิต สถาบันต่างๆปรับตัวช้าหรืออาจไม่ได้ปรับตัว ทั้งในเรื่องการบริหารและเครดิต การที่ระบบการธนาคารมีแบ้งค์ต่างชาติเข้ามามากขึ้น ส่งผลต่อการให้เครดิตมากขึ้น ซึ่งแบ้งค์เหล่านี้จะเป็นตัวนำในการเอานโยบายต่างๆเข้ามา 


นอกจากนั้น เรา ยังไม่มีนโยบายในการป้องกันการกระจุกตัวของอำนาจ การที่ประชากรจำนวนมากไม่มีความมั่นคงในชีวิตเป็นแหล่งบ่มเพาะ”ประชานิยม”ใน แบบลาตินอเมริกาเป็นอย่างดี การที่เราไม่มีมาตรการป้องกันก็เข้าไป สู่ภาวะการกระจุกตัวของทรัพย์สินและอำนาจ นำไปสู่การตกผลึกของกลุ่มคนที่มันแนวคิดอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ขณะนี้เรามีเจ้าของที่ดินเป็นส.ส. จำนวนมาก มีหลายตระกูลเป็นตระกูลเก่า ถ้าหากผู้กำหนดนโยบายกลายเป็นเจ้าของที่ดินแล้วเราจะคาดหวังอะไรได้


ใน ขณะที่เกาหลีมีการปรับเรื่องความเสมอภาคในเรื่องที่ดินซึ่งไม่ทำให้เป็น อุปสรรคต่อการพัฒนา แต่ของไทยเราสร้างกลุ่มเจ้าของที่ดินมาเป็นผู้กำหนดนโยบายในรัฐสภา ถ้าเราต้องการมีความสมดุลมากกกว่านี้ แทนที่จะคิดว่าการเกษตรนั้นปิดกั้นการเติบโต แต่ให้คิดว่าเรามีทรัพย์สินของชาติที่ต้องพัฒนา ต้องคิดถึงการลทุนในภาคนี้ และให้ความจริงจัง


ส่วนนโยบายทางสังคม ขอ เสนอว่าต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถื่น ให้ประชาชนดูแลตัวเอง ดูแลภาษีที่ต้องจัดเก็บด้วยตัวเอง อย่าไปกลัวว่าส่วนกลางจะมีส่วนร่วมน้อยลง เวลาที่เขาเดินขบวนก็จะเดินกันที่บ้านเกิดตัวเอง ต่อมาคือ การปฏิรูปต้องขอให้ไม่มีรัฐประหาร ให้โอกาสคตไทยได้เรียนรู้ในการสร้างระบบอการเมืองในกรอบของประชาธิปไตยด้วย ตนเอง ขอให้เรียนรู้ลองผิด ถูกไปเอง การรัฐประหารทำให้ลบการเรียนรู้เหล่านั้นไป


จาก การศุึกษาของตัวเองพบว่าการคอร์รัปชั่นมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงที่เป็น ประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญปี 40 มีการเอาผิดนักการเมืองให้เข้าคุกด้วยกระบวนการที่ถูกต้องซึ่งไม่เคยเกิดมา ก่อนในประเทศไทย เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีรัฐประหารในครั้งนั้นเราก็สามารถก้าวหน้าไปได้


 

ปปช.กับความราบรื่นของสังคม

 

ด้าน ดร.เมธี ตั้งคำถามนำในการอภิปรายว่า การที่จะทำอะไรกับระบบบริหารประเทศเพื่อนำไปสู่ควมราบรื่นโดยผ่านองค์กรปปช.จะทำได้หรือไม่ อย่างไร


ขอบเขตการทำงานของปปช. ในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์มองว่ามีสามส่วน หนึ่งคือ ตำแหน่งของปปช.ในการจุบกุมหรือชี้มูลเพื่อจับกุมผู้ทำผิดได้อย่างไร สองคือ หาทางเอาผิดกับการดำเนินการในทางนโยบายที่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าผิดกฎหมายหรือไม่ได้อย่างไร สามคือการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราจะจับคนผิดไม่ได้แต่เราจะมีมาตรการป้องกันอย่างไร


ส่วน แรก การต่อต้านการทุจริตนั้นมีสองส่วนคือกลุ่มนักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่น หน้าที่ของปปช.ไม่ใช่เอาคนมาลงโทษ แต่มีหน้าที่พิจารณาข้อหาที่ผิดกฎหมาย หรือชี้มูล สองคือ การดำเนินนโยบายที่อาจเป็นนโยบายที่ก่อให้เกิดผลเสียกับรัฐนั้นเป็นเรื่อง ที่มีความยากลำบากในการทำงาน  แต่แนวคิดจะเริ่มที่ว่าจะเห็นว่ากฎหมายที่รัฐออกมา แล้วเห็นว่าปปช.บิดผันต่ออำนาจที่แท้จริง ก็ต้องทักท้วงได้ ปปช.กำลังเห็นว่าถ้าเห็นว่าเป็นส่งที่ไม่ดีก็สามารถชี้มูลได้สามคือ การป้องกัน คณะกรรมการปปช.มสามารถเสนอมาตรการ ความเห็น ข้อเสนอแนะไปเสนอกับหน่วยงานใดก็ตามที่จะทำให้เกิดความราบรื่นได้ สามารถมีมาตรการเชิงรุก ป้องกันนโยบายที่ไม่ดีไม่ให้เกิดได้


สรุปแล้วปปช.ก็ พยายามใช้อำนาจตามกฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุด คณะกรรมการปปช.ชุดนี้คิดว่าเข้ามาโดยเป็นตัวของตัวเองไม่ได้เป็นนอมินี เพราะฉะนั้นเรามีอิสระเต็มที่ คิดว่าถ้าเราตรงนี้ต่อไปก็น่าจะเกิดสิ่งดีๆขึ้น

 

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ


ดร.ปรเมธี กล่าวว่า ขณะนี้การจัดทำร่างทิศทางแผนพัฒนาฉบับที่ 11 ก็ให้ความสำคัญกับความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศและนอกประเทศ ซึ่งเน้นว่าความขัดแย้งในประเทศต้องมีการแก้ไขเพราะจะเป็ฯจุดอ่อนที่สำคัญ


6 ยุทธศาสตร์ที่ตั้งขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือเรื่องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดในสังคม ในแง่ทิศทางก็มีกรอบที่เรากำลังคุยกัน โดยให้ความเห็นที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ สำนักงานก็มีการร่างจุดนี้บ้างแล้ว แต่ส่วนตัวคิดว่ายังคงไม่ถึงจุดที่สำเร็จรูปและน่าพอใจนัก จึงอยากเสนอประเด็นที่ยังค้างคาใจ ที่ต้องมีการวิเคราะห์ จัดทำต่อไป


เรา ไม่คิดว่าช่องว่างของคนรวยและคนจนมีมากขึ้น เพียงแต่เป็นช่องว่างที่ว่างมาตั้งแต่เริ่มกระบวนการพัฒนา เราอาจรู้สึกเพราะคนรวยแสดงออก ในขณะที่แต่เดิมคนรวยไม่ได้โชว์มากนัก ตอนนี้ค่านิยมของสังคมเปลี่ยนไป และเมื่อพัฒนาแล้วช่องว่างก็ไม่ลดลง ซึ่งน่าจะมีกลไกที่ทำให้ส่วนต่างเหล่านี้มีจริง ตรงนี้ต้องเป็นเรื่องที่คิดอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไรให้เกิดกลไกที่ต่างจากเดิม และเกิดผลในการลดความเหลื่อมล้ำ


ทั้งนี้ เรา คงต้องให้ความสนใจในคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างช่วงบนและล่างมากกว่าเดิม และนโยบายที่จะช่วยสร้างชนชั้นกลางมากขึ้นจะทำได้อย่างไร ส่วนตรงกลางเป็นส่วนที่มีปัญหา นโยบายที่เรายังไม่ค่อยได้พูดมาก่อนคือ การสร้างโอกาสทำมาหากินในแง่ที่ให้ใช้ความรู้ ทักษะฝีมือ หรือผู้ประกอบการในทุกสาขาที่จะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง นอกจากนี้ เวลาที่เราคิดถึงชนชั้นกลางเราให้คำอธิบายได้แค่ไหน ให้ประเทศเรามีsocial dynamic มากขึ้น


ส่วน การปฏิรูปเพื่อความราบรื่นนั้น จากการที่เข้าไปฟังความเห็นของประชาชนและมีส่วนร่วมในแผนปรองดอง เมื่อพูดถึงความเหลื่อมล้ำของประชาชนแล้วมี สามเรื่องที่คนให้ความสำคัญ หนึ่งคือ กฎหมาย ที่มีหลายมาตรฐาน คนรายได้น้อยมักตกเป็นเหยื่อหรือช่วยตนเองไม่ได้เมื่อตกอยู่ในวิกฤติ สองคือ การเมือง การเมืองนั้นคนเห็นว่าการเมืองไม่ได้เป้นผู้แทนของตนเอง และคนส่วนใหญ่ รวมไปถึงการทุจริตที่เกิดขึ้น สามคือทรัพยากรธรรมชาติ คนที่เห็นว่ามีควมไม่เป้นธรรมก็มักพูโกันเอยะ คนส่วนใหญ่ที่ได้ใช้ก็เป็นคนที่มีฐานะดี คนส่วนท้องถิ่นไม่มีส่วนได้ใช้ ซึ่งอาจเป็นกลไกที่ต้องแก้ไขไปพร้อมๆกัน

 

 

นโยบายสาธารณะ


ดร.มิ่งสรรพ์ กล่าวว่า ต้อง ปฏิรูปนโยบายของรัฐเพราะเป็นที่มาของความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังไม่ได้ใช้หลักการในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากนัก เรื่องภาษีสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่เห็นชัด พรบ.ที่ให้อำนาจราชการไปเก็บภาษีก็ไม่มี ไทยเกือบเป็นประเทศสุดท้ายในเอเชียที่ยังไม่มีหลักการเพราะเราไม่ได้สนใจ เรื่องสิ่งแวดล้อม


สิ่ง แรกที่ต้องปฏิรปคือ ตัวนักเศรษฐศาสตร์ไทยเองเพราะว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ เราปล่อยให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาเศรษฐกิจ และไปคิดเรื่องอื่นหมด ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช้ปัญหาเล็กๆ


เมื่อถามว่าในประเทศไทยปัญหาเรื่องนี้คืออะไร สิ่ง ที่เราขาดคือเรื่อง”กึ๋นกับใจ” เวลาที่นโยบายที่พรรคเดียวออกจะผ่านง่ายเพราะ ไม่มีการแบ่งหรือเหยียบเท้ากัน ถ้าเป็นเรื่องที่คิดโดยส่วนรวมร่วมกันอย่างสิ่งแวดล้อมมักไม่สำเร็จ การจัดสรรอำนาจระหว่างกลุ่มไม่ลงตัวหรือว่าลงตัวเกินไปก็ไม่รู้ แต่กรณีทั้งหลายทำให้นั้นประเทศเสียหาย

“ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทย ก็ต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจให้ได้ “

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1286965002&grpid=&catid=02

 

 


Advertisements
 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: