RSS

“เวียดนามมิราเคิล” มหัศจรรย์ที่กำลังมอด

06 ธ.ค.

โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com มติชน 29 ก.ค.2555


พรรค คอมมิวนิสต์เวียดนาม เริ่มต้น “การปฏิรูปเศรษฐกิจ” เมื่อปี 1986 สองทศวรรษหลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวอย่างน่าทึ่ง อัตราเฉลี่ยการเพิ่มของจีดีพีอยู่ที่ปีละ 7.1 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก

ปี 2007 ก่อนหน้าเวียดนามกลายเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) อย่างเป็นทางการ บรรดาแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ประกาศจะทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก

จะ มีการปรับโครงสร้างกันขนานใหญ่ จะมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ให้เป็นวิสาหกิจเอกชน ปูทางไปสู่การแข่งขันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะ ทำได้เวียดนามรังสรรค์คำมาใช้เรียกกระบวนการดังกล่าวนั้นว่า “อีควิไลเซชั่น” หรือ “กระบวนการไปสู่ดุลยภาพ” ชนิดหรูและเท่อย่างถึงที่สุด

ใน ตอนนั้น เวียดนาม ถูกเรียกขานเป็นเชิงชื่นชมเหลือหลายว่าเป็นอีกตัวอย่างของ “ซัคเซส สตอรี่” แห่งเอเชีย กระทั่งรายงานของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อปี 2007 คาดการณ์เอาไว้ถึงขนาดว่า เวียดนามเข้าเป็นภาคีดับเบิลยูทีโอเมื่อใด ภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มลุกลามจะถูกยับยั้งโดยสินค้าเข้าที่ราคาถูกลง และการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จะอำนวยให้เกิดพื้นฐานการแข่งขันที่เท่าเทียมขึ้นระหว่างองค์กรธุรกิจใน

ท้องถิ่นและองค์กรธุรกิจจากต่างประเทศ

ต้น ทุนค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในจีน ส่งผลสะเทือนต่อสภาพความเป็น “โรงงานผลิตของโลก” อย่างช่วยไม่ได้ ทางเลือกใหม่ที่ถูกเลือกเพื่อ “ลงทุน” ทดแทนเริ่มเป็นเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ

กองทัพแรงงานหนุ่มสาวราคาถูก มีอยู่ดกดื่น สาธารณูปโภคมีเพียงพอ แต่ที่สำคัญที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคเดียวกันอย่างไทยใน เวลานั้นก็คือ สภาวการณ์ทางการเมืองในเวียดนาม “นิ่ง” กว่าหลายร้อยหลายพันเท่า

โกลด์แมน แซคส์ อุปมาเวียดนามในเวลานั้นว่าคือ “เสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเชีย” ที่กำลังก่อรูป นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่าง เอ็ดมุนด์ มาเลสกี แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก

ที่ศึกษาเวียดนามอย่างมุ่ง มั่น บอกอย่างเชื่อมั่นในตอนนั้นว่า นักลงทุนต่างชาติตบเท้าไปลงทุนในเวียดนาม ไม่ได้ “แคร์” แต่อย่างใดกับระบอบการปกครอง หรือธรรมาภิบาล

สิ่งที่พวกเขาใส่ใจเป็นลำดับแรกสุดและมากที่สุดก็คือ “แรงงานราคาถูก” เท่านั้นเอง

ปัญหาก็คือว่า ความชื่นชมและการคาดการณ์ต่างๆ เหล่านั้น ปรากฏขึ้นจริงได้เพียงไม่นาน

มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจแห่งเวียดนามมอดลงอย่างรวดเร็วยิ่ง!

ไม่มีใครตระหนักถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเวียดนามได้ดีเท่ากับ เหวียน ฟาน เหวียน ธุรกิจส่งออกของเขาในนคร

โฮ จิมินห์ ซิตี้ ที่ได้ชื่อว่าเป็น เมืองหลวงแห่งเศรษฐกิจ ผ่านการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อหนักหนาสาหัสมาสองระลอกใหญ่ๆ นับตั้งแต่ปี 2008

อัตราเงินเฟ้อในเวียดนามมาถึงจุดสูงสุดเอาเมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา ที่ 23 เปอร์เซ็นต์ นั่นไม่เพียงทำให้นักธุรกิจส่งออกต้องสิ้นเปลืองกับการกะเก็งความผันผวนของ อัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ธุรกิจทุกอย่างยุ่งยากมากยิ่งขึ้นไปอีก ต้นทุนการผลิตทั่วทั้งอุตสาหกรรมงานไม้และหัตถกรรม เพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ลูกค้ายืนกรานว่าเต็มใจจะจ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ซ้ำร้าย ภาวะเศรษฐกิจโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ส่งผลให้ออเดอร์หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

เหวียน ฟาน เหวียน ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากลดการจ้างงานลง ลดเงินเดือนลงตามไปด้วย จาก 200 ดอลลาร์ต่อเดือนเหลือเพียง 120 ดอลลาร์

“เราได้แต่ทำงานให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกอย่างมืดมนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอนาคต”

จาก ตัวอย่างความสำเร็จแห่งเอเชียเมื่อไม่นาน เวียดนามในปี 2012 กลายเป็นประเทศที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาค่าเงิน อัตราเงินเฟ้อ ปัญหาระเบียบราชการ ปมเจ้าขุนมูลนาย และระบบเล่นพรรคเล่นพวก เอื้อแต่ประโยชน์เพื่อผู้คนใกล้ชิดหรืออยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ทุกอย่าง เริ่มต้นเมื่อเวียดนามเริ่มการสั่งสมสินเชื่อราคาถูกในประเทศจากเงินทุนภาย นอกที่หลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ ระหว่างปี 2007 จนกระทั่งถึงปี 2010 ประเมินกันว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว วงเงินสินเชื่อภายในของเวียดนามขยายตัวสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ มันอาจจะไม่มากมายเท่านั้น ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น หากไม่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นในปี 2008 ที่ส่งผลให้ทุนมหาศาลจากตะวันตกทะลักเข้ามาหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในเอเชียและ ประเทศเศรษฐกิจใหม่ทั้งหลาย

เช่นกัน ถึงแม้จะมากมายขนาดนั้น หากมีการบริหารจัดการที่ดี หรือระบบการเมืองเอื้ออำนวย เงินจำนวนนี้ก็น่าจะถึงมือนักธุรกิจเอกชนที่รู้ดีว่าจะทำอย่างไรให้มันงอก เงยได้สูงสุด

แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เงินมหาศาลถูกผ่องถ่ายออกไปยัง “รัฐวิสาหกิจ” ที่เชื่อมโยงอยู่กับชนชั้นปกครองของประเทศผ่านทางเส้นสายทางการเมือง โยงใยของพรรคคอมมิวนิสต์ และสายสัมพันธ์แห่งเครือญาติ

ด้วยสินเชื่อ ถูกๆ หลั่งไหลเข้ามาดูเหมือนไม่จบสิ้น “รัฐวิสาหกิจ” ทุกแห่งเริ่มขยายตัว แตกกิจการออกไปสู่ธุรกิจที่อยู่นอกเหนือความชำนาญของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจใดๆ

ในทางหนึ่ง การกระทำดังกล่าวยิ่งทวีเงินเฟ้อให้เพิ่มเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น เพราะการขยายตัวนั้นเรียกร้องทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ในอีกทางหนึ่งอำนาจเงินสินเชื่อมหาศาล ทำให้รัฐวิสาหกิจเหล่านี้กวาดคู่แข่งขนาดเล็กกว่าที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ล้มหายตายจากไปในกระบวนการ

“วีนาชิน” อุตสาหการต่อเรือที่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดในกรณีนี้

“วี นาชิน” ที่มีแรงงานอยู่ในสังกัดมากกว่า 60,000 คน ดูแลกิจการต่อเรือและท่าเรือ 28 แห่งทั่วประเทศ แตกธุรกิจของตนเองออกไปมากมายเกือบ 300 ยูนิต ตั้งแต่กิจการผลิตจักรยานยนต์ไปจนถึงกิจการโรงแรม ด้วยเงินกู้ 1,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2007

ทุกอย่างดูเหมือนน่าพอใจ วีนาชิน กำลังพยายามก้าวตามรอยเท้าของ “คองโกลโมเรต” ที่ประสบความสำเร็จมหาศาลของเกาหลีใต้ได้-อย่างน้อยก็ในรูปแบบแล้ว

ผู้ผลักดันเรื่องนี้อย่างสุดตัว ไม่ใช่ใคร นายกรัฐมนตรี เหวียน เติน สุง นั่นเอง

แต่ พอถึงปี 2010 ทางการตรวจสอบพบว่า วีนาชิน มีปัญหา บัญชีของบริษัทผ่านการตกแต่ง เพื่อซุกซ่อนหนี้มหาศาลเอาไว้ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่แห่งนี้เกือบล้มทั้งยืนเพราะหนี้สินมหาศาล 4,400 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศ

วีนาชิน “เบี้ยวหนี้” 400 ล้านดอลลาร์ ที่กู้ยืมมาจาก เครดิตสวิส จนกลายเป็นปัญหาต่อเนื่อง เหวียน เติน สุง ถูกกดดันหนักจนต้องประกาศขออภัยกลางสภา หลังผ่านการ “วิพากษ์” ยาวนานและเจ็บปวด

สุดท้าย “แพะรับบาป” ก็ถูกค้นหาจนพบ ผู้บริหาร 8 คน ถูกจับกุมและตัดสินลงโทษหนักเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ตัวปัญหาจริงๆ กลับถูกกวาดซุกไว้ใต้พรม!

แทนที่จะตระหนักว่า “ระบบและโครงสร้าง” กำลังมีปัญหา รัฐบาลเวียดนามยังเดินหน้าต่อไปกับหลายๆ อย่างที่ถูกปั้นแต่งขึ้นอย่างครึ่งๆ กลางๆ ของตนเอง

คำถามที่สำคัญใน เวลานี้ก็คือ แล้วเวียดนามแตกต่างอย่างไรกับจีน? ทำไมเล่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงสามารถต่อยอดความรุ่งเรืองได้ทศวรรษแล้ว ทศวรรษเล่า?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า เกิดอะไรขึ้นในเวียดนาม แต่อยู่ที่ว่า มีอะไรบ้าง “ไม่ได้เกิดขึ้น” ในเวียดนาม

ข้อเท็จจริงก็คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจในเวียดนาม ยังคง “สุกๆ ดิบๆ”

แม้ จะเปิดเสรี แต่การแข่งขันที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการแข่งขันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน อย่างแท้จริง ที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่จีนให้ความสำคัญกับนักธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกชนจากต่างประเทศ แลกเปลี่ยนและเรียนรู้จุดด้อยจุดแข็งซึ่งกันและกัน พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

โดยเฉพาะประดา “อีลิท” ทั้งหลายยังหวาดระแวงจนถึงระดับ “พารานอยด์” กับนักลงทุนต่างชาติ

ใน ขณะที่จีนพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นในตลาดของตนเอง โอบรับเอานักธุรกิจเอกชนเข้ามาร่วมในกระบวนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ปรับปรุงธรรมาภิบาลภาครัฐและเอกชนให้ดีขึ้น แปรรูปรัฐวิสาหกิจมากกว่า 90,000 แห่ง รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 1998-2005

เวียดนาม ยังคงมะงุมมะงาหราอยู่กับการควานหาวิธีการปรับแก้เศรษฐกิจของตนเองว่าจะทำ ได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยวางอำนาจในทางการเมือง

อำนาจที่ไม่ว่าอย่างไร พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่มีวันยอมละวางเป็นอันขาด

ปัญหา เศรษฐกิจของเวียดนาม จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในแวดวงเศรษฐกิจ หากแต่เชื่อมโยงไปถึงระบบการเมืองและโครงสร้างทางด้านการปกครองอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคยังไม่ยอมรับความเป็นจริงและไม่ยินดีที่จะ “ทำความสะอาดบ้าน” ด้วยการทำลายความเชื่อมโยงระหว่างรัฐวิสาหกิจอืดอาด เทอะทะกับบรรดานักการเมืองผู้อุปถัมภ์

ตราบนั้น ปัญหาเหมือนอย่างที่เกิดกับวีนาชิน ก็ยังจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง

เหตุการณ์ ที่สะท้อนการ “ไม่ยอมรับความจริง” ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การลงมติด้วยคะแนนเสียง 96 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขับ ส.ส. “ดัง ทิ ฮอง เยน” 1 ในจำนวนไม่กี่คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พ้นตำแหน่ง ด้วยข้อหากรอกประวัติไม่ตรงกับความเป็นจริง

หลังจากที่เธอเป็นตัวตั้งตัวตีออกมาเรียกร้องให้ปฏิบัติต่อนักธุรกิจเอกชนอย่างเท่าเทียมกันกับตัวแทนของรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย

นักสังเกตการณ์สถานการณ์ในเวียดนามเชื่อว่า การติดสินบนมีบทบาทอยู่ไม่น้อยในการปกปิดไม่ให้สถานการณ์ “เน่าเปื่อย” แบบเดียวกับวีนาชิน

ปรากฏ ออกมาสู่สาธารณะ กระนั้นในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทีมสอบสวนของรัฐบาลเองก็จำเป็นต้องเปิดเผยว่า “วีนาไลน์ส” รัฐวิสาหกิจชิปปิ้งของทางการ จำเป็นต้องพักชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ 5 ราย รวมเป็นมูลค่าสูงถึง1,100 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มีหนี้สินอยู่มากถึง 2,100 ล้านดอลลาร์ มากกว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดกว่า 4 เท่าตัว

ผู้บริหาร 4 รายถูกจับกุม อดีตประธานบริษัทหลบหนีการไล่ล่าอยู่จนถึงขณะนี้

ใน เดือนมิถุนายน รัฐบาลแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยการเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ ผลลงเอยด้วยการที่อัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ 6.9 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาใหม่กำลังก่อตัวติดตามมา ธนาคารในเวียดนาม กำลังแบกหนี้สินที่เริ่มส่งกลิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ เหวียน ฟาน บินห์ ผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนามยอมรับเมื่อต้นเดือนมิถุนายนว่า สัดส่วนหนี้เสียของหนี้ทั้งหมดที่ธนาคารต่างๆ ในเวียดนามมีอยู่เพิ่มขึ้นเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว

ต้นเดือน กรกฎาคม หน่วยงานตรวจสอบบัญชีภายในของทางการ เผยแพร่รายงานออกมา ระบุว่า มีรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่อีกอย่างน้อย 30 แห่ง ที่กำลังมีภาระหนี้มหาศาลอย่างน่าเป็นห่วงว่า จะก้าวเดินตามรอย วีนาชิน และ วีนาไลน์ส

สถานการณ์ลำดับถัดไปในเวียดนามน่าจับตามองอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า เวียดนามจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของตนเองขนานใหญ่เพื่อรักษาไฟแห่ง มหัศจรรย์ไม่ให้มอดดับ

หรือไม่เช่นกัน วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นก็จะบังคับกลายๆ ให้จำเป็นต้องทำในที่สุด!!

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343546947&grpid=03&catid=&subcatid=

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: