RSS

“สมยศ เชื้อไทย” ทุกก้าวย่าง อย่างครูกฎหมาย ปรมาจารย์ เขาสอนหนังสือกันอย่างไร ?

15 มิ.ย.

อ.สมยศ….เป็นตัวอย่างครูที่ผมอยากเอาอย่างครับ…แม้โดยความรู้ ความสามารถคงต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่โดยความตั้งใจที่จะถ่ายทอดวิธีคิดให้ลูกศิษย์ผมก็เต็มที่ครับ ขอคาราวะครูนอกห้องเรียนด้วยคนครับ …………………………………………………………………………………………………………….   จุลสารสมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่มล่าสุด  นำเสนอบทความเรื่อง “ทุกก้าวย่าง อย่างครูกฎหมาย” เพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นเครื่องแสดงคารวะในความรู้และคุณธรรมของครูกฎหมาย ชื่อ “สมยศ เชื้อไทย”  อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่ผ่านอายุครบ 5 รอบ   อาจารย์สมยศ มีหลักคิดในการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย นั่นคือ การให้คือความสุข  ตะวันตกทำให้เรากลวงในศีลธรรม แต่ตะวันออกทำให้จิตใจเราเจริญงอกงาม   “มติชนออนไลน์” นำเสนอเรื่องราวของ ครูกฎหมายที่ชื่อ สมยศ เชื้อไทย ซึ่งเราเชื่อว่า ครูพันธุ์นี้ใกล้สูญพันธุ์ เข้าไปทุกที


สอนวิธีคิด

ผมเป็นอาจารย์มาตั้งแต่ปี 2517 เริ่มต้นก็เป็นอาจารย์ติวก่อน แต่วิชาที่ผมชอบสอนมากที่สุด คือ วิชานิติปรัชญา ผมจะใส่หลักธรรมะเข้าไปด้วย ในช่วงหลังผมพยายามใช้วิธีบรรยายให้น้อยลง แต่จะใช้วิธีถามคำถาม และกระตุ้นให้นักศึกษาคิดและตอบ อีกวิชาหนึ่งที่สำคัญคือ วิชาแพ่งหลักทั่วไป เป็นวิชาแรกที่ต้องสอนเด็ก ที่ไม่เคยเรียนกฏหมายให้รู้จักกฏหมาย ทำความเข้าใจกฏหมายซึ่งสำคัญมาก ผู้สอนต้องมีประสบการณ์การสอนสูงจึงจะทำให้นักศึกษาที่เข้ามาใหม่สามารถ เริ่มต้นการศึกษาวิชากฏหมายได้ดี
ในตอนที่ผมสอนนักศึกษาอาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด เพราะยังใหม่อยู่ แต่ผมจะสอนวิธีคิดไว้ให้คิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งผลพวงจะมาปรากฏให้เห็นที่วิชานิติปรัชญาว่า นักศึกษามีวิธีคิดหรือไม่ บางครั้งพอไปเจอศิษย์เก่าได้คุยไม่เท่าไหร่ จะรู้ทันทีว่าจบจากธรรมศาสตร์ เพราะมีวิธีคิดที่แสดงให้เห็นเช่นนั้น ที่ธรรมศาสตร์เราสอนแบบสำนักคิด มีวิธีคิด มีหลักในการคิด จากประสบการณ์ในการสอนทำให้ผมเข้าใจว่า บางครั้งนักศึกษาที่ไม่เข้าใจในวิชาที่สอนทั้งๆที่เข้าเรียน อาจเป็นเรื่องของวิธีคิด ซึ่งการแก้ปัญหาเราจะต้องปรับวิธีคิด วิธีเรียนของนักศึกษาเสียก่อน
เช่น ในวิชานิติปรัชญา ถ้านักศึกษามีวิธีคิดแบบนิติศาสตร์โดยแท้ก็จะไม่เข้าใจในวิชานี้ เดี๋ยวนี้ผมให้ความสำคัญกับการสอนวิธีคิดให้นักศึกษามากขึ้น ถ้านักศึกษาไม่เข้าใจ ผมจะเรียกมานั่งคุยสองคนว่าไม่เข้าใจตรงไหน ต้องทำให้เข้าใจ ยิ่งไม่เข้าใจยิ่งท้าทาย ถ้านักศึกษาไม่เข้าใจ แล้วมาถาม ผมจะถามกลับไปว่า เรื่องนี้คุณคิดอย่างไร คุณต้องเริ่มคิดของคุณก่อน ผมจึงจะแนะวิธีคิดให้ เหมือนไปที่ไหนแล้วเค้าปิดประตูอยู่ แล้วเดินกลับเลน ก็จะเข้าไปในห้องหรือสถานที่นั้นไม่ได้ คุณก็ต้องพยายามผลักหน่อยดันเอาหน่อย ถ้าไม่ล็อก ประตูจะค่อยๆเปิดเอง ผมจะสอนให้เค้าคิดและพยายาม เสี้ยวหนึ่งก็ยังดี แต่อย่าตอบว่าไม่ทราบ ผมชื่นชมเสมอถ้าคุณพยายามตอบ เพราะนั่นคือประตูที่จะนำไปสู่ความเข้าใจ  


ความสงสัยคือ ความโง่  

สมัยก่อนผมคิดว่า “ความสงสัยคือความโง่” แต่ตอนนี้กลับคิดใหม่ “ถ้าสงสัยต้องดีใจเพราะเป็นความรู้” โดยเน้นแบบโสคราติส (Socrates) ที่ว่า “ความสงสัยคือความรู้”

ผมไม่ชอบสีน้ำตาล

ตลอดชีวิตการเป็นครู ผมตรวจข้อสอบมาเป็นหมื่นๆข้อแล้ว แต่ก่อนอาจารย์มีน้อย อาจารย์ต้องสอนและตรวจข้อสอบเยอะมาก บางภาคเรียน ผมเคยตรวจเป็นพันๆข้อ ผมสนใจตรวจข้อสอบ เพราะถือเป็นการประเมินการสอนของเรา ทำให้ทราบว่าในประเด็นไหนที่อธิบาย ไม่ชัดเจนหรือนักศึกษาเข้าใจไปอีกอย่าง ซึ่งเราต้องอธิบายให้ชัดขึ้น ขยายความให้มากขึ้น การตรวจข้อสอบจึงช่วยให้ผมพัฒนาการสอนได้ดีขึ้น แต่ก็มีบ้างที่รู้สึกว่ามันมากเกินไป ในบางครั้งพอผมเห็นซองสีน้ำตาล ผมแทบไม่อยากจะทำอะไร แต่ตอนหลังผมได้หลักธรรมะจากท่านอาจารย์พุทธทาสว่า ให้ถือว่า การทำงานของเราคือการปฏิบัติธรรม
ตอนนี้พอผมได้ข้อสอบ    ผมจะคิดว่าเราได้ปฎิบัติธรรมแล้ว เราได้ทำสมาธิ พอเริ่มตรวจข้อสอบผมจะหยุดทุกอย่าง ปิดโทรศัพท์ นั่งลง ตรวจข้อสอบอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง ในบางครั้งก็ปวดตา ปวดหลัง แต่ก็รู้สึก ไม่รู้เบื่อเหมือนสมัยก่อน สำหรับเทคนิคในการตรวจข้อสอบ ผมจะใช้วิธีสุ่มอ่านคำตอบก่อน เพื่อกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน จากนั้นจึงจะเริ่มลงมือตรวจ ในการตรวจข้อสอบจะใช้วิธีตรวจทีละข้อ เพราะสามารถทำให้ตรวจข้อสอบได้เร็ว ถ้าตอบถูกจะตรวจเร็ว แต่ถ้าตอบผิดหรือก้ำกึ่งจะช้า คำตอบประเภทนี้ผมจะดึงออกมาก่อน เพราะจะทำให้ความเร็วในการตรวจลดลง
ส่วนเกณฑ์การให้คะแนนของผมจะให้ทฤษฏีดอกบัว ผมจะปัดคะแนนให้กับนักศึกษาที่ได้ 59 คะแนน เพราะผมเห็นว่านักศึกษาที่ได้ 59 คะแนน กับนักศึกษาที่ได้ 60 คะแนน ไม่ได้ต่างกัน นักศึกษากลุ่มนี้เหมือนกับบัวที่จะบานในวันรุ่งขึ้น ส่วนนักศึกษาที่ได้ 58 หรือ 57 คะแนน ผมจะพิจารณาจากคะแนนที่ได้รายข้อ ถ้าตอบได้ในเกณฑ์ 14 หรือ 15 คะแนน และมีบางข้อพลาดไปได้ 8 หรือ 9 คะแนน ก็อาจจะบวกคะแนนเพิ่มให้จาก 14 คะแนน เป็น 15 คะแนน สองหรือสามข้อไม่มีปัญหา
นักศึกษากลุ่มนี้เหมือนดอกบัวที่จะบานในวันต่อๆมา สำหรับวิชาที่ตรวจข้อสอบยาก คือ วิชานิติปรัชญา เพราะเป็นวิชาที่ฝึกให้นักศึกษาคิดได้ คิดเป็น และมีวิธีคิด การให้คะแนนจะต้องพิจารณาจากการจัดระเบียบความคิดของนักศึกษา ถ้าสามารถจัดระเบียบความคิดได้ก็ใช้ได้ ในส่วนของนักศึกษาที่สอบตกก็จะมาขอคำแนะนำในการตอบข้อสอบ ซึ่งผมก็ได้ให้คำแนะนำไป

แต่ที่มีปัญหาคือ นักศึกษาที่ตกวิชาเดียวหลายครั้ง เรียกว่า “พวกโรควิชาเดียว” นักศึกษากลุ่มนี้จะเบื่อการอ่านเพราะต้องอ่านซ้ำเก่าและคิดว่ารู้แล้ว จึงไม่ค่อยอ่าน หรืออ่านอย่างไม่ถี่ถ้วน ตอบข้อสอบก็ตอบแบบเดิมๆ ก็ตกเหมือนเดิม เพราะว่าไม่รู้ ว่าผิดตรงไหน และมักตื่นเต้นในการทำข้อสอบ ในการแก้ปัญหา จึงให้นักศึกษาตอบข้อสอบมาให้ผมตรวจ เพื่อจะแนะนำการตอบข้อสอบให้ถูกต้อง


ครูต้นแบบ
ใน สมัยผมเป็นนักศึกษา อาจารย์ที่มาสอนก็เป็นปรมาจารย์ทั้งนั้น หลายๆท่านก็จะมีวิธีการสอนที่แตกต่างออกไป ผมก็เอามาจากหลายๆท่าน อย่างท่านอาจารย์พจน์ บุษปาคม ท่านสอนละเมิด ท่านจะสอนจากกรณีศึกษา (Case) ให้เรารู้จักคิดว่ากรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักกฏหมายอะไรบ้าง ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านจะเน้นในเรื่องของคุณธรรม การคิดกฏหมายอย่างละเอียดลึกซึ่ง ก็เรียนรู้จากท่านอาจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ และวิชานับนิ้วผมก็เอามาจากท่านอาจารย์หยุด แสงอุทัย ซึ่งท่านใช้สอนในวิชากฏหมายอาญา ผมก็เอาใช้กับการสอนในวิชากฏหมายแพ่ง ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ ทำให้การคิดของเราเป็นจังหวะเป็นระบบ ส่วนความคิดเชิง Concept ก็ได้จาก ท่านอาจารย์ปรีดี เกษมทรัพย์ รวมทั้งวิธีคิดในเชิงทฤษฎีกฏหมายก็เรียนรู้มาจาก ท่านอาจารย์ปรีดี เป็นส่วนใหญ่ และเริ่มรู้สึกเป็นนักวิชาการก็มาจากท่าน และสำนึกในบุญคุณของท่านอาจารย์มาจนถึงปัจจุบันนี้
ก่อนที่ผมจะไปสอน ผมจะเตรียมการสอนทุกครั้ง อย่างน้อยที่สุด 15 นาที ผมจะทำสมาธิ วันหนึ่งต้องสอนหลายวิชา ทำอย่างไรจะพูดเรื่องที่สอนให้ดีขึ้นๆ งานสอนทำให้เราไม่หยุดคิด คิดได้ลึกขึ้น คนนั่งรอเรา เป็นร้อย ต้องใส่ใจ ผมจะบอกอาจารย์รุ่นน้องเสมอว่า เราเป็นมืออาชีพ อย่าทำแบบไม่ได้เตรียม ……………………………………………………………


ชีวิตของคนธรรมดาๆ ชีวิตของ “ครู” คนหนึ่ง


จากการที่มีพ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน ทำให้อ่านวารสารผู้ใหญ่บ้าน ทำให้ได้อ่านวารสารผู้ใหญ่บ้านจนเกิดความชอบในตัวบทกฏหมาย ความประทับใจในการทำหน้าที่ของพ่อที่ใช้กฏหมายในการแก้ปัญหาให้ลูกบ้าน และค่านิยมของคนใต้ที่มีต่อวิชาชีพกฏหมาย สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้อาจารย์สมยศเกิดความชอบและต้องการที่จะมาเรียนกฏหมาย ที่ธรรมศาสตร์ ประกอบกับได้ช่วยครูสอนหนังสือตั้งแต่เด็ก และการเป็นติวเตอร์ให้กับเพื่อนๆที่ทำกิจกรรมร่วมกันที่ธรรมศาสตร์ ก็เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้อาจารย์สมยศ ได้ก้าวมาสู่ชีวิตการเป็นครู เส้นทางชีวิตที่ดูธรรมดาๆ เป็นเหตุเป็นผลเช่นนี้ กลับสะท้อนให้เห็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา อาจจะหาพบได้ยากในสังคมปัจจุบัน ที่ผู้คนมุ่งตรงไปยังผลที่จะได้รับมากกว่าเหตุและผล การเรียนกฏหมาย ในปัจจุบันจึงอาจไม่ใช่การเรียนเพราะความชอบหรือความต้องการนำความรู้ทาง กฏหมายไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคม (ที่ไม่เหมือนในอดีต) ซึ่งอาจเป้นโอกาสที่นำไปสู่ตำแหน่งสำคัญ สถานะทางสังคม และค่าตอบแทนที่สูงกว่าอาชีพอื่นๆ ชีวิตธรรมดาๆของอาจารย์สมยศ จึงอาจถือเป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตที่มีเป้าหมายและมีความมุ่งมั่น ที่จะทำในสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ โดยมิได้มุ่งหวัง เพียงผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับ และเมื่อชีวิตได้ก้าวสู่การเป็นครู อาจารย์สมยศ ก็เป็นผู้ที่มีความตั้งใจ ที่จะพัฒนาการสอนของตนเองอยู่เสมอ
โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ต้องการให้ลูกศิษย์สามารถเรียนรู้ และเข้าใจในวิชาที่สอนได้อย่างถี่ถ้วน และที่สำคัญอาจารย์สมยศยังได้สอนความเป็นคนให้เกิดขึ้นในจิตใจของลูกศิษย์ สอนให้มองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น สอนให้รู้จักการให้ โดยเฉพาะนักกฏหมาย จะต้องใช้ความรู้ทางกฏหมายให้เป็นประโยชน์แก่คนในสังคม ชีวิตของอาจารย์สมยศ เป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตธรรมดาและเรียบง่ายและเป็นตัวอย่างของครูที่ทำ หน้าที่ความเป็นครูได้อย่างสมบูรณ์

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: