RSS

How Much Is Enough? Money and the Good Life (2) โดย ไสว บุญมา

21 ธ.ค.

ผู้เขียนเข้าสู่ เนื้อหาหลักของหนังสือในบทที่ 1 ด้วยการพูดถึงความผิดพลาดของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ ซึ่งทำนายว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่อเนื่องต่อไป

ส่ง ผลให้เราใช้เวลาทำงานเพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะมีชีวิตที่ดีได้ การทำนายนั้นถูกเพียงในส่วนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ผิดในส่วนของเวลาทำงานซึ่งยังแทบไม่ต่างกันกับในสมัยที่เขาเขียนคำทำนาย นั้นทั้งที่เวลาได้ผ่านไปกว่า 80 ปีแล้ว

ก่อนจะเสนอผลของการวิเคราะห์ ผู้เขียนพูดถึงความเชื่อของเคนส์อันเป็นสมมติฐานเบื้องต้นของการทำนาย ในเบื้องแรก เคนส์เชื่อว่าคนเรามีเพดานของความต้องการทางด้านวัตถุซึ่งเมื่อมีถึงจุดนั้น แล้วจะพอใจและไม่ดิ้นรนที่จะหามาเพิ่ม ผู้เขียนมองว่าความเชื่อนี้มีปัญหาเพราะเคนส์ไม่แยกความจำเป็นออกจากความ ต้องการ ความจำเป็นมีเพดาน แต่ความต้องการไม่มี ฉะนั้น เศรษฐกิจจึงขาดกลไกที่จะยับยั้งมิให้มันขยายตัวต่อไปยกเว้นในกรณีที่คนเรา ไม่ต้องการอะไรนอกเหนือไปจากความจำเป็นสำหรับดำเนินชีวิต

เคนส์เชื่อว่ารายได้ในระดับ 4-8 เท่าของรายได้เฉลี่ยในช่วงที่เขาทำนายจะทำให้คนรู้สึกว่า “พอ” สาเหตุที่เขาเชื่อเช่นนั้นเพราะเขามองว่าผู้ที่มีรายได้ในระดับของชนชั้น กลางในสมัยนั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี เขามองด้วยว่าเมื่อมีรายได้ถึงในระดับนั้น ผู้คนจะทำงานน้อยลงและปล่อยให้ผู้มีรายได้น้อยกว่าทำงานต่อไปจนมีรายได้ถึง ในระดับชนชั้นกลางเช่นกัน เคนส์คิดไม่ถึงว่าผู้ที่มีรายได้ถึงในระดับชั้นกลางแล้วจะตรากตรำทำงานต่อไป เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้นจนร่ำรวยมากและแตกต่างจากผู้มีรายได้น้อยกว่าแบบฟ้า กับดิน นอกจากนั้น ความพอจากมุมมองของเคนส์ไม่จำเป็นจะต้องเท่ากันระหว่างคนต่างอาชีพ ก่อนที่จะรู้สึกพอใจศิลปินจึงอาจต้องมีรายได้ในระดับต่างกับนักวิชาการ หมอและทนายความ

สำหรับเรื่องที่เคนส์มองว่าคนเราจะใช้เวลาที่ได้จากการทำงานน้อยลงหมดไป กับการพักผ่อนหย่อนใจเพื่อหาความสุขอย่างชาญฉลาดนั้น ผู้เขียนมองว่าไม่สามารถประเมินได้ทันทีเนื่องจากในสมัยนี้ การพักผ่อนหย่อนใจมิใช่เข้ามาแทนที่การทำงาน หากเป็นการต่อยอดการทำงานเสียมากกว่า การวิเคราะห์ต่อไปในบทที่ 1 เป็นการค้นหาคำตอบว่าเพราะอะไรคนเราจึงไม่ลดเวลาทำงานลงและเพิ่มเวลาพักผ่อน หย่อนใจให้มากขึ้น ผู้เขียนสรุปว่า คำอธิบายมาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน

ปัจจัยแรกได้แก่ความพึงพอใจในการทำงาน เรื่องนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญอยู่ที่ลักษณะของงานได้เปลี่ยนไปอย่างมี นัยสำคัญ นั่นคือ ในสมัยก่อนงานส่วนใหญ่เป็นงานกรรมกรที่ต้องใช้แรงงานแบกหาม ขาดความท้าทายทางสมอง หรือต้องตรากตรำท่ามกลางแดดฝนและภาวะที่ไม่มีความน่าสนใจและความน่าอภิรมย์ ผสมอยู่มากนัก ต่างกับในสมัยนี้ซึ่งงานจำนวนมากไม่มีความตรากตรำ หากเป็นงานนวัตกรรมที่มีความท้าทายและความน่าสนใจอยู่ในตัวของมัน นอกจากนั้น ภาวะรอบด้านของการทำงานก็มีความสะดวกสบายและความน่าอภิรมย์ผสมอยู่ ระบบอินเทอร์เน็ตทำให้การทำงานมีลักษณะเสมือนการเล่น คนจำนวนมากอาจทำงานเพราะต้องการมีเพื่อน หรือเพื่อหนีปัญหาในครอบครัวและความเหงา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในประเทศก้าวหน้าบ่งว่าคนงานจำนวนมากต้องการทำงานน้อยลง ฉะนั้น ความพึงพอใจในการทำงานจึงไม่น่าจะใช่ปัจจัยใหญ่ที่อธิบายความไม่ลดลงของ ชั่วโมงทำงานตามที่เคนส์คาด

ปัจจัยที่สองได้แก่ความกดดันซึ่งมาจากหลายด้านด้วยกัน อาทิเช่น ผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือของคนรวยเพิ่มขึ้นส่งผลให้ คนงานในสัดส่วนที่มากขึ้นต้องตรากตรำทำงานต่อไป มิฉะนั้นจะไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับดำเนินชีวิต พนักงานบริการตามร้านอาหารจานด่วนและร้านสะดวกซื้อมักตกอยู่ในกลุ่มนี้ โดยทั่วไปนายจ้างเลือกที่จะจ้างคนงานในจำนวนจำกัดโดยให้แต่ละคนเพิ่มชั่วโมง ทำงานทั้งนี้เพราะการจ้างคนงานเพิ่มจะทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าสวัสดิการ เพิ่มขึ้นและต้องบริหารจัดการคนงานจำนวนมากซึ่งทำให้ยากลำบากขึ้น การโฆษณาสินค้าสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคมองว่าสินค้ามีความจำเป็นทั้งที่ มันไม่มีความจำเป็น หรือ คนจำนวนมากใช้การเดินชมสินค้าเป็นทางออกของความเหงาและความไม่สบายใจในชีวิต ประจำวัน การเดินชมเช่นนั้นมักจบลงด้วยการซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น การซื้อสินค้าเหล่านั้นสร้างความกดดันให้ต้องทำงานหารายได้เพิ่ม

ปัจจัยที่สามได้แก่ความไม่รู้จักพออันเป็นธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์ เรื่องนี้มองได้จากหลายทาง อาทิเช่น คนเรามักเบื่อหน่ายกับของที่ใช้แล้วใช้อีก หรือความจำเจ ส่งผลให้ต้องหาซื้อของใหม่ หรือทำอะไรใหม่ๆ ทั้งที่มันไม่จำเป็น โดยทั่วไปคนเรามักมองว่าต้องแข่งขันและเปรียบเทียบการมีสถานะกับผู้อื่นเสมอ การมองเช่นนั้นนำไปสู่การต้องซื้อหรือหารายได้มาเพิ่มซึ่งส่วนใหญ่ได้จากการ ทำงาน จะเห็นว่าแม้แต่การทำบุญทำทานก็มีการแข่งขันและโอ้อวดกันว่าใครทำมากกว่า ธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์เราถูกขับเคลื่อนให้เข้มข้นขึ้นด้วยระบบทุนนิยม ซึ่งสร้างความต้องการสิ่งที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น ขยายวงของสถานะทางสังคมให้กว้างขึ้น เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นเงินมากขึ้น และเป่าหูเราอยู่ตลอดเวลาว่าอย่าหยุดแสวงหารายได้ และการแสวงหารายได้แบบไม่รู้จักพอนั้นผลักดันให้ระบบทุนนิยมตัดขาดจากฐานทาง ศีลธรรมจรรยาจนยากที่จะนำกลับมาให้อยู่ในความควบคุมของเราแล้ว

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: