RSS

ประภาส ปิ่นตบแต่ง : ‘ขบวนการคนจน’ ในสายตานิธิ เอียวศรีวงศ์

29 พ.ค.

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ณ ห้องเรียน HB 5200 คณะ มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “พลังความรู้แบบนิธิ”ในโอกาสครบรอบ 72 ปีของนิธิ เอียวศรีวงศ์

ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ กล่าวในหัวข้อ “ขบวนการคนจนในสายตานิธิ” ว่า งานของอาจารย์นิธิที่พูดถึงเรื่องคนจนมีอยู่เป็นจำนวนมาก มีงานตีพิมพ์หลายสำนักเช่น มติชน ผู้จัดการ ฯลฯ อย่างรวมบทความเรื่อง “สังคมไทยในสายตานักวิเคราะห์” และ “สองหน้าสังคมไทย”

ใน ช่วงทศวรรษ 2530 บริบทช่วงนั้นเรามีประชาธิปไตยแบบตัวแทน มีนายกมาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้เปลี่ยนแปลง จึงทำให้มีปัญหา ด้านหนึ่ง คือปัญหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่น อีกด้านหนึ่งซึ่งงานของอาจารย์นิธิเป็นตัวบุกเบิกสำคัญที่พูดถึงปัญหา ประชาธิปไตยแบบหนึ่ง คือ “คนจน” “คนตัวเล็ก” เข้าไม่ถึงทรัพยากร  ถูกรัฐและทุนบุกเข้าไปแย่งชิง

อาจารย์ นิธิเคยมีงานเขียนอยู่ในนิตยสาร แทรนดี้แมน ซึ่งเป็นนิตยสารสำหรับวัยรุ่น นับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง และจากการได้อ่านเนื้อหาในบทความพบว่ามีการสอดแทรกเนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมการ ประท้วง ปัญหาประชาธิปไตย โดยใช้สำนวนง่ายๆเพื่อให้วัยรุ่นเข้าใจ

นอก จากนี้ยังมีเรื่องที่พูดถึงคนจน เช่น คนจนกับนโยบายการทำให้จนของรัฐ เล่มนี้พิมพ์โดยคณะกรรมการเผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา(ผสพ.) ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักหน่วยงานนี้ คือ ในแวดวงเอ็นจีโอ งานส่วนหนึ่งของผสพ.เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่ปี 2530เป็นต้นมา เพราะในช่วงนั้นปัญหาเรื่องนโยบายรัฐโครงการขนาดใหญ่ลงในชนบทเป็นจำนวนมาก เช่น นโยบายปลูกไม้ยูคา การสร้างเขื่อนในภาคอีสาน ฯลฯ ช่วงนี้เป็นช่วงการปรับตัวของเอ็นจีโอที่สำคัญ เกิดงานรณรงค์เผยแพร่งานข้อมูลต่างๆ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งสำหรับเอ็นจีโอ

ยังมีอีกหลายชิ้นที่น่าสนใจแต่อาจจะหยิบมานำเสนอไม่หมด มีบางเล่มที่พูดถึงระบบอุปถัมภ์ การซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งเป็นการเปิดมุมมองที่สำคัญ เพราะไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุปัญหาประชาธิปไตย

งาน อีกชิ้นหนึ่งที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยที่ตีพิมพ์ในมติชนสุด สัปดาห์ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และคิดว่าจำเป็นต้องอ่าน เพราะพูดถึง คนจน คนรากหญ้า เสื้อแดง และพยายามหาคำอธิบายว่าคนเสื้อแดงเป็นใคร จนนำมาสู่การเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ชนชั้นกลางระดับล่าง”  

งาน อีกชิ้นที่สะท้อนแนวความคิดของอาจารย์นิธิ คือ งานรวมเล่ม “2 ทศวรรษครป. บนเส้นทางการเมืองภาคประชาชน พ.ศ. 2522-2542” (ในช่วงปี 2543 ครบรอบ 20 ปีครป. ในหนังสือเล่มนี้มีงานของคุณพิภพ ธงชัยด้วย)  อาจารย์ นิธิพูดชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยบนเส้นทางของประชาชน คือ การเมืองภาคประชาชน สิ่งที่น่าสนใจคือความคิดของอาจารย์กับครป.ไปแยกทางกันตอนไหน เพราะว่าถ้าตอนนั้นครป.ไม่ค่อยชอบใจแนวคิดของอาจารย์นิธิแบบปัจจุบันก็คงไม่ เชิญไปพูด

“ส่วนที่เหลือ ถ้าเราตามงานอาจารย์นิธิจะพบว่าพูดในงานเสวนาต่างๆมากมาย ดังนั้นเวลาเราพูดถึงอาจารย์นิธิกับขบวนการคนจน ผมใช้คำว่าอาจารย์นิธิเป็นปัญญาชนของปัญญาชนในกระบวนการเคลื่อนไหว สิ่งที่เราถกอยู่ตลอดเวลาในกิจกรรมของสมัชชาคนจนที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง จะเจออาจารย์นิธิบ่อยมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ”

ที่ กล่าวมาอยากจะชี้ให้เห็นว่างานของอาจารย์มีเป็นจำนวนมาก ตนรวบรวมไว้ได้พียงจำนวนหนึ่งและพยายามอ่าน พบว่า มีความน่าสนใจ คือ มีตัวบทให้เราศึกษาคิดต่อยอดเป็นจำนวนมาก

ในแง่คุณูประการของอาจารย์นิธิต่อขวนการคนจน คือ การเป็นครูทางความคิดของปัญญาชน และนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในขบวนการของคนจน ที่ทำหน้าที่ผลิตสร้างกรอบโครง (Master frame) ความคิดในขบวนการคนจน 3 ด้าน หนึ่ง การประกอบสร้าง “อัตลักษณ์คนจน” และองค์ความรู้บนฐานคิดแหวกแนว สอง การเมืองภาคประชาชนของคนรากหญ้า หรือการสร้างจรรโลงประชาธิปไตยโดยมีรากฐานจากคนจนรากหญ้า สาม การเปิดพื้นที่การเมืองและปฏิบัติการทางการเมืองของคนจน เปิดใจกว้างมากกว่าประชาธิปไตยแบบตัวแทน การเมืองที่เป็นทางการหรือการเมืองที่เป็นรัฐสภา

การประกอบสร้าง “อัตลักษณ์คนจน” และองค์ความรู้บนฐานคิดแหวกแนว คือ งานอาจารย์นิธิพยายามรื้อนิยามความหมายของคนจนใหม่ และพยายามจะconceptualize (สร้างกรอบความคิด-ประชาธรรม) ความยากจนที่เกิดจากโครงสร้าง รวมทั้งการสร้างคำที่มีความหมายเช่น “คนจนไม่ใช่คนอื่น” กล่าวคือ อาจารย์นิธิพยายามจะทำให้คนจนมีพื้นที่ทางการเมือง เพราะใน “ความเป็นไทย” มันทำให้คนจนเป็นคนแปลกหน้า

ตนคิดว่าความหมายความยากจนที่สำคัญสุด คือ “จนอำนาจ จนโอกาส”  อาจารย์ใช้คำว่า “จนเพราะการเมืองไม่เห็นหัวกู”

เวลา เราพูดถึงพื้นที่สาธารณะหรือทรัพยากร งานของอาจารย์นิธิหลายชิ้นไม่ได้จำกัดเฉพาะในชนบท แต่ได้พูดถึง การขอคืนถนนให้คนเดินเพื่อให้คนเล็กคนน้อยอยู่ได้ ซึ่งจะอยู่ได้ด้วยโอกาสในการใช้พื้นที่สาธารณะเหล่านี้

ประเด็นเรื่อง ระบบอุปถัมภ์ หรือการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เป็นประเด็นสำคัญที่งานของอาจารย์นิธิพยายามทำให้เห็นว่าแตกต่างกัน ด้านหนึ่ง แตกต่างจากงานของตระกูลส. พอช. และวัฒนธรรมชุมชน ที่มองว่าเป็นความเอื้ออาทรต่อกัน แต่อาจารย์นิธิมองว่ามันใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือปกป้องทรัพยากรไม่ ได้  ระบบอุปถัมภ์เป็นแค่เครื่อง มือต่อรอง หรือทางเลือกหนึ่งไม่ใช่เรื่องของวัฒนธรรม ซึ่งถ้ามองแบบนี้จะหาทางออกได้ ตนคิดว่าการอธิบายในแง่นี้จะทำให้เข้าใจชุมชน ระบบอุปถัมภ์สำหรับอาจารย์นิธิไม่ได้มีปัญหา และไม่ได้มีความสามารถที่จะประคับประคองอุ้มชูชุมชนด้วย

ใน แง่ของการอธิบายการลุกขึ้นสู้ของคนจน จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม เสน่ห์อย่างหนึ่งที่อาจารย์นิธิได้ทำคือ การพูดถึง “คนชั้นกลางระดับล่าง” หลายคนวิจารณ์อาจารย์นิธิในลักษณะว่า พูดเหมือนนักคิดทฤษฎีประชาธิปไตยที่ว่า ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นโดยหมู่ชนชั้นกลางหรือคนที่มีการศึกษา จากนั้นก็ไปดูพัฒนาการตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ตนไม่คิดว่าอาจารย์นิธิใช้ตรรกะนี้ในการอธิบาย อาจารย์นิธิพยายามพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่มันมีผลต่อชีวิตผู้คน ในแง่ของการทำมาหากิน อาจารย์นิธิไม่ได้พูดถึง “คนชั้นกลางระดับล่าง” ในชนบทแบบเดียวกับชนชั้นกลางในเมือง

การอธิบายการตื่นตัวในชนบทแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ ที่อธิบายสาเหตุมาจากเรื่องความเป็นธรรม โดยยกตัวอย่างการเรียกร้องความเป็นธรรมจากเรื่องของ “ไพร่” “สองมาตรฐาน” หรืออธิบายไปในแนวขบวนการสังคมนิยมเรื่อง การปฏิวัติทางชนชั้น ซึ่งอาจารย์นิธิไม่ได้อธิบายตรงนี้แต่ก็ไม่ได้บอกว่าประเด็นนี้ไม่เกี่ยว ข้องเลย

สอง เรื่อง การเมืองภาคประชาชนของคนรากหญ้า หรือการสร้างจรรโลงประชาธิปไตยโดยมีรากฐานจากคนจนรากหญ้านั้น มีหลายบทความที่พูดถึงเรื่องนี้ อย่างบทความเรื่องการเมืองภาคประชาชนในมติชนรายวันตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ซึ่งเขียนขึ้นเพื่อสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจเขียนหลังปี 2551 ใช้ชื่อบทความเดียวกันว่า การเมืองภาคประชาชน แต่ว่าชิ้นนี้จะพูดต่างออกไป เพราะในช่วงนั้นมีแต่คนอ้างถึง การเมืองภาคประชาชน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่อ้างเรื่องการเมืองใหม่ นปช.ก็อ้างว่าของการเมืองของตนเองคือการเมืองภาคประชาชน อาจารย์นิธิก็พยายามนิยามการเมืองภาคประชาชน

การ เมืองภาคประชาชน ในสายตาอาจารย์นิธิ คือส่วนขยายของประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ อาจารย์นิธินิยามประชาธิปไตยไว้กว้างมาก ถ้าลองดูในหลายบทความจะพบว่า อาจารย์นิธิพูดถึงประชาธิปไตยในแง่ของพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาต่อรองได้ ไม่ใช่จำกัดอยู่ในเรื่องของกระบวนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นในแง่นี้ การเมืองภาคประชาชนคือส่วนขยายของประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่เปิดโอกาสให้คน เข้ามาต่อรองเรื่องความคิด ความยากจน เพื่อให้คนจนมีที่ยืน

การเมืองภาคประชาชนที่อยู่ในงานของอาจารย์นิธิ เป็นเรื่องของประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งมีมิติเรื่องสถาบัน สถาบันในที่นี้คือ การจัดความสัมพันธ์ การผลักในรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อขยายพื้นที่การเมืองภาคประชาชน เช่นการลงประชามติ การเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชน อีกด้านหนึ่งก็เปิดโอกาสให้คนสามารถประท้วงได้ ฉะนั้นรัฐธรรมนูญในสายตาอาจารย์นิธิ คือการถ่ายอำนาจการตัดสินใจมาสู่คนจนโดยตรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอำนาจในการจัดการฐานทรัพยากรและพื้นที่สาธารณะ

บท ความของอาจารย์นิธิเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ คือ การให้ความสำคัญแก่พื้นที่ทางการเมืองแก่ “คนไร้อำนาจ” อยู่ชายขอบของสังคม เข้าไม่ถึงการเมืองในระบบปกติเช่น เรื่องของการประท้วง เพื่อให้คนตัวเล็กๆ สามารถเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทางการเมืองได้

กล่าวโดยสรุป อาจารย์นิธิได้ประกอบสร้างตัวตนของคนจนให้มีที่ยืน ไม่ใช่คนแปลกหน้า สถาปนาความคิดรวบยอดให้เราเห็นว่า คนเล็ก คนน้อยที่พยายามต่อรองเพื่อให้ชีวิตของตัวเองพออยู่ได้ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า การเมืองภาคประชาชน รวมทั้งการต่อรองและยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง.

http://www.prachatham.com/detail.htm?code=n2_29052012_01

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: