RSS

บิล เกตส์ ตอบคำถาม….ดร.ไสว บุญมา

13 ก.พ.

นิตยสาร Bloomberg Businessweek ประจำวันที่ 7-13 กุมภาพันธ์ ตีพิมพ์การถามตอบสั้น ๆ ระหว่างชาร์ลี โรส และ บิล เกตส์

เนื่อง ในโอกาสที่มูลนิธิของบิล เกตส์ ซึ่งมีทรัพย์สิน 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์พิมพ์รายงานประจำปีออกมา  ข้อคิดของบิล เกตส์น่าสนใจจึงขอนำมาเล่าต่อพร้อมกับข้อมูลเพิ่มเติมไว้ในวงเล็บ

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมตอนนี้เขาจึงมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้กับโรคโปลิโอ บิล เกตส์ ตอบว่า อันที่จริงมูลนิธิของเขาครอบคลุมงานสุขอนามัยหลายด้าน แต่ตอนนี้โปลิโอได้รับความสำคัญอันดับต้นเพราะมองว่าถ้าเราพยายามอย่างเต็ม ที่ต่อไปอีกไม่กี่ปี เรามีโอกาสขจัดมันให้หมดไปจากโลกแบบสิ้นซากเช่นเดียวกับที่เราขจัดไข้ทรพิษ  ในทางตรงข้าม ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น มันจะหวนกลับมาทำให้เด็กนับแสนต้องตาย หรือไม่ก็พิการ

(ข้อมูลล่าสุดบ่งว่าโรคโปลิโอยังหลงเหลืออยู่เพียงใน 4 ประเทศคือ อินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถานและไนจีเรีย ซึ่งรวมกันแล้วมีผู้ป่วยหลักพัน)

เขาขยายความต่อไปว่า การปรับปรุงสุขอนามัยให้ดีขึ้นแก้ปัญหาได้ถึง 3 อย่างคือ (1) ช่วยให้เด็กรอดชีวิต (2) ช่วยให้เด็กปราศจากผลเสียหายที่โรคร้ายอาจก่อให้เกิด อาทิเช่น มันสมองเป็นง่อย และ (3) เมื่อแน่ใจว่าลูกจะรอด พ่อแม่จะหยุดมีลูก  เรื่องนี้มีความน่าอัศจรรย์ นั่นคือ การมีสุขอนามัยดีแทนที่จะทำให้อัตราการขยายตัวของประชากรเพิ่มขึ้น มันกลับทำให้ลดลง  การทำให้เด็กมีสุขภาพดีจึงเป็นกุญแจสำหรับแก้ปัญหาสารพัดอย่าง  ยิ่งกว่านั้น การขจัดโปลิโอจะเป็นการยืนยันว่าเราสามารถแก้ปัญหาอันแสนยากได้

ในด้านการต่อสู้กับมาลาเรีย บิล เกตส์ ตอบว่า เมื่อปีที่เขาเกิดคือ 2498 สภาอนามัยโลกตัดสินใจจะกำจัดมาลาเรีย  แต่ความพยายามไม่ได้ผลทันตาเห็นทำให้พวกเขาเสียกำลังใจไปมากเนื่องจาก มาลาเรียต้องใช้กรอบเวลายาวนานถึง 15-20 ปีจึงจะเห็นผล  มูลนิธิของเขาใช้งบประมาณปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อค้นหาเครื่องมือที่จะ สู้กับมัน  เครื่องมือสำคัญอันหนึ่งได้แก่วัคซีนซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างทดลองใน ระยะสุดท้ายแล้ว  อีกชิ้นหนึ่งคือเครื่องมือวินิจฉัยโรคราคาถูก  ตอนนี้ทุกอย่างก้าวหน้าไปมาก  อย่างไรก็ตาม เราต้องขจัดโปลิโอให้ได้ก่อน

(ปัญหาสำคัญยิ่งของการต่อสู้กับมาลาเรียในปัจจุบันได้แก่การกลายพันธุ์ ของเชื้อโรคเป็นชนิดดื้อยา  ยิ่งกว่านั้น ภาวะโลกร้อนเอื้อให้มันแพร่ขยายไปถึงเขตหนาวที่ไม่เคยมีปัญหามาก่อน  งานด้านนี้จึงมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น)

เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาพยาบาลของสหรัฐ บิล เกตส์ ตอบว่ามันเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสมากเนื่องจากสหรัฐจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 17.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ในขณะที่ประเทศอื่นจ่ายต่ำกว่านั้นมาก นั่นคือ ประเทศที่จ่ายสูงรองลงมาจ่ายแค่ 12% และอังกฤษจ่ายแค่ 9% ของจีดีพีเท่านั้น  แต่ผลที่ออกมากลับไม่ต่างกัน  ระบบแรงจูงใจในสหรัฐกระตุ้นให้จ่ายเงินเป็นหลักแสนหลักล้านดอลลาร์เพื่อ รักษาผู้สูงวัยอายุกว่า 70 และ 80 ปีโดยไม่มีข้อจำกัด  มันก่อให้เกิดการมองหาวิธีสารพัดที่จะใช้เงิน  การกระทำเช่นนั้นเป็นการช่วงชิงทรัพยากรไปจากผู้เยาว์ไม่ว่าจะเป็นในด้านการ สนับสนุนการศึกษา หรือว่าด้านอื่น

(หลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กดดันให้รัฐสภาผ่านกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของสหรัฐสำเร็จ  แต่มาถึงตอนนี้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็นของฝ่ายค้านและรัฐต่าง ๆ กำลังท้าทายกฎหมายนั้น  ส่วนในอังกฤษ รัฐบาลก็พยายามปฏิรูประบบการรักษาพยาบาลเพราะมองว่ารัฐจะไม่สามารถให้การ สนับสนุนได้หากไม่เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เสียตั้งแต่ในตอนนี้  การรักษาพยาบาลกำลังเป็นปัญหาที่ทั่วโลกยังหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจไม่ได้ จึงมองได้ว่ามันเป็นปัญหาโลกแตก)

ต่อคำถามเรื่องบางรัฐจะประกาศล้มละลายหรือไม่ บิล เกตส์ ตอบว่า มองจากด้านบัญชีน่าจะทำได้เพราะบางรัฐของอเมริกามีปัญหาเช่นเดียวกับกรีซ  ทางออกคือต้องลดการใช้จ่ายลง

(ตอนนี้เทศบาลบางแห่งในรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศล้มละลายแล้ว  แต่ยังไม่มีรัฐไหนบอกใบ้ว่าจะทำเช่นนั้น)

เกี่ยวกับด้านการศึกษา บิล เกตส์ ตอบว่า เขาตื่นเต้นมากที่จะมีวิธีวัดความสามารถของครูและจะสามารถแสดงให้ครูดูได้ ว่าจะปรับปรุงตนเองอย่างไร  เขาไม่ทราบว่า เรื่องนี้จะแพร่ขยายออกไปได้เร็วสักเท่าไร  แต่การใช้วีดีทัศน์และการสำรวจจะช่วยให้เราเรียนรู้ว่าครูเก่ง ๆ นั้นมีวิธีสอนอย่างไร  ด้านหนึ่งได้แก่ความสามารถในการอ่านว่าเมื่อไรเด็กเกิดความเบื่อหน่าย  ครูเก่ง ๆ มีความสามารถในด้านการใช้การโต้ตอบสูงมากซึ่งครูอื่นอาจเรียนรู้และนำไปทำ ให้การสอนของตนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

(มูลนิธิของบิล เกตส์ กำลังสนับสนุนการนำร่องของโรงเรียนในด้านการค้นหาครูผู้มีวิธีสอนชั้นเลิศ  การนำร่องในแนวนี้มีกองเชียร์สำคัญในรูปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ศึกษาธิการของรัฐบาลกลาง)

เกี่ยวกับข้ออ้างที่ว่าอเมริกากำลังสูญความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยี บิล เกตส์ ตอบว่ายังไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้เนื่องจากอเมริกามีทั้งมหาวิทยาลัย ชั้นเยี่ยมและมีงบประมาณด้านการวิจัยจำนวนมาก  ปัญหาอยู่ที่นโยบายซึ่งไม่เอื้อให้ผู้ต้องการอพยพเข้าอเมริกาทำได้ง่าย ไม่มุ่งทำให้การศึกษากลับมาเป็นเลิศอีก และไม่ลงทุนในด้านการฝึกฝนเยาวชนเท่าที่ควร

(บิล เกตส์ ต่อสู้กับรัฐบาลมานานเรื่องการออกวีซาให้แก่ชาวต่างประเทศที่มีความเชี่ยว ชาญด้านต่าง ๆ  ตอนนี้สหรัฐออกวีซ่าชนิดนี้ให้ปีละ 65,000 คนเข้าไปทำงาน 3 ปีซึ่งอาจต่อได้ถึง 6 ปีและในบางกรณีอาจเปลี่ยนเป็นวีซ่าถาวรได้  แต่บิล เกตส์ มองว่าเท่านั้นไม่พอเพราะบริษัทไมโครซอฟท์ไม่สามารถจ้างพนักงานตามที่ต้อง การได้ )

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/sawai/20110211/376589/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1.html

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 13, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: