RSS

How Much Is Enough? เท่าไรจึงจะพอ (ตอนจบ)

31 ธ.ค.

บทสุดท้ายของหนังสือเรื่อง How Much Is Enough? เป็นการเสนอแนะแนวนโยบายสำหรับแก้ปัญหาอันสืบเนื่องมาจากระบบทุนนิยม

กระตุ้น ให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นแบบไม่หยุดยั้งโดยอ้างความเจริญบังหน้า ก่อนเล่าต่อไป ขอเรียนว่า ผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักปรัชญาที่หลอมรวมขึ้นมาจากแนวคิดกระแสหลัก ของสังคมตะวันตก คนหนึ่งเป็นผู้เขียนชีวประวัติของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ซึ่งวงการเศรษฐศาสตร์ตะวันตกนับเป็นยอดนักคิดของระบบเศรษฐกิจกระแสหลักแห่ง คริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา การที่ผู้เขียนทั้งสองมองว่าเศรษฐกิจระบบทุนนิยมมีปัญหาสาหัสพร้อมๆ กับการถดถอยทางศีลธรรมจรรยาของสังคมตะวันตกมิได้เกิดบนฐานของการต่อต้านระบบ นั้นเช่นผู้นิยมระบบคอมมิวนิสต์ หรือผู้ไม่ศรัทธาในศาสนาคริสต์ หากเกิดบนฐานของการเป็นผู้อยู่ในระบบมานาน ฉะนั้น การอ่านเหตุการณ์ของเขาจึงมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าสังเกตเป็นพิเศษในบทนี้คือ ผู้เขียนไม่แสดงความเชื่อมั่นแบบเต็มร้อยว่าข้อเสนอของเขาจะแก้ปัญหาได้ ต่างกับบทที่ผ่านมาๆ ซึ่งเขาเสนอเนื้อหาด้วยความเชื่อมั่นสูงมาก นอกจากนั้น เขายังกล่าวว่าข้อเสนอของเขาเป็นเพียงการชี้แนะขั้นต้นเท่านั้น ความไม่เชื่อมั่นของผู้เขียนอาจมองได้ว่า ปัญหานั้นหนักหนาสาหัสยิ่งจนเขาอ่านว่าไม่สามารถแก้ได้ นั่นอาจหมายความว่าสังคมโลกจะต้องล่มสลายด้วยการกระทำของธรรมชาติเสียก่อน แล้วจึงกลับมาเริ่มต้นกันใหม่

เนื่องจากผู้เขียนมองว่า ความถดถอยทางศีลธรรมจรรยาเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหา เขาเสนอว่าฝ่ายศาสนาจะต้องมีบทบาทในการแก้ไขด้วย อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เสนอรายละเอียดมากนักนอกจากพูดถึงหลักของศาสนาคริสต์นิกายโรมัน คาทอลิกเป็นส่วนใหญ่ การที่เขาไม่แสดงความเชื่อมั่นในด้านนี้อาจตีความหมายได้ว่าผู้เขียนมองวง การศาสนาว่าตกอยู่ใต้อำนาจของระบบทุนนิยมไม่ต่างกับวงการอื่น ประเด็นนี้คงเป็นที่เข้าใจของคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างดีเนื่องจากมีตัวอย่าง ให้ดูอยู่เป็นประจำ เมื่อฝ่ายศาสนาไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก การแก้ปัญหาจะต้องมาจากนโยบายของฝ่ายรัฐซึ่งผู้เขียนสรุปว่าต้องมีเป้าหมาย หลัก 2 ด้านด้วยกันคือ การแบ่งสันปันส่วนผลผลิตในเศรษฐกิจจะต้องเท่าเทียมกันมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน และความกดดันให้เกิดการบริโภคแบบไร้ความจำเป็นจะต้องลดลง

ในด้านการแบ่งสันปันส่วนให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น ผู้เขียนเสนอมาตรการสามด้านให้พิจารณาคือ เพิ่มค่าตอบแทนให้แก่อาชีพต่างๆ รวมทั้งครู หมอ พยาบาลและข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ ออกกฎหมายให้เกิดการลดชั่วโมงทำงานของลูกจ้างลงเรื่อยๆ และให้รัฐประกันรายได้เบื้องต้นแก่ทุกคนในสังคมตามความเหมาะสมของสภาพ เศรษฐกิจซึ่งอาจหมายถึงระบบภาษีจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ผู้ที่มีรายได้สูง จ่ายภาษีมากขึ้นกว่าในระดับที่เป็นอยู่

ในด้านการลดความกดดันให้เกิดการบริโภค สิ่งแรกที่ผู้เขียนเสนอให้พิจารณาได้แก่การห้ามบริโภคสินค้าจำพวกหรูหรา เพื่อโอ้อวดสถานะบางชนิดคล้ายกับการห้ามบริโภคยาเสพติดร้ายแรง เนื่องจากการห้ามเป็นมาตรการรุนแรงมากจากมุมมองของเสรีภาพในการดำเนินชีวิต ของบุคคล รัฐอาจใช้มาตรการภาษีในแนวที่ใช้กับสินค้าบางชนิดอยู่แล้วรวมทั้งผลิตภัณฑ์ ยาสูบและแอลกอฮอล์ นอกจากนั้น ยังอาจใช้มาตรการเก็บภาษีก้าวหน้าจากการบริโภคโดยทั่วไปโดยยกเว้นสิ่งจำเป็น เบื้องต้นสำหรับการดำเนินชีวิต เนื่องจากในยุคนี้ ภาคการเงินมีอิทธิพลสูงมากจากการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินซึ่งไม่นำไปสู่การ ผลิตสิ่งที่จำเป็น ฉะนั้น เขาจึงเสนอให้เก็บภาษีธุรกรรมทางการเงินที่รู้กันในนามของ “ภาษีโทบิน” ตามชื่อของนักเศรษฐศาสตร์เจมส์ โทบิน ผู้เสนอภาษีแนวนี้เมื่อปี 2515

อนึ่ง คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า การโฆษณามีอิทธิพลต่อการบริโภคสูงมาก ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงเสนอให้ควบคุมการโฆษณาอย่างเข้มงวดกว่าที่สังคมต่างๆ ทำกันอยู่ในปัจจุบัน เขายกตัวอย่างในบางประเทศมาเสนอว่าการควบคุมการโฆษณาแบบเข้มงวดนั้นทำได้รวม ทั้งในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยสูงด้วย ยิ่งกว่านั้น เขาเสนอให้ห้ามนำงบประมาณการโฆษณามารวมเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการอันเป็นการ บังคับให้บริษัทห้างร้านต้องพิจารณาความคุ้มค่าของการโฆษณาอย่างเข้มข้นขึ้น อีกระดับหนึ่ง

ดังที่อ้างถึงในตอนต้น เนื้อหาของหนังสือเป็นเรื่องของสังคมตะวันตก ในตอนสุดท้ายของบท ผู้เขียนพูดถึงประเทศยากจนสั้นๆ โดยมองว่าจะทำอย่างไรประเทศเหล่านั้นจึงจะสามารถยกระดับการพัฒนาขึ้นมาให้ ประชาชนของตนสามารถมี “ชีวิตที่ดี” ได้ เขามองว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องลดการมุ่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการส่งออกและ การกระตุ้นการบริโภคเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศก้าวหน้ามาแล้ว ส่วนทางด้านประเทศก้าวหน้า เขาเสนอว่าต้องลดการใช้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นปัจจัยในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งคงหมายถึงลดการเอาเปรียบลงด้วย นอกจากนั้น เขาเสนอให้ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาโดยการให้ทุน ในบริบทนี้เขาใช้คำว่า “เพียงพอ” (sufficiency) โดยเสนอว่าประเทศก้าวหน้าควรช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาไปจนกว่าประเทศกำลัง พัฒนาจะมีเศรษฐกิจในระดับที่ประชาชนโดยทั่วไปเข้าถึงปัจจัยเบื้องต้นตามความ จำเป็นของการดำเนินชีวิตอย่างเพียงพอ ความเพียงพอในที่นี้ชี้ชัดว่าเป็นความเพียงพอทางร่างกายซึ่งเป็นส่วนประกอบ สำคัญของการนำไปสู่ความพอใจในชีวิต แน่ละ เมื่อใดความเพียงพอทางร่างกายและความรู้สึกพอใจในชีวิตเกิดขึ้นพร้อมกัน เมื่อนั้นความ “พอเพียง” ที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้น

http://bit.ly/V1CTRb

 
 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: