RSS

2012 in review

The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2012 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

4,329 films were submitted to the 2012 Cannes Film Festival. This blog had 25,000 views in 2012. If each view were a film, this blog would power 6 Film Festivals

Click here to see the complete report.

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 31, 2012 in Uncategorized

 

How Much Is Enough? Money and the Good Life (3) โดย ไสว บุญมา

ดังที่เล่าไว้ในตอนแรก ผู้เขียนหนังสือเรื่อง How Much Is Enough? เสนอว่า “ชีวิตที่ดี” เป็นสิ่งที่ทุกคนมีได้และควรแสวงหา

ส่วน เงินหรือรายได้ที่จะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีนั้นคือจำนวนที่ควร “พอ” แต่เขามิได้ให้นิยามของคำว่า “ชีวิตที่ดี” จนกระทั่งบทที่ 6 ซึ่งเป็นบทรองสุดท้ายของหนังสือ ก่อนนั้นเขาพูดถึงปรัชญาและที่มาของระบบทุนนิยม สิ่งที่ทำให้ระบบนั้นเลวร้าย เรื่องการใช้ทรัพย์สิน เรื่องมายาภาพของความสุข และเรื่องข้อจำกัดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ วันนี้จะไม่พูดถึงเรื่องเหล่านั้น แต่จะข้ามไปพูดถึงชีวิตที่ดีในบทที่ 6 ซึ่งผู้เขียนเสนอว่ามีส่วนประกอบเบื้องต้น 7 อย่างด้วยกันคือ

หนึ่ง สุขภาพดีซึ่งหมายถึงร่างกายที่ทำงานได้ตามปกติในช่วงที่มีชีวิตอยู่ตาม อายุขัย การจะมีร่างกายที่ดีได้ย่อมหมายถึงมีสิ่งจำเป็นต่างๆ ในปริมาณที่เพียงพอแต่ไม่ฟุ่มเฟือยรวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยและการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดการเจ็บป่วย แต่ไม่รวมถึงความพยายามที่จะมีชีวิตแบบผิดไปมากจากกฎของธรรมชาติซึ่งจะนำไป สู่การใช้จ่ายแบบไม่มีทางเพียงพอ อาทิเช่น ความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยใช้เครื่องช่วยชีวิตต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมทั้งเครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะนิทราอย่าง ถาวร และความพยายามทำศัลยกรรมตกแต่งที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการทำ งานตามปกติของร่างกายแต่อย่างใด

สอง ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตโดยปราศจากการรบกวนของอาชญากรรม สงคราม หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แบบเฉียบพลันทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

สาม การได้รับความเคารพ หรือการมีศักดิ์ศรี การเป็นทาสอาจเป็นการสูญเสียศักดิ์ศรีที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษย์เรา แต่เนื่องจากในสมัยนี้ สังคมต่างๆ ไม่มีระบบทาสเหลืออยู่ เรื่องนี้จึงมุ่งไปที่ความเหลื่อมล้ำซึ่งจะต้องไม่มีมากจนทำให้กลุ่มชนแบ่ง แยกแบบเชื่อมกันไม่ติดโดยผู้ที่มีเงินมากสามารถละเมิดกฎหมายได้ตามใจชอบ ในขณะที่คนจนรู้สึกคับแค้นใจอยู่ไม่ขาด และนักการเมืองเป็นทาสของเงิน

สี่ ความมีอิสระที่จะแสดงความเป็นตัวของตัวเองบนฐานของการมีศีลธรรมจรรยา การมีหลักประกันในทรัพย์สินเป็นส่วนประกอบหลักของความมีอิสระ เพื่อให้เกิดความมีอิสระอย่างทั่วถึง ทรัพย์สินจะต้องกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง แทนที่จะตกอยู่ในมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

ห้า การอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เรื่องนี้มักก่อให้เกิดการถกเถียงกันในระหว่างฝ่ายที่มองว่าการอยู่ใกล้ ธรรมชาติเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดชีวิตที่ดีและฝ่ายที่ไม่เชื่อเช่นนั้น ผู้เขียนอ้างถึงข้อมูลต่างๆ แล้วสรุปว่าฝ่ายแรกมีน้ำหนักมากกว่า

หก การมีเพื่อนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ เพื่อนในที่นี้อาจเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือคนนอกครอบครัวก็ได้ซึ่งคบค้ากันด้วยความจริงใจ มิใช่เพื่อผลประโยชน์

เจ็ด การพักผ่อนหย่อนใจซึ่งไม่เฉพาะการผ่อนคลายอย่างสบายๆ เนื่องจากได้พักจากงานหรือความกดดันต่างๆ เท่านั้น หากยังรวมถึงการได้ทำสิ่งที่มีใจรักอีกด้วย ในบางกรณี การทำงานอาจเป็นการได้ทำสิ่งที่มีใจรักพร้อมๆ กันไปด้วย อาทิเช่น เมื่อนักเขียนแต่งหนังสือ แม้จะไม่มีใครจ่ายเงินให้ เขาก็ยังทำต่อไปเนื่องจากมีใจรัก

สำหรับบุคคล การจะมีชีวิตที่ดีได้ส่วนหนึ่งมาจากโชคของการเกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่อำนวย และมีร่างกายที่มีส่วนประกอบดี และการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีหน้าที่ที่จะต้องก่อให้เกิดภาวะเอื้ออำนวยซึ่งส่วน ใหญ่มิใช่ภาวะทางด้านเศรษฐกิจ ส่วนประกอบสำคัญทางด้านเศรษฐกิจได้แก่การขยายตัวของผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจมีความ สำคัญใน 3 ด้านด้วยกันคือ

ด้านแรก การขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจมีความจำเป็นในการผลิตปัจจัยเบื้องต้นสำหรับการมี ชีวิตที่ดี อาทิเช่น ทำให้มีอาหารและปัจจัยในการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอ ในประเทศที่ก้าวหน้ามากๆ ปัจจัยเบื้องต้นเหล่านี้มักมีอย่างเพียงพอแล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำให้ มันขยายตัวต่อแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ด้านที่สอง การขยายตัวต่อไปอาจทำให้บุคคลมีอิสระที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นและสนับสนุนให้เกิดการค้นคว้าหาความรู้และสร้างความเปลี่ยนแปลง ต่างๆ ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีอย่างต่อเนื่อง

ด้านที่สาม การขยายตัวอาจมีความจำเป็นในระยะสั้นเมื่อสังคมมีอัตราการว่างงานและภาระหนี้สินสูง

เมื่อเศรษฐกิจสามารถผลิตทุกอย่างที่เอื้อให้สมาชิกในสังคมมีชีวิตที่ดี ได้แล้ว การขยายตัวต่อไปมีโอกาสทำให้ชีวิตที่ดีลดลง ไม่ว่าจะเป็นจากการทำลายสิ่งแวดล้อม การจำกัดโอกาสสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ หรือการชักจูงให้เกิดการบริโภคที่ไม่จำเป็นมากขึ้นจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจที่สามารถผลิต หรือค้าเพื่อแสวงหาทุกอย่างมาได้อย่างเพียงพอสำหรับชีวิตที่ดีของสมาชิกใน สังคมแล้วเป็นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะ “นิ่ง” หรือ “พอ” ซึ่งปราชญ์ทางด้านเศรษฐศาสตร์จากอดัม สมิธ ถึงจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ มองว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรเป็นเป้าหมายของสังคมโดยทั่วไป แต่สังคมทุนนิยมได้มองข้ามเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะนิ่งเพราะความโลภเข้าครอบงำ ซึ่งนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการขยายตัวของการผลิตและการบริโภคแบบไม่มีที่ สิ้นสุด

 
 

ป้ายกำกับ: ,

How Much Is Enough? Money and the Good Life (2) โดย ไสว บุญมา

ผู้เขียนเข้าสู่ เนื้อหาหลักของหนังสือในบทที่ 1 ด้วยการพูดถึงความผิดพลาดของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ ซึ่งทำนายว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่อเนื่องต่อไป

ส่ง ผลให้เราใช้เวลาทำงานเพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะมีชีวิตที่ดีได้ การทำนายนั้นถูกเพียงในส่วนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ผิดในส่วนของเวลาทำงานซึ่งยังแทบไม่ต่างกันกับในสมัยที่เขาเขียนคำทำนาย นั้นทั้งที่เวลาได้ผ่านไปกว่า 80 ปีแล้ว

ก่อนจะเสนอผลของการวิเคราะห์ ผู้เขียนพูดถึงความเชื่อของเคนส์อันเป็นสมมติฐานเบื้องต้นของการทำนาย ในเบื้องแรก เคนส์เชื่อว่าคนเรามีเพดานของความต้องการทางด้านวัตถุซึ่งเมื่อมีถึงจุดนั้น แล้วจะพอใจและไม่ดิ้นรนที่จะหามาเพิ่ม ผู้เขียนมองว่าความเชื่อนี้มีปัญหาเพราะเคนส์ไม่แยกความจำเป็นออกจากความ ต้องการ ความจำเป็นมีเพดาน แต่ความต้องการไม่มี ฉะนั้น เศรษฐกิจจึงขาดกลไกที่จะยับยั้งมิให้มันขยายตัวต่อไปยกเว้นในกรณีที่คนเรา ไม่ต้องการอะไรนอกเหนือไปจากความจำเป็นสำหรับดำเนินชีวิต

เคนส์เชื่อว่ารายได้ในระดับ 4-8 เท่าของรายได้เฉลี่ยในช่วงที่เขาทำนายจะทำให้คนรู้สึกว่า “พอ” สาเหตุที่เขาเชื่อเช่นนั้นเพราะเขามองว่าผู้ที่มีรายได้ในระดับของชนชั้น กลางในสมัยนั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี เขามองด้วยว่าเมื่อมีรายได้ถึงในระดับนั้น ผู้คนจะทำงานน้อยลงและปล่อยให้ผู้มีรายได้น้อยกว่าทำงานต่อไปจนมีรายได้ถึง ในระดับชนชั้นกลางเช่นกัน เคนส์คิดไม่ถึงว่าผู้ที่มีรายได้ถึงในระดับชั้นกลางแล้วจะตรากตรำทำงานต่อไป เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้นจนร่ำรวยมากและแตกต่างจากผู้มีรายได้น้อยกว่าแบบฟ้า กับดิน นอกจากนั้น ความพอจากมุมมองของเคนส์ไม่จำเป็นจะต้องเท่ากันระหว่างคนต่างอาชีพ ก่อนที่จะรู้สึกพอใจศิลปินจึงอาจต้องมีรายได้ในระดับต่างกับนักวิชาการ หมอและทนายความ

สำหรับเรื่องที่เคนส์มองว่าคนเราจะใช้เวลาที่ได้จากการทำงานน้อยลงหมดไป กับการพักผ่อนหย่อนใจเพื่อหาความสุขอย่างชาญฉลาดนั้น ผู้เขียนมองว่าไม่สามารถประเมินได้ทันทีเนื่องจากในสมัยนี้ การพักผ่อนหย่อนใจมิใช่เข้ามาแทนที่การทำงาน หากเป็นการต่อยอดการทำงานเสียมากกว่า การวิเคราะห์ต่อไปในบทที่ 1 เป็นการค้นหาคำตอบว่าเพราะอะไรคนเราจึงไม่ลดเวลาทำงานลงและเพิ่มเวลาพักผ่อน หย่อนใจให้มากขึ้น ผู้เขียนสรุปว่า คำอธิบายมาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน

ปัจจัยแรกได้แก่ความพึงพอใจในการทำงาน เรื่องนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญอยู่ที่ลักษณะของงานได้เปลี่ยนไปอย่างมี นัยสำคัญ นั่นคือ ในสมัยก่อนงานส่วนใหญ่เป็นงานกรรมกรที่ต้องใช้แรงงานแบกหาม ขาดความท้าทายทางสมอง หรือต้องตรากตรำท่ามกลางแดดฝนและภาวะที่ไม่มีความน่าสนใจและความน่าอภิรมย์ ผสมอยู่มากนัก ต่างกับในสมัยนี้ซึ่งงานจำนวนมากไม่มีความตรากตรำ หากเป็นงานนวัตกรรมที่มีความท้าทายและความน่าสนใจอยู่ในตัวของมัน นอกจากนั้น ภาวะรอบด้านของการทำงานก็มีความสะดวกสบายและความน่าอภิรมย์ผสมอยู่ ระบบอินเทอร์เน็ตทำให้การทำงานมีลักษณะเสมือนการเล่น คนจำนวนมากอาจทำงานเพราะต้องการมีเพื่อน หรือเพื่อหนีปัญหาในครอบครัวและความเหงา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในประเทศก้าวหน้าบ่งว่าคนงานจำนวนมากต้องการทำงานน้อยลง ฉะนั้น ความพึงพอใจในการทำงานจึงไม่น่าจะใช่ปัจจัยใหญ่ที่อธิบายความไม่ลดลงของ ชั่วโมงทำงานตามที่เคนส์คาด

ปัจจัยที่สองได้แก่ความกดดันซึ่งมาจากหลายด้านด้วยกัน อาทิเช่น ผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือของคนรวยเพิ่มขึ้นส่งผลให้ คนงานในสัดส่วนที่มากขึ้นต้องตรากตรำทำงานต่อไป มิฉะนั้นจะไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับดำเนินชีวิต พนักงานบริการตามร้านอาหารจานด่วนและร้านสะดวกซื้อมักตกอยู่ในกลุ่มนี้ โดยทั่วไปนายจ้างเลือกที่จะจ้างคนงานในจำนวนจำกัดโดยให้แต่ละคนเพิ่มชั่วโมง ทำงานทั้งนี้เพราะการจ้างคนงานเพิ่มจะทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าสวัสดิการ เพิ่มขึ้นและต้องบริหารจัดการคนงานจำนวนมากซึ่งทำให้ยากลำบากขึ้น การโฆษณาสินค้าสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคมองว่าสินค้ามีความจำเป็นทั้งที่ มันไม่มีความจำเป็น หรือ คนจำนวนมากใช้การเดินชมสินค้าเป็นทางออกของความเหงาและความไม่สบายใจในชีวิต ประจำวัน การเดินชมเช่นนั้นมักจบลงด้วยการซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น การซื้อสินค้าเหล่านั้นสร้างความกดดันให้ต้องทำงานหารายได้เพิ่ม

ปัจจัยที่สามได้แก่ความไม่รู้จักพออันเป็นธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์ เรื่องนี้มองได้จากหลายทาง อาทิเช่น คนเรามักเบื่อหน่ายกับของที่ใช้แล้วใช้อีก หรือความจำเจ ส่งผลให้ต้องหาซื้อของใหม่ หรือทำอะไรใหม่ๆ ทั้งที่มันไม่จำเป็น โดยทั่วไปคนเรามักมองว่าต้องแข่งขันและเปรียบเทียบการมีสถานะกับผู้อื่นเสมอ การมองเช่นนั้นนำไปสู่การต้องซื้อหรือหารายได้มาเพิ่มซึ่งส่วนใหญ่ได้จากการ ทำงาน จะเห็นว่าแม้แต่การทำบุญทำทานก็มีการแข่งขันและโอ้อวดกันว่าใครทำมากกว่า ธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์เราถูกขับเคลื่อนให้เข้มข้นขึ้นด้วยระบบทุนนิยม ซึ่งสร้างความต้องการสิ่งที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น ขยายวงของสถานะทางสังคมให้กว้างขึ้น เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นเงินมากขึ้น และเป่าหูเราอยู่ตลอดเวลาว่าอย่าหยุดแสวงหารายได้ และการแสวงหารายได้แบบไม่รู้จักพอนั้นผลักดันให้ระบบทุนนิยมตัดขาดจากฐานทาง ศีลธรรมจรรยาจนยากที่จะนำกลับมาให้อยู่ในความควบคุมของเราแล้ว

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

How Much Is Enough? Money and the Good Life (1) โดย ไสว บุญมา

วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศก้าวหน้าในช่วงเวลากว่าสี่ปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดการถกเถียงกันว่า วิกฤติเกิดจากความผิดพลาดของกลไกในเศรษฐกิจ

หรือ เป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับด้านจริยธรรมของผู้คน ฝ่ายที่เชื่อในเรื่องความผิดพลาดด้านกลไกมองว่าถ้าปรับนโยบายในด้านการเงิน การคลังและกฎข้อบังคับต่างๆ อย่างเหมาะสม เศรษฐกิจจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาและเดินหน้าต่อไปได้ ฝ่ายที่เชื่อในเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับด้านจริยธรรมมองว่า ต้นตอของปัญหาคือกิเลสตัณหาที่นำไปสู่การบูชาเงินและยึดเอาวัตถุเป็นสรณะ ในกลุ่มนี้มีนักวิชาการอังกฤษสองคนพ่อลูกชื่อ โรเบิร์ต และ เอ็ดเวิร์ด สกีเดลสกี้ รวมอยู่ด้วย ทั้งสองร่วมกันอรรถาธิบายมุมมองของฝ่ายเขาด้วยการเขียนหนังสือชื่อ How Much Is Enough? Money and the Good Life ซึ่งคงแปลตรง ๆ ว่า “เท่าไรจึงจะพอ? เงินและชีวิตที่ดี” หนังสือขนาด 250 หน้าซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแยกออกเป็น 7 บทด้วยกันนำด้วยคำนำและบทนำตามด้วยเชิงอรรถและดัชนี

ผู้เขียนบอกว่าจุดมุ่งหมายในการเขียนหนังสือคือความต้องการที่จะชักนำให้ ผู้อ่านเห็นว่า “ชีวิตที่ดี” นั้นมีอยู่จริงและสามารถเข้าถึงได้ เราทั้งหลายควรพยายามทำให้มีชีวิตที่ดีตามที่เขามอง ส่วนจำนวนเงินที่จะต้องใช้เพื่อทำให้มีชีวิตที่ดีนั้นเป็นประเด็นที่ตามมา หลังจากเรารู้ว่าชีวิตที่ดีเป็นอย่างไรเสียก่อน มองโดยรวม หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเหตุผลของการต่อต้านการไม่รู้จักพอและส่วนประกอบ พื้นฐานด้านจิตวิทยาที่ปิดกั้นมิให้เรารู้จักคำว่า “พอ” เนื้อหาครอบคลุมเฉพาะสังคมตะวันตกซึ่งผู้เขียนมองว่ามีความมั่งคั่งมากพอที่ จะสามารถมีชีวิตที่ดีได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เหตุผลต่างๆ ที่เขาอ้างถึงอาจนำไปประยุกต์ใช้กับสังคมยากจนแต่มีคนรวยที่มีความเป็นอยู่ ย่างหรูหราปะปนอยู่ได้

อนึ่ง แนวคิดของพวกมาร์กซิสต์มองว่าการไม่รู้จักพอนั้นสร้างขึ้นมาโดยทุนนิยม ปัญหาจะหมดไปทันทีที่เรากำจัดทุนนิยมออกไปจากสังคม ส่วนชาวคริสต์มองว่าความไม่รู้จักพอเป็นบาปดั้งเดิม แต่ผู้เขียนมองว่ามันฝังอยู่ในธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์ซึ่งมักจะเปรียบ เทียบความมั่งมีของตนกับของคนอื่นแล้วเห็นว่าคนอื่นมีมากกว่าตน ความคิดเช่นนั้นถูกผลักดันให้เข้มข้นขึ้นด้วยทุนนิยมจนกลายเป็นปัจจัยพื้น ฐานด้านจิตวิทยาที่ขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าและอารยธรรม ย้อนไปในอดีต คนรวยเพียงกลุ่มเดียวที่มีความคิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้มันได้แพร่ขยายไปอย่างทั่วถึงแล้ว

ผู้เขียนมองว่าทุนนิยมเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งมันช่วยทำให้สังคมมีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก แต่อีกด้านหนึ่งมันนำออกมาซึ่งความเลวทรามของมนุษยชาติผ่านความโลภ ความริษยาและความอยาก ผู้เขียนจึงเสนอให้เราล่ามโซ่ความเลวทรามเหล่านั้นไว้โดยการนำเอาแนวคิดของ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับชีวิตที่ดีมาเป็นเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนนโยบาย ต่างๆ ที่เรากำลังดำเนินอยู่

กระบวนการที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นจะต้องเกิดจากการท้าทายความหลงใหลใน การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี ที่เรายึดเป็นเป้าหมายหลักของนโยบายเศรษฐกิจในปัจจุบัน เขาบอกว่าเขาไม่ต่อต้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่เขาเสนอว่าเราต้องถามต่อไปอีกว่า จะขยายอะไรและขยายไปเพื่ออะไร เขาต้องการให้การพักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับการลดลงของมลพิษต่างๆ ดังที่เราทราบกันดี ทั้งที่ทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพของชีวิต แต่มันไม่ถูกรวมอยู่ในจีดีพี เขามองว่าประเทศก้าวหน้าทั้งหลายอาจมีจีดีพีมากเกินไปแล้วและจีดีพีควรเป็น เพียงผลพลอยได้ของนโยบายที่จะนำไปสู่การมีชีวิตที่ดี เขาจึงค้นหาส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดชีวิตที่ดีโดยเริ่มจากความจำเป็นเบื้อง ต้นของบุคคลแล้วรวมเข้าเป็นภาพของสังคม

เนื่องจากโรเบิร์ต สกีเดลสกี้ เป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นบรมครูจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เขาจึงกลับไปมองดูว่าเคนส์พูดไว้อย่างไรในด้านนี้ก่อนที่จะเสนอประเด็นอื่น ต่อไป ในบทความเรื่อง “ความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจสำหรับลูกหลานของเรา” (Economic Possibilities for Our Grandchildren) ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2473 เคนส์มองว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์เราสามารถผลิตอะไร ๆ ได้มากขึ้นยังผลให้เราทำงานน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบไม่ต้องทำอะไรก็มีชีวิตอยู่ได้ตามความต้องการ เมื่อถึงตอนนั้น ปัญหาใหญ่ของเราจะอยู่ที่ว่าจะทำอะไรเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในเวลาที่มีอยู่ อย่างเหลือเฟือ

ในบทความนั้น เคนส์ได้ตั้งคำถามไว้สามข้อคือ ความมั่งคั่งคืออะไรและเงินจำนวนเท่าไรจึงจะทำให้เรามีชีวิตที่ดี อนาคตของทุนนิยมจะไปทางไหน และชีวิตในยุคหลังทุนนิยมจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนมองว่าคำถามเหล่านั้นไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและเราควรจะ ย้อนกลับไปดูอีกครั้ง โดยสรุป ข้อมูลทางด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจบ่งว่าเคนส์คาดหมายได้ถูกต้อง แต่แทนที่จะลดเวลาทำงานลง เรากลับทำงานเกือบเท่ากับเมื่อเขาเขียนบทความนั้นเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว ผู้เขียนมองว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะระบบตลาดเสรีให้อำนาจแก่นายจ้างที่จะ กำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานพร้อมกับกฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้อย่างมาก นอกจากนั้น มันยังปลุกปั่นธรรมชาติธาตุแท้ของเราในการแข่งขันและการบริโภคเพื่ออวดกัน ให้ลุกโพลงขึ้นอีกด้วย เขาเสนอว่าการวิเคราะห์ของเขาจะนำมุมมองของทั้งวิชาปรัชญาและวิชา เศรษฐศาสตร์มาเสนอเพื่อรื้อฟื้นแนวคิดดั้งเดิมที่ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นจริยศาสตร์ที่มองคนเป็นสัตว์สังคม มิใช่เป็นเครื่องจักร

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

โต้ อาจารย์นิธิ : ทำลายประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว โดย..ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

กระแสทรรศน์ คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  (มติชนรายวัน 5 ธันวาคม 2555)

ผู้เขียนขอแสดงจุดยืนที่เห็นต่างกับวิธีคิดของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ (จากนี้ไปจะขอเรียกสั้นๆ ว่านิธิ) ในบทความที่ลงในมติชนเรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว” ขณะเดียวกันก็สังเคราะห์บทความของอาจารย์นิพนธ์และอาจารย์อัมมาร ที่โต้ตอบนิธิ ในความคิดของนิธิ การที่รัฐบาลต้องการที่จะเพิ่มรายได้ให้กับชาวนาอย่างเป็นกอบเป็นกำ เป็นน้ำเป็นเนื้อในเวลาอันรวดเร็ว ต่างกับที่รัฐบาลในอดีตเคยทำมา เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการพลิกชีวิตของชาวนา โดยวิธีการที่ต่างกับรัฐบาลในอดีต ซึ่งนิธิเชื่อว่ามันจะพลิกแผ่นดิน เปลี่ยนประเทศไทย

นิธิมองว่าการเพิ่มรายได้ให้ชาวนาในระดับนี้ “เป็นการปฏิรูปสังคม” เพราะฉะนั้น เราไม่ควรใช้หลักเกณฑ์หรือวิธีคิดแบบเดิมๆ เช่น รัฐควรจะขาดทุนน้อยๆ เพราะทรัพยากรจำกัด มีค่าเสียโอกาสเสมอ แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่า มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม นิธิยังอ้างว่าประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก เขาก็ช่วยเหลือภาคเกษตรและชาวนากันมาแล้วทั้งนั้น ไม่เห็นคนรวยหรือชนชั้นกลางเขาเดือดร้อนอะไร คนที่ปฏิเสธรัฐสวัสดิการเป็นคนที่น่าสงสาร ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคนที่ปฏิเสธรัฐสวัสดิการคงมีน้อยมากไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

สิ่ง ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำก็คือรับซื้อข้าวทุกเม็ดจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าตลาด ไว้มากๆ เช่น ประมาณร้อยละ 50-60 ในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา รัฐบาลเมื่อมีข้าวอยู่ในมือแล้ว ควรที่พยายามขาดทุนให้น้อยที่สุด แต่เนื่องจากเป้าหมายหลักที่แท้จริงคือ การเพิ่มรายได้เพื่อให้ชาวนามีชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีเงินซื้อสินค้าคงทนถาวร ช่วยให้เศรษฐกิจเดินสะพัด ใครจะปฏิเสธว่าไม่ดีได้อย่างไร อีกหน่อยชาวนาฐานะดีขึ้น จำนวนหนึ่งคงหันไปทำอย่างอื่น ไม่เห็นจะต้องน่าวิตกกังวลอะไร เมื่อฐานะทางเศรษฐกิจของชาวนาดีขึ้น อำนาจทางการเมืองของชาวนา ซึ่งในอดีตไม่ค่อยจะมี ก็จะเพิ่มตามมา ผู้เขียนคิดว่า นิธิคงหมายถึง การส่งผลที่เป็นบวกต่อการพัฒนาประชาธิปไตยด้วย ช่วยลดหรือสยบพลังอำนาจอนุรักษ์ดั้งเดิม อะไรทำนองนั้น

ถ้าผู้เขียน เข้าใจไม่ผิด ถ้าเป็นเช่นนี้ การขาดทุนทางการเงินย่อมไม่ใช่สาระสำคัญ ขาดทุนให้ถึงหลักแสนล้านก็ย่อมได้ สำหรับชาวนาประมาณ 10 ล้านคน คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม และนิธิก็เชื่อว่า โครงการประกันรายได้ให้ชาวนา เช่น ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ขาดทุน อาจจะมากกว่าสมัยปัจจุบันด้วยซ้ำ ถ้าการรับซื้อข้าวมาเก็บไว้แล้วมีการทุจริต นิธิก็คิดว่ามันมีการทุจริตกันทั้งนั้นในการแทรกแซงประเภทนี้ ไม่ว่าในรัฐบาลไหน โครงการใหญ่หลวงระดับนี้จะไม่ให้มีการทุจริตได้อย่างไร ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์น่าจะอุดช่องโหว่ลดการทุจริต

นิธิเชื่อว่าคนจำนวนหนึ่ง หรือจำนวนมากที่คัดค้านโครงการนี้มีเบื้องหลังหรือ motive ทางการเมืองที่ไม่ดี รัฐบาลไม่ควรไปใส่ใจ นิธิลืมไปว่าในประเด็นหลังนี้ คนเขาก็มีสิทธิคิดเหมือนกันว่าที่นิธิสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล นี้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากแรงจูงใจทางการเมืองได้เช่นกัน

ผู้เขียน คิดว่าวิธีคิดของนิธิค่อนข้างประหลาด ในประเด็นที่ว่า ถ้ารัฐต้องการจะช่วยชาวนาให้มีรายได้สูงขึ้นมากๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี เนื่องจากชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คงมีทั้งชาวนาจนและรวยไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะต้องช่วยเฉพาะคนจนน่าจะดูผล ที่ตามมา นิธิเชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหนก็มีข้อบกพร่องคือขาดทุนหรือมีการทุจริต ทั้งนั้น วิธีการรับซื้อข้าวราคาสูงๆ เก็บไว้รอขายขาดทุนมากๆ อาจจะดูไม่ดีในสายตาของคนบางคน แต่ผลลัพธ์สำคัญกว่าวิธีการ นิธิลืมไปว่าวิธีการที่เลวในที่สุดจะส่งผลลัพธ์ที่เลวตามมา โดยฉพาะในระยะยาวที่จะกลับมาทำลายฐานเศรษฐกิจของชาวนา ยุทธศาสตร์ของการเลือกนโยบายแทรกแซงข้าวจึงมีความสำคัญมาก

นิธิให้ความสำคัญกับตลาดน้อยเกินไป ลืมไปว่าผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยมีความได้เปรียบในตลาดโลกอยู่แล้วในด้านคุณภาพ ถ้ารัฐพัฒนาตลาดข้าว (ไม่ใช่ทำลาย) เพื่อให้ตลาดสามารถทำหน้าที่ให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลาดจะเป็นกลไกที่สำคัญทางเศรษฐกิจต่อวิถีชีวิตของชาวนาอย่างยั่งยืนในระยะ ยาวนี่ก็เป็นการใช้การพัฒนาตลาดเพื่อปฏิรูปสังคม ซึ่งจะเป็นผลดีมากกว่าการมีอำนาจทางการเมืองของชาวนาแล้วใช้อำนาจนี้เพื่อ ประโยชน์ของกลุ่ม แต่ส่วนรวมและประเทศเสียหายอันเนื่องมาจากการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมือง สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ทุ่มพัฒนาวิจัยข้าวเพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต และพัฒนาสถาบันเพื่อช่วยชาวนาให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงต่างๆ

ถ้านิธิ คิดว่าการรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงๆ กว่าตลาด ทำได้ถาวรและยาวนานจะเปลี่ยนประเทศไทยได้ เขาคงหมายถึงการพลิกแผ่นดิน ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สังคมเป็นประชาธิปไตย และมีเสถียรภาพ ผู้เขียนก็คิดว่านี่เป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นการสร้างวิมานในอากาศ ผู้เขียนเชื่อว่าโครงการที่ทำในลักษณะนี้ ถ้าฝังรากลึก เข้มข้น รุนแรง มีโอกาสที่จะทำลายประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและการคลังให้อ่อนแอลง

ทำไม ถึงเป็นเรื่องเพ้อฝัน เราต้องไม่ลืมว่า แม้เราจะมีชาวนาประมาณ 10 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 27 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แต่ผลผลิตข้าวในปัจจุบัน เป็นเพียงร้อยละ 20 ของภาคเกษตร ขณะที่ภาคเกษตรมีผลผลิตเพียงประมาณร้อยละ 10 ของ GDP ซึ่งโดยนัยยะผลผลิตข้าวจะมีสัดส่วนต่อ GDP เพียง 2-3% เท่านั้น หรือประมาณไม่เกิน 3-4 แสนล้านบาทต่อปี ถ้าดูจากข้อมูลนี้ การขาดทุนจากการที่รัฐบาลทำอะไรโง่ๆ คือการซื้อข้าวมาเก็บไว้เยอะๆ โดยหวังว่าจะได้ราคาดี ซึ่งเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ แล้วขาดทุนปีหนึ่งๆ เป็นหลักแสนล้านบาท แม้อาจจะดูไม่มากสำหรับคน 10 ล้านคน จากผลผลิตข้าว 3-4 แสนล้านบาท มันสมเหตุผลหรือไม่ ยังไม่ได้พูดถึงความเสียหายอื่นๆ ที่จะตามมาที่นิธิไม่ได้กล่าวถึง

พลังที่จะเปลี่ยนประเทศไทยหรือ พลิกแผ่นดินในทางเศรษฐกิจเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งยั่งยืนในอนาคตได้ไม่ มีทางลัดโดยวิธีอื่นใด นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการเพิ่มผลิตภาพหรือ Productivity หรือผลผลิตต่อคนงานในทุกๆ

 

ส่วนรวมทั้งภาคเกษตรของประเทศไทย ซึ่งเผอิญนอกภาคเกษตรเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุด ร้อยละ 90 ของผลผลิต และประมาณ 2 ใน 3 ของกำลังแรงงาน โดยเศรษฐกิจไทยจะต้องมีแรงงานทุนและความรู้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพเฉกเช่นหลาย ประเทศในเอเชียที่ล้ำหน้ากว่าเราไปมากโขแล้ว การจะทำเช่นนี้ได้เราต้องได้รัฐบาลที่มีกึ๋น ดำเนินนโยบายที่มียุทธศาสตร์ที่ดีถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถอย่างแท้จริงของประเทศไทย คือสามารถทำเรื่องยากๆ มากกว่าเพียงแค่เพิ่มรายได้ให้แก่คนงานหรือชาวนา โดยไม่พัฒนาสถาบันที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มหรือผลิตภาพ แรงงานไม่ว่าจะเป็นชาวนาหรือแรงงานของภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการจะมีพลังเปลี่ยนประเทศพลิกแผ่นดินไม่ว่าประเทศใด

พลังดังกล่าวจะต้องไม่ใช่พลังที่มาจากการใช้พลังการ เมืองเพื่อโอนถ่ายรายได้ความมั่งคั่งหรือทรัพยากรมาที่กลุ่มของตน โดยไม่มีส่วนเพิ่มผลผลิตหรือ Productivity ให้แก่ประเทศได้มากกว่าที่ฝ่ายหรือกลุ่มของตนเป็นฝ่ายรับ ซึ่งหมายความว่าโดยสุทธิชาวนาอาจจะได้รับการช่วยเหลือจากส่วนอื่นๆ ของสังคม แต่เศรษฐกิจข้าวหรือเศรษฐกิจการเกษตรต้องมีความแข่งแกร่งมีการใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพแข่งขันกับใครๆ ในโลกได้ ซึ่งในประเด็นหลังนี้ นิธิไม่ได้ให้ความสนใจ

เราต้องไม่ลืมว่าประเทศที่รวยมาก่อนเราเขาช่วยคนใน ภาคเกษตร โดยกระจายรายได้จากส่วนอื่นของสังคมก็จริงอยู่ แต่รัฐบาลในประเทศเหล่านั้นก็เรียนรู้และมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาที่จะลด ความเสียหายจากการตั้งราคาให้สูงกว่าตลาดมากๆ และเก็บพืชผลไว้ในโกดังจนถึงกับต้องเอาไปบริจาคให้ประเทศอื่น เช่นกรณีของสหรัฐ โดยไม่ตั้งราคาให้เกินความเป็นจริงไปกว่าราคาตลาดจนอุปทานหรือผลผลิตล้นเกิน

ทำไมเราไม่เรียนรู้แล้วดึงประสบการณ์ในส่วนที่ดีของ เขามาใช้เพื่อบริหารข้าวหรือภาคเกษตรของเราอย่างมีวิสัยทัศน์ อย่าอ้างกันแบบโคมลอยโดยไม่มีข้อเท็จจริง แม้กระทั่งญี่ปุ่นระยะหลังๆ คนชั้นกลางญี่ปุ่นจำนวนมากก็รับไม่ได้กับการอุ้มชาวนาในภาคเกษตร โดยเฉพาะเมื่อฐานะการคลังของรัฐเลวลงเรื่อยมา จนในที่สุดรัฐบาลก็ปรับนโยบายการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าว

ในความเป็นจริงนิธิไม่ได้คิดวิเคราะห์ปัญหาที่จะเกิดจากการรับซื้อข้าวราคาสูงมา เก็บไว้เหมือนกับสมมุติว่ามันไม่เป็นปัญหานอกจากว่ามีการขาดทุนหรือมีการ ทุจริต ซึ่งนิธิก็ไม่สนใจรอบด้านละเลยเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ นิธิไม่ได้อ่านงานที่นักวิชาการพูดถึงเรื่องการจำนำข้าวอย่างครบถ้วนจะโดย ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ดูเหมือนนิธิเลือกที่จะดึงความเห็นของผู้ที่คัดค้าน ซึ่งหลายเรื่องเป็นประเด็นปลีกย่อยไม่ใช่สาระสำคัญเหมือนกับว่านิธิเลือกคู่ ขัดแย้ง (แม้ไม่ได้เอ่ยนาม) และเลือกประเด็นขัดแย้งเพื่อความสะดวกของตนเอง เช่น ผู้เขียนไม่คิดว่าจะมีนักวิชาการสักกี่คนที่ไม่เห็นความจำเป็นของ welfare state และไม่เห็นด้วยว่าคนจนต้องได้รับการช่วยเหลือ เราต่างกันในวิธีการที่จะให้ช่วยเหลือกันมากกว่า

ในแวดวงวิชาการ หรือปัญญาชน องค์ความรู้เรื่องการแทรกแซงตลาดข้าวโดยรัฐบาลในตลาดข้าว ล่าสุดรวมศูนย์อยู่ที่นักวิชาการ 3 คน ซึ่งมีวิธีคิดที่คล้ายกันมาจาก TDRI และมหาวิทยาลัยเกษตรฯ หรือสถาบันคลังสมอง ซึ่งได้แก่ นิพนธ์ พัวพงศกร อัมมาร สยามวาลา และสมพร อิศวิลานนท์ ตามลำดับ (จะขอเขียนย่อทั้ง 3 คนนี้ว่า “นอส”) นิธิน่าจะวิเคราะห์หลักคิดของนักวิชาการทั้ง 3 คนนี้ รวมทั้งวิเคราะห์หลักฐานข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนในการเปรียบเทียบวิธีคิดของ นิธิ เพื่อความสมบูรณ์และครบถ้วนจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของสังคม

ใน งานเขียนก่อนหน้าของสมพรและในบทความที่นิพนธ์ และอัมมาร ตอบนิธิ คนที่ติดตามเรื่องบทบาทของรัฐบาลในการแทรกแซงตลาดข้าว ทุกคนรู้ดีว่า “นอส” เป็นมันสมองทางวิชาการตัวแทนของ TDRI ในการออกแบบการประกันรายได้ให้แก่ชาวนาสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลักคิดของ “นอส” นั้นยอมรับว่าคนนอกภาคเกษตรต้องช่วยคนภาคเกษตรในการโอนรายได้และทรัพยากร แต่ควรจะเลือกช่วยชาวนาที่มี need จริงๆ คือยากจนกว่าชาวนาด้วยกัน หรือต้องพึ่งนาน้ำฝนใช้พันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง ซึ่งทำนาได้แค่ปีละครั้ง ไม่ใช่เหวี่ยงแหช่วยกันไม่เลือกหน้า ในทางการเมืองราคาประกันต้องสูงกว่าราคาตลาด แต่เป็นที่รู้กันว่าต่ำกว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาก

วิธีคิดของ “นอส” ตามที่ผู้เขียนเข้าใจ “นอส” เชื่อจากหลักการและประสบการณ์ทั่วโลกในอดีตว่ารัฐค้าขายไม่เป็น ทรัพยากรของรัฐเหมือนไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถ้ารัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้เอง โดยเฉพาะมีต้นทุนสูงๆ ยังไงๆ ก็ต้องมีการรั่วไหล เทวดาที่ไหนจะมานั่งดูแลทุกๆ พื้นที่ไร่นา รัฐบาลซื้อง่ายแต่ขายยาก โดยเฉพาะไม่อยากจะขาดทุนมากๆ หารู้ไม่ว่ายิ่งเก็บไว้นานๆ ก็เสี่ยงที่จะขาดทุนมาก ซื้อมาแล้วประมูลทันทีก็ขาดทุนเร็วเกินไป รับไม่ได้เสียอีก “นอส” จึงมีหลักคิดว่าใช้เพียงแค่ใช้ “กระดาษ” ก็พอ นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าการลดต้นทุนการทำธุรกรรมหรือ transaction cost ชาวนามารับส่วนต่างในรายได้เมื่อราคาตลาดข้าวต่ำกว่าราคาประกัน (หรือที่เรียกกันว่า deficiency payment) ชาวนาเก็บข้าวแล้วเอาไปขายกันเอง รัฐไม่ต้องมายุ่ง โดยตรรกะชัดเจนว่าลดต้นทุนละค่าเสียโอกาสในการเก็บข้าวไว้นานๆ ของรัฐบาล

โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าระบบนี้ถ้าให้เวลาทำงานที่ ยาวนานพอ มีการขึ้นระบบทะเบียนชาวนา และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ยังไงๆก็น่าจะเป็นระบบที่ดีกว่า รัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้เองมากมายเป็นเวลานานๆ ซึ่งสินค้าข้าวไม่เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ยิ่งเก็บนานยิ่งเสื่อม ยิ่งมีมากผู้ซื้อก็รู้ มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ขายจริงเมื่อไหร่ราคาก็ลง รัฐบาลจีนถึงไม่โง่ ที่จะมาทำสัญญาจีทูจีอะไรกับเรา จะไปฮั้วกับผู้ผลิตก็ไม่มีวันจะสำเร็จ หนึ่งใน “นอส” ถึงดูถูกเหยียดหยามคนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าสมองกลวงหรือเปล่า นอกจากนี้ ประวัติการขายในอดีตและในอนาคตก็จะไม่มีความโปร่งใสมีเรื่องอื้อฉาวตลอด (ผู้สนใจน่าจะได้อ่านการให้สัมภาษณ์ของแก้วสรร อติโพธิ เรื่องความเกี่ยวพันระหว่างพรรคการเมืองของรัฐบาลกับนักธุรกิจบริษัท เพรซิเดนท์ อะกรี เทรดดิ้ง ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สยามอินดิก้า เป็นต้น)

นิธิเชื่อข้อมูลบางอย่างง่ายและ เร็วไป ข้อมูลของ TDRI พอสรุปได้ว่า สมัยประกันรายได้ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลขาดทุนทางการเงินปีแรกประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ปีที่สองประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้นิธิคิดว่า ถ้าจำนำข้าวจะขาดทุนสักแสนล้าน ก็ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไร

โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า การขาดทุนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นก็ยังค่อนข้างสูง ไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุ แต่จำนวนการขาดทุนนี้ทำให้ดูเหมือนนิธิปักใจเชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหน มันก็ขาดทุนกันทั้งนั้น อย่าไปสนใจมันเลยดีกว่า ในความเห็นของผู้เขียนรัฐบาลไหนทำขาดทุนมากกว่ากัน ไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไร เราต้องการเวลาดูกันให้ยาวกว่านี้ 5 ปี 10 ปี หรือยาวกว่านั้น ความเสียหายที่จะมีผลต่อการคลัง ถ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ปีต่อปี สะสมมากขึ้นๆ ความเสียหายมีแน่นอน

แต่ สำคัญกว่านั้น นิธิไม่ได้สนใจลองวิเคราะห์เปรียบเทียบ ความเชื่อของตนเอง กับความเชื่อของ “นอส” ซึ่งไม่ได้อยู่ที่เรื่องการขาดทุนทางการเงินอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ความฉิบหายและความอ่อนแอของอุตสาหกรรมข้าวไทยในอนาคต ซึ่งรัฐบาลก็จะเล่นเกมที่เป็นผู้แพ้เช่นกัน นิธิอาจจะลืมไปว่าในอุตสาหกรรมข้าวที่มีการแข่งขันสูงในระดับโลก อุตสาหกรรมข้าวนี้จะมีประสิทธิภาพ และมีขีดความสามารถสูงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐเป็นผู้ส่งเสริมการทำงาน ของตลาดภายในประเทศ โดยการสร้างกฎกติกาและกลไกทางสถาบัน เพื่อลดความไม่สมบูรณ์ของตลาด ลดต้นทุนการทำธุรกรรม เพิ่มข่าวสารให้แก่ทุกฝ่าย ไม่ใช่มาทำลาย โดยคิดว่ารัฐบาลคือเทวดา ดูตัวอย่างของประเทศที่เจริญแล้ว

นิธิไม่ได้วิเคราะห์ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และความเสียหายที่จะตามมาในระยะยาว จากการที่ตลาดข้าวที่เคยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร จะค่อยๆ ถูกทำลายเพราะรัฐบาลเข้ามาทำลายกลไกของตลาดด้วยการตั้งราคาไว้สูงกว่าตลาด มากๆ และรับซื้อไว้เอง บิดเบือนโครงสร้างของแรงจูงใจโดยการตั้งราคาไว้สูงมากๆ การตั้งราคาไว้สูงมากๆ ถึงร้อยละ 50 ของราคาตลาด ถ้าเป็นมีดก็จะเป็นมีดที่มาทิ่มแทงทำลายเศรษฐกิจข้าวและชาวนาของไทยเอง เพราะกลไกตลาดจะไม่สามารถคัดเลือกแบ่งเกรดข้าวอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนใน อดีต แรงจูงใจและปริมาณการผลิตข้าวที่ไม่มีคุณภาพสูงขึ้น (ข้อมูลจากสมพร หนึ่งใน “นอส” นั้นคือ ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ของไทยก็ยังต่ำกว่าเวียดนามหรืออินเดีย) เพราะระบบรับจำนำข้าว ซื้อข้าวคละกันไป


การขยายตัวของอุปทานข้าวที่ ไม่ได้มาจากผลิตภาพและการเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกรรมใดๆ ขณะที่อุปสงค์ต่อราคาและรายได้ค่อนข้างต่ำในระยะยาวเพราะคนทั้งโลกรวมถึงคน ไทยกินข้าวน้อยลงเรื่อยๆ ต่อคน เทคโนโลยีของโลกที่จะทำให้อุปทานข้าวเพิ่มง่ายและมากขึ้น หมายความว่าอุปทานจะมากกว่าอุปสงค์และแนวโน้มราคาจะลดลง

ถ้ามองในลักษณะการจัดองค์กรอุตสาหกรรมหมายและการ กำหนดยุทธศาสตร์ เราควรจะควบคุมปริมาณการผลิตแต่สินค้ามีคุณภาพมีแบรนด์และราคาที่เป็นพรี เมี่ยม รัฐบาลไทยควรทุ่มเทช่วยเหลือด้านความรู้วิจัยในทุกรูปแบบเหมือนประเทศที่ เจริญแล้วเขาทำ ในขณะที่เขาอุ้มภาคเกษตรโดยการพยุงราคาโดยนำเงินที่ผลาญสูญเสียไปจำนวนมากไป กับการรับซื้อข้าวที่มากและสูงเกินความจำเป็น ชาวนาไทยต้องแข่งกับคู่แข่งด้านคุณภาพสินค้า และต้นทุนเทคโนโลยีการผลิตโดยใช้คนน้อยลง ค่อยๆ เคลื่อนย้ายอย่างน้อยครึ่งหนึ่งออกไป ทำกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่ productive มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การรับซื้อข้าวแบบที่เป็นอยู่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ควรเป็นเกิด ขึ้นไม่ได้

ถ้ารัฐบาลมีกึ๋นและทำได้เหมือนที่ ประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาทำ ประเทศไทยจะเปลี่ยนหรือพลิกแผ่นดินได้ เลิกตั้งราคารับซื้อให้สูงๆ เพื่อหวังคะแนนเสียงและซื้อข้าวมาเก็บไว้ไม่ยอมขายเสียเถอะ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354678553&grpid=01&catid=&subcatid=

 

ป้ายกำกับ: , , ,

“เวียดนามมิราเคิล” มหัศจรรย์ที่กำลังมอด

โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com มติชน 29 ก.ค.2555


พรรค คอมมิวนิสต์เวียดนาม เริ่มต้น “การปฏิรูปเศรษฐกิจ” เมื่อปี 1986 สองทศวรรษหลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวอย่างน่าทึ่ง อัตราเฉลี่ยการเพิ่มของจีดีพีอยู่ที่ปีละ 7.1 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก

ปี 2007 ก่อนหน้าเวียดนามกลายเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) อย่างเป็นทางการ บรรดาแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ประกาศจะทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก

จะ มีการปรับโครงสร้างกันขนานใหญ่ จะมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ให้เป็นวิสาหกิจเอกชน ปูทางไปสู่การแข่งขันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะ ทำได้เวียดนามรังสรรค์คำมาใช้เรียกกระบวนการดังกล่าวนั้นว่า “อีควิไลเซชั่น” หรือ “กระบวนการไปสู่ดุลยภาพ” ชนิดหรูและเท่อย่างถึงที่สุด

ใน ตอนนั้น เวียดนาม ถูกเรียกขานเป็นเชิงชื่นชมเหลือหลายว่าเป็นอีกตัวอย่างของ “ซัคเซส สตอรี่” แห่งเอเชีย กระทั่งรายงานของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อปี 2007 คาดการณ์เอาไว้ถึงขนาดว่า เวียดนามเข้าเป็นภาคีดับเบิลยูทีโอเมื่อใด ภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มลุกลามจะถูกยับยั้งโดยสินค้าเข้าที่ราคาถูกลง และการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จะอำนวยให้เกิดพื้นฐานการแข่งขันที่เท่าเทียมขึ้นระหว่างองค์กรธุรกิจใน

ท้องถิ่นและองค์กรธุรกิจจากต่างประเทศ

ต้น ทุนค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในจีน ส่งผลสะเทือนต่อสภาพความเป็น “โรงงานผลิตของโลก” อย่างช่วยไม่ได้ ทางเลือกใหม่ที่ถูกเลือกเพื่อ “ลงทุน” ทดแทนเริ่มเป็นเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ

กองทัพแรงงานหนุ่มสาวราคาถูก มีอยู่ดกดื่น สาธารณูปโภคมีเพียงพอ แต่ที่สำคัญที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคเดียวกันอย่างไทยใน เวลานั้นก็คือ สภาวการณ์ทางการเมืองในเวียดนาม “นิ่ง” กว่าหลายร้อยหลายพันเท่า

โกลด์แมน แซคส์ อุปมาเวียดนามในเวลานั้นว่าคือ “เสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเชีย” ที่กำลังก่อรูป นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่าง เอ็ดมุนด์ มาเลสกี แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก

ที่ศึกษาเวียดนามอย่างมุ่ง มั่น บอกอย่างเชื่อมั่นในตอนนั้นว่า นักลงทุนต่างชาติตบเท้าไปลงทุนในเวียดนาม ไม่ได้ “แคร์” แต่อย่างใดกับระบอบการปกครอง หรือธรรมาภิบาล

สิ่งที่พวกเขาใส่ใจเป็นลำดับแรกสุดและมากที่สุดก็คือ “แรงงานราคาถูก” เท่านั้นเอง

ปัญหาก็คือว่า ความชื่นชมและการคาดการณ์ต่างๆ เหล่านั้น ปรากฏขึ้นจริงได้เพียงไม่นาน

มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจแห่งเวียดนามมอดลงอย่างรวดเร็วยิ่ง!

ไม่มีใครตระหนักถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเวียดนามได้ดีเท่ากับ เหวียน ฟาน เหวียน ธุรกิจส่งออกของเขาในนคร

โฮ จิมินห์ ซิตี้ ที่ได้ชื่อว่าเป็น เมืองหลวงแห่งเศรษฐกิจ ผ่านการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อหนักหนาสาหัสมาสองระลอกใหญ่ๆ นับตั้งแต่ปี 2008

อัตราเงินเฟ้อในเวียดนามมาถึงจุดสูงสุดเอาเมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา ที่ 23 เปอร์เซ็นต์ นั่นไม่เพียงทำให้นักธุรกิจส่งออกต้องสิ้นเปลืองกับการกะเก็งความผันผวนของ อัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ธุรกิจทุกอย่างยุ่งยากมากยิ่งขึ้นไปอีก ต้นทุนการผลิตทั่วทั้งอุตสาหกรรมงานไม้และหัตถกรรม เพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ลูกค้ายืนกรานว่าเต็มใจจะจ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ซ้ำร้าย ภาวะเศรษฐกิจโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ส่งผลให้ออเดอร์หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

เหวียน ฟาน เหวียน ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากลดการจ้างงานลง ลดเงินเดือนลงตามไปด้วย จาก 200 ดอลลาร์ต่อเดือนเหลือเพียง 120 ดอลลาร์

“เราได้แต่ทำงานให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกอย่างมืดมนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอนาคต”

จาก ตัวอย่างความสำเร็จแห่งเอเชียเมื่อไม่นาน เวียดนามในปี 2012 กลายเป็นประเทศที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาค่าเงิน อัตราเงินเฟ้อ ปัญหาระเบียบราชการ ปมเจ้าขุนมูลนาย และระบบเล่นพรรคเล่นพวก เอื้อแต่ประโยชน์เพื่อผู้คนใกล้ชิดหรืออยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ทุกอย่าง เริ่มต้นเมื่อเวียดนามเริ่มการสั่งสมสินเชื่อราคาถูกในประเทศจากเงินทุนภาย นอกที่หลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ ระหว่างปี 2007 จนกระทั่งถึงปี 2010 ประเมินกันว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว วงเงินสินเชื่อภายในของเวียดนามขยายตัวสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ มันอาจจะไม่มากมายเท่านั้น ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น หากไม่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นในปี 2008 ที่ส่งผลให้ทุนมหาศาลจากตะวันตกทะลักเข้ามาหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในเอเชียและ ประเทศเศรษฐกิจใหม่ทั้งหลาย

เช่นกัน ถึงแม้จะมากมายขนาดนั้น หากมีการบริหารจัดการที่ดี หรือระบบการเมืองเอื้ออำนวย เงินจำนวนนี้ก็น่าจะถึงมือนักธุรกิจเอกชนที่รู้ดีว่าจะทำอย่างไรให้มันงอก เงยได้สูงสุด

แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เงินมหาศาลถูกผ่องถ่ายออกไปยัง “รัฐวิสาหกิจ” ที่เชื่อมโยงอยู่กับชนชั้นปกครองของประเทศผ่านทางเส้นสายทางการเมือง โยงใยของพรรคคอมมิวนิสต์ และสายสัมพันธ์แห่งเครือญาติ

ด้วยสินเชื่อ ถูกๆ หลั่งไหลเข้ามาดูเหมือนไม่จบสิ้น “รัฐวิสาหกิจ” ทุกแห่งเริ่มขยายตัว แตกกิจการออกไปสู่ธุรกิจที่อยู่นอกเหนือความชำนาญของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจใดๆ

ในทางหนึ่ง การกระทำดังกล่าวยิ่งทวีเงินเฟ้อให้เพิ่มเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น เพราะการขยายตัวนั้นเรียกร้องทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ในอีกทางหนึ่งอำนาจเงินสินเชื่อมหาศาล ทำให้รัฐวิสาหกิจเหล่านี้กวาดคู่แข่งขนาดเล็กกว่าที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ล้มหายตายจากไปในกระบวนการ

“วีนาชิน” อุตสาหการต่อเรือที่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดในกรณีนี้

“วี นาชิน” ที่มีแรงงานอยู่ในสังกัดมากกว่า 60,000 คน ดูแลกิจการต่อเรือและท่าเรือ 28 แห่งทั่วประเทศ แตกธุรกิจของตนเองออกไปมากมายเกือบ 300 ยูนิต ตั้งแต่กิจการผลิตจักรยานยนต์ไปจนถึงกิจการโรงแรม ด้วยเงินกู้ 1,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2007

ทุกอย่างดูเหมือนน่าพอใจ วีนาชิน กำลังพยายามก้าวตามรอยเท้าของ “คองโกลโมเรต” ที่ประสบความสำเร็จมหาศาลของเกาหลีใต้ได้-อย่างน้อยก็ในรูปแบบแล้ว

ผู้ผลักดันเรื่องนี้อย่างสุดตัว ไม่ใช่ใคร นายกรัฐมนตรี เหวียน เติน สุง นั่นเอง

แต่ พอถึงปี 2010 ทางการตรวจสอบพบว่า วีนาชิน มีปัญหา บัญชีของบริษัทผ่านการตกแต่ง เพื่อซุกซ่อนหนี้มหาศาลเอาไว้ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่แห่งนี้เกือบล้มทั้งยืนเพราะหนี้สินมหาศาล 4,400 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศ

วีนาชิน “เบี้ยวหนี้” 400 ล้านดอลลาร์ ที่กู้ยืมมาจาก เครดิตสวิส จนกลายเป็นปัญหาต่อเนื่อง เหวียน เติน สุง ถูกกดดันหนักจนต้องประกาศขออภัยกลางสภา หลังผ่านการ “วิพากษ์” ยาวนานและเจ็บปวด

สุดท้าย “แพะรับบาป” ก็ถูกค้นหาจนพบ ผู้บริหาร 8 คน ถูกจับกุมและตัดสินลงโทษหนักเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ตัวปัญหาจริงๆ กลับถูกกวาดซุกไว้ใต้พรม!

แทนที่จะตระหนักว่า “ระบบและโครงสร้าง” กำลังมีปัญหา รัฐบาลเวียดนามยังเดินหน้าต่อไปกับหลายๆ อย่างที่ถูกปั้นแต่งขึ้นอย่างครึ่งๆ กลางๆ ของตนเอง

คำถามที่สำคัญใน เวลานี้ก็คือ แล้วเวียดนามแตกต่างอย่างไรกับจีน? ทำไมเล่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงสามารถต่อยอดความรุ่งเรืองได้ทศวรรษแล้ว ทศวรรษเล่า?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า เกิดอะไรขึ้นในเวียดนาม แต่อยู่ที่ว่า มีอะไรบ้าง “ไม่ได้เกิดขึ้น” ในเวียดนาม

ข้อเท็จจริงก็คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจในเวียดนาม ยังคง “สุกๆ ดิบๆ”

แม้ จะเปิดเสรี แต่การแข่งขันที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการแข่งขันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน อย่างแท้จริง ที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่จีนให้ความสำคัญกับนักธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกชนจากต่างประเทศ แลกเปลี่ยนและเรียนรู้จุดด้อยจุดแข็งซึ่งกันและกัน พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

โดยเฉพาะประดา “อีลิท” ทั้งหลายยังหวาดระแวงจนถึงระดับ “พารานอยด์” กับนักลงทุนต่างชาติ

ใน ขณะที่จีนพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นในตลาดของตนเอง โอบรับเอานักธุรกิจเอกชนเข้ามาร่วมในกระบวนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ปรับปรุงธรรมาภิบาลภาครัฐและเอกชนให้ดีขึ้น แปรรูปรัฐวิสาหกิจมากกว่า 90,000 แห่ง รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 1998-2005

เวียดนาม ยังคงมะงุมมะงาหราอยู่กับการควานหาวิธีการปรับแก้เศรษฐกิจของตนเองว่าจะทำ ได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยวางอำนาจในทางการเมือง

อำนาจที่ไม่ว่าอย่างไร พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่มีวันยอมละวางเป็นอันขาด

ปัญหา เศรษฐกิจของเวียดนาม จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในแวดวงเศรษฐกิจ หากแต่เชื่อมโยงไปถึงระบบการเมืองและโครงสร้างทางด้านการปกครองอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคยังไม่ยอมรับความเป็นจริงและไม่ยินดีที่จะ “ทำความสะอาดบ้าน” ด้วยการทำลายความเชื่อมโยงระหว่างรัฐวิสาหกิจอืดอาด เทอะทะกับบรรดานักการเมืองผู้อุปถัมภ์

ตราบนั้น ปัญหาเหมือนอย่างที่เกิดกับวีนาชิน ก็ยังจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง

เหตุการณ์ ที่สะท้อนการ “ไม่ยอมรับความจริง” ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การลงมติด้วยคะแนนเสียง 96 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขับ ส.ส. “ดัง ทิ ฮอง เยน” 1 ในจำนวนไม่กี่คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พ้นตำแหน่ง ด้วยข้อหากรอกประวัติไม่ตรงกับความเป็นจริง

หลังจากที่เธอเป็นตัวตั้งตัวตีออกมาเรียกร้องให้ปฏิบัติต่อนักธุรกิจเอกชนอย่างเท่าเทียมกันกับตัวแทนของรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย

นักสังเกตการณ์สถานการณ์ในเวียดนามเชื่อว่า การติดสินบนมีบทบาทอยู่ไม่น้อยในการปกปิดไม่ให้สถานการณ์ “เน่าเปื่อย” แบบเดียวกับวีนาชิน

ปรากฏ ออกมาสู่สาธารณะ กระนั้นในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทีมสอบสวนของรัฐบาลเองก็จำเป็นต้องเปิดเผยว่า “วีนาไลน์ส” รัฐวิสาหกิจชิปปิ้งของทางการ จำเป็นต้องพักชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ 5 ราย รวมเป็นมูลค่าสูงถึง1,100 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มีหนี้สินอยู่มากถึง 2,100 ล้านดอลลาร์ มากกว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดกว่า 4 เท่าตัว

ผู้บริหาร 4 รายถูกจับกุม อดีตประธานบริษัทหลบหนีการไล่ล่าอยู่จนถึงขณะนี้

ใน เดือนมิถุนายน รัฐบาลแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยการเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ ผลลงเอยด้วยการที่อัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ 6.9 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาใหม่กำลังก่อตัวติดตามมา ธนาคารในเวียดนาม กำลังแบกหนี้สินที่เริ่มส่งกลิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ เหวียน ฟาน บินห์ ผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนามยอมรับเมื่อต้นเดือนมิถุนายนว่า สัดส่วนหนี้เสียของหนี้ทั้งหมดที่ธนาคารต่างๆ ในเวียดนามมีอยู่เพิ่มขึ้นเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว

ต้นเดือน กรกฎาคม หน่วยงานตรวจสอบบัญชีภายในของทางการ เผยแพร่รายงานออกมา ระบุว่า มีรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่อีกอย่างน้อย 30 แห่ง ที่กำลังมีภาระหนี้มหาศาลอย่างน่าเป็นห่วงว่า จะก้าวเดินตามรอย วีนาชิน และ วีนาไลน์ส

สถานการณ์ลำดับถัดไปในเวียดนามน่าจับตามองอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า เวียดนามจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของตนเองขนานใหญ่เพื่อรักษาไฟแห่ง มหัศจรรย์ไม่ให้มอดดับ

หรือไม่เช่นกัน วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นก็จะบังคับกลายๆ ให้จำเป็นต้องทำในที่สุด!!

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343546947&grpid=03&catid=&subcatid=

 

ป้ายกำกับ: ,

เปิดศึกจำนำข้าว!’อัมมาร-นิพนธ์’เขียนบทความร่ายยาวตอบโต้’นิธิ’

‘อัม มาร-นิพนธ์’เขียนบทความร่ายยาวตอบโต้’นิธิ’ยก3เหตุผลจำนำข้าว ทำร้ายประเทศ มากกว่า’เปลี่ยนแปลงประเทศ’ และไม่เข้าใจกลไกอุตสาหกรรมข้าว

บทความของนักวิชาการทั้งสองใช้ชื่อว่า”เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว:ข้อเท็จจริงสำหรับ อ.นิธิ และประชาชน”

นิพนธ์ พัวพงศกรและอัมมาร สยามวาลา

24พฤศจิกายน 2555

ระบุว่า…

อนุสนธิจากบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว” ในมติชนออนไลน์ เมื่อวันทื่ 5 พฤศจิกายน 2555 ผู้เขียนทั้งสองคนขอให้ข้อเท็จจริงทั้งจากตัวเลขของหน่วยงานราชการ และจากการวิจัยของผู้เขียน เราทั้งสองเชื่อว่าการมีข้อเท็จจริงที่ถูกต้องจะนำไปสู่การกำหนดนโยบาย สาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนาส่วนใหญ่ ประชาชนผู้เสียภาษีและภาคธุรกิจส่วนใหญ่ เรายังไม่กล้าหาญพอจะเสนอนโยบายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยแบบ อาจารย์นิธิ เพราะหากข้อเสนอให้เปลี่ยนประเทศเกิดผิดพลาดและสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อ ประเทศ เราไม่มีปัญญาและทรัพยากรพอจะแบกรับความเสียหายดังกล่าว

ก่อนอื่นขอชี้แจงจุดยืนส่วนตัวก่อนว่า เราทั้งสองต้องการให้มีนโนบายข้าวที่ประโยชน์ตกกับชาวนา “ทุกคน” โดยเฉพาะชาวนาที่ยากจนจริงๆ โดยไม่สร้างความเสียหายใหญ่โตกับคนอื่นๆ ในสังคม หรือถ้าเกิดต้นทุนต่อผู้เสียภาษีก็ต้องหาหนทางจำกัดต้นทุนดังกล่าว เราเคารพกระบวนการทางการเมืองของระบบ

ประชาธิปไตย ในเรื่องการใช้คะแนนเสียงเลือกตั้งกำหนดนโยบาย แต่เราต้องการประชาธิปไตยที่ดี

บทความของ อ.นิธิ มีหลายประเด็น แต่เราขอตอบเพียง 3 ประเด็น คือ เรื่องแรกเป็นเรื่องข้อมูลอาจารย์นิธิข้องใจฝ่ายคัดค้านโครงการจำนำข้าวที่ระบุว่าเงินจากโครงการจำนำข้าวไม่ตกถึงมือชาวนาเล็กที่ยากจน

เรื่องที่สองเกี่ยวข้องกับการให้รัฐเข้ามาแทรกแซงตลาดข้าวแทนกลไกตลาด อาจารย์นิธิเห็นว่าการขาดทุนจากโครงการจำนำเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะรัฐบาลตั้งใจขาดทุน เพื่อปฏิรูปสังคมอ.นิธิจึง เสนอให้รัฐบาลต้องวางแผนระบายข้าวให้ดี โดยการระบายข้าวตามจังหวะเพื่อรักษาตลาดข้าวไทย และจำกัดการขาดทุนให้น้อยที่สุด รวมทั้งการเสนอให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มมูลค่า เช่น การแพคเกจจิ๊ง เป็นต้น

เรื่องสุดท้ายซึ่งเป็นประเด็นหลัก คือ อาจารย์นิธิเชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้ชาวนาเพื่อการเปลี่ยนประเทศไทย

ประเด็นแรก อาจารย์นิธิโต้ แย้งผู้คัดค้านโครงการจำนำเรื่องที่ผู้คัดค้านโครงการจำนำเห็นว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จากโครงการจำนำ คือชาวนาฐานะปานกลางขึ้นไป กับโรงสี…โดยระบุว่า “ความเห็นนี้ไม่ได้มาจากการวิจัย แต่เป็นการประมาณการเท่านั้น”

ข้อมูลที่เราสองคนนำเสนอต่อสาธารณชนว่าผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ เป็นชาวนาปานกลางขึ้นไปกับโรงสี มาจากข้อมูลจริงที่ได้จากหน่วยงานของรัฐและจากการวิจัย ไม่ใช่การประมาณการอย่างเลื่อนลอยอันที่จริงการวิจัยก็ต้องอาศัยการประมาณ การจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่

ข้อมูลชุดแรกมาจากผลการจ่ายเงินซื้อข้าวภายใต้โครงการรับจำนำของธนาคาร เพื่อการเกษตรฯ (ธกส.) โดยแยกแยะเงินจำนำที่ชาวนาได้รับจากการขายข้าวให้รัฐบาล ตามวงเงินขายข้าวของชาวนาแต่ละราย ก็ปรากฏชัดเจนว่า ชาวนารายเล็กที่มียอดขายข้าวไม่เกิน 2 แสนบาท (หรือขายข้าวเปลือกเจ้า 14 ตัน หรือขายข้าวหอมมะลิไม่ถึง 10 ตัน) มีจำนวนถึง 3.45 แสนราย (ข้อมูลจำนำข้าวนาปรัง ณ วันที่ 16 กรกฏาคม 2555 ซึ่งค่อนข้างเก่า) ได้เงินรวมกัน 32,636 ล้านบาท หรือร้อยละ 33 ของยอดเงินที่ชาวนาทุกคนได้รับจากการขายข้าวนาปรังให้รัฐบาล ส่วนชาวนาปานกลางและรวยที่มีวงเงินขายข้าวตั้งแต่ 2 แสนบาทขึ้นไปซึ่งมีจำนวน 2.69 แสนราย กลับมียอดเงินขายข้าวสูงกว่ามากถึง 109,197 ล้านบาท

แต่นอกจากชาวนาที่ขายข้าวให้รัฐบาลโดยตรงแล้ว ชาวนาที่ไม่ได้เข้าโครงการจำนำ แต่ขายข้าวให้โรงสีก็ได้รับอานิสงค์จากการที่โครงการจำนำทำให้ราคาข้าว เปลือกในตลาดสูงขึ้น เราจึงต้องคำนวนหาประโยชน์ทั้งสองส่วน โชคดีที่สำนักงานสถิติแห่งชาติมีการสำรวจรายได้รายจ่ายของครัวเรือนโดย ละเอียด และมีข้อมูลผลผลิตข้าวที่ครัวเรือนเกษตรกรเก็บเกี่ยวได้ รวมทั้งการบริโภคและการขายข้าว เราจะสมมติว่าครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมดขายข้าวทั้งหมดที่ผลิตได้ให้รัฐบาลใน ราคา 15,000 บาท (ซึ่งสูงกว่าราคาที่ชาวนาขายให้โรงสี) แล้วซื้อข้าวสาร(ราคาถูก) บริโภค ผลปรากฏว่าชาวนายากจน (คือ ชาวนาที่อยู่ในครัวเรือน 30% ที่มีรายได้ต่ำสุด) ได้รับผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่าง ราคาจำนำ กับราคาตลาดก่อนมีการจำนำเป็นสัดส่วนเพียง 18% ชาวนาร่ำรวย(ซึ่งอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด 30%ของครัวเรือนทั้งประเทศ) ได้ประโยชน์ 39% และชาวนาปานกลางได้ส่วนแบ่ง 42% โปรดสังเกตว่าการแบ่งกลุ่มรายได้ของชาวนาเราใช้รายได้ของครัวเรือนไทยทั่ว ประเทศ ไม่ใช่เฉพาะครัวเรือนชาวนา

อาจารย์ยังเข้าใจผิดว่าโรงสีไม่ได้กำไรอะไร เพราะรัฐบาลจ่ายค่าจ้างสี 500 บาทค่ากระสอบและค่ารถซึ่งเป็นอัตราที่เท่าทุน หรือบางโรงอาจจะบอกว่าขาดทุน แต่อาจารย์คงไม่ทราบว่ารัฐบาลกำหนดอัตราสีแปรสภาพที่ใจดีกับโรงสีมาก ปรกติการสีข้าวเปลือกเจ้า 1 ตันจะได้ต้นข้าว 500 กิโลกรัม และผลผลิตอื่น(ปลายข้าว+รำข้าว) อีก 160 กิโลกรัม แต่รัฐบาลกำหนดอัตราส่งมอบต้นข้าวขาว 5% เพียง 450 กิโลกรัม โรงสีจึงได้รับแจกข้าวสาร (หรือกำไรพิเศษ) จากการร่วมโครงการเกือบ 50 กิโลกรัมต่อข้าวเปลือก 1 ตัน หรือประมาณ 15,750 ล้านบาท (หรือ 825 บาทต่อตันข้าวเปลือก) กำไรนี้ผู้เขียนยังไม่ได้ไปรวมถึงส่วนค่าจ้างของโรงสี 21,382 ล้านบาท จึงไม่น่าแปลกใจที่มีโรงสีจำนวนมากอยากเข้าโครงการ และลงทุนขยายกำลังการผลิตนอกจากนี้ยังมีพ่อค้าบางรายที่สามารถซื้อข้าวจาก รัฐในราคาถูกกว่าราคาประมูลโดยการรับจ้างทำข้าวถุงให้รัฐ หรืออาศัยนายหน้าที่มีอิทธิพลทางการเมือง เรากำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อประมาณการกำไรดังกล่าวซึ่งล้วนมาจากเงินภาษีอากร จากประชาชน

สำหรับประเด็นที่สองของอาจารย์นิธิที่ว่าการขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวเป็น เงินเล็กน้อย และเป็นการขาดทุนโดยตั้งใจ เพราะฉะนั้นจึงสามารถบริหารจัดการได้ เราขอแยกความเห็นของอาจารย์ในประเด็นที่สองออกเป็น 3 เรื่อง คือ (ก) อาจารย์นิธิเห็นว่าการขาดทุนหนึ่งแสนล้านบาทจากโครงการจำนำข้าวเป็น “เรื่องเล็กน้อย”เมื่อเทียบกับงบประมาณจำนวนนับล้านล้านบาทต่อปี (ข) เพราะโครงการจำนำด้วยราคาสูง เป็นการปฏิรูปสังคม ชาวนาจะนำเงินขาดทุนไปลงทุนสร้างเนื้อสร้างตัว และ (ค) อาจารย์นิธิเสนอ ให้รัฐบาลต้องวางแผนระบายข้าวให้ดีเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด เราจะเปรียบเทียบผลงานการระบายข้าวของรัฐบาลกับกระบวนการผลิตและการค้าข้าว ที่ควบคุมด้วยกลไกตลาด

(ก) ขาดทุนเป็นเรื่องเล็กน้อย:อาจารย์นิธิอ้าง ตัวเลขของนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง ที่ระบุว่าการขาดทุนไม่เกิน 50,000 ล้านบาท แต่ดูเหมือนอาจารย์คงไม่ค่อยเชื่อตัวเลขนี้ จึงเพิ่มตัวเลขขาดทุนให้อีกเท่าตัว กลายเป็น 100,000 ล้านบาท แล้วบอกว่าขาดทุนแค่นี้ไม่เป็นไร เพราะเรามีงบแผ่นดินปีละหลายล้านล้านบาท เพราะถ้าหากช่วยแล้ว ชาวนานำเงินดังกล่าวไปสร้างเนื้อสร้างตัวก็จะเป็นผลดีต่อชาวนาในระยะยาว ประเด็นหลังนี้เป็นการคาดคะเนของอาจารย์นิธิ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลวิเคราะห์ในภายหลัง

แต่ประเด็นสำคัญกว่า คือ เงินขาดทุนจำนวน 1 แสนล้านบาทไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างที่อาจารย์คิด เพราะเงินก้อนนี้มีต้นทุนเสียโอกาสที่กระทบต่อการทำนโยบายอื่นที่สำคัญของ รัฐบาลชุดนี้ ขณะนี้ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าการใช้เงินจำนวนมากในโครงการจำนำข้าวเริ่ม เกิดผลกระทบทางการคลังต่อโครงการสำคัญอื่นๆ เช่นงบประมาณของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคถูกจำกัดไว้เท่าเดิมใน 3 ปีข้างหน้า เม็ดเงินงบประมาณแท้จริงที่ใช้รักษาพยาบาล จะลดลงตามภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของบริการรักษาโรคของประชาชนทั้ง ประเทศ ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดของอาจารย์นิธิอาจ แย้งว่าถ้าชาวนาเอาเงินไปสร้างเนื้อสร้างตัวได้สำเร็จโดยทำงานนอกภาคเกษตร (ดูประเด็นนี้เพิ่มเติมข้างล่าง) ก็คุ้มค่า แต่นั่นเป็นเพียงการคาดเดา

นอกจากนั้นเงินกู้ที่นำมาใช้ในการจำนำอย่างไม่จำกัดจำนวนเริ่มส่งผลกระทบ ต่อการใช้จ่ายในโครงการเงินกู้อื่นๆของรัฐบาลแล้ว ในปีงบประมาณ 2555/56 รัฐบาลจะมีภาระค้ำประกันหนี้จากโครงการจำนำพืชผลเกษตรเป็นจำนวน 3.17 แสนล้านบาท หรือ 66% ของการค้ำประกันหนี้สาธารณะและการให้กู้ต่อเป็นเงินบาท ทำให้รัฐบาลมีวงเงินที่จะค้ำประกันการก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำไปใช้ในโครงการ อื่นๆ ตามนโยบายของรัฐบาลเพียง 34% เช่น โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจำนวน 2.7 ล้านๆบาท เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป คือ เงินขาดทุนจากการจำนำข้าวมีต้นทุนเสียโอกาส ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจารย์นิธิมี ความเข้าใจมากกว่านักเศรษฐศาสตร์บางคนเสียอีก ถ้าจำไม่ผิดอาจารย์เคยเขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในอดีต ยิ่งกว่านั้นเงินกู้ที่รัฐบาลนำมาใช้ในโครงการจำนำ ยังเป็นเงินนอกงบประมาณที่อยู่นอกเหนือกระบวนการพิจารณางบประมาณประจำปีของ รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย

(ข) การปฏิรูปสังคมชาวนา: เราเห็นด้วยกับบทวิเคราะห์ของอาจารย์นิธิเรื่อง ชีวิตของชาวนาไทยว่าปัจจุบันชาวนาได้หลุดออกไปเป็นแรงงานประเภทต่างๆซึ่ง เป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นในการพัฒนาของทุกประเทศ ข้อมูลการสำรวจรายได้-รายจ่ายครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็ยืนยันว่า ครอบครัวชาวนามีรายได้ที่หลากหลายทั้งจากการส่งลูกหลานไปทำงานนอกภาคเกษตร และทำงานเกษตรอื่นๆที่มีรายได้สูงกว่าการทำนา (ดูข้อมูลเรื่องการอบรมผู้สื่อข่าว ในเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ 22 พย. 2555) ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวกลับเพิ่มมากขึ้นจากการที่ชาวนาหาทางเพิ่มผลผลิตต่อ ไร่ ทำให้ไทยมีผลผลิตข้าวเหลือส่งออกมากขึ้นมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

แต่เราขอตั้งข้อสงสัยกับความเห็นที่ว่าอาจเป็นไปได้ที่ชาวนาจะนำเงินขายข้าวในราคาจำนำ 15,000 บาทไปทำอาชีพอื่นๆมากกว่าการทำนา

ตรงกันข้าม การกำหนดราคาจำนำข้าว15,000 บาทกำลังดึงดูดแรงงานที่อยู่นอกภาคเกษตรให้กลับเข้ามาทำนา รวมทั้งการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรที่ใช้ปลูกพืชชนิดอื่น มาปลูกข้าวแทนเพราะปลูกข้าวได้รายรับมากกว่า ถ้าเช่นนั้นเงินสงเคราะห์ชาวนาก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย กลุ่มชาวนาที่มีฐานะก็จะกดดันไม่ให้รัฐบาลเลิกโครงการรับจำนำ (จนกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แล้วเราต้องไปกู้เงินไอเอ็มเอฟ และถูกบังคับให้ตัดรายจ่ายแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540-41 และเพิ่งเกิดขึ้นในกรีก) ทำไมเราถึงต้องเอาเงินจำนวนมหาศาลไปโอบอุ้มพ่อค้าและชาวนาที่มีฐานะ แต่ละเลยไม่เหลียวแลชาวนายากจน (แม้คำนี้จะมีปัญหานิยามก็ตาม) ที่ไม่สามารถปรับตัวออกจากความยากจนของภาคเกษตร (ซึ่งเราประมาณการจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติว่ามีจำนวนประมาณ 1 ล้านครัวเรือนในปี 2554โดยนับครัวเรือนชาวนาที่มีรายได้อยู่ในกลุ่มครัวเรือน 20 %ที่มีรายได้ต่ำที่สุด)

(ค) ข้อเสนอให้รัฐเข้ามาแทรกแซงตลาดข้าวแทนกลไกตลาด โดยการวางแผนระบายข้าวให้ขาดทุนน้อยที่สุด:ก่อนอื่นเราขอเปิดเผยว่าเรามี อคติต่อการแทรกแซงของรัฐที่เกิดขึ้นจากการคิดไปทำไปของผู้กำหนดนโยบายไม่กี่ คน เราทั้งสองไม่ได้หลงคลั่งไคล้ในกลไกตลาด แต่เราไว้ใจกลไกตลาดที่วิวัฒนาการมาจากการเรียนรู้ร่วมกันของชาวนาและผู้ ประกอบการหลายฝ่ายจะมีพลังเหนือกลไกรัฐ

ก่อนที่จะมีการจำนำข้าวทุก เม็ด กระบวนการผลิตและการค้าข้าวของไทยถูกกำหนดโดยกลไกตลาด จนช่วยให้ประเทศไทยสามารถผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงที่สุด แถมยังมีผลผลิตส่วนเกินส่งออกไปเลี้ยงพลเมืองทั่วโลก รวมทั้งประเทศที่ยากจน ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการผลิตและค้าข้าวมีบทบาทในการปรับปรุงและควบคุมคุณภาพ ข้าว และได้รับผลตอบแทนเป็นสัดส่วนกับต้นทุนและหยาดเหงื่อแรงงานของตน ชาวนาพยายามลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลิตภาพการผลิตไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือก พันธุ์ข้าวที่ดี การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน มีการรวมกลุ่มเพื่อหาหนทางการใช้ปุ๋ยสั่งตัดที่เกิดประสิทธิภาพ การรวมกลุ่มเพื่อผลิตข้าวอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีเกษตร และผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพที่รายได้ราคาดี ฯลฯ

แต่การจำนำข้าวกำลัง ทำลายกระบวนการเหล่านี้ บัดนี้ชาวนาพยายามเพิ่มผลผลิตข้าวให้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพข้าว มีการเพิ่มรอบการผลิตโดยการหาเมล็ดพันธุ์อายุสั้น (เป็นข้าวคุณภาพต่ำ) มีการใช้ปุ๋ยใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตกำลังพุ่งขึ้นตามราคาจำนำ 15,000 บาท ราคาจำนำจึงเป็นตัวกำหนดต้นทุนการผลิต และต้นทุนคงไม่ลดลงเมื่ออุปสงค์สมดุลกับอุปทานอย่างที่อาจารย์นิธิให้ความเห็น

ภายใต้กลไกตลาดที่ต้องแข่งขันกันโรงสีมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการสีข้าว ให้สูงขึ้น โดยการเลือกซื้อข้าวเปลือกที่มีคุณภาพ(ทำให้ชาวนาต้องผลิตข้าวคุณภาพ) สร้างไซโลอบข้าวแทนเกษตรกรที่ไม่มีพื้นที่ตากข้าวเปลือก ลงทุนในเครื่องสีข้าวที่มีประสิทธิภาพ พื้นที่ใดที่มีข้าวมาก ก็จะมีโรงสีเข้ามาแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงสีเพิ่ม หรือเข้าไปเปิดจุดรับซื้อ ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเต็มที่ ทำให้เกษตรกรไม่ถูกกดราคา โรงสีที่อยู่รอดจึงต้องมีประสิทธิภาพสูง มีฝีมือในการคัดเลือกข้าวและความสามารถในการเก็งกำไรราคาข้าว

แต่การจำนำลดแรงกดดันจากการแข่งขันให้กับโรงสี โรงสีกลายมาเป็น “ลูกจ้าง” ของรัฐบาลที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าค่าตอบแทนจากการแข่งขัน การจำกัดจำนวนโรงสีทำให้โรงสีมีอำนาจผูกขาดเหนือเกษตรกร ในช่วงนี้ ชาวนาในภาคอีสานกำลังเกี่ยวข้าว แต่ปรากฏว่าชาวนาจำนวนมากกลับต้องยอมขายข้าวหอมมะลิให้โรงสีในราคา 14,000-15,000 บาทต่อตัน แทนที่จะขายให้รัฐบาลในราคา 20,000 บาท เพราะ

นอกจากจะมีโรงสีในโครงการเป็นจำนวนน้อยแล้ว ถ้าชาวนาขายข้าวให้รัฐบาล ชาวนายังต้องรอรับใบประทวนจากโรงสีนานถึง 10-14 วัน เพราะมีกระบวนการเตะถ่วงในการออกในประทวน ยิ่งกว่านั้นโรงสีในภาคอื่นที่ต้องการข้ามเขตไปซื้อข้าวในอีสานยังถูกโรงสี ท้องถิ่นรวมหัวกีดกันไม่ให้จังหวัดออกใบอนุญาติ ลงท้ายโรงสีในภาคอื่นก็ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่เพื่อได้ใบอนุญาติ ข้ามเขต ผิดกับในระบบตลาดที่โรงสีสามารถข้ามเขตไปแข่งแย่งซื้อข้าวในพื้นที่ใดก็ได้ การจำนำกำลังส่งเสริมการวิ่งเต้นและสร้างอำนาจผูกขาดให้กับกลุ่มโรงสีกลาย ป็นกลุ่มล๊อบบี้ที่มีพลังทางการเมืองมากขึ้น แต่ทำลายโรงสีชุมชนและวิสาหกิจชุมชนที่รัฐบาลเพียงพยายามสนับสนุนมานานด้วย นโยบายเอสเอ็มแอล ตัวอย่างเช่น โรงสีชุมชนในตำบลเจดีย์หัก จังหวัดราชบุรีที่เคยมีชาวบ้านนำข้าวมาสีเดือนละ 100 ตัน ตอนนี้มีข้าวสีเพียง 10 ตันต่อเดือนวิสาหกิจชุมชนของกลุ่มที่ผลิตพันธุ์ข้าว และสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวงอก รวมทั้งจัดให้มีสวัสดิการชุมชนกำลังล่มสลาย เราทราบว่ามีโรงสีชุมชนจำนวนมากทั่วประเทศ แต่เรายังไม่มีสถิติที่ชัดเจน

ในกระบวนการค้าตามระบบตลาด พ่อค้าส่งออกไทยสร้างขีดความสามารถในการส่งออกข้าวจนไทยกลายเป็นผู้ส่งออก ข้าวรายใหญ่ที่สุด และเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ หรือข้าวนึ่งที่ได้ราคาสูงกว่าข้าวขาวธรรมดา (ทั้งๆที่ใช้ข้าวเปลือกชนิดเดียวกัน) พ่อค้าแต่ละรายมีความชำนาญในตลาดข้าวแต่ละประเภท (เช่น ข้าวนึ่ง ข้าวหอม) และแต่ละประเทศ (เช่น บางบริษัทเก่งส่งออกไปมาเลเซีย ขณะที่อีกบริษัทถนัดส่งข้าวไปอิหร่านหรือไนจีเรีย) ความชำนาญนี้มาจากการเรียนรู้มานานนับปี แต่รัฐบาล (โดยเฉพาะคุณทักษิณ) เชื่อว่าจะสามารถควบคุมผูกขาดตลาดส่งออกได้ ทว่าผลการระบายข้าวของรัฐตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา แสดงว่ารัฐสามารถระบายข้าวทั้งในและนอกประเทศแค่1.46 ล้านตัน (ตามคำพูดของนายกรัฐมนตรีในรายการยิ่งลักษณ์พบประชาชนเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2555) ทั้งๆที่รัฐบาลมีข้าวสารอยู่ในมือถึง 13 ล้านตัน ผลก็คือ ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทยตั้งแต่มีการจำนำข้าวในเดือนตุลาคม 2554 ถึงสิ้นกันยายน 2555 มีเพียง 6.7 ล้านตัน ลดลงจาก 12.13 ล้านตัน ในช่วงตุลาคม 2553- กันยายน 2554 (ก่อนการจำนำข้าว) (ดูรายละเอียดในเอกสารการอบรมผู้สื่อข่าวเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2555 ในเวปไซต์ของทีดีอาร์ไอ)

อันที่จริงประวัติความพยายามผูกขาดการส่งออกข้าวล้มเหลวมาตั้งแต่สมัยคุณ ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี บริษัทเพรสซิเด้นท์อะกริ สามารถประมูลข้าวของรัฐ 2 ครั้ง รวมกว่า 2 ล้านตัน แต่บริษัทกลับประสบปัญหาไม่สามารถส่งออกได้ทั้งๆที่มีการขอแก้สัญญาหลังการ ประมูลจนทำให้วุฒิสภาต้องตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนและตีพิมพ์รายงานออกมา ต่อมาบริษัทนี้ประสบปัญหาไม่สามารถชำระหนี้แก่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ในเวลาต่อมาผู้บริหารของบริษัทนี้หันมาตั้งบริษัทใหม่และได้สัญญาขายข้าวให้ อินโดนีเซีย แต่หนังสือพิมพ์รายงานว่ารัฐบาลอินโดนีเซียไม่ยอมรับข้าวบางส่วน เพราะปัญหาด้านคุณภาพ นี่คือ เหตุผลที่เวลานี้ เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มเปลี่ยนท่าทีหันมาขอความร่วมมือจากสมาคมผู้ส่งออกข้าว ไทยในการส่งออกข้าวหอมมะลิ ขณะที่สมาคมฯขอเจรจาส่งออกข้าวหอมเพียง 2 แสนตัน เจ้าหน้าที่รัฐบางคนกลับให้ข่าวว่าจะมีการส่งออกข้าวหอมมะลิแบบ ex-factory 7 แสนตัน คำถามคือ ส่วนต่างนี้รัฐจะมอบให้ใคร หลักเกณฑ์การขายจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนกระทรวงพาณิชย์ยังละเลยมิได้ประกาศหลักเกณฑ์นี้ให้ประชาชนได้รับ ทราบทั้งๆที่คณะรัฐมนตรีมีความเห็นชอบกับข้อเสนอของรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ตามหนังสือเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555

ขณะเดียวกันกลับปรากฏข้อเท็จจริงบางอย่างว่ามีพ่อค้าบางรายสามารถซื้อ ข้าวของรัฐบาลได้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด จนกลายมาเป็นคู่แข่งรายใหม่ในตลาดค้าส่งข้าวสารถุงในประเทศ แต่เป็นคู่แข่งที่มีต้นทุนข้าวต่ำกว่าพ่อค้าที่ไม่มีเส้นสายการเมือง นอกจากนั้นยังปรากฏว่าทุกวันนี้มีการส่งออกข้าวนึ่ง เช่นในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ระหว่างเดือนเมษายน ถึงกันยายน 2555 ไทยสามารถส่งออกข้าวนึ่งจำนวน 1.06 ล้านตัน โดยหลักการแล้ว ไทยจะต้องไม่มีข้าวนึ่งส่งออก เพราะรัฐบาลซื้อข้าวเปลือกนาปรังทั้งหมด (14.8 ล้านตัน) สั่งสีแปรสภาพเป็นข้าวสารภายใน 7 วันและส่งเข้าโกดังกลาง แต่ข้าวนึ่งจะต้องนำข้าวเปลือกมานึ่งก่อน คำถาม คือ มีนายหน้าที่มีอิทธิพลคนใดที่สามารถสั่งให้โรงสีในโครงการจำนำส่งข้าวเปลือก ในโครงการจำนำไปให้โรงสีของผู้ส่งออก ถ้ารัฐขายข้าวเปลือกให้ผู้ส่งออก ทำไมจึงจึงไม่ปรากฏในตัวเลขการระบายข้าวของรัฐ ทำไมนายกรัฐมนตรีจึงไม่ทราบ เพราะตัวเลขการระบายข้าว 1.46 ล้านตันที่ท่านแถลงในรายการนายกฯพบประชาชนไม่มีข้อมูลการขายข้าวเปลือกจำนวน มาก ถ้ามีการขายข้าวเปลือก ได้เงินเท่าไร เงินอยู่ที่ไหน รัฐบาลจ่ายค่าจ้างสีข้าวให้โรงสีที่แอบส่งข้าวเปลือกไปให้ผู้ส่งออกข้าว หนึ่งหรือเปล่า และมีข้าวสารในโกดังกลางหรือเปล่า หรือมีแต่ลมอยู่ในโกดัง ฯลฯ

ระบบค้าขายข้าวของรัฐบาลทุกวันนี้กำลังกลายเป็นระบบพรรคพวกที่อาศัย อิทธิพลทางการเมือง มีการร่วมกันปิดบังข้อมูลมิให้คนอื่นรู้ ฉะนั้นข้อเสนอของอาจารย์นิธิให้รัฐบาลวางแผนระบายข้าวเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด คงไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

ประเด็นเล็กๆ อีกประเด็นหนึ่ง คือ อาจารย์นิธิเสนอ ให้รัฐลงทุนเพิ่มมูลค่า เช่นการแพคเกจจิ้ง ไปจนถึงผ่านกระบวนการรักษาคุณภาพให้คงทน เท่ากับโครงการรับจำนำช่วยเปิดตลาดข้าวระดับสูงไปพร้อมกันโดยร่วมมือกับผู้ ส่งออกเอกชน

การเพิ่มมูลค่า การแพคเกจจิ๊ง การเปิดตลาดข้าวระดับสูง เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนไทยทำกันมานานแล้วและประสบความสำเร็จมาก จนข้าวไทยมีคุณภาพสูงสุด และได้รับการยอมรับทั่วโลก หากท่านผู้อ่านเคยร่วมงานแสดงการค้าข้าวระหว่างประเทศ หรือเคยเดินดูข้าวที่ขายคนมีเงินในห้างพารากอน ก็จะเห็นการบรรจุหีบห่อข้าวไทยที่ดูแล้วนึกว่ามาจากต่างประเทศ ตรงกันข้าม ถุงข้าวธงฟ้าเทียบไม่ได้กับถุงข้าวหงษ์ทอง ยิ่งกว่านั้นการจำนำกำลังทำลายตลาดข้าวคุณภาพของไทย รัฐรับจำนำข้าวหอมมะลิมาเก็บไว้ในโกดังนานเป็นปี แค่เก็บข้าวหอมไว้นานสามเดือน สารระเหยความหอมก็หมดไป

ขณะนี้บริษัทส่งออกข้าวที่เก่งที่สุดของไทยเกือบทุกราย (ที่เก่งเรื่องเพิ่มมูลค่า และทำแพคเกจจิ๊ง) กำลังผันตัวเองไปทำธุรกิจค้าข้าวที่เขมร และประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า และกำไรมากกว่าการทำธุรกิจในประเทศ หากรัฐยังคงจำนำข้าวต่อไปอีก 1-2 ปี แล้วเลิกโครงการ พ่อค้าเหล่านี้คงไม่หวนกลับมาทำธุรกิจในประเทศอีก

โครงการจำนำข้าวจึง เป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จากระบบการค้าขายที่อาศัยการแข่งขันบนความสามารถ ไปเป็นตลาดของพรรคพวก ขณะเดียวกันชาวนากำลังเร่งผลิตข้าวคุณภาพต่ำเป็นจำนวนมากที่สุด โดยอาศัยสารเคมีการเกษตรที่จะทำลายระบบนิเวศเกษตรเรากำลังสร้างกลุ่มโรงสี ที่มีพลังต่อรองทางการเมือง แต่ทำลายกลุ่มเกษตรกรที่รัฐเพียรพยายามสนับสนุนมาเป็นเวลานานระบบการผลิตและ การค้าข้าวที่ดีที่สุดจะหมดไป

นี่หรือครับ การเปลี่ยนประเทศไทย

ประเด็นที่สามซึ่งเป็นประเด็นหลักในบทความของอาจารย์นิธิ คือ อาจารย์เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวจะมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้ชาวนาเพื่อการเปลี่ยนประเทศไทย

งานวิจัยหลายชิ้นที่พยายามพยากรณ์ความต้องการข้าวในตลาดต่างๆ ต่างก็มีข้อสรุปเหมือนกันว่า ปริมาณการบริโภคข้าวต่อหัวในเอเซียมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากรายได้ของคนเอเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เงินที่ใช้ในการซื้อข้าวมิได้ลดลงตาม ซึ่งชี้ให้เห็นว่า คนเอเซียเริ่มต้องการบริโภคข้าวที่มีคุณภาพสูงขึ้น ในเรื่องนี้ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดี การบริโภคข้าวหอมมะลิในประเทศได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ปริมาณการบริโภคข้าวโดยทั่วไปสูงขึ้นในอัตราที่ต่ำ เพราะประชากรไทยเพิ่มขึ้นน้อย และการบริโภคข้าวต่อหัวลดลง ในเมื่ออนาคตจะเป็นเช่นนี้ ย่อมหมายความว่ายุทธศาสตร์ที่ฉลาดสำหรับประเทศไทยจึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ สนับสนุนการผลิตข้าวคุณภาพดีทั้งสำหรับตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ

ความจริงแล้ว กระบวนการผลิตและค้าข้าวของไทยได้ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพข้าวมา และจากชื่อเสียงของข้าวไทย ตลาดต่างประเทศก็พร้อมที่จะให้ข้าวไทยได้ราคาสูงกว่าข้าวของประเทศอื่นๆ แต่นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดในปีที่ผ่านมากำลังคุกคามชื่อเสียงของข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ (และแม้กระทั่งในประเทศ)

ทั้งนี้ เพราะชื่อเสียงและคุณภาพข้าวไทยมิได้เกิดขึ้นในสูญญากาศ แต่จากกระบวนการผลิตและค้าข้าวไทยที่ชาวนา โรงสี และพ่อค้าส่งออกได้ร่วมกันสร้างมาแต่อดีต และที่อาศัยกลไกตลาดเป็นเครื่องมือ กระบวนการดังกล่าวนี้มีความละเอียดอ่อนพอสมควร สามารถแยกแยะเกรดข้าวต่างๆ เช่นสามารถแยกแยะแม้กระทั่งข้าวหอมมะลิจากจังหวัดต่างๆ ได้ กระบวนการดังกล่าวกำลังถูกกวาดล้างออกไปโดยนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดซึ่งหยาบกว่า

ด้วยเหตุนี้ ชาวนาไทยจึงเริ่มหันไปปลูกข้าวที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ยิ่งถ้าดูในตลาดต่างประเทศแล้วความล้มเหลวของรัฐบาลในการระบายข้าว รวมทั้งข้าวหอมมะลินั้นเป็นประจักษ์พยานอย่างชัดเจนว่าต่อไปนี้ชื่อเสียงของ ข้าวไทยนั้นจะเป็นเรื่องอดีต ตราบใดที่การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดจะยังเป็นนโยบายของรัฐบาลไทย

ที่เราให้ความสำคัญแก่ประเด็นนี้ ซึ่งดูเผินๆ แล้วดูจะเป็นประเด็นไม่ใหญ่นัก เมื่อเทียบกับ “อะไรที่มีความสำคัญสุดยอดในการเปลี่ยนประเทศไทย” ที่อาจารย์นิธิเห็นในนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ที่อาจารย์นิธิให้ความสำคัญก็คือการสร้าง “ความเข้มแข็งทางการเมืองให้แก่ชาวนา” เราไม่ปฏิเสธคำพยากรณ์ของอาจารย์นิธิว่า “หากดำเนินนโยบายนี้ต่อไปอีกสักสองสามปี จะไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเลิกโครงการนี้เป็นอันขาด” แต่เรามีคำถามว่า ถ้าความเข้มแข็งทางการเมืองของชาวนาตั้งอยู่บนความอ่อนแอของเศรษฐกิจการผลิต และค้าสินค้าที่มีความสำคัญสูงสำหรับประเทศชาติ จะมิหมายความว่าอุตสาหกรรมข้าวโดยรวม (ไม่ว่าจะเป็นชาวนาร่ำรวย หรือ ชาวนาที่ “ยากจน” โรงสี และพ่อค้าที่มีเส้นสายการเมือง) จะต้องพึ่งเงินสงเคราะห์จากรัฐบาลอยู่ร่ำไปอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หรือ??? (อนึ่ง นโยบายอุ้มภาคเกษตรในประเทศเหล่านี้ได้ทำให้พื้นที่การเกษตรตกอยู่ในมือของ นักลงทุนที่ร่ำรวยมากๆ ที่มารวบซื้อที่ดินจากเกษตรกรเดิมๆ เพื่อตักตวงเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ความเข้มแข็งทางการเมืองของเกษตรกรในประเทศเหล่านี้มาจากนักลงทุนที่มารวบ ซื้อที่ดินเกษตรกรรม ขณะนี้ก็ปรากฏหลักฐานว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่ไทยบางแห่งได้กว้านซื้อที่ดินการ เกษตรเป็นจำนวนมาก)

“ความเข้มแข็งทางการเมืองของชาวนา” ที่เราเห็นในบทส่งท้ายของอาจารย์นิธินั้น เราก็เห็นว่าเกิดจากการที่ชาวนาใช้อำนาจหย่อนบัตรในการเลือกตั้ง เลือกพรรคการเมืองที่สัญญาว่าจะให้ผลทันทีต่อตน ข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยแบบประชานิยมที่กำลังเป็นชุดนโยบาย มาตรฐานของทุกพรรคการเมืองในปัจจุบัน เสน่ห์ของประชาธิปไตยแบบนี้ คือทำให้เกิดนโยบายที่บรรลุผลทันตาเห็น เราไม่ปฏิเสธว่าชาวนาเกือบทุกคนได้ราคาข้าวตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ แต่ที่เราวิตกมากก็คือ ผลเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากนโยบายนี้ทั้งแก่อุตสาหกรรมข้าวและสภาพการเงินการคลังของ รัฐบาล จะมิได้รับการกล่าวถึง

เพราะมิได้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่รัฐบาลสัญญาไว้ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องระยะยาวหรือเป็นเรื่องของกลไก “หลังจอ” แล้ว ก็จะถูกกลบโดยเสียงไชโยในความสำเร็จ กว่าผลเสียต่างๆ จะปรากฏ ประชาชนจะไม่สามารถเชื่อมโยงผลเสียกับนโยบายที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้นได้ กระบวนการเรียนรู้ที่สังคมโดยรวมควรจะได้ก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เราพยายามยกเรื่องเหล่านี้มาวิพากษ์วิจารณ์ก็ด้วยความเป็นห่วงในจุด บอดของประชาธิปไตยแบบประชานิยมที่กำลังเป็นแนวนโยบายของทุกรัฐบาลในประเทศ ไทย และเป็นห่วงอนาคตข้าวไทย ประชาธิปไตยที่ดี ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตยที่กินได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีความรับผิดต่อความเสียหายที่จะเป็นผลพวงตามมา ตลอดสาย

ทั้งนี้ข้อมูลทั้งหมดสามารถดูได้ที่www.tdri.or.th

 

ป้ายกำกับ: , ,