RSS

สมัชชาปฏิรูปประเทศไทย…คงอีกนานกว่าคนไทยจะเข้าใจกัน

01 เม.ย.

เวทีสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่ถือธงนำ โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี  และริ้วขบวนตามด้วยคุณหมอนักปฏิรูปNGO นักปฏิบัติ และนักวิชาการอีกจำนวนไม่น้อย ปิดแถวด้วยขบวนชาวบ้านหลากหลายเครือข่ายอีกนับพันคนได้ปิดตัวลงแล้วที่อิมแพคเมืองทองธานี….และผมคิดว่าคงได้ “ฉันทามติ” ในเรื่องต่างๆ จากเวทีสมัชชาเพื่อส่งให้รัฐบาลแน่ๆ แต่ผมเห็นว่า ฉันทามติที่ว่าจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ เช่นเดียวกับงานสมัชชาสุขภาพ และเอาเข้าจริงเราควรต้องตั้งคำถามด้วยซ้ำไปว่า กระบวนการนโยบายสาธารณะของภาคประชาชน ประชาสังคม ที่ดำเนินการในนาม “ขบวนการสมัชชา” ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างไร หากกระบวนการและวิธีการยังเดินซ้ำรอยที่ผ่านๆ มา

อาจเป็นเพราะสมัชชาปฏิรูปเปิดตัวมาด้วยพันธกิจที่ชัดเจนว่าจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ให้กับสังคมไทย แต่ในปีแรกของสมัชชากลับรีบเร่งหาฉันทามติ – ข้อยุติ มากกว่าสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กว้างขวางกับสังคม ผมคิดและถามกับตัวเองว่า จะมีคนไทยสักกี่ล้านคนที่มีความเข้าใจและรู้สึกมากขึ้นว่าประเด็นสาธารณะเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เวทีสมัชชาพูดคุยกันอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับตัวเอง ผมเดาเอาว่าคงมีคนไทยไม่เกินแสนที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ รับรู้ความรู้สึกถึงความแตกต่างในความเหลื่อมล้ำโดยตรง ที่เหลือก็ยังจับเจ่าอยู่กับเรื่องของตัวเองเช่นเดิม

ต่อกระบวนการเคลื่อนไหวของสมัชชาปฏิรูปข้างต้น ผมมีข้อสังเกตดังนี้

ว่าด้วยกระบวนการนโยบายสาธารณะและฉันทามติ ผมเห็นว่ากระบวนการนโยบาย ที่สมัชชานำมาใช้นั้นจะไม่เป็นทางออกให้กับความเหลื่อมล้ำ เพราะโดยกระบวนการนโยบายเป็นการดำเนินกระบวนการซ้ำรอย – ไม่ต่างจากที่หน่วยงานอื่นๆ ทำ กล่าวคือ จะมีคนกลุ่มหนึ่งในสังคม (ที่เป็นคนดีและหวังดีต่อสังคม โดยไม่มีข้อต้องสงสัย) กำลังใช้ช่องทางพิเศษ ในการนำเสนอความต้องการของตนเอง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งว่าจะเป็นทางออกของปัญหาสาธารณะ แต่ปัญหาก็คือ ในช่องทางพิเศษนี้ ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสเข้ามาใช้บริการและไม่มีโอกาสเสนอทางออกของปัญหาสาธารณะนั้นในมุมมองและความเชื่อของตนเองที่ต่างออกไป

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะกระบวนการนโยบายของสมัชชายังเชื่อว่าจะผลิต “นโยบายดีๆ” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง นโยบาย โดยใช้อำนาจของรัฐ กลไกและระบบต่างๆ ของราชการเป็นตัวขับเคลื่อน มากกว่า จะผลิต “คนไทยที่มีความเข้าใจสถานการณ์และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่”

ซึ่งหากมุ่งหวังที่จะผลิตให้คนไทยเข้าใจและได้สัมผัสกับความเหลื่อมล้ำแล้ว ก็จำเป็นที่กระบวนการนโยบายต้องเปิดกว้าง ให้ผู้คนทั้งแผ่นดินที่อยู่ในพื้นที่และองค์กรต่างๆ ได้พิจารณา ไตร่ตรอง คิดทบทวน อย่างจริงจังว่าเขาจะอยู่อย่างไรในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำ อยู่รายรอบตัว และหาหนทางการแก้ไขปัญหาที่เขาจะสามารถลงมือทำได้ด้วยตนเองได้ หรือทำร่วมกับคนที่เชื่อเหมือนๆ กับเขา ให้โอกาสเขาได้สนทนนาแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็น ความเชื่อ กับคนอื่นๆ ที่คิดต่าง เห็นต่างและเชื่อต่างออกไป ให้เขาได้รับรู้ รู้สึกและสัมผัสกับความเหลื่อมล้ำผ่านตัวเขาเอง …ทั้งหมดก็เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้มีโอกาสรับผิดชอบสังคมที่เขาอยู่ด้วย

แต่แนวทางและกระบวนการนโยบายสาธารณะโดยภาคประชาชนที่เป็นอยู่ของสมัชชาฯ กลับพยายามทำให้ข้อเสนอที่หลากหลายจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เรียวเล็กลงเหลือเพียงไม่กี่ข้อเสนอ ด้วยการใช้ “เสียงส่วนใหญ่” จากเวที หรือใช้เงื่อนไข “ไม่มีข้อมูลวิชาการสนับสนุน” หรือ ข้ออ้างว่า “การมีหรือไม่มีผู้รับรองข้อเสนอ” เป็นมีดเหลา ข้อเสนอบางข้อเสนอให้ตกไป การทำเช่นนี้ไม่ใช่อะไรอื่น หากเป็นการกีดกั้นคนอีกหลายกลุ่มออกจากปฏิบัติการของพลเมืองที่จะลงมือแก้ไขปัญหาสาธารณะด้วยตัวเขาเองตามมุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เขามองเห็นและห่วงใย

ข้อเสนอที่เหลือจากเวทีสมัชชาโดยปริยายถูกเรียกว่าเป็นข้อเสนอที่ได้ ฉันทามติ (consensus) จากที่ประชุมเวทีสมัชชา ผมไม่แน่ใจว่าเป็นคำเรียกที่ถูกต้องหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมคิดว่า สิ่งจำเป็นที่เวทีสมัชชาของภาคประชาชนควรจะต้องค้นหาจากทางออกหรือข้อเสนอจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่หลากหลาย  คือ ข้อตกลงบางอย่างที่มีร่วมกัน (common ground) ซึ่งหมายถึง เรามีข้อเสนอเพียงบางเรื่องเท่านั้นที่เราเห็นว่าต้องทำร่วมกัน และยังมีข้อเสนออื่นๆ อีก ที่เรายังคิดต่าง เชื่อต่าง และยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้อยู่ด้วย (โดยไม่จำเป็นต้องกำจัดความต่างออกไป) แต่เป็นความแตกต่างๆ ที่เราก็ต้องรับผิดชอบ ลงมือของเราไป

ว่าด้วยความรอบคอบในการพิจารณาข้อเสนอ จากประสบการณ์โดยตรงของผมเอง สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างมากในการพิจารณาข้อเสนอก็คือ เราไม่ได้ตระหนักว่าภายใต้ข้อเสนอที่เราเห็นด้วยและสนับสนุนนั้น จะมีผลกระทบอะไรกับใครบ้างในสังคม และการสนับสนุนข้อเสนอนั้นเราต้องยินยอมที่จะแลก (trade-off) ด้วยอะไร สิ่งนี้เป็นปัญหาอย่างมาก คือ คนส่วนใหญ่ คิดเอาแต่หวังจะได้ข้อเสนอดีๆ โดยมองไม่เห็น

ผลกระทบที่มีต่อคนอื่นและมองไม่เห็นว่าตนเองต้องรับผิดชอบอะไรในข้อเสนอนั้น เช่น เรามักสนับสนุนให้เพิ่มงบประมาณแผ่นดินเพื่อกิจการ A แต่ มักที่จะลืมคิดว่า การเพิ่มงบให้กิจการ A จำเป็นต้องลดงบประมาณในกิจการ B หรือ C  หรือ ลืมคิดไปว่า ถ้าต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อกิจการ A …เราพร้อมที่จะจ่ายภาษีรายได้ส่วนบุคคลเพิ่ม เพื่อสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณไหม

หากการพิจารณาข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาสาธารณะยังไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับความรับผิดชอบตัวเองของปัจเจกได้ เราก็ไม่อาจพัฒนาสำนึกพลเมืองให้เกิดกับปัจเจกที่จะรับผิดชอบต่อบ้านเมืองได้เช่นกัน

เพราะสุดท้ายสิ่งที่ต้องตระหนักให้มากก็คือ หลังจากเวทีสมัชชาปฏิรูปที่มีคนนับฟันนับหมื่นมาพูด มาแสดงความคิด มายืนยันสนับสนุนความคิดความเชื่อในข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมื่อเขาเหล่านั้นกลับบ้าน กลับไปสู่ภาระงานในชีวิตปกติแล้ว เขาได้ลงมือกระทำการอะไรเพื่อรับผิดชอบกับความคิด ความเชื่อ รับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้พูดสนับสนุนในเวทีสมัชชาหรือไม่ ต่างหาก

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 1, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: