RSS

“กระบวนการยุติธรรม กระบวนการที่ต้องปฏิรูปด่วน!”

26 มิ.ย.

จากเวทีสัมมนาในหัวข้อ “กระบวนการยุติธรรม กระบวนการที่ต้องปฏิรูปด่วน!” เมื่อวันที่ 24มิ.ย. ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 ตึกเอนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดย สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้มีการปฏิรูปใหญ่อย่างจริงจัง ทำให้ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมตอบสนองสังคมไม่ได้ หรือไม่สามารถหยิบยื่นผลผลิตให้กับสังคมและประชาชนให้เกิดความมั่นใจและเกิด ความศรัทธา จนกลายเป็นเงื่อนไขความไม่สงบสุขของประชาชนอย่างหนึ่ง

ประเทศไทยควรทำให้เกิดการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม เพราะเป็นปัญหาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบความยุติธรรม การจัดระเบียบ ขั้นตอน มากกว่านั้นกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่สามารถเป็นหลักประกันของสังคมให้มั่นคงได้ เพราะถูกครอบงำด้วยอำนาจรัฐ การเมือง เงิน รวมถึงอำนาจอื่นๆ ที่ทำให้ระบบยุติธรรมเสื่อม

ปัญหาใหญ่ก็คือ การที่กระบวนการยุติธรรมอยู่ภายใต้อำนาจการเมือง เกิดการแย่งชิงอำนาจ อยู่ภายใต้ความเอนเอียงหรือเป็นไปตามผลตอบแทนของอำนาจนิยม กล่าวคือ การถูกควบคุมด้วยอำนาจเงินและอำนาจเถื่อน กลายเป็นว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งไม่ได้ เท่ากับความล่มสลาย ถ้าอยู่ต่อไปก็เสมือนเป็นเชื้อร้ายลามไปยังจุดอื่นๆ ที่มองไม่เห็น คำถามก็คือว่าแล้วปัญหาตรงนี้จะแก้อย่างไร

ดร.จรัญ ได้ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม คือ อยากได้กระบวนการยุติธรรมใหม่ ที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของประชาชน ตำรวจ พนักงานอัยการ ทนาย ตุลาการ ต้องผ่านการตรวจสอบจากประชาชน และถือเอาประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ไม่รับใช้อำนาจการเมือง ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม ไม่สยบยอมต่ออำนาจของเงิน เป็นต้น เมื่อยึดความถูกต้องและสามารถทำได้  เรื่องอื่นๆ ก็เป็นเพียงแค่รายละเอียด ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงค่อยๆ ปรับ โดยยึดกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติเจริญทันตาเห็น

ส่วนใครจะเป็นคนทำ และทำอย่างไรนั้น ตรงนี้มองว่า ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน เพราะไทยตกเป็นทาสของฝรั่ง ไม่มีนักกฏหมายคนไหนเป็นตัวของตัวเอง ฉะนั้นจึงต้องมีการปฏิรูปนักนิติศาสตร์ด้วย เพราะนักนิติศาสตร์เรียนเมืองนอก ถ่ายทอดมุมมองเฉพาะเมืองนอก ซึ่งไม่เหมาะสำหรับที่ใดที่หนึ่ง ทุกคนต้องมาช่วยกันคิดหาทางสว่างว่า กระบวนการยุติธรรมใดที่เหมาะสม และสร้างผลผลิตให้กับประชาชนมากที่สุด  ด้วยองค์ประกอบที่พร้อมและไม่พร้อมในสังคมไทย ทั้งนี้ไม่มีใครที่มีพลังพอในการรวบรวมนักคิดนักปฏิบัติที่กระจายตามจุด ต่างๆ มารวมกันได้ มองเพียงว่าเป็นเรื่องของใครของมัน ห้ามข้ามสายงานกัน เลยทำให้การปฏิรูปไม่สำเร็จ แต่ก่อนที่ทำได้เพราะถูกกดดันและจำเป็น มากกว่านั้นคือต้องมีอำนาจที่ใหญ่พอจึงจะทำได้ และการปฏิรูปกฎหมายต้องสอดรับกับประโยชน์ของชาติด้วย ที่ผ่านมา 4 ปี ไม่มีนักการเมืองคนไหนพูดถึงประเด็นนี้เลย

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมแค่ขอบเขตไม่สามารถทำได้ เพราะต้องปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม อย่างน้อยบุคลากรก็เป็นตัวขับเคลื่อนระบบยุติธรรมด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้การศึกษากฎหมายของไทยยังไม่มีการปฏิรูป เนื่องจากไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ สร้างนักกฎหมายเพื่อไปค้ำจุนศาล ซึ่งเป็นภาระกิจใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ความถูกต้องเป็นธรรมเท่านั้น ก่อนที่ปฏิรูปกฎหมาย แนวคิด มุมมอง และรูปแบบให้มีกระบวนการที่ชัดเจนมากขึ้นตามมา ทั้งนี้นักกฏหมายไม่มีความเฉพาะด้าน รู้เหมือนเป็ด ขาดความเชี่ยวชาญ มากกว่านั้น ประเทศไทยไม่มีประมวลกฎหมายพาณิชย์ พอเกิดคดีขึ้นมา ก็ไปใช้ประมวลกฎหมายแพ่ง ทั้งที่เป็นคนละระบบกัน

นอกจากนี้อยากจะเสนอแนวคิดส่วนตัว โดยที่ไม่มีทฤษฎีใดมาอ้าง คือ ต้องใช้ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักในการปฏิรูปกฎหมาย ทุกมาตราต้องสนองประโยชน์ของประเทศชาติ และสอดรับพฤติกรรมประประชาชน การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้กฎหมายให้สัมฤทธิ์ผล กล่าวคือ  การไม่เปลี่ยนตัวคนร้าย ให้คนอื่นมารับภาระแทนในสิ่งที่ไม่กระทำ ไม่ทำร้ายคนบริสุทธิ์รับโทษ (จับแพะ)  ต้องทำให้คนบริสุทธิ์ตกเป็นคดีอาญาให้น้อยที่สุด มากกว่า นั้นคือไม่เปลี่ยนรูปคดี คือเปลี่ยนผิดให้เป็นถูก บิดเบือนผู้กระทำผิด หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งการบิดเบือนได้ทำให้กระบวนการยติธรรมจบไป

ขณะเดียวไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ทั้งนี้เจ้าหน้าที่หรือพนักงานอัยการต้องไม่เป็นผู้กระทำผิดเสียเอง เนื่องจากไม่มีใครกล้าหรือมีพลังพอเข้าไปจับได้  และกระบวนการยุติธรรมที่มีค่ามากที่สุดนั่นก็คือ ใช้การป้องกันมากกว่าการปราบปราม สางคดีเพื่อข้อพิพาทให้น้อยลงในการลดคดีเข้าสู่ศาล เมื่อเกิดคดีขึ้นก็ควรจะบำบัดมากกว่าการลงโทษ หรือลงโทษเท่าที่จำเป็นก็พอ จากสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถทำได้ อาจจะดีหรือไม่ดี แต่อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ ศ.ดร.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า เรื่องของกระบวนการยุติธรรมเป็นประเด็นที่คุยกันมาอยู่ตลอด แต่ยังไม่มีการขับเคลื่อน  คำถามก็คือว่า จะขับเคลื่อนตรงนี้ได้อย่างไร ซึ่งประกอบไปด้วย 2 เรื่อง คือ การปฏิรูปกฎหมาย และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยทั้ง 2 เรื่องนี้รัฐธรรมนูญได้เขียนแยกกัน ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

ในอดีตตะวันตกไม่ให้ความเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมไทย จนเกิดสภาพสิทธินอกอาณาเขต ก่อนที่ ร.5 จะปฏิรูปเพื่อสร้างความเชื่อถือขึ้นมา และการปฏิรูปนั้นควรจะปฏิรูป 3 ด้านพร้อมกัน คือ 1.ตัวบทกฎหมาย ตรงไหนที่ไม่ดีหรือก่อให้เกิดการเข้าใจผิดก็ควรจะปรับปรุง 2.ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ควรมีการบังคับอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม และ 3.ปฏิรูปการเรียนการสอน เพราะทุกวันนี้นักกฏหมายยังไม่เข้าใจถึงรากเหง้าที่ดีพอ เกิดความเบี่ยงเบนคนละทิศละทาง แม้กระทั่งคณะกรรมการปฏิรูปในชุดของหมอประเวศ วะสี หรือชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน ยังไม่มีความเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การปฏิรูปต้องมีการวิจัย ที่ไม่ใช่การนั่งทางใน และที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้ามามีบทบาท ฟังเสียงของประชาสังคมให้มากขึ้น มีการดีเบตกันก่อนจะได้ข้อสรุป

เรื่องต่อมาคือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมมีหลายประเภท ที่สำคัญคือคดีทางอาญา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สิน เป็นส่วนหนึ่งในเสริมสร้างการพัฒนาประเทศทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการที่ประเทศญี่ปุ่นสามารถพัฒนาประเทศได้นั้น เพราะกระบวนการยุติธรรมเข้มแข็ง กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ดี จะต้องมีประสิทธิภาพในการบังคับและคุ้มครองสิทธิได้จริง มีการตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบของผู้บังคับใช้กฎหมาย เพราะประเทศที่เจริญและเป็นประชาธิปไตย ล้วนแล้วกระบวนการยุติธรรมมีความเข้มแข็ง

กระบวนการยุติธรรมทางอาญา มีปัญหาอยู่ 2 เรื่อง คือ ประสิทธิภาพ และการคุ้มครองสิทธิ และมีปัญหาในเรื่องของการจัดการ การบังคับใช้ อีกทั้งการใช้งบประมาณในด้านการจัดการสูง มีแต่การดำเนินคดีโดยไม่มีการบริหาร ขาดการแยกแยะ การแก้ปัญหาก็คือ การลดปริมาณคดีไปสู่ศาลให้มากที่สุด โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องของการจัดการ หรือการบริหารงาน ต้องมาทบทวนใหม่ การบังคับคดีทางอาญาก็ต้องทำใหม่ ปัญหาต่อมาก็คือคนล้นคุก จากจำนวน 2 แสนกว่าคน ทั้งที่บรรจุได้แค่แสนกว่าคน จะต้องมีการลดคดีเข้าสู่สายพาน หรือศาลควรเข้มงวดในการประทับฟ้อง

การตรวจสอบความจริงก็ยังคงต้องปฏิรูปด้วยเช่นกัน เนื่องจากเกิดความล่าช้า ไม่เป็นเอกภาพ ต้องให้ความจริงเป็นภาวะวิสัย ทั้งนี้ความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานก็มีความสำคัญ ที่ผ่านมาเจ้าพนักงานขาดประสิทธิภาพ ขาดการบริหารที่ดี รวมถึงขาดการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ต้องทำต่อไป คือกระบวนการฟ้องร้องต้องเป็นกระบวนการเดียว องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบอำนาจเจ้าพนักงานต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญก็คือประชาชนเข้าใจเรื่องของการในกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมเริ่มมีการปฏิรูปจริงๆ เมื่อปี 40 ผู้พิพากษาที่ไม่นั่งพิจารณาในชั้นศาลทำความเห็นไม่ได้ และตามรัฐธรรมนูญก็บอกไว้ว่าการพิจารณาต้องถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม อีกทั้งมีการเพิ่มสิทธิผู้ต้องขังต้องเพิ่มขึ้น และมีความชัดเจนในการสืบพยาน ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ศาสตราจารย์(พิเศษ)สิทธิโชค ศรีเจริญ สภาทนายความ กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าแตะ ซึ่งควรจะปฏิรูปตั้งแต่จุดเริ่มต้นก่อนที่จะขยายไปยังจุดใหญ่ อย่างน้อยรัฐธรรมฉบับปัจจุบัน ในมาตรา 40 ระบุถึงสิทธิของทุกคนในกระบวนการยุติธรรม แต่ประชาชนยังไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม ทุกวันนี้การเข้าถึงพยายามทำมานานแต่ทำได้ยาก ต่างจากระบบสาธารณสุขที่สามารถทำได้ และผลักเป็นนโยบาย ส่วนกระบวนการยุติธรรมยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัญหาก็คือว่า ทำได้รวดเร็วหรือไม่ มิเช่นนั้น คดีคงไม่ค้างในศาลฎีกามากกว่า 4 หมื่นคดีในปัจจุบัน

ปัญหาก็คือ ประเทศไทยไม่มีการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีระบบเจ้าพ่อที่ทรงอิทธิพล มีอำนาจเงิน อำนาจการเมืองเป็นตัวควบคุม เมื่อประชาชนเดือดร้อนก็วิ่งเข้าหาผู้ทรงอิทธิพล เพื่อระบบเหล่านั้นจัดการแทน จะทำได้ดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจหรือแนวคิดของระบบเจ้าพ่อ ซึ่งก่อให้เกิดผลเสีย โดยเฉพาะในคดีอาญาซึ่งสำคัญมาก ต้องจัดการให้กระบวนการนี้ให้มีความรวดเร็ว ฉะนั้นก็จะแยกคนผิดกับคนถูกไม่ได้ ยิ่งช้าก็จะทำให้คุณภาพของบุคลากร เสียไปด้วย อีกทั้งผู้ต้องหาที่รอการตัดสินต้องอยู่ในคุก ต้องตกสภาพทุกข์ทรมาน และโดยส่วนมากคนที่อยู่ในคุกก็เป็นคนจนจำนวนมาก เพราะการวิ่งคดีทำได้ช้า

การเข้าถึงความยุติธรรมควรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ระบุเอาไว้ คือ เร็ว ง่าย และทั่วถึง แต่ในทางปฏิบัติแล้วทำได้ยาก คนที่ถูกรังแก ถูกคดโกง เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ แล้วแต่เวรแต่กรรม ชาวบ้านเมื่อเข้าสู่กระบวนการของศาลแล้วยิ่งสูญเสียมาก และมีความคิดที่ว่าการไปแจ้งความแล้วจะไม่เป็นธรรม ซึ่งจำเป็นต้องปฏิรูปให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยง่าย

สิ่งที่เห็นภาพชัดเจนคือ  การแจ้งความเป็นเรื่องที่ยาก คือต้องรอนาน เพราะตำรวจงานเยอะ คนที่ไม่รู้จักตำรวจก็ยิ่งรอนาน หลายคนแทบไม่มีโอกาสได้แจ้งความด้วยซ้ำ ฉะนั้นอำนาจในขั้นแรกต้องเท่าเทียมกันและเป็นธรรม ทั้งนี้คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีด้วย เนื่องจากตำรวจภาระงานมาก มีผู้บังคับบัญชาเยอะ ต่างฝ่ายต่างถือหางของตนเอง รวมถึงการถูกแทรกแซงของพนักงานสอบสวน ขาดความเป็นอิสระในการทำงาน ฉะนั้นควรมีหน่วยที่รับผิดชอบในกระบวนการสอบสวนแยกออกมาต่างหาก

มากกว่านั้นจะต้องสร้างบุคลากรที่มั่นคง กล้าหาญ รักในความยุติธรรม ก่อนเข้ากระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ การสร้างวุฒิภาวะและกระบวนทัศน์ใหม่ของบุคลากร ทั้งนี้ต้องมีทนายความที่มากประสบการณ์ ผ่านการเรียนรู้งานมามากพอสมควร ไม่ใช่เอาคดีที่ไม่ถนัดมาทดสอบความโง่ของตนเอง ปัญหาก็คือว่า ไม่มีสถานที่ให้ทนายความได้เรียนรู้งานก่อนการปฏิบัติหน้าที่จริง มีบัณฑิตที่จบมาโดยไม่มีสถานที่ฝึกงานรองรับ ซึ่งต่างจากหมอที่ฝึกประสบการณ์ควบคู่กับการเรียน สรุปก็คือกระบวนการยุติธรรมต้องการความเป็นมืออาชีพ

โดยรวมก็คือว่าต้องปฏิรูปคนพร้อมๆ กับการปฏิรูประบบ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1308928823&grpid=&catid=02&subcatid=0202

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

2 responses to ““กระบวนการยุติธรรม กระบวนการที่ต้องปฏิรูปด่วน!”

  1. change

    ตุลาคม 13, 2011 at 4:27 pm

    เครื่องมือทางประธิปไตยที่เจริญ คือการร่วมกันใช้ความรู้โดยถือหลักความเป็นธรรม ความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำ กระบวนการทั้งหมดถ้าช่วยกันทำ ประเทศก็จะแข็งแรง!
    http://www.facebook.com/weReformThailand

     
  2. Sutee naumthanang

    กุมภาพันธ์ 2, 2015 at 4:29 pm

    ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการใช้คำว่า”เป็นไปตามกฏหมาย” ผมเป็นสามัญชนมีคนอื่น(เช่น ทนาย,คนทวงหนี้,คนในขบวนการยุติธรรม)ใช้คำพูดนั้นกับผม มีอยู่ 2 เรื่องซึ่งเกี่ยวข้องหนี้สิน อีก 1 เรื่องเกี่ยวกับแพะ(เข้าใจ?) 1ผมเคยโดนลิสสิ่งยึดรถ ต่อจากนั้นใบแจ้งหนี้ตามมา รถจะถูกขายไปในราคาต่ำมากจนไม่น่าจะยอมรับได้ (ตรงประเด็นนี้ควรมีราคากลางเช่นเดียวกับการต่อทะเบียน) ถ้ารถมีตำหนิควรใช้ประกันภัยที่ลิสสิ่งบังคับให้ทำอยู่แล้ว ไม่ควรยืดเวลาเพื่อดอกเบี้ยและกดราคารถ ดังนั้นต้องบังคับเวลาให้ขบวนการทวงหนี้หลังการยึดรถแล้วต้องไม่เกิน 6 เดือน., 2 ถูกยึดบ้านตามคำสั่งศาล ต่อมาจะได้รับหมายให้ไปประนอมหนี้กับแบงค์ เราจะรู้สึกเบาใจขึ้นว่ามีโอกาสที่จะถ่ายบ้านได้ตามที่คนของแบงค์บอก(แต่โดนหลอก) พอเวลาผ่านไป8-9ปีหลังจากยึดแบงค์จะขายบ้านไปในราคาที่เพิ่มขึ้นอีกกี่เท่าตัว ต่อจากนั้นจะถูกฟ้องขับไล่โดยไม่มีค่าขนย้าย แถมด้วยหมายฟ้องล้มตามมูลหนี้รวมกับดอกเบี้ย10 ปี จะเห็นได้ว่าแบงค์มีแต่ได้กับได้ไม่มีเสียเลย ทุกข์ของผู้กู้ที่หมดตัวมากเหลือประมาณ มีเหยื่อของแบงค์ทุกย่อมหญ้า หากมีการปฏิรูปยุติธรรมจักสร้างกุศลใหญ่หลวง ตามความเห็นของผม ควรต้องมีคนกลางดูแลตั้งแต่เกิดการยึดบ้าน เอามูลหนี้คืนแบงค์ ขายบ้านถ้ามีเงินเหลือคืนผู้กู้ จะได้มีคนจนน้อยลงถ้าเอาเงินนั้นไปสร้างตัวใหม่., 3 การเยี่ยวยากรณีที่แพะชนะคดีแล้ว ทุกคนปลงว่าหมดเคราะห์ซะที่ โดยพยายามลืมว่าหมดเงินไปเท่าใดกับทนาย,การหาหลักฐานและพยาน,โดนขังกี่วัน เสียงาน,เสียเซลส,เสียบ้านเสียรถเพราะเงินที่มีอยู่ต้องเอาใว้ใช้กับคดีเท่านั้น เมื่อชนะคดีแล้วได้อะไรคืนมาบ้าง ถ้าจะเอาค่าชดเชยต้องไปติดต่อหน่วยงานรับผิดชอบที่ใหม่ ต้องโดนสอบอีกหลักฐานล่ะ ความเห็นของผมเรื่องราวทั้งปวงอยู่ที่ศาล ขอให้ศาลสั่งจ่ายค่าชดเชยและรับที่ศาลเลยจะเป็นไปได้หรือไม่ ทั้งสามประเด็นนั้นเพื่อคืนความเป็นธรรมที่ยุติธรรมให้กับประชาชนรู้สึกได้ว่าพึ่งคนหลวงได้.

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: