RSS

การเรียน MBA ในอีกมิติหนึ่ง โดย : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์

16 ก.พ.

คำถามหนึ่งที่ผมมี อยู่ในใจมานานแล้ว ก็คือ หลักสูตรและเนื้อหาวิชาการต่างๆ ที่เราสอนกันทางด้านบริหารธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตร MBA นั้น

 

ส่วนใหญ่เราจะนำมาจาก ตำราต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ดังนั้น สิ่งที่ผู้เรียนได้ศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ของไทยนั้น จะมีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพียงใด จริงอยู่นะครับที่นอกเหนือจากทำธุรกิจในประเทศแล้ว เรายังต้องพัฒนาผู้เรียนของเราให้เป็น Global Citizen ที่สามารถอาศัยอยู่และทำงานได้อย่างภาคภูมิใจในสังคมนานาชาติ แต่ก็ควรหรือไม่ ที่จะมีเนื้อหาทางด้านบริหารที่อยู่ภายในบริบทของสังคมไทยผสมผสานหรือเป็น ส่วนหนึ่งด้วยหรือไม่ ในฐานะของคนสอนทางด้านบริหารธุรกิจคนหนึ่ง ผมก็มีคำถามดังกล่าวอยู่ในใจมานานพอสมควรและเมื่อสี่ปีที่แล้วก็ได้ทดลองนำ รูปแบบการเรียนการสอน MBA ในอีกมิติหนึ่งมาทดลองใช้ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ซึ่งจากการลองถูกลองผิดมาตลอดสี่ปี ก็ทำให้ได้ประสบการณ์และอีกมิติหนึ่งของการสอนทางด้านบริหารธุรกิจ เลยอยากจะขอนำมาเสนอในสัปดาห์นี้ครับ

ปกติเวลานิสิตทำรายงานต่างๆ ก็มักจะหนีไม่พ้นการออกไปสัมภาษณ์บริษัทต่างๆ หรือการหาข้อมูลผ่านทางเน็ต แต่สี่ปีที่ผ่านมา ผมได้ขอความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดน่าน หรือสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ในการให้โอกาสนิสิต MBA ได้ลงพื้นที่โดยการไปอาศัยอยู่กับชาวบ้านและชุมชนต่างๆ และช่วยเหลือชาวบ้านและชุมชนในการพัฒนาธุรกิจที่เป็นธุรกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือพัฒนาผลิตภัณฑ์จากชุมชน การออกแบบบรรจุภัณฑ์และตรายี่ห้อ การแสวงหาช่องทางการจำหน่าย การจัดทำแผนการตลาด ตลอดจนการจัดทำแผนธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน และเมื่อจัดทำแผนธุรกิจเหล่านี้เสร็จสิ้นก็ต้องมีการนำเสนอต่อทั้งนัก วิชาการ ผู้บริหารของส่วนราชการ และตัวชาวบ้านและชุมชนที่ได้เข้าไปช่วยพัฒนา

กิจกรรมในลักษณะดังกล่าวบางคนอาจจะเรียกว่าเป็น CSR ของผู้ที่เรียนทางด้านบริหารธุรกิจ แต่ผมมองว่าเป็น Win-Win-Win ของทั้งสามฝ่ายที่เกี่ยวข้องเลยครับ ส่วนราชการที่ให้การสนับสนุนก็มีผู้รู้ทางด้านการบริหารเข้าไปช่วยเหลือชาว บ้านและชุมชนที่ตนเองดูแล ในขณะเดียวกัน ทางชุมชนและชาวบ้านก็ได้รับมุมมองและวิธีการคิดแบบใหม่ๆ ที่เป็นไปตามหลักวิชาการและเป็นระบบมากขึ้น ได้มีโอกาสสอบถามหลายๆ ชุมชนที่นิสิตได้ลงไปช่วย ทุกชุมชนต่างก็พอใจกับผลที่ได้รับในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป และที่สำคัญที่สุด ก็คือ ตัวนิสิตเองก็ได้รับประโยชน์และประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากการสอน หรือตำราในห้องเรียนครับ

เริ่มจากการได้นำหลักการ ทฤษฎี และความรู้ต่างๆ ที่เรียนในห้องเรียน ไปใช้ในทางปฏิบัติจริงๆ ซึ่งทำให้นิสิตเหล่านี้พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เรียนในห้องเรียนแล้วพอจะ นำไปใช้จริงๆ ต้องมีการปรับให้เข้ากับบริบทของชุมชนและสภาพแวดล้อมอยู่พอสมควร อีกทั้งนิสิตเองก็มีความรู้สึกว่าชาวบ้านและชุมชนได้ตั้งความหวังไว้ที่ตัว นิสิต ดังนั้น นิสิตย่อมพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือชุมชนต่างๆ และไม่ทำให้ชาวบ้านผิดหวัง

สำหรับบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่นิสิตได้รับจากกิจกรรมในครั้งนี้ คือ เรื่องของการนำแนวคิด ทฤษฎี และหลักวิชาการจากโลกตะวันตก มาปรับใช้ในบริบทของชนบทไทยครับ หลายๆ กลุ่มก่อนเข้าชุมชนก็ได้มีการทำการบ้าน หาข้อมูล สัมภาษณ์ผู้ประกอบการกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว (ตามแบบฉบับผู้เรียน MBA ที่ดี) แต่เมื่อลงพื้นที่ไปเจอชาวบ้าน นิสิตเหล่านั้นถึงกับตะลึงและอึ้งไปเหมือนกันครับ เนื่องจากสิ่งที่คิดไว้อย่างเต็มที่ตามการบ้านที่ทำมานั้น (เช่น บางกลุ่มจะนำผลิตภัณฑ์ชุมชนมาวางขายตามห้างใหญ่ในเมือง หรือขายผ่าน e-Bay) กลับตรงกันข้ามกับความต้องการของชุมชนครับ หลายชุมชนที่นิสิตเข้าไปนั้นจะมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ทำนั้นก็ทำขึ้นมาเป็นงานอดิเรก ไม่ต้องการที่จะขายให้ได้จำนวนมาก หรือที่ทำอยู่นั้นก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิต อีกทั้งผลิตภัณฑ์ชุมชนหลายประการที่ทำอยู่ก็แทบจะไม่พอขายในจังหวัดหรือ ชุมชนของตนเองอยู่แล้ว เรียกได้ว่าหลายกลุ่มที่คิดแบบ MBA พอไปเจอกับความเป็นอยู่และความต้องการที่พอเพียงของชาวบ้านและชุมชน ก็ชะงักและปรับกระบวนท่าใหม่กันไปพอควร

การเรียนรู้ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของนิสิต ก็คือ การที่จะต้องทำงานร่วมกับชาวบ้านและชุมชน ซึ่งผมมองว่าถือว่าเกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทางชุมชนก็ได้เรียนรู้หลักทางวิชาการต่างๆ (ปีที่แล้ว มีนิสิตอยู่กลุ่มหนึ่งที่สอนชาวบ้านในการนำผลิตภัณฑ์ชุมชนมาผสม เพื่อทำเป็นยาหม่องสูตรต่างๆ) จากนิสิต และในขณะเดียวกัน นิสิตก็ได้เรียนรู้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น และการดำรงชีวิตแบบพอเพียงของชาวบ้าน ทำให้เกิดความผูกพันระหว่างนิสิตที่ลงไปในพื้นที่และชุมชนต่างๆ หลายกลุ่มที่เมื่อจบโครงการแล้วก็ยังเข้าไปช่วย เข้าไปเยี่ยมในชุมชนที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ เกิดเป็นความผูกพันระหว่างกันที่ดี

ผมมองว่าการจัดกิจกรรมในลักษณะที่ได้นำเสนอมานั้นให้กับผู้ที่เรียนทาง ด้านบริหารธุรกิจ จะช่วยให้ผู้เรียนได้มีโลกทัศน์ที่กว้างและมีความเป็นไทยมากขึ้น แทนที่จะเรียนแต่กรณีศึกษาของ Google Nokia Steve Jobs Wal-Mart ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตและแนวทางการทำธุรกิจของชุมชนต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย และที่สำคัญ ก็คือ ชุมชนเหล่านี้ คือ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งยังได้ช่วยทำให้นิสิตรับรู้และรู้สึกถึงการได้นำสิ่งที่ตนเองมีความ รู้ ความชำนาญ ไปช่วยเหลือต่อชุมชนที่อาจจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักวิชาการที่จะเข้าไปเกื้อหนุน

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pasud/20110215/376816/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-MBA-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87.html

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: