RSS

“คุยกันฉันคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์ (2)” โดย เกษียร เตชะพีระ

11 ส.ค.



วีรพงษ์ รามางกูร vs. Stanley Fischer

(เรียบ เรียงจากคำบรรยายของผู้เขียนเรื่อง “คุยกันฉันคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์: ว่าด้วยความ (ไม่) รู้เศรษฐ ศาสตร์ของ อ.นิธิ” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 28 พ.ค.2555

2) คิดแบบเศรษฐศาสตร์คือคิดแบบไทยๆ

ชื่อ หัวข้อนี้คงยั่วอารมณ์นักเศรษฐศาสตร์ให้ขัดเคืองบ้างไม่มากก็น้อย เพราะคล้ายกับกล่าวหากลายๆ ว่าการคิดแบบเศรษฐศาสตร์นั้นมันไม่เข้มข้นเข้มงวดทางหลักวิชา (ไม่ rigorous) สักเท่าไหร่-ซึ่งเอาเข้าจริงก็ตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้นนะครับ แหะๆ

แต่จริงๆ แล้วข้อเสนอของผมก็คือ [คิดแบบไทย=คิดแบบวิทยาศาสตร์=คิดแบบเศรษฐศาสตร์=คิดอย่างไม่คำนึงถึง เงื่อนไขหรือไม่ดูสถานการณ์เฉพาะของแต่ละสังคมนั่นเอง

คิดแบบวิทยา ศาสตร์คือ คิดอย่างไร? คิดแบบวิทยาศาสตร์คือ คิดแบบจำลองสภาวะอุดมคติ ที่ตัดทอนเหล่าปัจจัยแทรกซ้อนออกไปให้หมดเหมือนในห้องทดลอง จนเหลือแต่ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง และต้องการพิสูจน์ จะได้ดูความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเหล่านั้นว่าเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับน้ำ ว่าร้อนกี่องศาจึงจะเดือดกลายเป็นไอ โดยลดลัดตัดทอนปัจจัยแทรกซ้อนที่ย่อมต้องมีอยู่ในความเป็นจริง อย่างคุณภาพน้ำหรือแรงกดอากาศออกไปก่อน เป็นต้น

คิดแบบไทยจึงละม้าย เหมือนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ในความหมายนี้ คือตัดเงื่อนไขปัจจัยซับซ้อนหลากหลาย และสถานการณ์เฉพาะที่เปลี่ยนแปรไปในแต่ละบริบทกาลเทศะสังคมวัฒนธรรมออกไป แล้วคิดพิจารณาปัญหาอย่างเถรตรง หัวสี่เหลี่ยม มีคำตอบสูตรสำเร็จอย่างง่ายๆ เช่น

เมื่อเผชิญปัญหาสังคมก็คิดแก้โดยเทศนาสั่งสอนอบรมศีลธรรมให้ “จงทำดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์ พึงขจัด อีกทั้งโลภและโกรธหลง” ท่าเดียว โดยหวังใช้การเทศน์ทางศีลธรรมนั้นไปทดแทนการเข้าใจเหตุปัจจัยแห่งปัญหา (เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การถูกแย่งชิงทรัพยากร การเอารัดเอาเปรียบไม่เป็นธรรม ฯลฯ) และการวางมาตรการกลไกแก้ไขปัญหา (เช่น การกระจายรายได้ เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า วางหลักและกลไกปกป้องสิทธิชุมชนเหนือทรัพยากรท้องถิ่น ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมฯลฯ)

เมื่อเผชิญปัญหาการเมืองการ ปกครองไม่ว่าอะไรซับซ้อนแค่ไหน ก็คิดแก้โดยเทศนาสั่ง สอนอบรมศีลธรรมราชาชาตินิยมให้ว่า “ชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์?ต้องตอบแทนบุญคุณ แผ่นดิน” ท่าเดียว โดยไม่วิเคราะห์เหตุปัจจัยแห่งปัญหา (เช่น อำนาจรวมศูนย์สูงแต่ขาดเอกภาพของ โครงสร้างรัฐราชการ, อำนาจการเมืองการปกครองเสียดุล เอียงเทกระเท่เร่ไปทางอำนาจรัฐและอำนาจทุน แต่ชาวบ้านขาดไร้ปัจจัยหรือโอกาสในการใช้อำนาจ ฯลฯ) และวางมาตรการกลไกแก้ไข ปัญหา (เช่น เสริมสร้างกลไกและทรัพยากรแห่งอำนาจชาวบ้านในการจัดตั้งรวมตัวเป็นองค์กร อิสระเพื่อปกป้องสิทธิและต่อรองกับอำนาจรัฐและอำนาจทุนอย่างทัดเทียม, การให้อำนาจปกครอง ตนเองแก่ท้องถิ่นระดับต่างๆ ฯลฯ)

การคิดแบบ เศรษฐศาสตร์ก็เป็น subset หรือแขนงย่อยของอาการคิดแบบวิทยาศาสตร์นั่นเอง ดังที่อาจารย์เศรษฐศาสตร์และอดีตคอลัมนิสต์ชื่อดังท่านหนึ่งเคยแสดงความปลาบ ปลื้มภาคภูมิใจว่า เศรษฐศาสตร์เป็นสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์หนึ่งเดียวที่มีรางวัลโนเบลอันทรง เกียรติระดับโลกให้ ส่วนสาขาอื่น (เช่น รัฐศาสตร์ของผม มิพักต้องพูดถึงประวัติศาสตร์ของ อ.นิธิ ซึ่งถูกจัดเป็นมนุษยศาสตร์) ไม่มี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเศรษฐศาสตร์ (economic science) มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ใกล้เคียงวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างฟิสิกส์, เคมี ฯลฯ (scientism) ยิ่งกว่าสาขาอื่นของสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์นั่นเอง

และ เช่นเดียวกันเศรษฐศาสตร์ก็มีแนวโน้มที่จะคิดอย่างไม่คำนึงถึงเงื่อนไขหรือ ไม่ดูสถานการณ์เฉพาะของแต่ละสังคมแบบวิทยาศาสตร์ด้วย โดยแสดงอาการยึดมั่นถือมั่นว่ามีสิ่งที่ถูก ต้องดีงามทางเศรษฐศาสตร์บางอย่างที่ไม่ต้องถาม ห้ามท้า ห้ามถาม อาทิ กลไกตลาด, โลกาภิวัตน์, ความเชื่อมั่นของนักลงทุน, วินัยทางการคลัง ฯลฯ

ดัง ที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน เคยเล่าถึงประสบการณ์ที่เผชิญการคิดแบบเศรษฐศาสตร์จังๆ จาก Dr.Stanley Fischer รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ไอเอ็มเอฟ (ปัจจุบันเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล) เมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ.2540 ว่า :

“เมื่อตอนที่เรากำลังเจรจาทำข้อตกลงเงื่อนไขฉบับแรก กับไอเอ็มเอฟ (2540) ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี วันหนึ่ง ดร.สแตนลี่ ฟิชเชอร์ (รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอเอ็มเอฟ) บินมาเมืองไทย ขอเชิญผมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไปรับประทานอาหารเช้ากับเขาที่ โรงแรมโอเรียนเต็ล ผมบอกเขาว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ที่เจรจาเงื่อนไขทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงแล้ว เราสองคนซึ่งก็เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งคู่ เพราะ ดร.ฟิชเชอร์เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่ง แมสซาชูเซตส์หรือ MIT เราควรจะมาตรวจดูเหมือนกับการตรวจวิทยานิพนธ์แล้วปรึกษากันว่า เงื่อนไขที่จะใส่ในหนังสือแสดงความจำนงนั้นจะถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ยาที่ใช้จะถูกกับโรคหรือไม่

“เขาตอบผมว่า เขาไม่มีเวลาดูหรอก เพราะเขาไม่มีเวลา เขาต้องดูแลประเทศต่างๆ ทั่วโลก ขอให้เชื่อนายฮูแบร็ต ไนส์ ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของไอเอ็มเอฟ เพราะเคยให้ยากับประเทศต่างๆ มาทั่วโลกแล้ว ผมแย้งว่า ′ประเทศต่างๆ มีโครงสร้างเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทาง เศรษฐกิจต่างกัน จะใช้ยาขนานเดียวกันทั่วโลกได้อย่างไร′ เขาตอบว่า ′ไม่เป็นไร ยาขนานเดียวใช้ได้หมด′ ผมเดินออกมาอย่างเศร้าใจกับวิธีทำงานของ ดร.ฟิชเชอร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ไอเอ็มเอฟ”

วีรพงษ์ รามางกูร, คอลัมน์คนเดินตรอก

ประชาชาติธุรกิจ, 12 ก.ค.2547 , น. 2

3) ความน่ากลัวของคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์

ความ ไม่รู้เศรษฐศาสตร์ของคนอย่างอาจารย์นิธิจึงเอเลี่ยน (ต่างด้าว), เป็นอื่น, น่ากลัว, อ่านแล้วฟังแล้วไม่ใคร่สบายใจ (uneasy) สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ค่อยอยากอ่านอยากฟัง เพราะรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้าหรือถูกรุกล้ำที่หวงห้ามอันศักดิ์สิทธิ์ของ วิชาเศรษฐศาสตร์

และวิธีจัดการทางวาทกรรมกับความไม่รู้ของคนไม่รู้ เศรษฐศาสตร์ก็คือ ผลักไสให้ห่างตัว ออกไปด้วยคำปรามาสว่า “อนุบาล” บ้าง, “โง่” บ้าง, “บ้า” บ้าง ฯลฯ ด้วยอำนาจที่ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ “ครอบ” (subjection) แล้ว “บันดาล” ให้มีในฐานะ “นักเศรษฐศาสตร์” (subject)

4) นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีเป็นอย่างไร?

ฉะนั้น หากเราตระหนักว่าเศรษฐศาสตร์ก็เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งเรียนแล้วรู้แล้วก็ เสมือนใส่แว่นมองโลก สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เห็นในโลกผ่านหลักวิชาเศรษฐศาสตร์จึงเป็นการมอง ผ่านกรอบแว่นที่ช่วยให้มองเห็นบางอย่าง แต่อาจบดบังให้มองไม่เห็นบางอย่าง, ช่วยขยายขับเน้นโฟกัสให้เห็นบางอย่างชัดขึ้น แต่อาจกลับเห็นบางอย่างที่อยู่นอกเหนือโฟกัสพร่ามัวลงเป็นธรรมดา เหมือนศาสตร์อื่นทุกแขนง

จากประสบการณ์ของผมที่ได้รู้จักครูพักลักจำ มา นักเศรษฐศาสตร์ที่น่านับถือที่สุดและเก่งที่สุดคือ นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้รู้แต่เศรษฐศาสตร์ หากรู้ศาสตร์อย่างอื่นที่จำเป็นแก่การตอบปัญหาของโลกและชีวิตอันซับซ้อนหลาก หลายด้วย

ในทางกลับกัน นักเศรษฐศาสตร์ที่โง่เขลาที่สุดและน่าหัวร่อเยาะที่สุดคือ นักเศรษฐศาสตร์ที่ ไม่รู้ว่าขีดจำกัดของความรู้เศรษฐศาสตร์อยู่ตรงไหน หลงคิดว่าเอามันไปตอบได้ทุกเรื่องในโลกและชีวิต…..

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: