RSS

How Much Is Enough? Money and the Good Life (1) โดย ไสว บุญมา

21 ธ.ค.

วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศก้าวหน้าในช่วงเวลากว่าสี่ปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดการถกเถียงกันว่า วิกฤติเกิดจากความผิดพลาดของกลไกในเศรษฐกิจ

หรือ เป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับด้านจริยธรรมของผู้คน ฝ่ายที่เชื่อในเรื่องความผิดพลาดด้านกลไกมองว่าถ้าปรับนโยบายในด้านการเงิน การคลังและกฎข้อบังคับต่างๆ อย่างเหมาะสม เศรษฐกิจจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาและเดินหน้าต่อไปได้ ฝ่ายที่เชื่อในเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับด้านจริยธรรมมองว่า ต้นตอของปัญหาคือกิเลสตัณหาที่นำไปสู่การบูชาเงินและยึดเอาวัตถุเป็นสรณะ ในกลุ่มนี้มีนักวิชาการอังกฤษสองคนพ่อลูกชื่อ โรเบิร์ต และ เอ็ดเวิร์ด สกีเดลสกี้ รวมอยู่ด้วย ทั้งสองร่วมกันอรรถาธิบายมุมมองของฝ่ายเขาด้วยการเขียนหนังสือชื่อ How Much Is Enough? Money and the Good Life ซึ่งคงแปลตรง ๆ ว่า “เท่าไรจึงจะพอ? เงินและชีวิตที่ดี” หนังสือขนาด 250 หน้าซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแยกออกเป็น 7 บทด้วยกันนำด้วยคำนำและบทนำตามด้วยเชิงอรรถและดัชนี

ผู้เขียนบอกว่าจุดมุ่งหมายในการเขียนหนังสือคือความต้องการที่จะชักนำให้ ผู้อ่านเห็นว่า “ชีวิตที่ดี” นั้นมีอยู่จริงและสามารถเข้าถึงได้ เราทั้งหลายควรพยายามทำให้มีชีวิตที่ดีตามที่เขามอง ส่วนจำนวนเงินที่จะต้องใช้เพื่อทำให้มีชีวิตที่ดีนั้นเป็นประเด็นที่ตามมา หลังจากเรารู้ว่าชีวิตที่ดีเป็นอย่างไรเสียก่อน มองโดยรวม หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเหตุผลของการต่อต้านการไม่รู้จักพอและส่วนประกอบ พื้นฐานด้านจิตวิทยาที่ปิดกั้นมิให้เรารู้จักคำว่า “พอ” เนื้อหาครอบคลุมเฉพาะสังคมตะวันตกซึ่งผู้เขียนมองว่ามีความมั่งคั่งมากพอที่ จะสามารถมีชีวิตที่ดีได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เหตุผลต่างๆ ที่เขาอ้างถึงอาจนำไปประยุกต์ใช้กับสังคมยากจนแต่มีคนรวยที่มีความเป็นอยู่ ย่างหรูหราปะปนอยู่ได้

อนึ่ง แนวคิดของพวกมาร์กซิสต์มองว่าการไม่รู้จักพอนั้นสร้างขึ้นมาโดยทุนนิยม ปัญหาจะหมดไปทันทีที่เรากำจัดทุนนิยมออกไปจากสังคม ส่วนชาวคริสต์มองว่าความไม่รู้จักพอเป็นบาปดั้งเดิม แต่ผู้เขียนมองว่ามันฝังอยู่ในธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์ซึ่งมักจะเปรียบ เทียบความมั่งมีของตนกับของคนอื่นแล้วเห็นว่าคนอื่นมีมากกว่าตน ความคิดเช่นนั้นถูกผลักดันให้เข้มข้นขึ้นด้วยทุนนิยมจนกลายเป็นปัจจัยพื้น ฐานด้านจิตวิทยาที่ขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าและอารยธรรม ย้อนไปในอดีต คนรวยเพียงกลุ่มเดียวที่มีความคิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้มันได้แพร่ขยายไปอย่างทั่วถึงแล้ว

ผู้เขียนมองว่าทุนนิยมเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งมันช่วยทำให้สังคมมีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก แต่อีกด้านหนึ่งมันนำออกมาซึ่งความเลวทรามของมนุษยชาติผ่านความโลภ ความริษยาและความอยาก ผู้เขียนจึงเสนอให้เราล่ามโซ่ความเลวทรามเหล่านั้นไว้โดยการนำเอาแนวคิดของ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับชีวิตที่ดีมาเป็นเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนนโยบาย ต่างๆ ที่เรากำลังดำเนินอยู่

กระบวนการที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นจะต้องเกิดจากการท้าทายความหลงใหลใน การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี ที่เรายึดเป็นเป้าหมายหลักของนโยบายเศรษฐกิจในปัจจุบัน เขาบอกว่าเขาไม่ต่อต้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่เขาเสนอว่าเราต้องถามต่อไปอีกว่า จะขยายอะไรและขยายไปเพื่ออะไร เขาต้องการให้การพักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับการลดลงของมลพิษต่างๆ ดังที่เราทราบกันดี ทั้งที่ทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพของชีวิต แต่มันไม่ถูกรวมอยู่ในจีดีพี เขามองว่าประเทศก้าวหน้าทั้งหลายอาจมีจีดีพีมากเกินไปแล้วและจีดีพีควรเป็น เพียงผลพลอยได้ของนโยบายที่จะนำไปสู่การมีชีวิตที่ดี เขาจึงค้นหาส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดชีวิตที่ดีโดยเริ่มจากความจำเป็นเบื้อง ต้นของบุคคลแล้วรวมเข้าเป็นภาพของสังคม

เนื่องจากโรเบิร์ต สกีเดลสกี้ เป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นบรมครูจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เขาจึงกลับไปมองดูว่าเคนส์พูดไว้อย่างไรในด้านนี้ก่อนที่จะเสนอประเด็นอื่น ต่อไป ในบทความเรื่อง “ความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจสำหรับลูกหลานของเรา” (Economic Possibilities for Our Grandchildren) ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2473 เคนส์มองว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์เราสามารถผลิตอะไร ๆ ได้มากขึ้นยังผลให้เราทำงานน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบไม่ต้องทำอะไรก็มีชีวิตอยู่ได้ตามความต้องการ เมื่อถึงตอนนั้น ปัญหาใหญ่ของเราจะอยู่ที่ว่าจะทำอะไรเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในเวลาที่มีอยู่ อย่างเหลือเฟือ

ในบทความนั้น เคนส์ได้ตั้งคำถามไว้สามข้อคือ ความมั่งคั่งคืออะไรและเงินจำนวนเท่าไรจึงจะทำให้เรามีชีวิตที่ดี อนาคตของทุนนิยมจะไปทางไหน และชีวิตในยุคหลังทุนนิยมจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนมองว่าคำถามเหล่านั้นไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและเราควรจะ ย้อนกลับไปดูอีกครั้ง โดยสรุป ข้อมูลทางด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจบ่งว่าเคนส์คาดหมายได้ถูกต้อง แต่แทนที่จะลดเวลาทำงานลง เรากลับทำงานเกือบเท่ากับเมื่อเขาเขียนบทความนั้นเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว ผู้เขียนมองว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะระบบตลาดเสรีให้อำนาจแก่นายจ้างที่จะ กำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานพร้อมกับกฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้อย่างมาก นอกจากนั้น มันยังปลุกปั่นธรรมชาติธาตุแท้ของเราในการแข่งขันและการบริโภคเพื่ออวดกัน ให้ลุกโพลงขึ้นอีกด้วย เขาเสนอว่าการวิเคราะห์ของเขาจะนำมุมมองของทั้งวิชาปรัชญาและวิชา เศรษฐศาสตร์มาเสนอเพื่อรื้อฟื้นแนวคิดดั้งเดิมที่ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นจริยศาสตร์ที่มองคนเป็นสัตว์สังคม มิใช่เป็นเครื่องจักร

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: