RSS

อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากวิกฤติยุโรปจบลง….โดย วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

25 มิ.ย.

อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากวิกฤติยุโรปจบลง

 

ท่านผู้อ่านอาจจะสะดุดกับหัวข้อของบทความวันนี้ และอาจจะเห็นว่าช่างกล้าหาญชาญชัยอะไรปานนั้น ที่จะทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากวิกฤติยุโรปจบลง

ต้อง ขอเรียนว่า เป็นหัวข้อที่แฟนพันธุ์แท้ของคอลัมน์ขอมาค่ะ และดิฉันได้เรียนไปแล้วว่า ดิฉันคงไม่เก่งเพียงพอที่จะทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือบทบาทของโลกตะวันออก หรือทวีปเอเชียของเราจะมีมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มมีมากขึ้นแล้ว แต่การที่ยุโรปอ่อนแอ สหรัฐอเมริกาก็ไม่แข็งแรงมากนัก เป็นโอกาสที่เอเชียจะผงาดขึ้นมาโดดเด่นในเวทีโลกมากขึ้น

ยุโรป โดยเฉพาะยุโรปตะวันตก เป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเพิ่มของประชากรต่ำ ยกตัวอย่างประเทศโปรตุเกส มีอัตราเพิ่มของประชากรเพียง 0.181% ต่อปีเท่านั้น ก็คือเกือบจะไม่เพิ่มเลย นอกจากนั้น ยังเป็นสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ดังนั้น โอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนสมัยก่อน ในช่วงที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากนั้นก็จะลดน้อยลงไป

ไทยเราก็เช่นกันค่ะ ดิฉันเคยเขียนไว้เมื่อ 5 ปีก่อนว่า ไทยเราเข้าสู่ช่วงที่มีประชากรในวัยทำงานสูงสุดไปเมื่อปี 2548-2553 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่เรารุ่งเรืองที่สุด เหมือนประเทศญี่ปุ่นที่รุ่งเรืองที่สุดในทศวรรษ 1970-80  แต่เรามัวแต่ทะเลาะกัน เราจึงสูญเสียโอกาสนั้นไปอย่างน่าเสียดาย

หลายประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา ได้ใช้นโยบายในการรับคนต่างชาติเข้ามา ต่อยอดความเจริญให้ยาวออกไป ซึ่งในตอนนี้ประเทศสิงคโปร์ก็ใช้นโยบายนี้อยู่  ซึ่งในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และในช่วงปลาย/หลังสงครามเวียดนาม 1970-1985 สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการใช้นโยบายนี้

โดยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีชาวยุโรปอพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกากันมาก เพื่อหนีให้พ้นจากสภาพแร้นแค้นของประเทศที่เสียหายจากสงคราม และหลายประเทศต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามด้วย

สำหรับช่วง 1970-1980 นั้น ชาวเอเชียจำนวนมากก็อพยพไปเช่นเดียวกัน เนื่องจากสหรัฐอเมริกาจ่ายค่าตอบแทนสูงกว่า และไม่ได้รับโอกาสนี้ในประเทศของตน  อเมริกาเปิดรับชาวต่างชาติ เพราะคนหนุ่มต้องไปทำสงครามในเวียดนาม อัตราการเกิดของประชากรจึงลดลง ทั้งทหารก็เสียชีวิตในสงครามเวียดนามจำนวนมาก จึงต้อง “นำเข้า” คนหนุ่มสาวที่จะเป็นกำลังในการทำงานทั้งประเภทที่ใช้แรงงาน และประเภทที่ใช้สมอง

นโยบายในครั้งนั้นทำให้ประชากรที่มีคุณภาพ หรือที่เราเรียกกันย่อๆว่า “สมอง”จากเอเชีย หลั่งไหลเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกากันอย่างคับคั่ง และได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจ่ายภาษีให้รัฐบาลสหรัฐ

ช่วงเวลา “พีค” ของแต่ละประเทศจะสั้นยาวไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างประชากรด้วยค่ะ ประเทศที่อัตราการเกิดของประชากรต่ำ เช่นประเทศจีน ซึ่งมีนโยบายให้มีลูกเพียงคนเดียว อัตราการแทนที่ของประชากรจึงติดลบ เพราะพ่อแม่สองคน มีลูกเพียงคนเดียว ไม่ได้ทดแทนพ่อแม่ด้วยซ้ำไป จีนจะมีช่วงประชากรวัยทำงานมากที่สุดในช่วง 2002-2022 หลังจากนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว

โลกในช่วงต่อไป จะมีประชากรที่หลักของศาสนาห้ามการคุมกำเนิดเพิ่มขึ้น เช่น ศาสนาอิสลาม หรือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เพราะอัตราการทดแทนจะสูงกว่าคือครอบครัวที่มีลูกเกินสองคน ก็ถือว่าทำให้ประชากรเพิ่มแล้ว และเมื่อการสาธารณสุขในทวีปอัฟริกาดีขึ้น อัตราการตายน้อยลง ทวีปอัฟริกาก็จะมีประชากรเพิ่มขึ้น

คนสมัยก่อนจึงนิยมมีลูกมากๆไว้ช่วยงานค่ะ

กลับมาถึงยุโรป วิกฤติของยุโรปในครั้งนี้คงจะยืดเยื้อยาวนาน เนื่องจากไม่มีใครต้องการเห็นการระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆของยูโรโซน ดังนั้น เมื่อต้องประคองกันไป ปัญหาก็จะค่อยๆถูกแก้และสะสาง ซึ่งต้องใช้เวลา

การแก้ไข ลดหนี้สาธารณะของประเทศที่หนี้สาธารณะมีสัดส่วนสูง ก็เหมือนกับคนที่มีหนี้สูงนั่นแหละค่ะ ต้องมีเงินหรือรายได้เพิ่ม เพื่อที่จะชำระหนี้ให้ลดลง ดอกเบี้ยจะได้ไม่พอกพูน ทีนี้ รายได้ของรัฐบาลส่วนใหญ่ก็มาจากการเก็บภาษี เมื่อเศรษฐกิจไม่ขยาย การเก็บภาษีก็ทำได้เท่าเดิม

อีกเงื่อนไขหนึ่งคืออัตราดอกเบี้ย  ถ้าอัตราดอกเบี้ยไม่ลดลงมา หนี้ก็จะพอกพูนขึ้นเร็ว จึงต้องมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อช่วยไม่ให้หนี้พอกพูนขึ้นมาก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำนี้ สามารถทำได้หากไม่เกิดปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงจากการที่พลังงานมีราคาสูงขึ้น เสียก่อน ซึ่งราคาน้ำมันที่ลดลงมาในช่วงนี้ ทำให้ความหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่ถูกกดดันด้วยอัตราเงินเฟ้อมีเพิ่มขึ้น

เพราะหากเศรษฐกิจถดถอย แล้วยังถูกซ้ำเติมด้วยอัตราเงินเฟ้อสูง ก็จะเกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครเลย และผู้มีรายได้น้อยจะยิ่งลำบาก

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ความสนใจมุ่งสู่ตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งก็คือประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ ในวันนี้

สัปดาห์นี้จึงขอแทรกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะผู้อ่านกลุ่มหนึ่งจะรู้สึกว่า ทำไมไม่ฟันธงเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ต้องขอเรียนว่า ไม่มีใครทราบจริงๆว่าจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยที่สามารถแปรเปลี่ยนได้มากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง  ปลายปีนี้จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปีหน้ามีการเลือกตั้งใหญ่ในเยอรมนีและอิตาลี

การเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารประเทศ มักจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย และเราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า นโยบายใดจะถูกนักการเมืองหยิบยกขึ้นมาใช้เพื่อหวังคะแนนเสียง และผู้คนที่มีสิทธิ์ในการลงคะแนน ลงคะแนนโดยเห็นภาพสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง ไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง
สัปดาห์หน้าจะกลับมาดูประเทศในกลุ่มยุโรปต่อค่ะ แฟนๆคอลัมน์ส่วนหนึ่งชอบเพราะต้องการความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประเทศเหล่านี้ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการติดตามข่าวและสถานการณ์อื่นๆต่อไปค่ะ

http://bit.ly/Mg7pX4

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 25, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: