RSS

บ้านว่าง ถนนเหงา …ชีวิตที่หลีกหนีไม่ได้ นอกจากรอความตาย ช้า ช้า : สุมิตรา จันทร์เงา

26 ต.ค.

“ความชราภาพเป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงอันยาวนานทางกายภาพ อารมณ์ พุทธิปัญญา ความสัมพันธ์ และฐานะทางการเงิน”

ฉันอ่านพบข้อความนี้ในบทความเรื่องหนึ่งของสมาคมสายใยครอบครัวซึ่งพยายามอธิบายความชราภาพด้วยทฤษฎีอันหลากหลาย

ประเทศที่พัฒนาแล้วแถบยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียอย่างญี่ปุ่นก้าวย่างเข้าสู่สังคมของผู้สูง อายุ(Aging  society)เต็มตัวไปล่วงหน้าเป็นทศวรรษแล้ว ขณะที่ไทยกำลังเดินตามหลังไปต้อยๆ


ตัวเลขทางสถิติประชากรศาสตร์บ้านเรา ผู้สูงวัยมีอายุยืนยาวขึ้น เฉลี่ยในผู้หญิง 74.5 ปี และผู้ชาย 69.9 ปี มีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2568 ประเทศไทยจะก้าวกระโดดมีผู้สูงอายุมากถึง 14.4 ล้านคน และในปีพ.ศ.2593 ผู้สูงอายุจะล้นเมืองมีจำนวนมากถึงร้อยละ 27 ของพลเมืองทั้งประเทศ

ฟังดูดีนะ…ถ้าเราจะตายช้าลงกว่ารุ่นปู่ย่าตายาย แต่ถ้าพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่า การมีลมหายใจในร่างกายที่ทรุดโทรมเสื่อมสลาย บวกกับคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้ดีเด่สักเท่าไหร่ เราจะยังยิ้มออกไหม

ทฤษฎีความชราภาพมีตั้งแต่กรรมพันธุ์เป็นตัวควบคุมและกำหนดถ่ายทอดส่ง ต่อหลายชั่วอายุคน แสดงออกทางกายภาพ เช่น ผมหงอก หัวล้าน รวมไปถึงความเสื่อมของเนื้อเยื่อภายใน การหดตัวของคอลลาเจนไฟเบอร์ทำให้อวัยวะทำงานลดลง เกิดริ้วรอยความเหี่ยวย่นของผิวหนัง กระดูกผุกร่อน  ภูมิคุ้มกันทำงานถดถอย มีอนุมูลอิสระมาก ร่างกายต้านทานต่อเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมได้ไม่ดีจึงพบความเจ็บป่วย

พร้อมๆกับร่างกายเสื่อมลง พัฒนาการทางจิตก็ถดถอยตามไปด้วย คนแก่มีความสุขลดน้อยถอยลงทุกขณะเพราะความปราดเปรื่องหดหาย รู้สึกสูญเสียความมั่นคงและคุณค่าแห่งตน

แบบนี้เรายังอยากจะอายุยืนอยู่อีกหรือ?

ฉันเคยได้ยินได้ฟังแต่ข่าวสารเรื่องเอจจิ้ง ไซไซเอตี้(Aging  society) พยายามนึกตามไปว่าในสังคมแบบนั้นสภาพชีวิตจะเป็นอย่างไรกันหนอ
ผู้คนโดดเดี่ยว ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง หรือไม่ก็อยู่ในบ้านพักคนชรา

แล้วกิจกรรมในชีวิตประจำวัน คนแก่ๆเหล่านั้นเขาทำอะไรกันหรือ?

คิดไปไกลถึงพ่อแม่ที่ไม่ยอมจากถิ่นที่อยู่ไปอาศัยบ้านลูกหลานคนไหนเลย สองผู้เฒ่ายังยืนหยัดที่จะอยู่ดูแลตัวเองในแบบที่ชอบ

ตื่นเช้ามา ออกกำลังกาย ขยับแข้งขา หุงหาอาหารประจำวัน แล้วก็ไปใส่บาตร กลับมาดูรายการข่าวเช้า อ่านหนังสือพิมพ์ สายๆไปคุยกับเพื่อนบ้าน หรือไม่เพื่อนบ้านก็แวะมาหา เที่ยงกินอาหารกลางวัน ดูข่าวโทรทัศน์ งีบหลับรอบบ่ายสักชั่วโมงสองชั่วโมง ตื่นมาหาข้าวมื้อค่ำกินอีกครั้ง แล้วก็นั่งเฝ้าจอโทรทัศน์ ดูหนังดูละครที่ชอบ

วันไหนใกล้หวยออก สองผู้เฒ่าก็จะสุมหัวกันทำนายฝันของแต่ละคน ตีออกมาเป็นตัวเลขแทงหวยใต้ดิน…นี่คือความสุขเล็กๆน้อยๆสองครั้งในรอบ เดือน ที่เหมือนน้ำเลี้ยงชีวิต

จ่ายไม่มาก ถูกไม่มาก…ถูกกินเสียส่วนใหญ่ แต่จะมีอะไรในชีวิตให้ได้ลุ้นเหมือนกับการแทงหวยอีกเล่า?

…..

ฉันลืมเรื่องที่พ่อแม่อยู่เพียงลำพังจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว จนกระทั่งถึงวันที่ได้ไปยืนอยู่บนท้องถนนอ้างว้างของเมืองชนบทเล็กๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อปลายเดือนสิงหาคมปีนี้

Boulogne sur Gesse

เป็นฝรั่งเศสบ้านนอกชายขอบประเทศติดกับพรมแดนสเปน มีเทือกเขาพีเรนีสคั่นอยู่ แค่นั่งรถข้ามเขาไปแค่ 60 กิโลเมตรก็จะถึงสเปนตอนเหนือ

เราไปที่นั่นตามคำเชิญของเพื่อนศิลปิน “สมบูรณ์ พวงดอกไม้” เธอเป็นสะใภ้บ้านไร่ฝรั่งเศสในตำบลนี้ ซึ่งอยู่ห่างจาก “ตูลูส” เมืองเอกของแคว้น Midi-Pyrenees ราวร้อยกิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินตูลูสประมาณชั่วโมงเศษ

มันคือบ้านนอกสมบูรณ์แบบของประเทศที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดของยุโรป และเจริญรุ่งเรืองถึงที่สุดแห่งความทันสมัยในพิภพนี้

เราเรียกชื่อหมู่บ้านกันง่ายๆว่า “โบโลญญ่า” ออกเสียงแบบดั้งเดิมตามคำที่เอามาจากภาษาอิตาลี เป็นชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลพาดผ่านเมืองจนกลายเป็นทะเล สาปและเส้นเลือดของชุมชนมาตั้งแต่ยุคกลางของยุโรป

บ้านเรือนที่เห็นส่วนใหญ่เป็นอาคารหิน สร้างมาตั้งแต่สมัยนโปเลียนที่ 2 อายุเกินกว่า 150 ปีทั้งสิ้น น้อยกว่านี้แทบไม่มีเลย

บ้านโบราณอายุกว่า 150 ปี

ศูนย์กลางของหมู่บ้านคือ Church of Our Lady of the Assumption ลักษณะเป็นจตุรัสใหญ่รวมกิจกรรมทางสังคมของผู้คนทั้งหมู่บ้านเอาไว้ที่นี่ มีเทศบาลเมืองตั้งอยู่ติดโบสถ์ ลานข้างหน้านั่นก็คือตลาดสดที่ยืนยงคงกระพันมานานกว่า 8 ศตวรรษแล้ว

เกิน 800 ปีจริงๆค่ะ พื้นหินเก่าคร่ำบอกเราเช่นนั้น แต่ความคึกคักของตลาดเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากเดิมยุคที่ผู้คนเคยหนาแน่นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าที่นี่อาจเปิดทุกวัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกเช้าวันพุธ เลยเที่ยงตลาดก็วาย

สภาพจึงเหมือนตลาดนัด มีสินค้าทุกอย่างขาย ตามความจำเป็นในชีวิตประจำวัน

 

 

กิจกรรมซื้อของเป็นรอง ส่วนใหญ่ออกจากบ้านมาเจอเพื่อน

เช้าวันพุธนั้นเป็นวันเดียวที่ฉันรู้สึกว่าเมืองนี้ยังมีชีวิต

ผู้คนแห่แหนกันออกมาเดินตามถนน แทบทุกคนเหมือนจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันหมด พวกเขายิ้มให้กัน ทักทายกัน บางทีก็หยุดยืนคุยกันเป็นกลุ่มๆยาวนาน

บางคนเอาผลผลิตจากสวนที่บ้านมาฝากเพื่อนที่นัดหมายกันไว้ในตลาดแห่งนี้ บางคนขนอาหารแปรรูปทำเองที่บ้านมาขาย สินค้าประเภท “โฮมเมด” ขึ้นป้ายเต็มไปหมด

ยิ่งสายยิ่งคึกคัก กลิ่นอาหารสด ผลไม้สด กลิ่นชีส ไส้กรอก นกย่าง กรุ่นอยู่ในอากาศ ปนอยู่กับกลิ่นความสุขรวยริน

ผู้คนยิ้มแย้มเหลือเกิน เบิกบานเหลือเกิน เหมือนเป็นวันแสนสำราญของพวกเขา


ฉันมองไปรอบๆตัว สิ่งที่เหมือนกันไปหมดจนน่าตกใจก็คือ คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนแก่
นี่คือสังคมผู้สูงสัยอย่างแท้จริง!

บางคนนั่งมาในรถเข็น บางคนถือไม้เท้า บ้างหิ้วตะกร้าจ่ายกับข้าว บ้างหิ้วลังกระดาษใส่ผลไม้ มีนับจำนวนได้ที่เป็นหนุ่มสาวและเด็กเล็ก คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนไกลที่กลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงฤดูร้อน

หนุ่มสาวที่เป็นคนพื้นถิ่น อยู่อาศัยในชนบทจริงๆแทบไม่มีเลย

ฉันรู้สึกใจหายกับภาพที่เห็น …อีกไม่นานตัวเราเองก็จะตกอยู่ในสภาพไม่แตกต่าง

 

 


“ดีดี้” สามีของสมบูรณ์ พาเราไปเดินดูถนนหนทางรอบบ้านเขาในวันปกติที่ร้างไร้ชีวิต

เหมือนเมืองที่มนุษย์ต่างดาวมาปล้นเอาสิ่งมีชีวิตไปเก็บไว้นอกโลก ไม่มีใครเลยจริงๆ แม้แต่รถที่จะวิ่งผ่านสักคันก็น้อยกว่าน้อย

 

 

”คนหายไปไหนหมด” ฉันถามเขา

“อยู่แต่ในบ้าน มีแต่คนแก่ๆ คนหนุ่มสาวต้องไปทำงานในเมืองใหญ่กันหมด”

“ทำไมพวกเขาไม่ออกมาเดินกันตามถนนหนทางกันบ้าง”

“ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทั้งที่ตอนนี้ฤดูร้อนแท้ๆ ทำไมต้องอยู่แต่ในบ้าน อบอ้าวจะตายไป สมัยที่ผมยังเด็ก จำได้ว่าที่หน้าบ้านพวกเราจะมีม้านั่งวางริมถนนกันแทบทุกหลัง ตกเย็นทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่จะออกมานั่งเล่น ทักทายกันตามถนนเต็มไปหมด”
“หรือว่าพวกเขาจะรู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ในบ้าน”

“ผมไม่รู้จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น…”

คุณแม่ของดีดี้ทักทายกับคณะของเรา

ฉันเข้าใจดี…ดีดี้เองก็รู้ว่าเขาคือส่วนหนึ่งที่ทำให้เมืองนี้ร้าง ถ้าเพียงแต่เขาไม่ทิ้งบ้านออกไปตามหาความฝัน และได้พบรักกับสาวไทย หลงใหลการอยู่เมืองไทยมากกว่าฝรั่งเศส

บางที…มันอาจจะดีกว่านี้

ไม่หรอก… มันก็ยังต้องเป็นแบบนี้อยู่ดีแหละ

ประชากรโบโลญญ่าทั้งตำบลมีเพียง 1,647 ครัวเรือน ค่าเฉลี่ยความหนาแน่นประชากรเพียง 69 คนต่อตารางกิโลเมตร

พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลในตำบลนี้ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังชีพด้วยวิถี เกษตรกรรม มีชีวิตชีวา มีลมหายใจเพียงสัปดาห์ละครั้งคือทุกเช้าวันพุธ เท่านั้นเอง!

ภูมิประเทศงดงามของโบโลญญ่าที่แสนเงียบเหงา

ความสงบสุขของชนบทที่คนจากเมืองใหญ่โหยหา…มันช่างว่างเปล่าเงียบเหงา สำหรับชีวิตที่ผูกติดอยู่กับมันทุกวัน

ชีวิตที่หลีกหนีไปไหนไม่ได้ นอกจากรอความตายมาเยือน ช้า ช้า

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: