RSS

Social enterprise …น่าจะยังเหนื่อยอีกนาน

02 มี.ค.

ปลายเดือนกุมภาที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินประกวดรางวัล ICARE 2010 ภายใต้แนวคิดฉลาด แกมดี ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ คิดต่อยอดแผนธุรกิจบนงานพัฒนาทางสังคมของนักพัฒนาที่ได้รับรางวัลจาก Ashoka โดยผนวกเอา social mission กับ business model  เพื่อทำให้งานพัฒนาทางสังคมในพื้นที่มีความต่อเนื่องยั่งยืนได้…ความคิดนี้ กด like 100 ครั้งเลยครับ เพราะเวทีการประกวดจะเป็นตัวกระตุ้นให้เรื่อง social enterprise ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ในฐานะคนมีอาชีพสอนหนังสือและมีความสนใจในเรื่อง social entrepreneurship หรือ SE ผมเห็นว่าการพัฒนาผู้ประกอบการทางสังคมให้มีมากขึ้นนั้น ยังเป็นเรื่องที่เราจะต้องลงทุนลงแรงกันอีกมากๆ

ผมมักสอนนักศึกษาอยู่เสมอว่า สำหรับผม งาน SE ถือเป็น 1 ใน 3 รูปแบบของงานพัฒนาสังคม แต่ที่ผ่านๆ มา เราคุ้นเคยกันว่างานพัฒนาสังคมมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ งานบริการสังคม (social service) และ งานปฏิบัติการทางสังคม (social action) และคณะของผมก็สอนเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ในขณะที่งาน SE นั้นยังเป็นงานใหม่ที่คนรุ่นผมและรุ่นก่อนผม มีน้อยคนนักที่ทำจนประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามจากนี้ไป SE จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยก็สะท้อนเอาจากแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ของมหาวิทยาลัยของผม ที่ระบุให้ SE เป็นภาระกิจหนึ่งที่มหาวิทยาลัยและคณะต้องส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าใจและทำได้

ผมมองว่างาน SE ที่ดีๆ นั้น มีน้ำหนักและมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นปัญหาเช่นเดียวกับการงาน social action ทีเดียว ดังนั้นการประกอบการทางสังคมจึงย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ดี (doing good) ที่ไม่มีพิษมีภัยต่อสังคม เพื่อการอยู่รอดของคนทำงานทางสังคมเท่านั้น แต่ของที่ขายหรือบริการที่ให้นั้นควรจะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมโดยตัวมันเองอีกด้วย (ผมหวังมากไปไหมเนี่ยะ)

แต่ตามความเห็นที่อาจตื้นเขินของผมเห็นว่า แนวคิดและการปฏิบัติในงาน SE ในบ้านเรา ยังมีประเด็นที่ต้องค่อยๆ คลี่คลายให้ชัดเจนและแหลมคมมากยิ่งขึ้น อาทิ

แนวคิดของ SE เท่าที่ผมได้ยินได้ฟังมา ยังมีความไม่ชัดเจนในระดับแนวคิดอยู่ 2 ประการ  หนึ่งนั้นมีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยนำเอาแนวคิด CSR (corporate social responsibility) มาผสมรวมว่าเป็นอย่างเดียวกับ SE  ซึ่งผมมองว่าเป็นคนละเรื่อง ไม่เกี่ยวกัน ความต่างที่สำคัญก็คือ CSR เป็นการทำธุรกิจที่ดีที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมต่อสิ่งแวดล้อมแค่นั้น  แต่แนวคิดของ SE นั้นตัวสินค้าและบริการควรจะต้องเป็นเหมือนเครื่องมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งจำเป็นต้องเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนจน คนด้อยโอกาส คนที่ถูกโครงสร้างปกติกดทับเอาไว้ โดยใช้ตัวแบบทางธุรกิจเป็นกลไกขับเคลื่อนให้กิจการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมมีความต่อเนื่อง

การเหมาเอา CSR มารวมกับ SE  ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไปพาให้ SE เข้าสู่กับดักความคิดและการวิจารณ์ที่ว่า แท้จริงแล้ว ทั้ง CSR และ SE เป็นเพียงการไถ่บาปของทุนนิยม ที่ถึงที่สุดแล้วก็ยังไม่หลุดออกจากความเป็นทุนนิยมที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคอยู่นั่นเอง ผมคิดว่า ข้อวิจารณ์ประการหลังนี้ เป็นข้อวิจารณ์ที่มีน้ำหนักที่ผู้สมาทานต่อเรื่อง SE จำเป็นต้องทำให้ SE มีความแตกต่างจาก CSR โดยเร็ว

หลักเรื่องนวตกรรมทางสังคม ที่จะต้องนำมาใช้เพื่อการคิดค้นออกแบบสินค้าที่จะจำหน่ายหรือบริการที่จะให้เป็นอีกด่านความคิดหนึ่งที่ผมมองว่าเรายังมีความรู้ที่ค่อนข้างจำกัดมาก เหตุเพราะการออกแบบสินค้าและบริการสำหรับ SE นั้น ควรจะต้องพูดให้ชัดเสียก่อนว่า เป้าหมายทางสังคมของสินค้าและบริการ  คือ อะไร สินค้าและบริการจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอะไร จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่มีปัญหาอะไร และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ซื้อสินค้าเป็นกลุ่มคนด้อยโอกาสกลุ่มใด ไม่เช่นนั้น สินค้าและบริการของเรา อาจเป็นได้แค่เพียงสินค้าและบริการที่ดีที่เป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม และผู้บริโภคสินค้าก็เป็นคนหน้าเดิมที่มีอำนาจในการจ่ายในตลาดปกติอยู่แล้ว

หลักเรื่อง business model คือ สิ่งท้าทายที่สุด (อย่างน้อยก็สำหรับผม) ในการทำเรื่อง SE  เป็นการค้นคิดเรื่องรูปแบบของธุรกิจ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนจน คนด้อยโอกาส ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีกำลังซื้อ คำถามปวดหัวจึงเกิดขึ้นว่า ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ รูปแบบธุรกิจจะเป็นเช่นไร ใครจะเป็นผู้จ่ายเงินแทน คนจน คนด้อยโอกาส หรือ หากคนเหล่านี้จะจ่ายเอง รูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมต้องเป็นอย่างไร

อย่างกรณีของคุณมีชัย วีระไวทยะ ที่ทำเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมมานาน หรือน้องใหม่ในวงการอย่าง OPEN Dream  ต่างก็ใช้รูปแบบธุรกิจ 2 ขา คือ ขาหนึ่ง คือ ทำธุรกิจที่ดี ไม่เป็นพิษ เป็นภัยต่อสังคม และนำเงินกำไรจากธุรกิจขาที่หนึ่ง มาอุดหนุนการทำกิจการในขาที่สองที่เป็นกิจการที่ไม่มีกำไร  ซึ่งก็จะแตกต่างจากรูปแบบธุรกิจที่อยู่ในรูปของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ในเมืองไทย หรือ ธนาคารการมีน ในบังคลาเทศ  เป็นต้น

รูปแบบธุรกิจ คือ หัวใจที่จะทำให้กิจการทางสังคมสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ซึ่งผมเข้าใจว่าเรายังมีความรู้ในการสร้างรูปแบบธุรกิจที่จำกัด

สุดท้ายวกกลับมาที่สถาบันอุดมศึกษาแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ ผมสังเกตเห็นว่าในฝั่งยุโรป อเมริกา หรือเอเซียที่เป็นฝรั่งอย่างสิงคโปร์ เรื่อง SE จะเกิดและเติบโตขึ้นในคณะด้านบริหารธุรกิจ ซึ่งมีความเก่งในการประกอบการ (entrepreneurship) ส่วนในแถบเอเซียอย่าง อินเดีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน  เรื่อง SE จะเกิดขึ้นและเติบโตขึ้นในคณะทางสังคมศาสตร์ ซึ่งมีความเก่งในด้านการปฏิบัติการทางสังคม แต่หากเรื่องนี้จะเกิดและเติบโตในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็อยากเห็นการผลิบานนี้อยู่ภายใต้ความร่วมมือของคณะต่างๆ ที่จะช่วยกันปลูกฝังจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ในการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่ดีต่อไป

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20110331/384575/Social-enterprise-…%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99.html

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 2, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: