RSS

คริส สตีเวนส์ กับ ลิเบีย สหรัฐอเมริกา และโลกมุสลิม : ปิยมิตร ปัญญา

16 ก.ย.

โกลบอลโฟกัส โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com (มติชนรายวัน 16 ก.ย.2555)


เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกับสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาที่เบงกาซี ประเทศลิเบีย สำหรับอเมริกันโดยทั่วไปแล้ว ไม่เพียงเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า ชวนสลดใจ ยังเป็นสิ่งที่โหดร้ายอย่างยิ่งต่อความรู้สึก

ไม่ว่าจะยอมรับกันหรือ ไม่ก็ตาม ข้อเท็จจริงก็คือ หากปราศจากการตัดสินใจเข้าแทรกแซงของ บารัค โอบามา มีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งว่า โมอามาร์ กาดาฟี ก็จะยังคงครองอำนาจเผด็จการอำมหิตของตนอยู่ในลิเบีย

คริส สตีเวนส์ นักการทูตวัย 52 ปี เอง ไม่เพียงเป็นผู้สนับสนุนวิถีของกลุ่มต่อต้านที่เบงกาซีอย่างเต็มตัวเท่านั้น ยังเป็นกลไกหนึ่งซึ่งก่อให้การลุกฮือขึ้นมาทวงอำนาจการปกครองของจากกาดาฟี ที่เคยเป็นเพียงความฝัน กลายเป็นความจริง และประสบความสำเร็จในที่สุด

คริสโตเฟอร์ สตีเวนส์ ไม่เพียงได้รับการยอมรับนับถือ ยังถูกนับรวมเป็นหนึ่งใน “มิตรสหาย” แห่งกบฏที่เบงกาซีด้วยอีกต่างหาก

สำหรับ สามัญชนอเมริกัน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากนัก… นี่คือประเทศที่เราช่วยปลดปล่อย นี่คือคนที่เสี่ยงแม้ชีวิตของตัวเองช่วยเหลือให้พวกเขาได้รับอิสระเสรี ตอนนี้พวกเขากลับมายึดสถานกงสุล-สถานทูตของเรา ฆ่าเอกอัครราชทูตที่ถือเป็นตัวแทนสูงสุดของประเทศเรา?

ลิเบียในเวลา นี้ ไม่เพียงเป็นประเทศที่โน้มเอียงมาทางอเมริกันเท่านั้น ยังได้ชื่อว่าเป็นชาติ “โปรอเมริกา” มากที่สุดในบรรดาโลกอาหรับด้วยกัน

คริส สตีเวนส์ ตายไปแล้ว เสียชีวิตไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่อเมริกันอีก 3 ราย ด้วยเหตุผลที่ดูเหมือนว่าเป็นเพราะภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

ภาพยนตร์ซึ่งคนลิเบีย หรือแม้แต่โลกมุสลิมโดยรวมยังไม่มีใครได้ดูได้เห็นอย่างจริงๆ จังๆ ด้วยซ้ำไป

เกิดอะไรขึ้นกับลิเบีย?

เกิดอะไรขึ้นกับโลกมุสลิมกันแน่?

คําอธิบายที่ว่า ภาพยนตร์ “อินโนเซนซ์ ออฟ มุสลิมส์” เป็นเพียง “ข้ออ้าง” ไม่ได้เป็น “สาเหตุ” ของการโจมตีสถานกงสุลเบงกาซี ที่คลับคล้ายจะผ่านการวางแผน มีการจัดเตรียมอาวุธหนักอย่าง อาร์พีจี ที่ไม่สมควรปรากฏอยู่ภายในปริมณฑลของการชุมนุมประท้วงสามัญทั่วไป แม้ดีกรีของอารมณ์ความรู้สึกจะรุนแรงปานใดก็ตาม ดูเหมือนมีเหตุมีผล

กระนั้น คำอธิบายดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับผู้ประท้วงจำนวนมากที่รวมตัว กัน “ในนามของมุสลิม ผู้ปกป้องพระศาสดา” และกำลังทำหน้าที่ “ปกป้องศาสนาอิสลาม” ทั้งที่เบงกาซี-ลิเบีย ไคโร-อียิปต์ ซานอา-ซูดาน เรื่อยไปจนกระทั่งถึง แคชเมียร์ และ จาการ์ตา ที่ อินโดนีเซีย ในเวลานี้


สิ่งที่ปรากฏนั้นดูราวกับว่า แม้นว่าสหรัฐอเมริกาจะรับเอารายการ “สิ่งที่ควรทำ” ทุกอย่างมาจาโลกมุสลิม แล้วทำทุกอย่างไปตามนั้น ก็จะยังคงมีคนอีกกลุ่ม มุสลิมอีกส่วน จะมากหรือน้อยเพียงใดไม่สำคัญ ก็จะยังคงสามารถหาเหตุหาผลอีกสักอย่าง หรือสองอย่าง เพื่อเป็นข้ออ้างสำหรับความจงเกลียดจงชัง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ ไม่ชอบขี้หน้า และไม่ไว้วางใจสหรัฐอเมริกาอยู่นั่นเอง

แนวปฏิบัติต่อชาติมุสลิมในยุคสมัยของโอบามาแตกต่างอย่างชัดเจนยิ่งกับสิ่งที่เคยกระทำกันมาในยุคสมัยของ จอร์จ ดับเบิลยู.บุช

โอบามาตัดสินใจเข้าแทรกแซงเหตุการณ์ในลิเบีย เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่นั่น ทำนองเดียวกับปฏิบัติการ “เรจีม เชนจ์” ของบุชในอิรักก็จริง สิ่งที่แตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงก็คือ ครั้งหลังนี้ไม่มี “ผลประโยชน์ของอเมริกัน” เข้ามาเป็นเดิมพันเหมือนเช่นในกรณีอิรัก

สหรัฐอเมริกาสามารถวางเฉยใน กรณีลิเบียได้โดยไม่เดือดร้อนไม่เหมือนกับกรณีอิรักที่ถูกสร้างภาพเป็นแหล่ง ก่อการร้ายที่ “คุกคาม” ต่ออเมริกันทุกชีวิต ตลอดเวลาก่อนหน้านี้ อย่าว่าแต่ “วาระซ่อนเร้น” ที่ซุกงำอยู่เบื้องหลังอีกมากมาย

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้สหรัฐอเมริกาจะเลิกเสแสร้งว่าตนเองเป็นชาติที่เปี่ยมด้วย “เจตนาดี” แต่กระทำการผิดพลาดไปบ้างในบางครั้งด้วย “พลั้งเผลอ” มาเป็นมหาอำนาจที่ “ทำอะไรดีๆ” มามากมายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การสนับสนุนขบวนการ “อาหรับสปริงส์” ทั้งหลายในหลายชาติมุสลิม

ความรู้สึกต่อต้านอเมริกันในลิเบีย ในโลกอาหรับ และในโลกมุสลิม ก็ดูเหมือนไม่เคยเปลี่ยนแปลง

หรืออาจเรียกได้ว่า ทรรศนะของอาหรับต่อสหรัฐอเมริกานั้น “ปราศจากความยืดหยุ่น” โดยสิ้นเชิง!

ทําไม “แอนตี้อเมริกันนิสต์” ยังคงขึงตึง ไม่ผ่อนคลาย ทั้งๆ ที่บริบทแวดล้อมเปลี่ยนแปลงผันแปรไปมากมายแล้ว? บางครั้ง เรื่องนี้ก็เป็นที่เข้าใจยากเย็นอยู่บ้างสำหรับสังคมอเมริกัน

ความ กราดเกรี้ยวต่อสหรัฐอเมริกา มีอยู่บ้างบางครั้งบางคราวที่ไร้เหตุผล ไร้ตัวตนที่มา แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า “ส่วนมาก” ของความโกรธเหล่านั้น ไม่ได้เลื่อนลอยไร้หลักเกณฑ์ใดๆ แต่อย่างใดทั้งสิ้น “ส่วนมาก” เหล่านั้นวางอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นอยู่จริงและเคยเกิดขึ้นมาให้เห็นกระจะแก่ตามาแล้ว

บางเรื่อง สะท้อนให้เห็นบริบทปลีกย่อยในทางสังคมที่แตกต่าง อย่างเช่น ในชาติอาหรับส่วนใหญ่ รวมทั้งในประเทศอย่างอียิปต์ ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่สร้างขึ้นมาจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบ-หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

ตรงกันข้ามกับในสหรัฐอเมริกา ที่ใครก็ได้ แม้กระทั่งคนที่ “สับสนทางความคิด” สูงมากจนถึงระดับ “คลั่ง” ก็ยังสามารถระดมทุนมาสร้างหนังสักเรื่องได้

บางกรณี เป็นเรื่องที่ยากแก่การทำความเข้าใจสำหรับผู้คนทั่วไปที่ปราศจากความชำนาญ การในบางสาขาวิชา อาทิ ด้วยเหตุใด ผู้ที่ลงมือกระทั่งเผาพระคัมภีร์ของศาสนาอื่น ถึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา

ในขณะที่ผู้คนที่ปีนป่ายสถานทูต เผาธงชาติ “สตาร์ส แอนด์ สไตรป์ส” กลับลงเอยอยู่ในเรือนจำ?

ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ชาวอัลจีเรียน อาจหยิบยกเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1991 ขึ้นมาตั้งข้อกังขาว่า ด้วยเหตุใดขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่มี ความหมายอย่างยิ่งของประชาชนที่นั่นและทั้งภูมิภาค ถึงได้ลงเอยอย่างนองเลือดด้วยการรัฐประหารของบรรดานายทหารที่ชาติตะวันตก หนุนหลัง?

คนอิหร่าน อาจยกเอาเหตุการณ์เมื่อปี 1953 ขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ เมื่อครั้งที่ นายกรัฐมนตรีที่ผ่านการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศถูกแผนสมคบ คิดของ ซีไอเอ โค่นล้มด้วยการก่อรัฐประหาร!

เหตุการณ์เหล่านั้นและอีกมากมาย ดูเหมือนเนิ่นนาน ย้อนหลังไปห่างไกลในอดีต เป็นประวัติศาสตร์ที่เลือนลางอย่างยิ่งในความทรงจำ

เว้น เสียแต่ว่า คุณจะเป็นหนึ่งในเหยื่อของโศกนาฏกรรมน่าเศร้าเหล่านั้น เป็นหนึ่งในคนที่ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากผลพวงของมันอยู่ตราบจนทุกวันนี้

“แอนตี้อเมริกันนิสต์” สามารถเลือนหายไปได้ และน่าจะจางหายไปในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า

แต่การคาดหวังว่าสิ่งนี้จะสามารถลบหายไปได้ในชั่วข้ามคืน เกิดขึ้นได้ก็แต่เพียงในเทพนิยายเท่านั้นเอง

ข้อเท็จจริงที่ว่า โลกอาหรับเป็นอาณาบริเวณที่มีผู้ที่ยึดถือว่า “สหรัฐอเมริกา” และ “อิสราเอล” ต้อง “รับผิดชอบ” ต่อการเกิดโศกนาฏกรรมอย่าง 9/11 ในสัดส่วนที่สูงมากที่สุดบริเวณหนึ่งของโลก อาจฟังดูไม่มีเหตุผล เพราะข้อเท็จจริงอีกประการที่ชัดเจนก็คือ”อัลเคด้า” ที่อยู่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เป็นผู้ลงมือกระทำการนั้น

แต่นั่นสะท้อนให้เห็น “จินตภาพ” ของสหรัฐอเมริกาในความเชื่อของคนอาหรับได้ชัดเจนอย่างยิ่ง

สหรัฐ อเมริกา ไม่ได้เป็นประเทศที่ “เจตนาดี” แต่บางครั้งทำสิ่งที่ “เลวร้าย” ในสายตาของพวกเขา หากแต่ สหรัฐอเมริกา เป็น “ขุมพลังแห่งความชั่วร้าย” ที่แท้จริงสำหรับพวกเขา

เราพูดกันมากมายถึงความทุกข์ทรมานที่ผู้คนใน ตูนิเซีย อียิปต์ หรือ ลิเบีย ก็ดี ได้รับมาอย่างยาวนานในห้วงแห่งการปกครองเผด็จการในแต่ละประเทศ ความจริงที่น่าทึ่งก็คือ เผด็จการเลือดเย็น

เหล่านั้นไม่อาจอยู่ใน อำนาจในได้เนิ่นนานมากมายปานนั้น หากไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากสหรัฐอเมริกาหรือชาติตะวันตกสำหรับใช้เป็น “เครื่องมือ” ใน “วาระซ่อนเร้น” ของตนเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ แล้วซ้ำอีก ทุกข์เข็ญที่ได้รับซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่อาจผ่านเลยไปง่ายๆ ดังนั้น ภายใต้เปลือกนอกที่ดูสงบนิ่ง สำนึกขอบคุณในบางเรื่อง บางเหตุการณ์ ความไม่ไว้วางใจ ความเคลือบแคลงสงสัย ยังคงพลิ้วไหวเป็นระลอกอยู่เบื้องล่าง

รอวันที่ ไม้ขีดสักก้านถูกจุดขึ้น รอคอยน้ำผึ้งสักหยดละลิ่วลงมา

คําถามที่น่าสนใจก็คือ หลังจากนี้แล้วจะอย่างไร?

คำ ตอบอย่างง่ายก็คือ “พอกันที”… สำหรับอเมริกันที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าเหลือหลายกับ “อาหรับสปริงส์” การเลิกยุ่งเกี่ยวอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ปล่อยโลกอาหรับและมุสลิมทั้งโลกให้เป็นเรื่อง “อดีตเมื่อวันวาน” ไปพร้อมๆ กัน

ปล่อยให้อาณาบริเวณที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ ไม่สามารถใช้การวิเคราะห์ทางการเมืองปกติทั่วไปเข้าไปยึดกุมได้ไปตามหนทางของตนเอง

แต่นั่นเป็นคำตอบที่ถูกหรือไม่? เป็นคำตอบที่สอดคล้องกับภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงของโลกหรือไม่? น่าคิด

ทั้ง การ “เอนเกจ” และ “ดิสเอนเกจ” ในกรณีนี้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย “ตามอำเภอใจ” ในโลกของความเป็นจริงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่า การ “ปล่อยวาง” จากตะวันออกกลางและโลกมุสลิม ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิด “ความเข้าใจ” ซึ่งกันและกันเพิ่มขึ้น

ความจริงที่น่าสนใจอีกประการ ที่ดำรงอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์ปั่นป่วนรุนแรงที่พุ่งเป้าไปยังสหรัฐอเมริกา ในเวลานี้ก็คือ ยังคงมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชูป้ายแสดงความ “เสียใจ” และ “ขอโทษ” ต่ออเมริกัน ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “เพื่อน” ของพวกเขาอย่าง “คริส สตีเวนส์” ที่ลิเบีย

อาจบางที นั่นคือ “หน่ออ่อน” ของบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เพียงสหรัฐอเมริกาต้องการ โลกทั้งโลกก็ต้องการ

ล้มเลิก ทอดทิ้งให้มันเหี่ยวเฉาตายไปง่ายๆ…น่าเสียดายยิ่ง ไม่ใช่หรือ?

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1347775768&grpid=&catid=02&subcatid=0202

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: