RSS

เมื่อโลกสำรวจการมีหลักนิติธรรมของประเทศไทย โดย : จุลพงศ์ อยู่เกษ

18 ต.ค.

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติได้กำหนดหน้าที่หนึ่งของคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ

ที่มีอาจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน ว่า ให้คณะกรรมการมีอำนาจ “จัดให้มีการศึกษาและวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้อง (กับหลักนิติธรรม)” ผมจึงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการศึกษาวิจัยการมีหลักนิติธรรมของ ประเทศไทยที่มีเจ้าของโครงการ คือ The World Justice Project
ขอแนะนำโครงการ The World Justice Project เพียงว่าเป็นโครงการระดับโลกที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 โดยมีบริษัทและสถาบันการเงินข้ามชาติ และองค์กรไม่หวังผลกำไรเช่นมูลนิธิบิล แอน มีลินด้า เกตส์ เป็นต้น ร่วมกันให้การสนับสนุนทางการเงินในการศึกษาและวิจัยในเชิงความมีอยู่จริง เป็นรูปธรรมของหลักนิติธรรมในประเทศต่างๆ ทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งในต้นปี 2554 มีการวิจัยสำรวจใน 66 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเป็น 1 ใน 66 ประเทศดังกล่าว และผลการวิจัยจะถูกนำไปใช้โดยบริษัทข้ามชาติในการกำหนดนโยบายการลงทุนของตน ในประเทศต่างๆ

เมื่อเริ่มต้นโครงการ งานแรก คือ การกำหนดความหมายและขอบเขตของคำว่า หลักนิติธรรม (Rule of Law) เสียก่อนและโครงการก็ไม่ได้เอาคำจำกัดความของคำว่าหลักนิติธรรมหรือ Rule of Law ที่ให้ไว้โดยปราชญ์ราชบัณฑิตทางกฎหมายทั้งหลายไม่ว่าจะทางอังกฤษ เยอรมนี ฝากฝรั่งเศสหรือของไทยหรือย้อนไปยุคโรมันมาพิจารณามากนักเพราะคำจำกัดความ ที่ให้ไว้มักแตกต่างและหลากหลาย อีกทั้งหากเอามาใส่ในงานวิจัยรังแต่จะก่อให้เกิดความซับซ้อนวุ่นวายเป็นที่ เข้าใจยากแก่ประชาชนชาวบ้านและโดยเฉพาะแก่นักธุรกิจ (ฮา)

 

อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิชาการ โครงการยอมรับในการมองมิติของการมีหลักนิติธรรมของแต่ละประเทศในด้านตื้น หรือ Thin Conception และในด้านลึก หรือ Thick Conception ด้วย โดยในด้านตื้นนั้นหมายถึงการศึกษาวิจัยในตัวบทกฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ ส่วนในด้านลึกหมายถึงการศึกษาวิจัยในเชิงรูปธรรม การปฏิบัติต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นต้น  ยกตัวอย่างเช่นหากใครที่ออกมาพูดว่าประเทศไทยไม่มีหลักนิติธรรมเพราะรัฐ ธรรมนูญเป็นผลพวงคณะปฏิวัติ ดังนี้ถือเป็นการวิเคราะห์การมีหลักนิติธรรมเชิงตื้นเท่านั้น

เนื่องจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้กระทำในหลายประเทศทั่วโลก โครงการจึงได้ประชุมรวบรวมความคิดเห็นนักกฎหมายที่ทำงานด้านกฎหมายจริงๆ รวมทั้งนักวิชาการบางส่วนจากมหาวิทยาลัยดังๆ ระดับโลกและกำหนดเป็นหลักสากล (Universal Principle) ของการมีหลักนิติธรรมของประเทศใดประเทศหนึ่งไว้สี่ข้อ คือ

หลักการแรก คือ การที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐมีความรับผิดชอบภายใต้กฎหมาย

หลักการที่สอง คือ กฎหมายในประเทศมีความชัดเจน  ถูกพิมพ์เผยแพร่แก่สาธารณชน พิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานรวมทั้งความปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน

หลักการต่อมา คือ ขั้นตอนการออกกฎหมาย  การปฏิบัติตามกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายต้องสามารถเข้าถึงได้ รวมทั้งมีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันและมีประสิทธิภาพ

หลักการสุดท้าย คือ กระบวนการยุติธรรมต้องมีประสิทธิภาพ  มีอิสระและจรรยาบรรณ  และมีจำนวนเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมต้องมีเพียงพอ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการยุติธรรม

เมื่อกำหนดหลักการสี่ประการข้างต้นแล้ว เพื่อให้การวิจัยสำรวจได้ผลงานเป็นรูปธรรมเชิงปฏิบัติอย่างแท้จริง โครงการได้กำหนดปัจจัย 10 ประการ ในการศึกษาการมีหลักนิติธรรมของทุกประเทศและปัจจัยทั้งสิบ ได้แก่ อำนาจที่จำกัดของรัฐบาล ปัญหาการคอร์รัปชัน การมีกฎหมายที่ชัดเจน แพร่หลายและไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย ความมั่นคงปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สิน สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การเป็นรัฐบาลที่โปร่งใส การบังคับใช้กฎหมาย ความสามารถในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน การดำเนินคดีทางอาญาที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพและประการสุดท้าย คือ ความยุติธรรมในเชิงไม่เป็นทางการ (เช่น วิธีการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธีของชาวบ้านกันเอง)

ขั้นตอนการศึกษาวิจัยได้แบ่งเป็นสองส่วน คือ การศึกษาวิจัยเชิงตื้นคือการศึกษาวิเคราะห์ตัวบทรัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ คำพิพากษาของศาล ตามหลักสากลสี่ประการข้างต้น การศึกษาเชิงตื้นนี้โครงการจะทำทุกสามปีเว้นแต่จะได้รับแจ้งจากผู้ศึกษา วิจัยในประเทศใดประเทศหนึ่งถึงการมีการเปลี่ยนแปลงโดยนัยสำคัญ ส่วนการศึกษาเชิงลึก ซึ่งโครงการกระทำทุกปีนั้น โครงการจะจัดทำหัวข้อสำรวจขึ้นจำนวนหลายร้อยข้อและแต่ละข้อจะเป็นการสำรวจ เชิงชีวิตประจำวันของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น คำถามว่าหากท่านถูกขโมยทรัพย์สินในบ้านของท่าน ท่านจะทำเช่นใดโดยให้เลือกข้อเลือกต่างๆ เช่น ไปแจ้งความตำรวจ ไปร้องเรียนหัวหน้าหมู่บ้านหรือนิ่งเฉย และหากตอบว่านิ่งเฉย ก็จะมีคำถามต่อไปว่าสาเหตุที่นิ่งเฉยนั้นเพราะอะไร เช่นเพราะแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจก็ช่วยอะไรไม่ได้ หรือเสียเวลาหรือของมีค่าเล็กน้อย เป็นต้น การสำรวจนี้จะมีการว่าจ้างบริษัททำการสำรวจมืออาชีพในแต่ละประเทศ เพื่อออกสำรวจภาคสนามเป็นเวลา 3 เดือน

นอกจากนี้ โครงการยังทาบทามนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ในแต่ละประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการเช็คข้อมูลการศึกษาวิจัยทั้งเชิงตื้นและเชิงลึกอีกครั้ง ก่อนไปร่วมกันจัดทำบทศึกษาโดยแบ่งเป็นรายประเทศ รายภูมิภาคและของโลก และขั้นตอนสุดท้าย คือ การจัดทำดัชนีเปรียบเทียบการมีหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law ของประเทศต่างๆ โดยแยกเปรียบเทียบเป็นภูมิภาคและระดับโลก

ผมเคยเขียนบทความลงกรุงเทพธุรกิจในผลการศึกษาการจัดอันดับประเทศไทยในการ มีหลักกฎหมายในระดับโลกและภูมิภาคเอเชียของปี 2553 มาครั้งหนึ่งแล้ว หากท่านผู้อ่านสนใจ ผมหาโอกาสเขียนถึงอันดับประเทศไทยในปี 2554 และผลการวิจัยที่น่าวิตกกังวลสำหรับประเทศไทย
เมื่อกล่าวถึงคำว่า หลักนิติธรรมแล้ว ชวนให้คนทั่วไปเวียนหัวเหมือนคำว่า หลักการแพทย์หรือหลักการบัญชีเป็นอย่างยิ่ง ในรายงานของโครงการ World Justice Project ในปี  2554 เราจึงตั้งคำถามง่ายๆ จากชีวิตประจำวันเพื่อให้คนเห็นความสำคัญของการมีการปกครองด้วยหลักนิติธรรม เช่น หากท่านไม่สามารถชำระเงินค่าซื้อสินค้าให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าของท่านได้ ท่านคิดว่าเจ้าหนี้ควรใช้วิธีการทวงหนี้โดยใช้กำลังหรือข่มขู่หรือไม่ หรือเช่น หากอาคารที่ทำงานของท่านหรือสะพานสาธารณะที่ท่านใช้ทุกวันนั้นถูกสร้างไม่ ถูกต้องตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดเนื่องจากการมีคอร์รัปชัน ท่านคิดว่ามีผลกระทบแก่ท่านหรือไม่ เป็นต้น

ความสำคัญของการมีหลักนิติธรรมจะเห็นได้ทางหนึ่งในการศึกษาเปรียบเทียบ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการลงทุนในประเทศต่างๆ ในเอเชีย 12 ประเทศของ Business In Asia  โดยนำปัจจัยต่างๆ รวมจำนวนทั้งสิ้น 22 ปัจจัยมาเป็นข้อพิจารณาและหนึ่งในปัจจัยนั้น คือ การมีหลักนิติธรรมของประเทศซึ่งได้ถูกนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการเปรียบเทียบ ข้อดีข้อเสียของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ด้วย

ย้อนกลับไปดูหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระชุดของอาจารย์อุกฤษอีกครั้งหนึ่ง ผมหวังว่าการศึกษาวิจัยคงเป็นทั้งเชิงตื้นและทั้งเชิงลึกตามที่เขียนมาแล้ว เพราะมิฉะนั้นหากรายงานของคณะกรรมการได้ข้อสรุปเพียงว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ แล้วประเทศไทยของเราจะมีหลักนิติธรรมขึ้นมาในทันที ผมเกรงว่าจะไม่ได้ประโยชน์เป็นโล้เป็นพายอะไรแก่ประชาชนในชีวิตประจำวัน เว้นแต่การศึกษาวิจัยของคณะกรรมการชุดนี้มีความประสงค์เรื่องอื่น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมไม่ได้เป็น “ดอกเตอร์” ตามคุณสมบัติที่อาจารย์อุกฤษตั้งไว้เพื่อเป็นกรรมการหรือแม้แต่ในคณะอนุกรรม การของท่าน เลยขอเขียนไว้แค่นี้ครับ… อาจารย์

http://bit.ly/rfeeib

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 18, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: