RSS

2554 บันทึกเรื่อง “คน” กับ “น้ำ” โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitar@gmail.com

07 พ.ย.

ผมเพิ่งลุยน้ำลึกราว 50-60 เซนติเมตร ออกไปนั่งโจ้ข้าวขาหมูร้านเดียวในตลาดละแวกบ้านที่ยังเปิดทำการอยู่หลังน้ำ บ่ามาถึงเมื่อหลายวันก่อน

ในร้านเฉอะแฉะ มีน้ำนองอยู่ตลอดเวลา เหลียวไปรอบๆ ตัว ลูกค้าที่นั่งอยู่ไม่กี่โต๊ะล้วนอยู่ใน ยูนิฟอร์ม” เดียวกัน ขาสั้น เสื้อยืด กับรองเท้าบูต ใกล้ๆ ตัวมีถังบ้างกะละมังบ้าง ไว้สำหรับใส่ข้าวของลากลอยกลับบ้าน

ผมไม่ได้ของที่ต้องการ คือซีเมนต์กาวสำหรับอุดรอยรั่วกับปั๊มไดรโว่ แต่ได้ส้มเขียวหวานกับกล้วยปิ้งมาแทน

แม้ ค้าแผงผลไม้บอกว่า สั่งของไว้ร่วมหมื่น ของมาส่งพร้อมกับน้ำหลากมาถึงพอดี ไม่อยากทิ้งผลไม้ให้เน่าไปเฉยๆ ก็ต้องออกมายืนแช่น้ำขายไปตามมีตามเกิด

ขาก ลับ เจอคุณพี่รายหนึ่งกลับเข้าบ้านมาด้วยกัน เธอเล่าว่า ที่ทำงานน้ำยังไม่ท่วมเลย ต้องตะเกียกตะกายไปทำงาน เพื่อค่าจ้างรายวัน ต้องต่อรถทั้งรถทหาร รถเมล์ ทุกรูปแบบ กี่ต่อๆ นับไม่ไหว เพื่อไป-กลับให้ได้ในแต่ละวัน แต่ก็ยังยิ้มอยู่ได้

แม้รอยยิ้มจะเจือปนความขมขื่นและอ่อนล้ามากเพียงใดก็ตาม

ยิ่ง ลึกเข้าไปในซอยน้ำยิ่งลึก เด็กๆ สนุกกับกระแสน้ำไปพลาง แหวกขยะที่ลอยมาตามน้ำไปพลาง ทำให้ผมหวนนึกถึงความทรงจำดีๆ กับน้ำท่วมในวัยเยาว์

น้ำท่วมที่บ้านนอก ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกตึงเครียดเหมือนน้ำในเมืองใหญ่

ยังจำได้เมื่อครั้งกลับจากโรงเรียน ลุยน้ำท่วมกลับบ้าน ไล่จับปูปลากันสนุกสนาน น้ำใสจนเห็นพื้นทราย พื้นดินด้านล่างกระจ่าง

ผม เหลียวมองรอบตัวตอนนี้ สีน้ำเขียวคล้ำ ขยะไหลกลับไปกลับมาตามแรงคลื่นที่เกิดจากรถขนาดใหญ่จากหน้าปากซอย และรถเล็กที่เสริมพิเศษเพื่อสู้น้ำ จุลินทรีย์และจุลชีพนานาแหวกว่ายเริงร่าอยู่ภายในสีคล้ำจนเกือบดำนั้น

อดคิดไม่ได้ว่าหากน้ำยังคงอยู่อีกนาน อะไรจะเกิดขึ้นตามมากับน้ำแล้วก็คนที่อยู่กับน้ำในเวลานี้

น้ำ” ยิ่งนานยิ่ง “เน่า”

คน” เล่า….!?!

สำนักข่าวเอเอฟพี เรียกขานสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยในเวลานี้เอาไว้ว่าเป็น หายนะแบบสโลโมชั่น” ความเสียหายรายทางตามเส้นทางผ่านของน้ำยิ่งนับวันยิ่งมากมายมหาศาล จนหลายคนคร้านที่จะหลับตานึกถึง

คาร์ล วิลสัน บันทึกเอาไว้ใน ไชน่า เดลี่ เอเชีย วีคลี่ เอาไว้ว่า อุทกภัยในไทยหนนี้ส่งผลสะเทือนออกไปทั่วโลก นอกจากจะทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งถึงปีหน้าแล้ว ยังกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกอย่างสูงอีกด้วย

“ผลกระทบต่อ เศรษฐกิจไทย คงจะไม่รู้กันแน่ชัดอีกนานหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน แต่มีการประเมินคร่าวๆ เอาไว้ในเวลานี้ว่า น่าจะอยู่ระหว่าง 5,000 ล้านดอลลาร์ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ และจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทยระหว่าง 1-2 เปอร์เซ็นต์”

นิตยสาร อีโคโนมิสต์” บอกเอาไว้ว่า ผลกระทบที่ว่านี้จะยังไม่ส่งผลให้รู้สึกได้จนกว่าจะถึงปลายไตรมาสสุดท้ายของ ปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงตลอดไตรมาสแรกของปี 2555

แอนดรูว์ สท็อทซ์ นักยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของกิมเอ็ง ซีเคียวริตี้ ในสิงคโปร์ บอกเล่าเป็นรูปธรรมไว้ว่า อุตสาหกรรมการผลิต ได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 51 เปอร์เซ็นต์ ของความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภาคการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

ลำดับรองลงมา จะเป็นความเสียหายในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ที่คิดเป็นสัดส่วน 27 เปอร์เซ็นต์ ของความเสียหายทั้งหมด

ภาคอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวจะเสียหายหนัก รองลงมาคิดเป็น 22 เปอร์เซ็นต์

ผล ผลิตข้าวในปีนี้น่าจะหดหายไประหว่าง 20-25 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่นับผลผลิตทางด้านการเกษตรอื่นๆ นั่นเนื่องเพราะพื้นที่นาและเรือกสวนอีกจำนวนหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำไม่น้อยกว่า 12-15 เปอร์เซ็นต์

น่าสนใจที่น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนปลาย เดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องกับต้นเดือนสิงหาคม ตอนนั้น ความเสียหายหนักหนาสาหัสรวมศูนย์อยู่ที่ภาคการเกษตร แต่พอถึงตอนนี้ ความเสียหายชนิด “ยับเยิน” กลับกระจายลุกลามเป็นวงกว้าง กลืนกินภาคอุตสาหกรรมการผลิต กลายเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งและการลำเลียง หรือ โลจิสติกส์ ตัดเส้นทางของ ห่วงโซ่อุปทาน” หรือ ซัพพลาย เชน ส่งผลให้โรงงานต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก

ผม หลับตานึกถึงคุณพี่เจ้าของรอยยิ้มขม-ขม ที่ต้องพึ่งพารายได้รายวัน จำนวนนับแสนๆ คน หมดหนทางทำเงิน ชาวไร่ชาวนานาล่ม สวนจมน้ำ กับหนี้ก้อนโตในธนาคาร

พวกเขาอาจได้รับความช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แล้วแม่ค้าขายกล้วยปิ้งของผมเล่า ใครจะเยียวยาเธอ อย่างไร?!

คิม แม็คเควย์ ตัวแทนของ มูลนิธิเอเชีย ประจำประเทศไทย บันทึกเรื่องคนกับน้ำในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจเอาไว้ว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 องค์ประกอบซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

แรกสุด คือผลกระทบเฉียบพลัน อย่างที่เราเห็นเกิดขึ้นกับเรือกสวนไร่นา และอุตสาหกรรมต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ที่เสียหายแทบสิ้นเชิงไปกับตาและกับน้ำ

หลังจากนั้น มันจะเกิดผลกระทบต่อเนื่อง อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับระบบซัพพลายเชน ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนต่างๆ ที่หดหายไป จำเป็นต้องหยุดการผลิตตามไปด้วย กับบรรดาผู้คนที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการหยุดการผลิตต่างๆ ดังกล่าว

แม็คเควย์ เชื่อว่า ภาระที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ รวมทั้งความพยายามในการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูทั้งหลาย ต่างล้วนตกอยู่บนบ่าของรัฐบาล เขายอมรับว่า ยากที่จะคิดถึงว่าจะมีรัฐบาลไหนจัดการกับทุกเรื่อง ทุกด้านที่เกิดขึ้นได้ และทำให้ทุกๆ ฝ่ายพึงพอใจ

แต่ถึงอย่างไร รัฐบาลและองคาพยพทั้งหลายก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ดัง นั้น น่าจะเป็นการเสียเวลาเปล่า ถ้าหากรัฐบาลจะใช้วิธีการโยนเรื่องรับผิดชอบไปยังที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรท้องถิ่น หรือพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้คนคาดหวังว่ารัฐบาลที่อยู่ในอำนาจจะมีขีดความสามารถ มีวิจารณญาณ มีองค์ความรู้ดีพอที่จะทำให้พวกเขาคลายใจได้ว่าจะไม่เดือดร้อน หรือหากเดือดร้อนก็ต้องสั้นที่สุด

ในเมื่อรัฐบาลมีอำนาจสูงสุด รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบสูงสุด

ประชาชนทุกคนคาดหวังว่าจะได้รับสิ่งที่ดีๆ จากรัฐบาล ได้รับการแก้ปัญหาจากรัฐบาล

พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ยินเพียงแค่คำแก้ตัวว่า “ทำดีที่สุดแล้ว” แต่สิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นปัญหายังคงดำรงอยู่ให้เห็นตำตา

ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ ไม่มีใครอยากลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเองแน่นอน

เมื่อพึ่งรัฐไม่ได้ต่างหาก ที่บีบให้พวกเขาต้องพึ่งตัวเอง ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

แล้วความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นตามมา

นัก วิชาการหลายคนเชื่อว่า ภาพสะท้อนที่สำคัญที่สุดในเชิงรัฐศาสตร์จากอุทกภัยครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของความใหญ่โตมากมายของมวลน้ำที่เกิดขึ้นจากภาวะอากาศผิดปกติใน ช่วงมรสุมพอดิบพอดี

แต่เป็นความล้มเหลวของระบบบริหารจัดการ” ในยามเกิดภัยพิบัติของรัฐบาล และองคาพยพที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลทั้งมวลที่แสดงออกมาให้เห็นกระจะ-กระจะ

รัฐบาล และองคาพยพทั้งระบบ ไม่เพียงประเมินภาวะประสบภัยครั้งนี้ต่ำเกินความเป็นจริงเท่านั้น ยังเชื่องช้าอย่างมากในการบริหารจัดการ และเมื่อลงมือจัดการก็ขาดประสิทธิภาพ ทับซ้อนและขัดแย้งซึ่งกันและกันได้อย่างเหลือเชื่อ

ไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ว่า หน่วยงานที่จัดการกับน้ำในเมืองไทยมีมากถึง 28 หน่วยงานครับ

ทำให้การแก้ปัญหาเหมือนกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า “ตำข้าวสารกรอกหม้อ” ไปเพียงครั้งคราว ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดภาวะวิกฤตหนนี้

ไม่เคยมีครั้งไหนที่รัฐบาลสามารถวางการจัดการรับมือ “น้ำ” ไว้ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้แต่ครั้งเดียว

ระบบบริหารจัดการใน “แนวดิ่ง” อย่างที่เรียกกันว่า เวอร์ติคอล ไลน์ ออฟ ออเดอร์” จะมีประสิทธิภาพได้ก็ต้องมี หัว” ที่มีประสิทธิภาพ มีความรู้ ความชำนาญและการตัดสินใจที่ดี

หากเราคิดกันได้ว่า หัว” ที่ว่าไม่สามารถจะหาได้ ก็ต้องรื้อระบบแนวดิ่งที่ว่านั้น กระจายหน้าที่และความรับผิดชอบให้ผู้ที่มีองค์ความรู้อย่างแท้จริง จัดการ-ใช่หรือไม่

ถ้าน้ำขนาดนี้ คุกคามเราอีกในปีหน้า เราจะยังขัดแย้งกันบ้าง วางเฉยกันบ้าง เพราะไม่ใช่เรื่องของกู แต่เป็นความเดือดร้อนของมึง อย่างนี้กันอีกหรือไม่?

จริง หรือไม่ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำทั้งหลายที่มีอยู่ในองคาพยพของรัฐบาล ทำงานอยู่กับน้ำมานาน จนกลายเป็นนานเกินไป ข้อมูลที่อยู่ในมือ ความรู้สึกที่อยู่ในใจ กลายเป็นเรื่อง “ล้าสมัย” ไปแล้วหรือ?

ตำราเรื่องน้ำและการบริหารจัดการเขื่อนของไทย เขียนขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2515 ไม่มีแม้แต่คำว่า เอลนิโญ-ลานินญา” อยู่ใช่หรือเปล่า?

ยกเครื่องเรื่องระบบระบายน้ำแล้ว ต้องไม่ลืมยกเครื่องเรื่อง “คน” ด้วย!

พอล แชมเบอร์ส ผู้อำนวยการสำนักวิจัยแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ ให้สัมภาษณ์กาย เทเลอร์ เอาไว้ใน เวิร์ลด์ โพลิติก รีวิว ว่า อุทกภัยครั้งนี้คุกคามต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยตรง

เขา อ้างคำบอกเล่าของ 2 รัฐมนตรีในสังกัดรัฐบาลชุดนี้เอาไว้ว่า พวกเขาเชื่อว่า นายกฯหญิงคนแรกของเมืองไทยจะมีเวลาอยู่ในตำแหน่งได้อีกราว 2 เดือน หลังจากนั้นพรรคการเมืองฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้เข้าสู่สภา โดยอาศัยประเด็นที่ว่า รัฐบาลไม่เพียงบริหารจัดการน้ำผิดพลาด ยังใช้ภาวะน้ำท่วมครั้งนี้ไปในทางที่ผิด คือใช้เพื่อผลประโยชน์ในทางการเมือง

รัฐมนตรีทั้งสองบอกกับแชมเบอร์เอาไว้ว่า พวกเขาไม่คิดว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะรอดพ้นจากการอภิปรายดังกล่าว

การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นตามมา คนใกล้ตัวนายกฯจะกลายเป็นผู้นำคนใหม่ของไทยแทน

ผมคิดถึงเรื่องนี้ขณะจับตามองชายหนุ่มทอดแหอยู่กลางซอย

เขายังไม่ได้ปลาสักตัว ได้แต่ “ขยะ” หลายชิ้น แต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทอดแหต่อไป

ผมได้แต่แอบหวังอยู่ในใจว่า สาวแหขึ้นมาคราวหน้า เขาจะได้ “ขยะการเมือง” ขึ้นมาทิ้งสักหลายๆ ชิ้น!!

หน้า 22,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2554

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 7, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: