RSS

คุยกันฉัน คนไม่รู้เศรษฐศาสตร์ (1) โดย เกษียร เตชะพีระ

03 ส.ค.

(เรียบ เรียงจากคำบรรยายของผู้เขียนเรื่อง “คุยกันฉันคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์:ว่าด้วยความ (ไม่) รู้เศรษฐศาสตร์ของ อ.นิธิ” ในงานเสวนา “พลังแห่งความรู้แบบนิธิ” ในโอกาสครบรอบ 72 ปี ของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จัดโดยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 28 พ.ค.2555)

ในฐานะคนสอนรัฐศาสตร์ ถ้าเลือกได้ผมคงเลือกหัวข้อเกี่ยวกับรัฐศาสตร์หรือการเมือง ในการคุยถึง “พลังแห่งความรู้แบบนิธิ” แต่เผอิญหัวข้อนั้นถูกจองไปก่อนแล้ว

ประจวบ กับทางสำนักพิมพ์ openbooks โดยคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และ อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ได้รวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจของ อ.นิธิ พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ 3 เล่มชุด โดยเล่มแรกตั้งชื่อ เก๋ไก๋ชวนสนเท่ห์ว่า นิธิ เอียวศรีวงศ์ อ่านเศรษฐกิจไทย 1:ความ (ไม่) รู้เรื่อง เศรษฐศาสตร์ (2555) ผมจึงตัดสินใจเลือกหัวข้อในลักษณะเสวนาพูดคุยกับ อ.นิธิ ในฐานะคนไม่รู้ (เพราะไม่ได้เรียน) เศรษฐศาสตร์ (มาโดยตรง) ด้วยกันผ่านหนังสือเล่มนี้

แต่นอกจากหนังสือที่เป็นตัวจุดประกาย ความคิดแล้ว ก็มีเหตุผลทางความเป็นจริงพอสมควรที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากภาคส่วนเศรษฐกิจของสังคมสำคัญขึ้นมากในโลกยุคโลกาภิวัตน์ จนถึงขั้นที่หลักคิดอย่างหนึ่งของลัทธิมาร์กซที่ว่า พื้นฐานเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดสังคมและการเมือง

ทั้งหมด (economic determinism) กลายเป็นที่ยอมรับของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจทุนนิยมอย่างกว้างขวาง และบางตอนจากหนังสือเรื่อง Manifesto of the Communist Party (ค.ศ.1848) ของมาร์กซ และเองเกลส์ ก็ดูจะเป็นคำบรรยายระบบทุนนิยมโลกปัจจุบันที่แม่นยำสอดคล้องอย่างเหลือเชื่อ ทั้งที่เขียนมาแล้วร้อยกว่าปี

ก็แลชุดความรู้ความเข้าใจที่มนุษย์อาศัยใช้มาบริหารจัดการภาค ส่วนเศรษฐกิจอันสำคัญยิ่งนี้ย่อมได้แก่ เศรษฐศาสตร์ และเมื่อประเมินดูจากผลลัพธ์ของการบริหารจัดการดังกล่าวในระยะใกล้อันได้แก่ ความวิบัติใหญ่ของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตซับไพรม์ในอเมริกาปี

ค.ศ.2008 จนถึงวิกฤตหนี้ภาครัฐในยุโรปทุกวันนี้แล้ว ก็คงพอเห็นได้ว่า ชุดความรู้ความเข้าใจดังกล่าวท่าจะมีปัญหา

น่า จะมีความบกพร่องผิดพลาดไม่พอเพียงอย่างร้ายแรงบางอย่างอยู่ในองค์ความรู้ เศรษฐศาสตร์แน่ จึงส่งผลให้การปฏิบัติจัดการล้มเหลวต่อเนื่องซ้ำซากขนาดนี้

แต่ มันคืออะไร? ความรู้เศรษฐศาสตร์ผิดพลาดไม่พอเพียงตรงไหน ทั้งในแง่หลักทฤษฎีและวิธีการศึกษา อันส่งผลถึงการประยุกต์วิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจรูปธรรมโดยเฉพาะของไทย? เหล่านี้คือ ปัญหาที่ผมอยากชวนคุยผ่านการเสวนากับข้อถกเถียงของ อ.นิธิ ในหนังสือข้างต้น โดยแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้:

1) ด้านดีของความไม่รู้เศรษฐศาสตร์

2) คิดแบบเศรษฐศาสตร์คือคิดแบบไทยๆ

3) ความน่ากลัวของคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์

4) นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีเป็นอย่างไร?

5) จุดอ่อนของเศรษฐศาสตร์

1) ด้านดีของความไม่รู้เศรษฐศาสตร์

บุคลิก เด่นของงาน อ.นิธิ เรื่องเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจคือ ท่านบอกเล่าสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น และเรียกชื่อมันตามจริง (Tells it as it is; calls it by its name) อย่างไม่กลบเกลื่อนแต่งแต้ม ด้วยศัพท์แสงขรึมขลังทางวิชาการ อันเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์หรือคนที่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ทำไม่ได้… คำถามคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ผมคิดว่า คำตอบอยู่ตรงคำขวัญที่รู้จักกันทั่วไปว่า “Knowledge is power.” หรือ “ความรู้คือ อำนาจ” เพียงแต่เราควรอ่านมันในความหมายยุคหลังสมัยใหม่แบบ Michel Foucault (ค.ศ.1926-84 นักปรัชญาและทฤษฎีสังคมชาวฝรั่งเศสผู้ลือชื่อ) ไม่ใช่ในแบบสมัยใหม่ของ Francis Bacon (ค.ศ.1561-1626 นักปรัชญาและวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ) ที่รู้จักกันทั่วไป กล่าวคือในแบบ ฟรานซิส เบคอนนั้น:

[ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์สร้างเสริมขึ้นมาบนฐานของตัวมันเอง] ? [ความรู้ทางวิทยา- ศาสตร์ย่อมก้าวหน้าสั่งสมพอกพูนไปอย่างแน่วแน่มั่นคง โดยค้นพบกฎเกณฑ์ใหม่ๆ และทำให้การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นได้] ? [ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทำให้คนเราสามารถทำสิ่งที่ไม่อาจทำได้ ถ้าไร้ความรู้นั้น] ? [ฉะนั้นความรู้คืออำนาจ] (The Philosophy Book, 2011, pp. 110 – 11)

ทว่าในความหมายแบบมิเชล ฟูโกต์ คำว่า “ความรู้คืออำนาจ” กลับแปลว่า “พอรู้มันปั๊ป ถูกมันครอบปุ๊ปเลย” หรือนัยหนึ่ง “Knowledge is power over the knower.” (“ความรู้คืออำนาจที่เข้ามา ครอบงำเหนือผู้รู้”) มันเป็นความรู้ที่เมื่อรู้แล้วก็เข้ามาประกอบส่วนสร้างกำหนดตัวตนอัตตาของ ผู้รู้

ทำให้ผู้ที่รู้มันกลายสภาพหรืออัตลักษณ์เป็น “นัก………..” ขึ้นมา เช่น พอรู้เศรษฐศาสตร์ เศรษฐ-ศาสตร์ ก็เข้ามาประกอบส่วนสร้างกำหนดตัวตนอัตตาให้คุณกลายเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” เป็นต้น

นัยอันยอกย้อนซ่อนเงื่อนนี้ แฝงอยู่ในแนวคิดทฤษฎีเรื่อง subjection ซึ่งมีความหมายกำกวม 2 ชั้น 2 นัย

นัย แรก 1) คือ ผู้เรียนรู้ถูก subjected หรือเอาไปขึ้นต่อองค์ความรู้หรือวาทกรรมแห่งความรู้นั้น เหมือนถูกเจ้าเข้าสิงตกเป็นร่างทรงในกำกับของวาทกรรมความรู้ ไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างเดิมอีกต่อไป

และแล้ว 2) ผู้เรียนรู้ที่ถูกเจ้าความรู้เข้าสิงแล้วนั้น ก็กลายสภาพหรืออัตลักษณ์ เป็น subject หรือองค์ประธาน/ตัวแทนของความรู้ (หรือนัก………) ใหม่ที่สามารถใช้ความรู้นั้นไป กระทำการเล่นงานเปลี่ยนโลกดัดแปลงความเป็นจริงให้เป็นไปตามวาทกรรมแห่งความ รู้ดังกล่าว

ดังที่ความรู้เรื่อง แผนที่และภูมิศาสตร์ของโลกแห่งรัฐชาติสมัยใหม่เข้ามาสิงและเปลี่ยนชนชั้นนำ สยามสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ซึ่งเรียนรู้มันจากตะวันตก ให้ขึ้นต่อตรรกะวาทกรรมแห่งความรู้ดังกล่าว แล้วพวกเขาก็กลายเป็นองค์ประธาน/ตัวแทนแห่งความรู้นั้น (หรือนัยหนึ่งกลายเป็นผู้ปกครองภูมิกายา/Geo-Body ที่เรียกว่า รัฐชาติ, นักทำแผนที่ภูมิกายา, นักทำสงครามปกป้องชายแดน แย่งยึดอาณาเขตของภูมิกายากับบรรดามหาอำนาจอาณานิคม, ผู้รักภูมิกายาที่เรียกว่า รัฐชาติหรือ นักภูมิกายา-รัฐชาตินิยม ฯลฯ) เอาความรู้ที่ว่าไปเปลี่ยนพรมแดนและรัฐสยามเก่าให้กลายเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ ตามมา (ตามที่ อ.ธงชัย วินิจจะกูล ได้บุกเบิกค้นคว้าศึกษาไว้โดยพิสดารใน Siam Mapped: A History of the Geo-Body of a Nation, 1994 โดยเฉพาะหน้า 130)

ในความหมายนี้ ความ (ไม่) รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ของ อ.นิธิ จึงเท่ากับความไม่ถูกครอบงำหรือเข้าสิงจากความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ นั่นเอง

มติชน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343962865&grpid=&catid=02&subcatid=0200

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 3, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: