RSS

“สภาวการณ์ชะงักงันในภาคใต้ของไทย” อินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป

05 พ.ย.
นี่คือ คำแถลงข่าวเกี่ยวกับรายงานชิ้นนี้ และบทนำของรายงานชิ้นดังกล่าว
 

 

กรุงเทพฯ / บรัสเซลล์,  3 พฤศจิกายน 2553 : รัฐบาลไทยจะต้องฝ่าสภาวการณ์ชะงักงันของปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ด้วยการ ผลักดันการแก้ปัญหาด้วยการเมืองอย่างจริงจัง   ด้วยการชำระปัญหาความอยุติธรรมในอดีต  พูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบและแสวงหารูปแบบการปกครองแบบใหม่ 



“สภาวการณ์ชะงักงันในภาคใต้ของไทย” เป็นรายงานชิ้นล่าสุดของอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ปที่วิเคราะห์ถึงปัญหา ความขัดแย้งในภาคใต้ในช่วงปีที่สองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะที่การชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลใน    กรุงเทพฯ ในช่วงต้น ปี 2553 ได้สะกดความสนใจของผู้คน   ความรุนแรงในภาคใต้ก็ยังคงดำเนินต่อไป    มันเป็นปัญหาที่อยู่ชายขอบของความสนใจสาธารณะซึ่งยังคงไม่ได้รับการแก้ไข   มีผู้คนเสียชีวิตไปกว่า 4,400 คนแล้วในความขัดแย้งนี้ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อกว่าหกปีที่แล้ว

“ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตระหนักว่าการแก้ปัญหาด้วยการเมืองนั้นเป็น สิ่งจำเป็นต่อการยุติความขัดแย้ง แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติตามคำพูดที่กล่าวไว้ได้”,  รุ่งรวี  เฉลิมศรีภิญโญรัช   นักวิเคราะห์ประจำประเทศไทย ของอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป กล่าวและว่า   

“การเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็นสิ่งที่จำเป็น   ควรจะมีการยอมรับว่าการผนวกกลืนเอาคนมลายูมุสลิมเข้ากับวัฒนธรรมของสังคม ใหญ่นั้นล้มเหลว  การยอมรับถึงอัตลักษณ์เฉพาะทางศาสนาและเชื้อชาติของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญต่อ การแก้ปัญหาภาคใต้”

รัฐบาลนี้ไม่สามารถทำตามสิ่งที่เคยประกาศไว้ว่าจะพิจารณายกเลิก ประกาศภาวะฉุกเฉินในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2548   ในทางตรงกันข้าม กฎหมายฉบับนี้กลับถูกนำไปใช้ในจังหวัดอื่นๆ เพื่อปราบปรามผู้ที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล       

นอกจากนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าในการนำเอาผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม   ในขณะที่การซ้อมทรมานและการละเมิดอื่นๆ ต่อผู้ที่ถูกควบคุมตัวยังคงดำเนินต่อไป   ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ตอกย้ำถึงปัญหาการละเว้นลงโทษผู้กระทำผิดและหนุนเสริมคำ อธิบายของขบวนการเรื่องการปกครองอันอยุติธรรม   นอกจากนี้ ยังมีส่วนผลักดันให้คนเข้าสู่ขบวนการอีกด้วย

การปฏิรูปการบริหารการปกครองโดยเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการกับปัญหา ของตนเองจะเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างพื้นที่ให้คนมลายูมุสลิมนำเอาความอึดอัด คับข้องใจและผลักดันความต้องการของพวกเขาอย่างสันติ   แม้ว่าจะมีการเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ได้อย่างเปิดเผยขึ้นกว่า เดิม   แต่ก็ยังไม่มีความพยายามอย่างจริงจังในการแสวงหารูปแบบที่เป็นไปได้ของการ กระจายอำนาจภายใต้กรอบความเป็นรัฐเดี่ยวของประเทศไทย

รัฐบาลจะต้องพยายามอย่างจริงจังที่จะพูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบและ มีความพร้อมที่จะยินยอมตามข้อเสนอบางอย่าง   ที่ผ่านมา การประกาศหยุดปฏิบัติการรุนแรงแบบฝ่ายเดียวในพื้นที่จำกัดของกลุ่มก่อความ ไม่สงบสองกลุ่มกลับได้รับการยอมรับด้วยท่าทีเพิกเฉยจากรัฐบาล

รัฐบาลควรจะดำเนินตามนโยบายที่วางไว้ในการลดจำนวนทหาร  โดยใช้กำลังตำรวจและอาสาสมัครในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทนในบาง ส่วน    ในขณะที่กองทัพคาดหวังว่านโยบายตามมาตรา 21 ที่คล้ายกับการนิรโทษกรรม ซึ่งคาดว่าจะมีการบังคับใช้ในเร็ววันนี้จะสามารถโน้มน้าวให้ผู้ก่อความไม่ สงบมามอบตัวได้   กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนกลับเกรงว่ามันอาจจะนำไปสู่การบังคับให้สารภาพ    อย่างไรก็ดี  มาตรการนี้เพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ ตราบใดที่บริบททางสังคมการเมืองที่เป็นปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไข 

นับเป็นความจริงที่โชคร้ายว่าหากการเมืองในกรุงเทพฯ ยังคงไร้เสถียรภาพ   ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ก็จะยังคงถูกเพิกเฉยโดยรัฐบาลซึ่งวุ่นวายกับการ จัดการปัญหาของตนเองเพื่อความอยู่รอด

“แม้ว่าจะมีเรื่องอื่นๆ มาดึงความสนใจ   ในทุกภาคส่วนของรัฐบาลก็ควรจะครุ่นคิดว่าจะตอบสนองต่อท่าทีของขบวนการอย่าง ไร”  จิม  เดลลา-จิอาโคม่า ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ปก ล่าวและว่า  “ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักว่าไม่สามารถที่เอาชนะกันได้ด้วยการทหาร  การแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้จะต้องแก้ด้วย      การพูดคุยและประนีประนอม   ซึ่งหมายถึงว่าฝ่ายขบวนการเองก็จำเป็นต้องมีข้อเสนอทางการเมืองที่เป็น เอกภาพด้วย”
 

สภาวการณ์ชะงักงันในภาคใต้ของไทย
 

I. บทนำ

ปัญหาการก่อความไม่สงบในภาคใต้ของประเทศกำลังอยู่ในสภาวการณ์ชะงัก งัน แม้ว่าปฏิบัติการทางการทหารอาจจะมีส่วนที่ทำให้ระดับของความรุนแรงลดลงบ้าง  แต่รัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแทบจะไม่ได้จัดการกับเงื่อนไขทางการเมืองที่ผลักให้เกิดขบวนการต่อ ต้านรัฐไทยขึ้น  การประกาศหยุดปฏิบัติการความรุนแรงในพื้นที่จำกัดแบบฝ่ายเดียว (a limited unilateral suspension of hostilities) โดยกลุ่มก่อความไม่สงบไม่ได้รับการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญจากรัฐบาล  กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอย่างกว้างขวางก็ยังคงใช้ บังคับอยู่เช่นเดิม ยังคงไม่มีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมกับผู้เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงและการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยก็ยังคงดำเนินต่อไป 

ในขณะที่การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ ในช่วงต้นปี 2553 ได้ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนไป  จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงในภาคใต้ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับ ตั้งแต่การก่อความไม่สงบปะทุขึ้นเมื่อกว่าหกปีที่ผ่านมา  ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ได้กลายเป็นประเด็นชายขอบของการเมืองไทยและยังอาจแก้ไขได้

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งที่จำเป็น  รัฐบาลจะต้องตระหนักว่าความพยายามที่จะผนวกกลืนคนมลายูมุสลิมนั้นล้มเหลวและ ควรจะยอมรับว่าพวกเขามีอัตลักษณ์เฉพาะทางศาสนาและชาติพันธุ์ การพูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบและการปฏิรูปการบริหารราชการในพื้นที่ภาคใต้ ตอนล่างจะเป็นสององค์ประกอบสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้วยการเมือง

ระดับความรุนแรงในภาคใต้นั้นค่อนข้างคงที่ในช่วงสามปีที่ผ่านมา   กองกำลังทหารกว่า 30,000 นายยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีการก่อความรุนแรงในการโจมตีกองกำลัง ทหารตำรวจ  ครู  พระ  คนพุทธ รวมถึงคนมุสลิมที่ถูกมองว่าให้ความร่วมมือกับรัฐบาล  

หลังจากปี 2551 ที่ความรุนแรงลดระดับลงอย่างสำคัญ  จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงก็คงอยู่ที่ประมาณ 1,000 เหตุต่อปี  โดยในสิบเดือนแรกของปี 2553 มีผู้เสียชีวิต 368 คน   ปฏิบัติการทางการทหารเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถที่จะหยุดความรุนแรงได้
 

ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตระหนักว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้จะต้อง แก้ด้วยการเมือง แต่คำพูดนั้นยังมิได้ปรากฎเป็นการกระทำที่ชัดเจนนัก  รัฐบาลยังไม่ได้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในพื้นที่สามจังหวัดชาย แดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2548  ซ้ำร้ายไปกว่านั้น รัฐบาลกลับใช้กฎหมายพิเศษที่มีความรุนแรงฉบับนี้ในการปราบปรามกลุ่มผู้ ประท้วงต่อต้านรัฐบาลจังหวัดอื่นๆ

รัฐบาลได้ปฏิเสธโอกาสในการเปิดเวทีพูดคุยกับขบวนการโดยเพิกเฉยต่อการที่ขบวน การก่อความไม่สงบสองกลุ่มได้ประกาศหยุดปฏิบัติการความรุนแรงในบางพื้นที่  แม้ว่าจะมีการเปิดพื้นที่ให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนระบบบริหาร ราชการในภาคใต้มากขึ้นกว่ารัฐบาลก่อนๆ  แต่รัฐบาลก็ยังไม่ได้พยายามอย่างจริงจังในการแสวงหารูปแบบการปกครองใหม่ที่ เป็นไปได้ในกรอบของความเป็นรัฐเดี่ยว

รัฐบาลเตรียมการที่จะใช้ “ปฏิบัติการทางการเมือง” (political offensive) ใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติความมั่นคงซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับการนิรโทษกรรม  โดยคาดหวังว่ามาตรการนี้จะสามารถดึงให้ผู้ที่อยู่ในขบวนการมามอบตัวและทำให้ ขบวนการอ่อนแอลง  มาตรการนี้อนุญาตให้ทางการสามารถระงับการดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยในคดีที่ เกี่ยวกับความมั่นคง โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลด้วย 

โดยผู้นั้นจะต้องเข้ารับการ “อบรม” เป็นเวลาสูงสุดหกเดือน  คงต้องรอดูกันต่อไปว่ามาตรการนี้จะได้ผลหรือไม่  นักสิทธิมนุษยชนยังคงกังขาและเกรงว่าผู้ที่มามอบตัวจะถูกบังคับให้สารภาพผิด ต่อความผิดที่ตนไม่ได้ก่อ พวกเขาเรียกการอบรมนี้ว่าเป็น “การควบคุมตัวด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร” (administrative detention) อย่างไรก็ดี  มาตรการนี้เพียงอย่างเดียวไม่อาจที่จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ตราบใดที่บริบททางสังคมการเมืองที่เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่ายังคงไม่ได้รับการแก้ไข

การซ้อมทรมานและการละเมิดในลักษณะอื่นๆ กับผู้ถูกควบคุมตัวยังคงเกิดขึ้น ในขณะที่การเรียกร้องความยุติธรรมต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมายังคง ไม่ได้รับเสียงตอบรับ  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องอดีตทหารพรานซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัย คดีการสังหารโหดในมัสยิดอัลฟุรกอนในปี 2552   กรณีแบบนี้ได้ตอกย้ำความเชื่อที่ว่าคนกระทำผิดไม่ต้องถูกลงโทษ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับคำอธิบายของขบวนการว่าการปกครองของ รัฐไทยนั้นอยุติธรรมและเป็นการผลักให้คนเข้าสู่ขบวนการและจับอาวุธลุกขึ้น สู้กับรัฐไทยมากขึ้น

จนกว่าที่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลไทยจะกลับคืนมา ปัญหาการก่อความไม่สงบในภาคใต้ก็จะยังคงเป็นประเด็นชายขอบในวาระของรัฐบาล  แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นจะต้องเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อท่าทีในอนาคตของขบวนการและวาง พื้นฐานทางการเมืองสำหรับข้อตกลงจากการเจรจาที่อาจจะเกิดขึ้น  ในพื้นที่อื่นๆ ที่เผชิญกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน  การเจรจาเป็นส่วนประกอบสำคัญของแนวทางที่นำไปสู่การยุติความขัดแย้งและไม่จำ เป็นที่จะต้องนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนอย่างที่รัฐบาลไทยรู้สึกหวาดกลัวมาโดยตลอด

  
ในขณะที่โอกาสที่แต่ละฝ่ายจะได้รับชัยชนะทางการทหารเป็นไปได้ยาก   ขบวนการเองก็ควรที่จะพิจารณายุทธศาสตร์ทางการเมืองใหม่  ตัวแทนของขบวนการควรจะมีข้อเสนอทางการเมืองอย่างรอบด้าน นอกเหนือจากการต่อสู้ด้วยความรุนแรง  พวกเขาควรที่จะเตรียมพร้อมในการเสนอข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเมื่อโอกาสในการ พูดคุยมาถึง 

รายงานฉบับนี้นำเสนอบทวิเคราะห์สถานการณ์การก่อความไม่สงบในภาคใต้ใน ช่วงปีที่สองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาวิจัยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม 2553  ซึ่งได้มีการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ในภาคใต้ด้วย

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 5, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: