RSS

ตลาดอุดมศึกษา : จ่ายครบ-จบแน่…….ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

10 มิ.ย.

การจัดการศึกษา ของไทยมักสะท้อนความเสื่อมมากกว่าความเจริญ ตลาดอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ประสบความสำเร็จเพียงประการเดียวคือ การเพิ่มสัดส่วนผู้ที่เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่การเปลี่ยนแปลงทางปริมาณนี้มิได้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของ ตลาด และไม่เป็นผลดีต่อผู้สำเร็จการศึกษาเอง

ความเสื่อมโทรมที่ปรากฏให้เห็นเป็นการสร้างกองทัพบัณฑิตผู้ว่างงาน ซึ่งแอบแฝงในรูปของการทำงานไม่ตรงสาขาที่เล่าเรียนมา การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และการเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ

ภาคเศรษฐกิจมีความยากลำบากในการจัดหาลูกจ้างที่มีคุณภาพ หรือไม่ก็ไม่สามารถให้อัตราเงินเดือนที่สูงเพียงพอสำหรับผู้สมัครงาน นักศึกษาจำนวนมากขาดความกระตือรือร้น ในขณะที่อาจารย์อึดอัดกับคุณภาพของนักศึกษา นักศึกษาระดับปริญญาตรีมีคุณภาพดีกว่านักศึกษาระดับปริญญาโทและบางแห่งนัก ศึกษาระดับปริญญาโทเก่งกว่านักศึกษาระดับปริญญาเอก

ทิศทางที่น่าเป็นห่วงในระยะยาว คือความสามารถในการแข่งขันในทางเศรษฐกิจที่อ่อนด้อยลงพร้อมๆ กับความเป็นสังคมเส้นสาย กำลังส่งเสริมให้แรงงานคุณภาพสูงบางส่วนถูกดึงดูดไปต่างประเทศ ส่วนแรงงานคุณภาพต่ำแต่มีการศึกษาสูงกลับไม่เป็นที่ต้องการของตลาด กองทัพผู้ว่างงานนี้อาจต้องอาศัยการว่าจ้างในภาครัฐ ซึ่งก็มีอัตราตำแหน่งที่จำกัดและมีปัญหาผู้ที่เกษียณอายุยังหาช่องทางให้ได้ รับการว่าจ้างต่อ ดังนั้นจึงต้องหันไปศึกษาต่อหรือไม่ก็ไปประกอบอาชีพส่วนตัว ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นภาระของสังคม

ถึงแม้ว่ากองทัพผู้มีการศึกษาเหล่านี้ ต้องการทำงานที่ไม่ใช้ความรู้ แต่ยากที่จะแข่งขันกับคนงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่อดทนกว่าและพร้อม รับค่าจ้างที่ต่ำกว่ามาก (เช่นประมาณร้อยละ 40-60 ของแรงงานไทย)

ยิ่งถ้าในอนาคตแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสามารถทางภาษาอังกฤษ เริ่มเข้ามาแข่งขันกับคนไทยในตลาดแรงงานฝีมือ ความกดดันนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขยายกว้างมากขึ้นนั่นคือประเทศไทยกำลัง เสี่ยงอย่างมากกับการลงทุนทางการศึกษาที่สูญเปล่าและขาดคุณภาพ กำลังคนจำนวนมากเหล่านี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการลงทุนทางการศึกษาแบบหวังน้ำ บ่อหน้านี้ได้ เนื่องจากงานระดับล่างไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ตนจะแข่งขันกับแรงงานจากประเทศ เพื่อนบ้านได้

และนี่จะเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ในปัจจุบันมีความต้องการทาง การศึกษาในระดับอุดมศึกษามากเกินจริง ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาสถานศึกษาล้นเกินในระยะยาว

ความต้องการทางการศึกษาของกองทัพผู้ว่างงานได้รับการตอบสนองอย่างดีจาก การจัดการศึกษาของรัฐ ด้วยการเปิดให้มีมหาวิทยาลัยจำนวนมากมายถึงกว่าร้อยมหาวิทยาลัย และมีหลักสูตรมากมายที่ด้อยคุณภาพเพื่อทำธุรกิจกับอุปสงค์เทียมของผู้ว่าง งานเหล่านี้

การศึกษาประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” จึง สะท้อนความตกต่ำของการศึกษาไทยและที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง ก็อาจเป็นผลมาจากการซื้อเวลาของผู้รับผิดชอบที่มิกล้าตัดสินใจใดๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

คำถามคือการจัดการศึกษาของรัฐได้แก้ไขปัญหาความด้อยคุณภาพของการศึกษา อย่างไร ที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดสองส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกมีการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องข้าราชการระดับสูงคือผนวกทบวงมหาวิทยาลัยเข้าไว้ที่กระทรวง ศึกษาธิการ และแก้ไขปัญหาความเทอะทะของกระทรวงศึกษาธิการด้วยการแบ่งโครงสร้างภายใน กระทรวงเป็นแท่งๆ ให้มีจำนวนตำแหน่งผู้ใหญ่มากขึ้น หรือไม่ให้มีใครมีอำนาจการตัดสินใจได้ แทนที่จะกระจายอำนาจการบริหารออกไปสู่ระดับล่างกลับกลายเป็นการแบ่งแยกอำนาจ ตามแนวนอน เฉพาะในระดับบนซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจแบบหนึ่ง

ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาหลักสูตรประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาในเชิงรูปแบบกระบวนการด้วยการออกระเบียบมาควบคุมสถาบัน การศึกษาและให้มีระบบมาตรฐานขั้นต่ำคล้ายโรงงาน มีการสร้างตัวชี้วัดมากมายและมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องจัดทำให้ได้ตัวเลขเพื่อใช้ในการประเมิน โดยผู้จัดทำระเบียบอาจหวังว่าความตั้งใจดีของสถาบันการศึกษาจะมากขึ้น และการทำงานที่ลำบากจะทำให้ความขยันในการจัดทำหลักสูตรเชิงพาณิชย์ลดลง

ทว่าการแก้ไขด้วยวิธีนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

1.ประสิทธิภาพทางการศึกษาถดถอยลง รัฐมีภาระด้านงบประมาณและกำลังคน สำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานในขณะที่สถาบันการศึกษาเอง มีภาระหน้าที่ที่จะต้องทำงานเอกสารและการประชุมให้หน่วยงานมาตรฐานเหล่านี้ ทุกปีๆ ละหลายมาตรฐาน จำต้องปรับภารกิจมาให้งานเอกสารเพื่อให้ส่วนกลางยังมีอำนาจและมีงานทำ มหาวิทยาลัยทุกแห่งได้รับผลกระทบคล้ายคลึงกับที่โรงเรียนต่างๆ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่อ่อนด้อยลงเพราะครูนั้นต้องปฏิบัติหน้าที่อื่น ที่ตนไม่ถนัด และมิใช่ภารกิจหลักด้านการสอนหรือการดูแลอบรมนักเรียน

2.มาตรฐานที่กำหนดขึ้นเป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณที่ไม่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ และเป็นการออกแบบให้ใช้กับสถาบันการศึกษาทุกแห่งเหมือนกันหมด มิได้แยกระหว่างหลักสูตรที่อาจมีปัญหาคุณภาพออกจากหลักสูตรที่มีความน่า เชื่อถืออยู่แล้ว ไม่มีการแยกหลักสูตรใหม่กับหลักสูตรเก่า ไม่มีการแยกหลักสูตรนานาชาติออกจากหลักสูตรภาษาไทย และมิใช่ตัวชี้วัดที่จะช่วยให้มีการปรับปรุงคุณภาพด้วย รัฐได้เพิ่มความน่าเชื่อถือของการประเมินด้วยการเพิ่มรายละเอียดตัวชี้วัด จนกระทั่งต้องปรับจำนวนตัวชี้วัดลงบ้างในเวลาต่อมา ระบบตัวชี้วัดเป็นระบบค่าเฉลี่ยที่ในทางปฏิบัติจะไม่มีผลต่อการยุติหลักสูตร ที่มีคุณภาพต่ำแต่อย่างใด ความจริงแล้วคุณภาพจะอยู่ที่ระดับสาขาวิชา และถ้าหากจำเป็นก็ต้องมีเป้าหมายการประเมินที่มีประโยชน์จริงซึ่งต้องอาศัย ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสาขาวิชานั้นๆ

3.ระบบมาตรฐานส่วนกลางเป็นเพียงพิธีกรรมที่ขึ้นต้นด้วยความหวังว่าจะทำ ให้การศึกษามีมาตรฐาน แต่ในทางตรงข้ามกลับกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่หลักสูตรประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” หลักสูตรประเภทนี้ไม่มีปัญหาเลยในการจัดทำเอกสารและการจัดการให้ผ่าน เงื่อนไขของรัฐ และอาจรู้สึกคุ้มค่าเสียด้วยซ้ำที่งานเอกสารสามารถแลกกับการดำรงอยู่ตาม มาตรฐานขั้นต่ำมาก

เงื่อนไขที่ใช้ในการเป็นหลักสูตรเป็นเพียงเกณฑ์ทางปริมาณที่ใช้กับทุก สถาบันทั้งที่มีและไม่มีคุณภาพเหมือนกันหมด เช่นอาจารย์ประจำหลักสูตรเป็นได้เพียงหลักสูตรเดียว การมีจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตร 5 คนต่อหลักสูตร และมีกรรมการผู้รับผิดชอบหลักสูตรจำนวน 3 คน

ข้อกำหนดสำหรับหลักสูตรพิเศษระดับปริญญาเอกเหมือนกับระดับปริญญาโทโดยไม่ มีเงื่อนไขคุณภาพของผู้บริหาร ผู้สอนและผู้เรียนที่แตกต่างออกไป การแก้ไขปัญหาความด้อยคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องใช้นโยบายอื่น ระบบการประเมินคุณภาพจะต้องหวังผลได้ และมีความประหยัด จึงควรเป็นแบบของสหรัฐอเมริกาที่จะไม่ประเมินตลอดเวลาและจะประเมินแบบพิเศษ เพื่อให้การยอมรับหรือไม่ยอมรับหลักสูตร ไม่ควรดำเนินในลักษณะปัจจุบันตามแบบของอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่มีสถาบันการ ศึกษาเพียงไม่กี่แห่งและมิได้มีปัญหาเหมือนของไทย

การจัดการศึกษาแบบจ่ายครบ-จบแน่ สะท้อนว่ารัฐบาลนั้นขาดความเอาใจใส่ในการปฏิรูปทางการศึกษาให้มีคุณภาพ ที่จะเป็นการให้โอกาสที่แท้จริงและถาวรแก่ประชาชน มหกรรมของการประเมินทั่วทุกส่วนงาน ทุกชั้นเรียน ทุกคนและตลอดปีเป็นเพียงการหลงทางและเป็นความเกินเลยที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหา คุณภาพและการทำธุรกิจกับอุปสงค์เทียมได้

นโยบายเช่นนี้จะไม่ทำให้การ อุดมศึกษาของไทยดูดีกว่าวิธีการแม่แบบอย่างอังกฤษซึ่งร่ำรวยกว่ามาก หากแต่ได้บั่นทอนคุณภาพการศึกษาด้วยเหตุแห่งการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดนั่นเอง

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 10, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: