RSS

15 ปีสมัชชาคนจน เจ้าจะเดินไปทางใด

23 ธ.ค.

อาทิตย์ต้นเดือนธันวาคม ผมได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการในช่วงหนึ่งของเวทีวิชาการ 15 ปี สมัชชาคนจน ซึ่งเป็นการจัดงานร่วมกันระหว่าง สมัชชาคนจน และคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ธรรมศาสตร์ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากคณะนิติฯ ให้ใช้ห้องประชุม LT1 ในการจัดงาน  ควรกล่าวไว้ด้วยว่า 15 ปีที่แล้ว ห้องประชุมแห่งนี้ เป็นจุดเริ่มแห่งหนึ่งของคำประกาศแม่น้ำมูล และสมัชชาคนจน

ในช่วงที่ผมดำเนินรายการนั้น มีวิทยากรที่กล่าวได้อย่างไม่ผิดนักว่า เป็นผู้รู้เรื่องราวของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในต่างประเทศ และคอยเรียบเรียงเรื่องราว เนื้อหา ออกมาเป็นภาษาไทยให้นักอ่านและผู้ที่สนใจการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในเมืองไทยได้อ่านอย่างไม่ขาดสาย นั่นคือ ภัควดี (ไม่มีนามสกุล) คุณศุภลักษณ์ กาญจนขุนดี และ ดร.เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ

โดยประเด็นที่วิทยากรทั้ง 3 ท่าน นำเสนอนั้น เป็นประสบการณ์ของขบวนการภาคประชาชนในต่างประเทศ เพื่อนำมาสู่การทบทวนตัวเองของสมัชชชาคนจนต่อก้าวย่างที่ผ่านมา และทิศทางการเคลื่อนไหวในอนาคต ผมเห็นว่าเนื้อหาของวิทยากรทั้ง 3 ท่านนั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อสมัชชาคนจนแล้ว ยังน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในวงกว้างเพราะอย่างน้อยเมื่ออ่านจบ การมีคำถามกับตัวเองของคนอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่เป็นผู้บริโภคข่าวสารด้านธุรกิจ ว่า ตนเองนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับขบวนการคนจนในสังคมไทย ก็น่าจะเป็นคุณูปการอยู่ไม่น้อยแน่นอน

ผมขอเริ่มจาก ตัวอย่างของขบวนการเคลื่อนไหวซาปาติสต้า ในเม็กซิโก้ ซาปาติสต้า เป็นขบวนการของชนพื้นเมืองเผ่ามายา ปัจจุบันเป็นขบวนการที่ไม่ติดอาวุธ ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ใช้การสื่อสารกับสังคมภายนอกผ่าน internet ซาปาติสตาจึงมีเป็นขวัญใจ และเป็นแรงบันดาลแก่ผู้คนในเมืองเม็กซิโก และในยุโรปเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ในปี 2001 ซาปาติสต้า เดินทางเข้ามาที่เมืองหลวงของเม็กซิโก้ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นของคนในเมืองหลวงนับแสนๆ คน

และเป็นที่ชัดเจนว่า ขบวนการนี้ต่อต้านทุนนิยมเสรี และไม่เอาโลกานุวัตร ซึ่งหมายความว่า ซาปาติสต้าไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อต่อรองทางการเมือง หรือเรียกร้องประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น ไม่สนใจอำนาจรัฐ แต่มุ่งสร้างสังคมนิยมเสรีและทำเพื่อส่วนรวมที่ดีขึ้น นั่นทำให้ ขบวนการซาปาติสต้ามีข้อจำกัดที่ว่า ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้เกิดขึ้นแก่คุณภาพชีวิตของชนพื้นเมืองได้  นอกจากนี้การเคลื่อนไหวยังเน้นพึ่ง NGO แต่น้อย เน้นบทบาทผู้หญิงให้มากขึ้น ที่สำคัญ คือ เน้นการนำแบบแกนนอน

ถัดมา คือ ตัวอย่างของกลุ่มประเทศเลี้ยวซ้ายทั้งในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ อย่าง เวเนซุเอล่า ชิลี โบลีเวีย ปารากวัย เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มประเทศที่กำลังทดลองหาแนวทางการปกครองแบบใหม่ ชนพื้นเมือง คนรากหญ้า คนจนล้วนแล้วแต่ต้องการระบอบการปกครองที่ดีกว่าเดิม หลังจากที่อกหักจากทุนนิยมเสรี

กลุ่มประเทศเลี้ยวซ้ายเหล่านี้ มุ่งส่งผู้นำของคนจน และชนพื้นเมือง หรือที่ปรึกษาอย่างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเข้าสู่ทำเนียบในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำของประเทศที่ต้องสร้างนโยบายเศรษฐกิจและสังคมที่เอื้อต่อคนจน คนด้อยโอกาส ตัวอย่างในหลายสิบประเทศ ที่คนจน ชนพื้นเมือง คนด้อยโอกาส ได้ใช้กระบวนการเลือกตั้งตามปกติ เป็นหนทางการต่อสู้ทางการเมืองตามวิถีประชิปไตย ข้อเท็จจริงนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลังมหาศาลของมวลชนคนรากหญ้าที่จะสร้างผู้นำของตนเองขึ้นสู่ทำเนียบได้ และเมื่อผู้นำคนจนเหล่านี้เข้าสู่ตำแหน่ง เขาก็ได้ผลิตนโยบายประชานิยมมอบแก่พี่น้อง คนจน คนด้อยโอกาสในทันที

ลักษณะสำคัญของขบวนการประชาชนในกลุ่มประเทศเลี้ยวซ้าย ก็ไม่ต่างจาก ซาปาติสต้า นั่นคือ นิยมการนำแกนนอน และไม่ใช้ความรุนแรง

แต่ปัจจุบันในบางประเทศก็มีเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงรอยปริแตกในสังคมที่มีมากขึ้น เมื่อชนชั้นกลางและคนรวยรวมตัวกัน เพื่อพยายามจะแยกประเทศออกมา

ขยับมาใกล้ๆ ประเทศไทยอีกสักนิด คุณศุภลักษณ์ ได้ชี้ให้เห็นจุดเริ่มของขบวนการสังคมนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเคยรุ่งเรืองและคึกคักเมื่อสัก 30-40 ปีที่แล้ว เป็นขบวนการที่จับอาวุธต่อสู้กับภาครัฐ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารปกครองสูงสุดในประเทศ และเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ได้ค่อยๆ กลืนกินคนทำงานในภาคสังคมไปไม่น้อย ปัจจุบัน ขบวนการสังคมนิยมในแถบบ้านเรานั้นเหลือแต่ความว่างเปล่า ที่มีอยู่ก็กระเดียดไปเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย มีอาชีพหลักในการลักพาตัว เพื่อเรียกค่าไถ่

อีกขบวนการหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ขบวนการขององค์กรพัฒนาเอกชน แม้ในบางประเทศอย่างเวียดนาม ขบวนการ NGO จะเป็นที่ไม่ชอบขี้หน้าของคนในสังคมก็ตาม แต่ในภาพรวมในภูมิภาคแถบนี้ ขบวนการ NGO ก็ยังเป็นความหวัง ยังเป็นพื้นที่ที่คนทำงานในภาคสังคมเข้าร่วมขบวนการอยู่ไม่น้อย และยังเป็นการเคลื่อนไหวที่มีพลังอยู่มาก โดยประเด็นที่สามารถใช้เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวในระดับโลก ภูมิภาค และท้องถิ่นได้ดีก็เป็นประเด็นที่การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนทำอยู่ นั่นคือ เรื่องของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร แต่ก็ควรตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ขบวนการ NGO นั้น ไม่ใช่ขบวนการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถอนรากถอนโคลน และยังมีระยะห่างจากการเมืองอีกด้วย

ส่วน อ.เก่งกิจ นั้น ไม่ได้นำประสบการณ์จากต่างประเทศมาเล่าให้ฟังครับ แต่มีคำถามจำนวนมากที่โยนใส่กลางที่ประชุม ที่สำคัญ ก็คือ มันเป็นคำถามที่ควรจะต้องค้นหาหรืออย่างน้อยก็ควรต้องทบทวน ก่อนที่จะก้าวเดินต่อ อย่างคำถามที่ว่า พวกเรายังไม่ได้วิเคราะห์และไม่เห็นว่าพลังของการเปลี่ยนแปลงสังคมอยู่ที่ไหน, ขบวนการภาคประชาชน มองรัฐ เป็นปัญหามาโดยตลอด โดยที่ไม่ค่อยเข้าใจว่ารัฐเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปแล้วอย่างไร แต่ในทางตรงกันข้ามก็มองตัวเองว่า “ดี” เสมอมา ….ในปัจจุบันทั้งกลุ่มชาตินิยม ที่นิยมเผด็จการแบบทหาร และกลุ่มชุมชนนิยมที่ชื่นชอบเรื่องการกระจายอำนาจ เขาก็ไปได้ดีกับระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่  ซึ่งเป็น เศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่นั้นมันเป็นคู่ตรงข้ามกับคนจนแบบเรา…แล้วใครจะเป็นพันธมิตรของคนจนจริงๆ ????

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าสมัชชาคนจนจะเคลื่อนไหวอย่างไม่สนรัฐ แบบ ซาปาติสต้า  หรือ มุ่งยึดรัฐ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอะไรมากนัก แบบกลุ่มประเทศเลี้ยวซ้าย หรือ ยึดรัฐ แล้วเปลี่ยนระบบทั้งหมดไปสู่การเป็นสังคมนิยม ก็ควรต้องนั่งลง แล้วใคร่ครวญมันอย่างจริงจังกับคำถามข้างต้น

ซึ่งในความเห็นของผม กับคำถามของ อ.เก่งกิจ นั้น ผมคิดว่า ชนชั้นกลางเช่นคุณและผมต่างหาก ที่ต้องตอบคำถามในใจว่าแท้จริงแล้ว คุณและผมนั้น เราจัดเป็นแนวร่วมพันธมิตร หรือฝ่ายตรงข้ามกับขบวนการคนจนในสังคมไทยกันแน่

บุญรักษาครับ

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 23, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: