RSS

Category Archives: Uncategorized

รายงานล่าสุด อุณหภูมิโลก น่าจะร้อนน้อยกว่าที่ IPCC คาดการณ์ไว้

เผยแพร่ลงใน The Economist 30 มีนาคม 2013

แม้ว่าปริมาณ CO2 จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าก่อนยุคอุตสาหกรรม อุณหภูมิโลกน่าจะขึ้นไปที่ 2 องศาเซลเซียส น้อยกว่าที่ IPCC คาดการณ์ไว้ที่ 4 องศา

test  (ขนาดบทความ 2.14 MB)

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 7, 2013 in Uncategorized

 

2012 in review

The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2012 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

4,329 films were submitted to the 2012 Cannes Film Festival. This blog had 25,000 views in 2012. If each view were a film, this blog would power 6 Film Festivals

Click here to see the complete report.

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 31, 2012 in Uncategorized

 

′ไฟแนนเชียลไทมส์′ วิเคราะห์ “น้ำท่วมไทย”กระเทือนซัพพลายเชน”ทั่วโลก” (ตอน 1)

ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมในประเทศไทยต่อระบบซัพพลายเชนโลก โดยเบน แบลนด์และโรบิน กว่อง สองผู้เขียนบทความ “ซัพพลายเชนหยุดชะงัก:  จุดหมายที่จมอยู่ใต้บาดาล” แผ่นดินไหวญี่ปุ่นและวิกฤติน้ำท่วมไทยกระเทือนชิ้นส่วนการผลิตทั่วโลก (“Supply chain disruption: sunken ambitions” Fallout from Japanese quake and Thai floods is causing global parts shortages) ชี้ว่า
มหันตภัยน้ำท่วมซึ่งร้ายแรงที่สุดใน รอบ 50 ปีคราวนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งชีวิตของผู้คนและระบบเศรษฐกิจ คนมากกว่า 400 คนเสียชีวิต คนอีกนับแสนต้องอพยพย้ายที่อยู่ พื้นที่ปลูกข้าว 1 ใน 4 ของประเทศซึ่งส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไทยถูกน้ำท่วมเสียหาย นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึง 7 แห่งจมน้ำ ซึ่งยังผลให้ประชากรกว่า 7 แสนคนต้องไร้งานทำ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นช่วยให้เห็นความสำคัญของบรรดาประเทศในเอเชีย ที่กำลังกลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตโลก อันเนื่องมาจากปริมาณอุปสงค์ที่สูงขึ้นในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการเป็นแหล่งผลิตราคาถูก

 

“โรงงานผลิตชิ้น ส่วนรถยนต์หลายแห่งต้องจมอยู่ในน้ำซึ่งท่วมสูงประมาณ 2 เมตร ผู้ผลิตหลายรายต่างพยายามจ้างนักประดาน้ำเพื่อกู้เครื่องจักรที่มีราคาแพง และยากแก่การเปลี่ยน”

แม้ว่าบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เรื่อยไปถึงโรงงานผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่ม ล้วนมีแผนรับมือกับภัยธรรมชาติและความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อันเห็นได้จากการที่คำว่า “การบริหารความเสี่ยงของระบบห่วงโซ่อุปทาน” (“supply chain risk management”) ได้ถูกบรรจุลงในคลังคำศัพท์ของวิชาการบริหาร อย่างไรก็ดี โรงงานมากกว่า 1,000 แห่งที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงถึงเพียงนี้

“ไม่มีใครเคยนึกถึงความเป็นไปได้ของการเกิดความเสียหายในกรณีที่ร้าย แรงที่สุด” สมบูรณ์ ประสิทธิ์จุตรากุล ประธานบริษัท ดีเคเอสเอช ประเทศไทย จำกัด กล่าว

แหล่งผลิต 3 แห่งของดีเคเอสเอชในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกน้ำท่วมทั้งหมด ทั้งโรงงานผลิตกางเกนยีนส์ยี่ห้อลีวายส์ โรงงานผลิตยา และศูนย์กระจายสินค้าที่มีขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอล 3 สนาม ซึ่งทำหน้าที่จัดส่งสินค้าให้ผู้ค้าปลีกทั่วประเทศ “ในอนาคต เราจำเป็นต้องทบทวนเรื่องความเสี่ยงจากอุทกภัยเสียใหม่ เราต้องกลับมาพิจารณาว่า ควรจะยกพื้นที่ตั้งโรงงานให้สูงขึ้น หรือควรจะไปหาทำเลที่ตั้งโรงงานซึ่งมีการป้องกันภัยพิบัติที่ดีกว่านี้แทน” สมบูรณ์กล่าว

เช่นเดียวกับเมื่อครั้งภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงินภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆด้วย “ไม่กี่ปีที่แล้ว คนที่เป็นผู้จัดการซัพพลายเชนอาจจะแค่เดินเข้าไปหาหัวหน้า และอธิบายว่าวิกฤติน้ำท่วมในไทย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการได้ล่วงหน้า และเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่ทุกวันนี้ คุณไม่สามารถอ้างเหตุผลดังกล่าวได้อีกต่อไปแล้ว” เดเนียล คอร์สเตน ผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนของสถาบันสอนธุรกิจไออีในมาดริดกล่าว

คอร์ส เตนกล่าวต่อว่า บริษัทจะถูกมองว่าเป็นจำเลยจากการกระทำที่ “ไร้ความรับผิดชอบ” ในสายตาลูกค้าและผู้ถือหุ้นของบริษัทถ้าหากว่า “บริษัทเหล่านั้นไม่มีการเตรียมการเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด”

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งชิ้นส่วนประกอบรถ ยนต์ ที่ตั้งของโรงงานผลิตเหล่านั้นกระจุกอยู่รวมกันในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ที่ตอนนี้แลดูเหมือนทะเลสาบขนาดยักษ์
ไล่มาตั้งแต่ “ฮอนด้า” โรงงานผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นซึ่งจมอยู่ใต้บาดาลมาตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อยมาถึง “เอเซอร์” บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ซึ่งมีโรงงานผลิตฮาร์ดดิสส์ไดรฟ์ในประเทศไทย และบริษัทข้ามชาติรายใหญ่อื่นๆซึ่งได้ประมาณการไว้ว่า ยอดขายและผลกำไรของบริษัทจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยพิบัติในครั้งนี้ จากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนทำให้ฮอนด้าต้องลดจำนวนการผลิตรถยนต์ในประเทศ ต่างๆทั่วโลก ตั้งแต่ฟิลิปปินส์ไล่ไปถึงเมืองสวินดอนในสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ ช่วงเวลาของการเกิดภัยพิบัติก็ช่วยซ้ำเติมความเสียหายให้สาหัสขึ้นไปอีก อุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 เดือน ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตใน ประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นก็มีสัดส่วนการลงทุนจำนวนมากในประเทศไทย บริษัทเหล่านี้ต้องรับกับความเสียหายอีกครั้ง จากการที่โรงงานมากกว่า 450 โรงจากทั้งหมด 2,000 โรงถูกน้ำท่วม

และน้ำจะยังไม่หายไปไหนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า จากการคาดการณ์สถานการณ์น้ำที่มองใน “แง่บวก” ที่สุด ส่งผลทำให้ผู้บริหารยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขความเสียหายทั้งหมด รวมถึงเงินทุนที่จะต้องใช้สำหรับการฟื้นฟูโรงงานได้ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประเมินไว้ว่า วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อจีดีพีมากกว่า 1.7 เปอร์เซ็น เทียบกับความเสียหาย 0.3 เปอร์เซ็นของจีดีพีเมื่อช่วงเหตุการณ์สึนามิของประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2547 และมูลค่าความเสียหาย 0.1 เปอร์เซ็นของจีดีพีในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ นักลงทุนชาวต่างชาติจะย้ายการลงทุนออกนอกประเทศไทยหรือไม่? บรรดาผู้ผลิตจะเปลี่ยนแผนธุรกิจจาก “โมเดลการผลิตที่เน้นต้นทุนต่ำ” ในปัจจุบัน ที่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และลูกค้าอยู่บริเวณใกล้กันทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเปลี่ยนจากการผลิตแบบ “ทันเวลาพอดี” หรือ “just-in-time production” [หมาย เหตุ การผลิตแบบ “just-in-time” (JIT) โรงงานจะทำการผลิตสินค้าให้เสร็จและจัดส่งออกไปเมื่อมีการขายเกิดขึ้นเท่า นั้น และวัตถุดิบ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตสินค้า ก็จะถูกนำมาผลิตและประกอบตามจำนวนความต้องการของลูกค้า วัตถุดิบและวัสดุต่าง ๆ ก็จะถูกสั่งซื้อเข้ามาก็ต่อเมื่อมีความต้องการเท่านั้น]  ไปยังแผนธุรกิจที่เน้นการกระจายความเสี่ยงกว่านี้หรือไม่? บริษัท ควรจะหันมาลงทุนเพื่อการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาล หรือจะเพียงแค่ก้มหน้ายอมรับว่า ภัยพิบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจคาดการณ์ได้?

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320394612&grpid=01&catid=&subcatid=

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 4, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

เหตใด TQF จึงไม่ตอบโจทย์อุดมศึกษาไทย

เป็นบทความที่ ดร.อรัญญา ศิริผล เขียนนะครับ

น่าสนใจมากๆๆๆๆ

ดาว์นโหลดไปอ่านกันครับ..TQF…ขนาด file 257 KB

 
3 ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 4, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

“ทำวิจัยในยาม(ยุ่ง)ยาก” …เกษียร เตชะพีระ

ทุกวันนี้นอกจากสอนวิชาระดับปริญญาเอกและช่วยงานบริหารในคณะ บ้างแล้ว ผมก็มี ภาระรับผิดชอบต้องเดินทางจากบ้านที่หนองแขมไปสอนหนังสือปริญญาตรีที่ธรรม ศาสตร์รังสิต ใช้เวลาไป-กลับอยู่บนถนนเบ็ดเสร็จราว 4 ชั่วโมง นานกว่าที่ไปสอนคาบละ 3 ชั่วโมงเสียอีก กว่าจะถึงบ้านก็คอแหบ ตัวเหนียว หน้าดำ หมดแรงพอดี

ด้วยเงื่อนไขเวลาทำนองนี้ ก็น่าคิดว่าคณาจารย์และนักวิจัยชาวธรรมศาสตร์จะสนองเป้าหมายนโยบายของผู้ บริหารที่ต้องการปรับเปลี่ยนธรรมศาสตร์ให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย และเพิ่มยอดตำแหน่งวิชาการระดับศาสตราจารย์และอื่นๆ ด้วยการผลิตงานค้นคว้าวิจัยออกมาให้มากๆ อย่างไร?

นี่ยังมิพักต้อง พูดถึงหน้าที่บังคับให้อาจารย์ทุกคนกรอกเอกสารประเมินผลทีคิวเอฟของ สกอ. ทุกคาบการสอน รวมแล้วคนละเป็นร้อยหน้าต่อภาคการศึกษา ด้วยคำถามมหัศจรรย์พันลึกอย่าง

… อะแฮ่ม, ในแต่ละคาบการสอน ท่านได้ตั้งเป้าจะสั่งสอนคุณธรรมความดีอะไรให้นักศึกษามั่ง? ใช้วิธีการอบรมบ่มสอนอย่างไร? เสร็จแล้วมีการตรวจสอบชั่งวัดประเมินผลเชิงปริมาณว่านักศึกษาได้กลายเป็นคน ดีจริงตามที่ท่านตั้งเป้าหรือไม่มากน้อยแค่ไหนเพียงใด?!?!?!?

จน ผมเคยคิดมุขว่า พอต้นชั่วโมงเข้าชั้น ผมจะโยนเหรียญบาทกำหนึ่งเข้าไปกลางห้อง เมื่อสอนเสร็จเลิกชั้น ก็จะให้นักศึกษาช่วยกันเก็บเหรียญบาทมาส่งคืน ถ้าได้เหรียญครบ แสดงว่าพวกเขามีคุณธรรมดีใช้ได้เต็มร้อย ถ้าไม่ครบ แสดงว่าคุณธรรมยังขาดพร่องไปเป็นตัวเลขปริมาณกี่บาท กี่สตางค์ กี่เปอร์เซนต์ คาบหน้าชั่วโมงถัดไป ก็ยกระดับการวัดคุณธรรมให้สูงขึ้นเป็นเหรียญ 5 บาท 10 บาท ฯลฯ ตามลำดับ

นอก จากตกเป็นเหยื่อหนูตะเภาของบรรดาผู้ปรารถนาดีที่มีอำนาจแต่ไม่รู้สภาพความ เป็นจริงแล้ว คนสอนหนังสืออย่างผมก็ยังต้องสู้รบปรบมือกับนักศึกษาประเภท…สอนไปหนึ่ง ชั่วโมง แม่เจ้าประคุณเพิ่งเปิดประตูห้องเรียนเดินนวยนาดเข้ามานั่งทำตาบ้องแบ๊วไม่ รู้ไม่ชี้

สักพักหนึ่งจู่ๆ คุณเธอก็ลุกขึ้นเยื้องยุรยาตรลับหายออกไปเข้าห้องคอมพิวเตอร์ข้างๆ เปิดเครื่องนั่งเคาะคอมพ์โดยไม่บอกกล่าวอาจารย์ผู้สอนเหมือนเป็นแค่หัวหลัก หัวตอตั้งโด่เด่อยู่หน้าห้องเรียน…

ในสถานการณ์ totally absurd แบบนี้ เราจะทำวิจัยอย่างไรดีครับท่านอธิการบดี, นายกสภามหาวิทยาลัย, และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ?

ที่ผ่านมา ผมดิ้นรนเอาตัวรอดโดยใช้วิธีพยายามประสานงานวิจัยเข้ากับการสอนประจำครับ

คือ ในวิชาหนึ่งๆ นอกจากเนื้อหาหลักประจำวิชานั้นๆ แล้ว ผมก็ลองเพิ่มประเด็นเนื้อหาที่สอดคล้องอยู่ในขอบข่ายของวิชา แต่เป็นเรื่องแปลกใหม่น่าสนใจ เป็นประโยชน์แก่นักศึกษา และตัวเองอยากรู้อยากวิจัยเข้าไปด้วย เพื่อเปิดโอกาสสร้างเงื่อนไขให้สามารถผสานการอ่านค้นคว้า เตรียมสอนที่ทำอยู่เป็นประจำเข้ากับส่วนหนึ่งของงานวิจัย, เพิ่มขยายปรับปรุงเนื้อหาวิชานั้นๆ ให้มีประเด็นแปลกใหม่ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น, กระตุ้นให้นักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ด้วยตัวเองในหัวข้อประเด็นนั้นๆ, แล้วผมเองก็พลอยได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับหัวข้อวิจัยดังกล่าวจากการบ้านรายงานที่นักศึกษาค้นคว้าทำมาส่ง

เสมือนหนึ่งพวกเขาเป็น “คณะผู้ช่วยวิจัย” กิตติมศักดิ์ โดยปริยายอะไรทำนองนั้น

เช่น ในวิชาการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ นอกจากสอนเนื้อหาหลักเรื่องการเมืองโลก ยุคหลังสงครามเย็น, วิวัฒนาการของรัฐสมัยใหม่, เกณฑ์วัดประเภทและฐานคิดของประชาธิปไตย, ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ, ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ, ระบอบเผด็จการ ฯลฯ ตามปกติแล้ว

รอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2551-2553) ผมก็เพิ่มเนื้อหาประเด็น “วิกฤตซับไพรม์และวิวัฒนาการของระเบียบการเงินโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง” เข้าไปด้วย

และเพราะมันเป็นเรื่องที่ตัวผมเองก็อยากรู้ จึงค้นคว้าเสาะหาความรู้ใหม่ๆ ทั้งหนังสือ ตำรา บทความ การ์ตูน ข่าวสาร รายการวิทยุ และหนังสารคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ แล้วนำไปสอนพลาง วิจัยพลางอย่างสนุกเพลิดเพลิน

หลังเก็บสะสมฐานข้อมูลและ แนวคิดข้อถกเถียงได้พอสมควร ผมก็เขียนเป็นรายงานวิจัยให้แก่ศูนย์วิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “เศรษฐกิจโลกถดถอยครั้งใหญ่ : ความรุ่งเรืองและล่มจมของเสรีนิยมใหม่/โลกาภิวัตน์” เสร็จปลายปีก่อนและตีพิมพ์เป็นรูปเล่มออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นตำราประกอบการสอนต่อไป

มา ปีนี้ จบประเด็นเก่าไป ผมจึงลองเปลี่ยนประเด็นเพิ่มเติมพิเศษใหม่ในเนื้อหาวิชาให้สอดรับกับ สถานการณ์บ้านเมืองและความสนใจทางวิชาการของตัวเอง ได้แก่เรื่อง “สถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย : ข้อคิดและประสบการณ์จากบางประเทศ” โดยค้นคว้าเอกสารตำราบทความ รายงานข่าว รายการวิทยุ และหนังสารคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในประเทศต่างๆ นอกประเทศไทย

สืบเนื่องจากที่ตัวเองได้ทำวิจัยเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข : ที่มาและที่ไป” ของไทยเสร็จสิ้นลงเมื่อปลายปีก่อน (รวมพิมพ์ใน เมืองไทยสองเสี่ยง?: สภาพปัญหา แนวโน้มและทางออกวิกฤตการเมืองไทย, 2554, คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) เพื่อสามารถนำมาเปรียบเทียบขยายมุมมองพรมแดนเพดานความรู้เกี่ยวกับสถาบันอัน สำคัญยิ่งของสังคมไทยให้พิสดารกว้างขวางออกไป ทั้งสำหรับการเรียนการสอนและการวิจัย

นอกจากค้นคว้าเรียบเรียงข้อมูลความรู้เพื่อบรรยายหัวข้อ “สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในโลกยุคปัจจุบัน” (ประวัติศาสตร์ราชากับชาติในการเมืองโลกยุคใหม่ถึงปัจจุบัน, กรณีประเทศอังกฤษ, ยูกันดา, เนปาล, ตองกา), “สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา” (เน้นอังกฤษ), “อุดมการณ์กษัตริย์นิยมและความเห็นต่าง” (กรณีสวีเดนกับอเมริกา) แก่นักศึกษาในวิชาแล้ว

ผมก็ให้การบ้านนักศึกษาลองไปค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ด้วยตัวเองในประเด็นคำถามว่า:

“ให้ นักศึกษาเลือกประเทศในโลกปัจจุบันที่มีสถาบันกษัตริย์มาหนึ่งประเทศ (นอกจากประเทศไทย) ซึ่งอาจปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ/constitutional monarchy หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์/absolute monarchy และบรรยายโดยสังเขปเกี่ยวกับฐานะ บทบาททางการเมืองการปกครองของสถาบันกษัตริย์ของประเทศนั้น ในความสัมพันธ์กับสถาบันการเมืองการปกครองอื่นๆ พร้อมทั้งปัญหาความขัดแย้งตึงเครียดที่อาจมีจากอดีตถึงปัจจุบัน”

ผล จากการเรียนไป สอนไป วิจัยไปของผมและ “คณะผู้ช่วยวิจัย” กิตติมศักดิ์ 60 กว่าคน ในขั้นต้นปรากฏว่าเราได้ค้นพบและเรียนรู้อะไรแปลกใหม่บางอย่างที่ไม่รู้มา ก่อนซึ่งจะขอคัดมาเล่าต่อ พอเป็นกระสายดังนี้: –

1) เกี่ยวกับงานเรื่อง The English Constitution (พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก ค.ศ.1867) ของ Walter Bagehot (ค.ศ.1826-1877) ที่ถูกถือเป็นตำราแม่บทต้นแบบของระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของอังกฤษนั้น

แรก เริ่มเดิมทีงานชิ้นนี้ทยอยตีพิมพ์เป็นบทความ 9 ตอน ลงในนิตยสาร The Fortnightly Review จาก พ.ค.1865-ม.ค.1867, ตัว Walter Bagehot เองเป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ ชาวอังกฤษผู้รับผิดชอบดูแลนิตยสาร The Economist อยู่นานถึง 17 ปี และปลุกปั้นมันจนกลายเป็นนิตยสารธุรกิจการเมืองชั้นนำของโลกตราบเท่าทุก วันนี้

แต่ไหนแต่ไรมานักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์บ้านเราเวลาอภิปราย เรื่องสถาบันกษัตริย์ในระบอบการเมืองไทยมักอ้างอิงถึง The English Constitution เสมอ โดยเฉพาะประเด็นสิทธิทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ในระบอบราชาธิปไตยภายใต้ รัฐธรรมนูญ 3 ประการ

ได้แก่ สิทธิที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ/the right to be consulted, สิทธิที่จะทรงส่งเสริมกำลังใจ/the right to encourage, และสิทธิที่จะทรงตักเตือน/the right to warn

ปรากฏว่าเอา เข้าจริงประเด็นที่นักวิชาการไทยมักหยิบยกมาอ้างเป็นเพียงย่อหน้าเดียว (p.111) ในการอภิปรายเรื่องนี้ยาว 4 หน้าครึ่ง (pp.110-114) ของบทเดียว (Chapter II The Monarchy, pp.82-120) ในหนังสือ 8 บทที่ยาวราว 208 หน้า (ไม่นับบทนำ, อ้างจากฉบับพิมพ์ ปี ค.ศ.1963 โดย The Fontana Library)

ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ แนวเนื้อหาโดยรวมของหนังสือมิได้มุ่งไปในทิศทางที่ข้อความ ซึ่งมักถูกยกมาอ้างชวนให้เข้าใจไปได้เลย

กล่าวคือ Bagehot ไม่ได้เขียนงานนี้จากจุดยืนนิยมชมชื่นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ไม่มีข้อแม้
หากแสดงท่าทีแบบนักวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองสังกัดชนชั้นกระฎุมพีผู้ยึดความจริงเป็นที่ตั้งและเลือดเย็น

ดัง ที่เขาสรุปไว้ใน เชิงอรรถสุดท้ายของบทสุดท้ายในหนังสือว่า ระบอบดังกล่าวของอังกฤษเป็นเพียง “a disguised republic” เท่านั้นเอง (p.266n1)

2) อังกฤษก็มีคณะองคมนตรี (the Privy Council) เช่นกันแต่ไม่เหมือนของไทย

ใน ขณะที่ของไทยมีประธานและคณะองคมนตรีรวมกันไม่เกิน 19 คน, พระมหากษัตริย์ทรงเลือก, แต่งตั้งและให้พ้นจากตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย, โดยต้องไม่เป็น ส.ส., ส.ว., ข้าราชการ, สมาชิกพรรคการเมือง ฯลฯ นั้น (มาตรา 12, 13, 14 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)

ปรากฏว่าตาม เอกสารราชการฉบับร่างชื่อ The Cabinet Manual-Draft: A guide to laws, conventions, and rules on the operation of government ที่สำนักคณะรัฐมนตรีอังกฤษตีพิมพ์ออกมา เมื่อเดือนธันวาคมศกก่อน ซึ่งสำหรับประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างอังกฤษ ต้องถือว่าเอกสารนี้ใกล้เคียงเสมือนหนึ่งรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่สุด เท่าที่เขาจะมีได้ (ดู http:// http://www.cabinetoffice.gov.uk/ sites/default/files/resources/cabinet-draft- manual.pdf) นั้นได้ระบุข้อกำหนดเรื่อง The Privy Council ของอังกฤษไว้ว่า (ข้อ 27-30 ของเอกสาร pp.17-18): –

ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะองคมนตรี ของอังกฤษส่วนมากแล้ว ประกอบด้วยรัฐมนตรี, สมาชิกรัฐสภาและตุลาการ, องค์อธิปัตย์ทรงแต่งตั้งองคมนตรีโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี

องคมนตรี เป็นตำแหน่งตลอดชีพ ดังนั้น สมาชิกคณะองคมนตรีส่วนใหญ่ (ตามข้อมูลปี ค.ศ.1993 อังกฤษมีองคมนตรีถึง 400 คน! ซึ่งจะมาประชุมเต็มองค์คณะพร้อมกันเฉพาะเมื่อองค์อธิปัตย์เสด็จสวรรคต หรือในสถานการณ์พิเศษเรื่องรัฐธรรมนูญเท่านั้น) จึงไม่ได้เข้าร่วมกิจการประจำวันของคณะองคมนตรี โดยมากแล้วกิจการดังกล่าวจะดำเนินการโดยบรรดารัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่ดำรง ตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นๆ

ประธานองคมนตรีโดยทั่วไปแล้วเป็นตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และผู้ดำรงตำแหน่งมักได้แก่ผู้นำแห่งสภาสามัญหรือสภาขุนนาง

ปัจจุบันนี้ผู้เป็นประธานองคมนตรีคือรองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ, คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการบริหารของคณะองคมนตรี

3) นักศึกษาได้ค้นคว้ามารายงานว่าในสวีเดนปัจจุบัน ไม่มีหลักปฏิบัติเรื่องพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติ ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย และดังนั้นจึงไม่มีกรณีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในเรื่อง ดังกล่าว

กฎหมาย ปกครอง (The Instrument of Government) ที่ออกมาเมื่อปี ค.ศ.1974 และ เป็นกฎหมายพื้นฐาน 1 ใน 4 ฉบับ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของสวีเดนนั้น ได้ขยายบทบาทรัฐสภา (The Riksdag) ออกไป โดยให้ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมติเห็นชอบของรัฐสภาแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมาย ได้โดยพระมหากษัตริย์มิต้องทรงลงพระปรมาภิไธยเห็นชอบก่อน อันแตกต่างจากแบบแผนปฏิบัติในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐ ธรรมนูญอื่นๆ ส่วนใหญ่ (ดูรัฐธรรมนูญสวีเดนจากเว็บไซต์ทางการของรัฐสภาสวีเดนที่ http://www.riksdagen.se/templates/R_Page____6307.aspx ; และข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์สวีเดนที่ http://www.royalinsight.net/content/swedish-monarchy-overview )

หากมีข้อมูลความรู้อื่นๆ ในเรื่องนี้ที่น่าสนใจ ผมจะนำมาเล่าต่ออีกในโอกาสหน้า

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316173391&grpid&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 18, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

This World, BBC Documentary – Thailand – Justice Under Fire

มีทั้งหมด 4 ตอน

ฝ่ายแดง ดูแล้วคงพอใจ อีกฝ่ายดูแล้ว ก็บอกว่าเอียง และเล่นแง่กับ ทหารและราชวงศ์ ซึ่งเป็นแกนกลางของความขัดแย้งอย่างแน่นอน และที่สำคัญที่สุด ระบบยุติธรรมของไทย ที่ไม่สามารถผดุงความยุติธรรมได้…..หลังจากดูเรื่องนี้แล้ว ลองย้อนมองดู ความรุนแรงในอังกฤษและมีผู้เสียชีวิตแล้วเช่นกัน..เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

ตอนที่ 4

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 11, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่ในยุคการเมืองมวลชน

โดย เกษียร เตชะพีระ



(เรียบเรียงเพิ่มเติมจากคำอภิปรายของผู้เขียนในวงสนทนาแบบเปิดข้างต้น)

เบื้องหน้าทิศทางการเปลี่ยนแปลงใหญ่ 3 ด้านของสังคมการเมืองไทยที่ได้นำไปสู่วิกฤต รุนแรงในระยะหลายปีที่ผ่านมา (ดังที่เขียนถึงในสัปดาห์ก่อน) พอจะมีทางออกอะไรจากวิกฤตดังกล่าวได้บ้าง ในอันที่จะนำสังคมการเมืองไทยผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่บอบช้ำเสียหาย ยิ่งไปกว่านี้?

ขณะแนวคิดที่โลกตะวันตกคุ้นเคยในการใช้รับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงคือ สัญญาทางสังคมใหม่ (The New Social Contract/Le nouveau contrat social/Der neue Sozialvertrag) ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายกันกว้างขวางในช่วงก่อตั้งและขยายสหภาพยุโรปหรือ ช่วงวิกฤตซับไพรม์ และเศรษฐกิจโลกถดถอยใหญ่ในอเมริการะยะหลัง ฯลฯ

แนวคิดที่ค่อนข้างเป็นที่คุ้นเคยกว่าในสังคมไทย และอาจเหมาะกับการปรับประยุกต์มารับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงแบบเฉพาะที่เราเผชิญคือ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย (The Thai Cultural Constitution) ซึ่งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอไว้อย่างเฉียบแหลมเป็นระบบในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ.2534 และถูกนำไปอ้างอิงตีความวิเคราะห์ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายต่อมา (เช่น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, กฎหมายมหาชนเล่ม 2, 2537 ; ยุกติ มุกดาวิจิตร, “คนเสื้อแดงกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย”, วิภาษา, 3: 2, 2552; รวมทั้งมีฉบับแปลเป็นอังกฤษโดย Chris Baker ที่ http://kyotoreview.cseas.kyoto-u.ac.jp/issue/issue2/article_243.html)

 

สรุปฟันธงคือ ผมคิดว่าเพื่อหาทางออกจากวิกฤตการเมือง เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่สำหรับยุคการเมืองมวลชนปัจจุบัน ซึ่งมีแก่นสารสำคัญที่มุ่งทำให้รัฐและการเมืองมวลชนเป็นอารยะหรือศิวิไลซ์

ใน แง่เหตุผลความจำเป็นของการทำให้รัฐศิวิไลซ์ อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้เสนอไว้ อย่างพิสดารแล้วในปาฐกถารำลึกศาสตราจารย์ W.F. Wertheim ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 เรื่อง Civilising the state: state, civil society and politics in Thailand (http://www.iias.nl/asia/wertheim/lectures/WL_Phongpaichit.pdf) ผมขอไม่เอ่ยซ้ำในที่นี้

ทว่า พฤติกรรมที่เป็นจริงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนของฝ่ายต่าง ๆ รอบหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประจักษ์ชัดว่าลำพังการเรียกร้องให้รัฐใช้อำนาจอย่างศิวิไลซ์ฝ่ายเดียว เท่านั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป จำต้องเรียกร้องให้ขบวนการการเมืองของมวลชนทุกสีทุกฝ่ายเคลื่อนไหวอย่าง ศิวิไลซ์ด้วย

(ในประเด็นนี้ มุมมองของผมพ้องรับกับข้อเสนอต่างหากของอาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ ในบทความ “ประชาสังคม ความรุนแรง และการล่มสลายของประชาธิปไตย : ความสำคัญของแนวคิด เรื่องความมีอารยะและการเมืองแบบอารยะของเอ็ดเวิร์ด ชิลส์” ใน เมืองไทยสองเสี่ยง : สภาพปัญหา แนวโน้ม และทางออกวิกฤตการเมืองไทย ซึ่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์กำลังจะตีพิมพ์ออกมา)

ในทรรศนะของผม เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยที่จำต้องปรับปรุงใหม่ให้ ตอบรับกับยุคการเมืองมวลชนมีอย่างน้อย 4 ประการ ด้วยกันดังนี้: –

1) ถือความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติวิสัยของสังคมไทย

ใน โฆษณาทีวีผลิตภัณฑ์รักษาสิวของ ดร.สมชายหลายปีก่อน ปรากฏฉากหนุ่มวัยรุ่นมายืนบนเกาะกลางถนนใต้เสาสัญญาณจราจรแล้วกางแขนสอง ข้างออกพร้อมร้องตะโกนว่า:

“สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

ข้อเสนอของผมคือ อยากให้คนไทยตระหนักดังๆ ได้แล้วว่า :

“ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

ความ ขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมชาติพอๆ กับความรู้รักสามัคคี สนิทสนมกลมเกลียวนั่นแหละ ไม่มีอะไรผิดปกติวิสัยหรือไม่ธรรมชาติ หรือไม่ไทยไปกว่ากัน

การยึดมั่นถือมั่น (psycho-cultural fixation) ว่าความขัดแย้งกันทางการเมืองเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่ธรรมชาติหรือไม่ไทย ทำให้มีท่าทีหวาดระแวงเกลียดชัง “สิว”, ไม่ค้นคว้าเข้าใจสมุฏฐาน หรือเหตุแห่ง “สิว”, แก้ไขรักษา “สิว” ผิดๆ ถูกๆ เช่น เอะอะก็อับอายที่เป็น “สิว”, เกิดปมด้อยที่ใบหน้ามี “สิว”, พยายามปิดงำอำพราง “สิว”, เก็บกดกำราบ “สิว”, สุดท้ายก็ไปเที่ยวไล่บี้ “สิว” จนออกอาการอักเสบแดงบวมปูดกระทั่งเกิดรอยแผลเป็นปรุพรุนไปทั้งหน้า เป็นต้น

นี่ เป็นผลของการยึดติดความคิดยุคก่อนมีโทรศัพท์มือถือ, ก่อนมีแล็บท็อป, ก่อนมีแอปเปิล-ไอพอด-ไอแพด, เป็นความคิดย้อนยุคสมัยสงครามเย็น เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน, แล้วใช้มันมาชี้นำการใช้อำนาจบ้านเมืองในปัจจุบัน ซึ่งก็แหงอยู่แล้วว่าย่อมแสดงอาการออกไปในเชิงขัดขืนฝืนทวนกระแส ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงของบ้านเมือง แบบอวดกร่างกร้าวร้าวแต่ช่างเชยบรม

การอ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองไม่ขาดปาก ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดนั้นเชยน้อยลงแต่อย่างใด

เอา คนที่มีความคิดเมื่อวานนี้มาใช้อำนาจบังคับบัญชาใหญ่โตมหาศาลในวันนี้ มันก็ย่อมบิดเบนเฉไฉไม่มีทางก้าวไปทันพรุ่งนี้อย่างถูกทิศทางได้

คน ไทยไม่เลิกทะเลาะกันหรอก และไม่มีวันจะเลิกทะเลาะกันด้วย ควรหัดยอมรับปรับตัว ปรับใจให้เข้ากับโลกจริงนอกชุมชนหมู่บ้านในฝันหรือค่ายทหารเสีย เมื่อเห็นความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติวิสัย-ธรรมชาติ-และไทยๆ เหมือน “สิว” ก็จะได้ไม่ใช้กำลังบังคับหักห้ามชาวบ้านไม่ให้เขา แต่งหลากสี, เห็นต่างคัดค้านหรือขัดแย้งกัน แต่หาทางให้คนไทยทะเลาะกันต่อไปได้อย่างสันติ โดยไม่ต้องฆ่ากันกลางถนนทุกๆ บ่อยต่างหาก

(จะว่าไปการมองความขัดแย้งเป็นธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับคนไทย เพราะมันล่วงละเมิดทิฐิหยั่งลึกของความเป็นไทย แบบราชการที่ว่ารัฐกับสังคมเหมือนองคาพยพของร่างกาย : ทุกส่วนทุกคนเหมือนอวัยวะ ซึ่งมีหน้าที่เฉพาะตามธรรมชาติของมัน ใครมีหน้าที่ตามธรรมชาติอะไรก็ทำๆ ไป แล้วบ้านเมืองส่วนรวมหรือร่างกายก็จะดีเอง

 

อย่าไปทะลึ่งทำนอกหน้าที่ หัวมีไว้คิด ตีนมีไว้เดิน ปากมีไว้สั่ง จะเอาตีนมาคิดชี้นำแทนหัวได้อย่างไร มันผิดหน้าที่ตามธรรมชาติ

 

นักศึกษาจึงมีหน้าที่เรียน ชาวนามีหน้าที่ปลูกข้าว กรรมกรมีหน้าที่เข้ากะโรงงาน ไม่ใช่ประท้วงเดินขบวนปิดถนนก่อม็อบวุ่นวาย ความขัดแย้งระหว่างอวัยวะในร่างกายจึงไม่ควรมี หากต้องทำหน้าที่ประสานสอดคล้องกัน

 

ไม่อย่างนั้นเวลาก้าวเดิน ตีนข้างซ้ายดันมาเตะตัดตีนข้างขวาก็แย่ เดินไปไม่เป็นเท่านั้นเอง ฯลฯ ความคิดน่ารักเรียบร้อยแบบนี้ อยู่กับราชการไทยมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นอย่างช้าแล้ว)

2) ปฏิเสธเป้าหมายสุดขั้วสุดโต่งทางการเมือง

เป้า หมายสุดขั้วสุดโต่งทางการเมือง (เช่น สงครามครั้งสุดท้าย, กวาดล้างทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากแผ่นดินแบบม้วนเดียวจบ, ขอนายกฯพระราชทาน, ระบอบแต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30, ระบอบที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฯลฯ) แม้จะแหลมคมชัดเจน และสะใจมวลชนโดยเฉพาะ เวลาขึ้นไฮด์ปาร์กบนเวที (ซึ่งก็คือ การถือไมค์ประกาศความคิดเห็นของตัวดังสนั่นลั่นถนนอยู่ข้างเดียวโดยไม่มีใคร เถียงได้ นานๆ เข้าก็ชักเคลิ้มว่านั่นคือสัจธรรมนี่หว่า…..)

แต่ การเมืองสุดโต่งขัดฝืนโครงสร้างอำนาจ, โครงสร้างความรู้สึก, พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และดุลกำลังที่เป็นจริงของสังคมการเมืองเกินไป

 

ผลที่จะค่อยปรากฏก็คือ โดดเดี่ยวตัวเอง ไล่มิตร เพิ่มศัตรู เมื่อทำไม่ได้จริงเพราะเป้าไกลเกินไป มวลชนอกหักผิดหวังในราคาคุย ชักท้อแท้เสื่อมถอย แกนนำก็กลับยิ่งดื้อรั้นก้าวร้าวรุนแรงไปไกลสุดโต่งขึ้นกว่าเก่า ด้วยเชื่ออย่างสิ้นสงสัยในความถูกต้องโดยปราศจากเงื่อนไขของตัว (และความผิดพลาดอันเลวร้ายต่ำทรามของผู้เห็นต่างจากตัว มองคนอื่นว่าเห็นต่างจากตัวเองเฉยๆ ไม่ได้ มึงต้องเลวด้วย เพราะถ้ามึงไม่เลว แล้วกูจะดีไปได้ยังไง วะ, แหะๆ)

การ เมืองแบบสุดโต่งกลายเป็นเรื่องของการทำลายล้างสิ่งดีงามอื่นๆ ทั้งหมดลงไปในนามของสิ่งดีงามอย่างเดียวที่ตัวเองเชื่อ โดยที่สุดท้ายสิ่งดีงามที่ตัวเองอวดอ้างก็ไม่ได้มาจริง, ชัยชนะใดที่ได้มาแม้ฮึกเหิม แต่ก็แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา เพราะคับแคบด้านเดียวขัดฝืนความเป็นจริง และก็ไม่ยั่งยืนอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วคราว แล้วก็หดฝ่อไป เปิดทางให้ชีวิตอันหลากหลายดำเนินสืบต่อ

3) วิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย

พึง ตระหนักว่าวิธีการก็คือ เป้าหมายที่กำลังอยู่ในกระบวนการคลี่คลายปรากฏเป็นจริง (The means is the end in the process of becoming.)

หากในนามของเป้าหมายที่ถูกต้องดี งาม (เช่น ประชาธิปไตย, ปราบคอร์รัปชั่น, ปราบยา เสพติด) แต่ใช้วิธีการที่ผิดหรือเลวทรามต่ำช้าอย่างไรก็ได้ไม่เลือก (เช่น รัฐประหาร, สองมาตรฐาน, ฆ่าตัดตอน) ผลลัพธ์บั้นปลายไม่มีทางจะออกมาดีงามตามเป้าหมายที่คาดหวังได้

ปลูก เมล็ดพันธุ์ใดก็ย่อมได้ผลตามนั้น พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้วตั้งแต่ 2500 กว่าปีก่อน ถ้าไม่เชื่อก็เบิ่งตาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของวิธีการเฮงซวย สารพัดที่ใช้ๆ กันมาอย่างสิ้นคิดในหลายปีหลังนี้เถิดว่าได้อะไรมาบ้าง? เสียอะไรไปบ้าง? และเหลืออะไรอยู่บ้าง?

4) เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

 

เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ ถึงแม้อาจไม่เห็นด้วย ว่าทำไมบุคคลจึงมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างรุนแรงแบบหนึ่งๆ แต่มันเป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะเข้าใจและไม่อาจเห็นด้วยได้ว่า ทำไมจึงต้องเกลียดชังเคียดแค้นดูหมิ่นเหยียดหยามคนที่เห็นแตกต่างจากตัว ราวกับเขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่ผู้ ใช่คน ไม่อาจมองเห็นและนับถือว่าเขาก็เป็นคนที่คิดเองเป็น และมีเหตุมีผลเช่นกัน

วัฒนธรรม การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งอยู่ในหมู่คนด้วยกันที่ถือเป็นสัตว์ประเสริฐ หรืออารยชนที่เสวนา และเปลี่ยนแปลงความคิดซึ่งกันและกันได้ด้วยเหตุผลน่าเสียดายที่หลายปีหลัง นี้วัฒนธรรมดังกล่าวเสื่อมถอยลงมาก และถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมสร้างเสริมพอกพูนความเกลียดชังในหมู่มวลชน ความอนารยะป่าเถื่อนค่อยแพร่ลามจากเว็บบอร์ด เว็บไซต์ วิทยุทีวีไปสู่เวทีชุมนุมและจลาจลบนท้องถนน

อหิงสาและสันติวิธีจึงมี ไว้ใช้สำหรับมวลชนพวกเดียวกัน แต่ขีดเส้นแบ่งคั่นไม่เผื่อแผ่ไปถึง ฝ่ายตรงข้ามและคนนอกหากเป็นพวกนั้นถึงล้มหายตายจากไปบ้าง ก็ช่างหัวมัน ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อะไรด้วย

เท่ากับปล่อยให้เส้นแบ่งข้างแบ่งสี แบ่งฝ่ายกลายเป็นเส้นขีดคั่นความเป็นคนและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของตน ไป ทั้งในระดับขบวนการและมวลชนแต่ละคน

ถ้าไม่ลบเส้นแบ่งนั้น ทิ้ง ทำใจให้กว้าง มองเห็นความเป็นคนและเคารพศักดิ์ศรีของฝ่ายตรงข้าม แล้วขอโทษ ก็คงยากที่การเมืองมวลชนจะเป็นแบบศิวิไลซ์

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 18, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,