RSS

Tag Archives: การจัดการความรู้

เรื่องเกี่ยวกับ presentation น่าสนใจ

ลองดูนะครับ ผมว่าน่าสนใจทีเดียว

อันแรกเป็นเรื่อง กฎของสมอง 12 ประการ

อีกอันเป็นแนวทางการนำเสนอของ Steve Jobs

อันสุดท้ายเรื่อง death by powerpoint

 

ป้ายกำกับ: , , ,

พิพิธภัณฑ์กับความทรงจำร่วมกันของสังคม โดย : อรรถจักร สัตยานุรักษ์

ผมคิดว่าคนในสังคมไม่รู้สึกแปลกใจเลย ที่รู้ว่าคนไทยเข้าไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์น้อยลงทุกปี

เพราะเราท่านก็ไม่ได้ไปมานานมากแล้ว ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าได้พาเพื่อนฝูงญาติมิตรไปชมพิพิธภัณฑ์ครั้งสุดท้ายเมื่อสักสิบปีก่อน
 

ท่านอธิบดีกรมศิลปากรได้แสดงความกังวลในเรื่องนี้และมีความคิดที่จะปรับ ภาพลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์เสียใหม่เพื่อจะแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะเอาเข้าจริงๆ ปัญหานี้มีมานานมากแล้ว และก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจที่จะดูแลแก้ไข หากท่านอธิบดีกรมศิลปากรสามารถที่จะแก้ไขได้บ้างก็คงจะดีมากขึ้น 
 

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะปรับภาพลักษณ์ของอะไรก็ตาม เราต้องทำความเข้าใจ “สิ่งนั้นๆ” ให้ชัดเจนก่อน ไม่เช่นนั้น การปรับภาพลักษณ์ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเฉพาะภาพภายนอกซึ่งก็จำไม่นำไป สู่ความเปลี่ยนแปลงอันใด
 

เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจความหมายของ “พิพิธภัณฑ์” (รวมอุทยานประวัติศาสตร์) กันก่อนว่า “พิพิธภัณฑ์” เป็นแบบจำลองของ “ประวัติศาสตร์” ซึ่งในแบบจำลองนี้จะ “ฝัง/จารึก” ความทรงจำหลักร่วมกันของสังคมนั้นๆ เอาไว้ ดังนั้น ในทุกๆ พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์จึงไม่ใช่เพียงแค่สถานที่วางแสดง “ของเก่า” เท่านั้น หากแต่เป็นการจัดวางความทรงจำให้โลดแล่นอยู่ในจินตนาการของผู้ชมในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์กับความต้องการจะสร้างหรือตอกย้ำความทรงจำหลักร่วมกันของสังคมจึง เป็นเรื่องเดียวกัน
 

ในทุกสังคมการเมือง “พิพิธภัณฑ์” จึงเป็นการลงทุนเพื่อจรรโลงสังคมการเมืองนั้นๆ โดยผ่านการผลิตซ้ำความทรงจำร่วมกันของสังคมนั้นเอง
 

แม้ว่าข้อมูลจะไม่ชี้ให้เห็นว่าการที่คนในสังคมไทยไม่สนใจเข้าพิพิธภัณฑ์ นั้น เกิดขึ้นเพราะอะไร แต่เราก็น่าจะลองเดาว่าทำไมคนไทยจึงไม่สนใจไปดูแบบจำลองของ “ประวัติศาสตร์-ความทรงจำร่วม” ซึ่งความเป็นไปได้ของการที่คนไม่สนใจในเรื่องนี้ น่าจะมาจากสาเหตุปัจจัยสองประการซึ่งสอดคล้องกัน
 

ประการแรก บุคลากรในกรมศิลปากรที่ดูแลในเรื่องนี้ไม่มีความสามารถเพียงพอในการทำความ เข้าใจในกระบวนการ “ฝัง/จารึก” ความทรงจำร่วมกันของสังคม จึงทำให้การแสดงงานต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น เช่น การจัดวางสรรพสิ่งในพิพิธภัณฑ์ไม่สอดคล้องและไม่ก่อให้เกิดจินตนาการเชื่อม ต่อระหว่างผู้ชมกับความทรงจำร่วมกันของสังคม 
 

หากเป็นเพราะสาเหตุนี้ ทางแก้ไขก็คงไม่ยากนัก เราสามารถที่จะแสวงหาความร่วมมือจากนักวิชาการสาขาอื่นๆ ที่เขาสามารถคิดเป็น “ภาพ” และสามารถสร้างให้ “ภาพ” ก่อเกิดจินตนาการเชื่อมต่อระหว่างคนกับสิ่งที่จัดวางไว้ได้
 

แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เพียงแค่บุคลากรของกรมศิลปากรไม่มีฝีมือ หากแต่เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจก่อให้เกิดคนกลุ่มใหม่ๆ ในสังคมและคนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการที่ทางในประวัติศาสตร์/ความทรงจำร่วม ซึ่งทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อตัวเองกับความทรงจำร่วมแบบเดิม  และลึกลงไปแล้วคนกลุ่มใหม่นี้ต้องการความทรงจำร่วมกันชุดใหม่ หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเป็นความทรงจำร่วมกันแต่ ปัจจุบันกลับไม่ใช่อีกต่อไป เสน่ห์ของพิพิธภัณฑ์จึงลดลงมาโดยตลอด
 

เราจำเป็นที่จะต้องคิดแก้ไขปัญหาสาเหตุของความไม่สนใจพิพิธภัณฑ์ในประการ ที่สองนี้ให้จริงจังมากขึ้น การคิดเพียงแค่การปรับภาพลักษณ์จะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหานี้เลย และที่สำคัญ ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของกรมศิลปากรหรือส่วนงานพิพิธภัณฑ์ หากแต่เป็นปมปัญหาของสังคมไทยเลยทีเดียว 
 

ปมปัญหานี้ก็คือเราจะสร้างความทรงจำร่วมกันของสังคมที่ทำให้คนทุกกลุ่มมี ส่วนร่วมกันได้อย่างไร เพราะการมีส่วนร่วมกันตั้งแต่อดีต เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จะทำให้เราทั้งหมดมีจินตนาการถึงอนาคตร่วมกัน
 

แนวคิดในการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่จะฝัง/จารึกความทรงจำร่วมกันชุดใหม่ที่ ครอบคลุมคนทุกกลุ่มในสังคมไทยให้มีที่มีทางในอดีต จะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีกรอบคิดหลักเป็นแกนกลาง ได้แก่ เป็นพิพิธภัณฑ์ของสังคมทั้งหมด (Total Museum) ซึ่งหมายความว่าอดีตคนทุกกลุ่มในสังคมจะถูกจัดวางไว้ในพิพิธภัณฑ์อย่างมี ความสัมพันธ์กัน และสัมพันธ์กันในทุกมิติของชีวิตในอดีต
 

แม้ว่ายังจำเป็นจะต้องมีพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้าน เช่น ด้านสังคม หรือเฉพาะที่ เช่น เชียงใหม่ อยุธยา แต่ทั้งหมดจะต้องถูกสร้างในกรอบที่จะต้องเชื่อมโยงทุกมิติของสังคมอย่างมี พลวัต เพื่อที่จะทำให้เห็นว่าคนกลุ่มต่างๆ ในอดีตได้ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมมาได้อย่างไร เผชิญปัญหาอะไรร่วมกันและได้ร่วมกันแก้ปัญหามาอย่างไรจนมาถึงทุกวันนี้
 

การคิดถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์ของสังคมทั้งหมดจำเป็นที่จะต้องระดมความคิด เห็นจากสังคมให้กว้างขวางและลึกซึ้ง คงจะต้องเรียกกันให้เหมาะสมกับยุคนี้ก็คือต้อง “ปฏิรูป” การสร้างความทรงจำร่วมกันเพื่อนำไปฝัง/จารึกไว้ในพิพิธภัณฑ์
 

ขณะนี้เราเผชิญปัญหาความแตกแยกทางสังคมไม่ใช่เป็นผลมาจากสถานการณ์ ปัจจุบันหรือแค่ห้าหกปีเท่านั้น แต่ความแตกแยกนี้ส่วนสำคัญนั้นเกิดจากความทรงจำร่วมกันฉบับทางการนั้นคับแคบ และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม 

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/attachak/20101119/363532/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1.html

 
2 ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 19, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : จาก Thailand to Siam โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) มุ่งสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมูลค่าให้แก่สิ่งที่เรามีอยู่แล้วโดย ใช้สติปัญญาและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งในระยะยาวเหมาะสมกว่าเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ (factory economy) เพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มดังกล่าวสังคมไทยเรามีมรดกวัฒนธรรมเป็นฐานมากมาย

การ เพิ่มมูลค่าให้แก่ไม้ไผ่ท่อนหนึ่งด้วยการระบายสีเป็นลายไทยงดงามและเจาะรู เป็นกล่องออมเงิน ทำให้เกิดงานและรายได้ และถ้าผู้ซื้อได้รับคำอธิบายว่าลายไทยดอกบัวนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งเพราะ ดอกบัวเป็นต้นแบบของมือสองข้างที่พนมเข้าหากันซึ่งเป็นกิริยาของการไหว้สิ่ง ที่เคารพนับถือ ท่อนไม้ไผ่นั้นก็จะมีความหมายยิ่งขึ้น

ศิลปวัฒนธรรมเป็นฐานของการสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญยิ่ง และสังคมไทยมีวัตถุดิบเช่นนี้อยู่มากมาย

คน ต่างชาติน้อยคนมากในโลกที่รู้ว่า Thailand กับ Siam นั้นเป็นประเทศเดียวกัน จำนวนไม่น้อยออกเสียง Thailand ว่า Thigh-land (ดินแดนแห่งต้นขา) ด้วยซ้ำ เนื่องจากสะกดด้วย Th บ้างก็ได้ยินว่าเป็น Taiwan

เคยพบคนต่างชาติ หลายคนที่ตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าชื่อเก่าของ Thailand นั้นคือ Siam พวกเขารู้สึกว่าชื่อ Siam นั้นมีเสน่ห์ของประวัติศาสตร์เพราะเขารู้จัก Siamese Cats (แมวสีสะหวาด) Siamese Twins (อินจัน แฝดจากแดนสยามผู้ถูกนำไปออกแสดงในสหรัฐอเมริกา มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2354-2417) เป็นอย่างดี

เขารู้จัก Siam จากละครบรอร์ดเวย์ King and I ซึ่งต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อ 50 กว่าปีก่อน ชื่อ Siam จึงให้ความรู้สึกที่ฝรั่งเรียกว่า exotic สำหรับเขา และเป็นชื่อที่ “ขาย” ได้สำหรับคนตะวันตกที่มีการศึกษา

ประเทศ ของเราเปลี่ยนชื่อจาก Saim (สยามหรือสยามประเทศ) เป็น Thailand (ประเทศไทย) ในปี พ.ศ.2482 มีฝรั่งล้อเลียนว่าเป็น Toyland หรือมีชื่อคล้ายประเทศที่ได้รับอิสรภาพใหม่ในแอฟริกา เช่น Swaziland

ผู้ รับผิดชอบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยอย่ามองข้ามประเด็น Siam และการเคยเป็น Venice of The East ของกรุงเทพมหานคร (ควรรีบมองข้าม Siamese Talks ซึ่งมีความหมายของการที่ปากและใจไม่ตรงกัน รู้จักกันดีสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง)

ทำไมเราจึงไม่ป่าวประกาศ ให้โลกรู้ว่าเราคือ Siam เราเป็นแหล่งกำเนิดของ Siamese Cats และ Siamese Twins และ “หากิน” เชิงสร้างสรรค์จากจุดนั้นต่อไป ปัจจุบันผู้คนในโลกชื่นชมโบราณสถานและสถานที่ประวัติศาสตร์ ก็ด้วยเหตุที่ว่ามันสร้างความมั่นใจเชิงจิตวิทยาให้แก่ตนเอง เนื่องจากเรื่องราวมันจบสิ้นไปแล้วอย่างแน่นอน รู้ว่ามันเป็นจริงอย่างที่เห็น ซึ่งต่างจากโลกเป็นจริงที่หาความแน่นอนอะไรไม่ได้เลย จนทำให้ขาดความมั่นคงในจิตใจ

ทำไมของที่ระลึกเราจึงไม่มีภาพ Siamese Cats (มีเว็บไซต์ขายชื่อแมวไทยเพราะๆ ก็หาเงินได้) หรือ Siamese Twins หรือภาพยนตร์ประวัติศาสตร์โยงใยเข้ากับความเป็นสยามประเทศเพื่อ “ขาย” คนต่างชาติ เช่น แหม่มแอนนาผู้เคยถวายพระอักษรรัชกาลที่ 5 หรือมีหมู่บ้านสมัยโบราณย้อนยุคให้พักหรือเที่ยวชมหรือถ่ายรูปเล่น

เอา ละเมื่อเปลี่ยนเป็น Toyland แล้ว เราก็ยังมีมรดกวัฒนธรรมอีกมากมายให้ “หากิน” เชิงเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ เรามีมวยไทย (จริงๆ คนในอุษาคเนย์ก็ชกมวยแบบนี้แต่เราเอามาทำให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อนคนอื่น ชาวโลกจึงรู้จักมวยไทย) ที่ควรเอามาทำให้เป็นมาตรฐานเหมือนยูโด เทควันโด ฯลฯ ถ้าไหว้ครูเป็น เตะเป็น พอป้องกันตัวเองได้ก็เอาสายมงคลขาวไปก่อน แต่ถ้าเก่งกล้ามากขึ้นจนชกมวยได้ครบทุกท่วงท่าก็เอามงคลสีดำไป

เรามี นวดแผนไทย (เราเอาของอินเดียมาปรับปรุง) อาหารไทย ข้าวหอมมะลิไทย ผลไม้ไทย ผัดไทย ไหมไทย ปลากัดไทย หมาไทยหลังอาน ทั้งหมดนี้มีคำว่า Thai ควบคู่ไปด้วยทั้งสิ้น และเป็นสิ่งที่ชาวโลกรู้จัก นอกจากนี้เรามีหมาพันธุ์บางแก้ว (ดุได้ประทับใจ) พลอยจันทบุรี (เรื่องราวยังอยู่ถึงแม้จะขุดหมดไปแล้วก็ตาม) star sapphire ไก่ชนพันธุ์พื้นเมือง สมุนไพร ฯลฯ

เรามีเมืองที่ชาวโลก รู้จัก เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย หาดใหญ่ กระบี่ พัทยา หัวหิน ฯลฯ เช่นเดียวกับน้ำปลาไทย (ส่งออกไปเวียดนาม) ซอสศรีราชา (ถ้าไม่ใส่ชื่อนี้คนเวียดนามไม่นิยม) เหล้าแม่โขง ฯลฯ

ความ คิดริเริ่มสร้างสรรค์จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมายด้วย “วัตถุดิบ” เหล่านี้ ถ้าสามารถสร้าง “นางนาคพระโขนง” ให้เป็น “ผีแห่งอาเซียน” ได้ก็รวยไม่รู้เรื่อง (ไม่รู้ว่าจะมีผีอื่นดุกว่านางนาคไหมในแถบนี้ แต่สำหรับผู้เขียนแล้วยังไม่เห็นผีตัวใดดุได้เท่า) แค่ลักษณะ “ตายทั้งกลม” หรือ “ตายท้องกลม” (ไม่ใช่ “ตายทั้งกรม” คือตายตั้งแต่อธิบดียันภารโรง) ก็น่ากลัวจนกินผีฝรั่งขาดแล้ว

คนญี่ปุ่นเกือบทุกคนในวัย 30 เป็นต้นไปรู้จักยามาดะ นากามาซ่า หรือออกญาเสนาภิมุข (มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2133-2173) ซามูไรในสมัยอยุธยากันทุกคน (คนญี่ปุ่นในไทยสมัยนั้นมักเป็นชาวคริสต์ เพราะถูกขับไล่จนอยู่ในญี่ปุ่นไม่ได้) เพราะอยู่ในหนังสือแบบเรียนของเด็กญี่ปุ่นมายาวนาน เรื่องราวของยามาดะโลดโผนตื่นเต้นสำหรับเด็กญี่ปุ่นมากเพราะเป็นซามูไรที่ เก่งกาจ เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช แต่ก็ตายเพราะถูกวางยาพิษ คนไทยที่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สนุก รับรองฮิตในญี่ปุ่นแน่นอน

รูป ปั้นยักษ์ของไทยตัวจริงที่วัดโพธิ์และวัดอรุณราชวราราม และที่สนามบินสุวรรณภูมิได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเสมอ เรื่องราวเบื้องหลังยักษ์หลายตนที่เล่าขานอาจกลายเป็นตำนานให้คนไทยหากินได้ อีกนาน ดังเช่นเรื่องราวของสะพานข้ามแม่น้ำแควที่กาญจนบุรี

ถึงแม้ “กระทิงแดง” ในต่างประเทศจะไม่ใช่ของไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กระทิงแดง” ที่มีผู้ดื่มนับพ้นล้านขวดต่อปีทั่วโลกนั้นมีบ้านเก่าอยู่ที่นี่ (ดูหน้าตาของป้ายจะเห็นว่าเป็นกระทิงไทย) เรื่องราวของ “กระทิงแดง” เป็นวัตถุดิบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ

จินตนาการที่ เกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เท่านั้นที่จะทำให้ “วัตถุดิบ” อันมีอยู่มากมายของสังคมไทยเหล่านี้กลายเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ เฉกเช่นเดียวกับที่เกาหลีใต้ได้ทำสำเร็จแล้วอย่างงดงาม

 
1 ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 12, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

เวทีสัมมนา Marxism 2010* วันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553

ณ ห้องประชุม 14 ตุลา อาคารสำนักงานมูลนิธิ 14 ตุลา (อาคารด้านหลัง) ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ

จัดโดย กลุ่มประกายไฟ

วันเสาร์ ที่ 13 พฤศจิกายน

12.30 น. – 13.00 น.         ลงทะเบียน

13.00 น. – 15.00 น.         สัมมนาหัวข้อ “ว่าด้วยลักษณะสังคมไทย: ทุนนิยมหรือศักดินา”

                                       นำเสนอโดย โชติศักดิ์ อ่อนสูง, ปราการ กลิ่นฟุ้ง, พิชิต พิทักษ์

                                       ดำเนินรายการโดย ปาลิดา ประการะโพธิ์

15.00 น. – 15.15 น.         พัก

15.15 น. – 17.15 น.         สัมมนาหัวข้อ “องค์กรแนวตั้งหรือองค์กรแนวนอน?”

                                        นำเสนอโดย อุบลพรรณ กระจ่างโพธิ์, ศรีไพร นนทรีย์, สมบัติ บุญงามอนงค์

                                        ดำเนินรายการโดย อานนท์ ชวาลาวัณย์

17.15 น. – 18.00 น.         พัก

18.00 น. – 20.00 น.       สัมมนาหัวข้อ “ใครคือชนชั้นปฏิวัติในปัจจุบัน?”

                                        นำเสนอโดย รัชพงศ์ โอชาพงศ์, คมลักษณ์ ไชยยะ, เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร

                                        ดำเนินรายการโดย สลิลทิพย์ ณ พัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน

12.30 น. – 13.00 น.         ลงทะเบียน

13.00 น. – 15.00 น.       สัมมนาหัวข้อ “รัฐในมุมมองมาร์กซิสม์”

                                        นำเสนอโดย วีรนันท์ ฮวดศรี, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, กิติภูมิ จุฑาสมิต

                                        ดำเนินรายการโดย เทวฤทธิ์ มณีฉาย

15.00 น. – 15.15 น.         พัก

15.15 น. – 17.15 น.         สัมมนาหัวข้อ “ข้อถกเถียงสำคัญของนักมาร์กซิสม์ในระดับสากลในปัจจุบัน”

                                        นำเสนอโดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, วิภา ดาวมณี

                                        ดำเนินรายการโดย พรทิพย์ มั่นคง

17.15 น. – 18.00 น.        พัก

18.00 น. – 20.00 น.      สัมมนาหัวข้อ “สังคมหลังการปฏิวัติ”

                                       นำเสนอโดย สุลักษณ์ หลำอุบล, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, อติเทพ ไชยสิทธิ์

                                       ดำเนินรายการโดย ปัณมาสน์ อร่ามเมือง

หมายเหตุ

* งดถ่ายทอดสดและบันทึกเสียงตลอดการสัมมนา

 ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมการสัมมนา (เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงาน)  วันเดียว 50 บาท, 2 วัน 80 บาท (จ่ายในวันงาน)

 สอบถามรายละเอียดได้ที่ โชติศักดิ์ 086-618-1200, เทวฤทธิ์ 089-258-3641

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 8, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: ,

เกษียณเร็วตายช้า เกษียณช้าตายเร็ว

โดย : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th

หัวเรื่องสัปดาห์ นี้ อาจจะดูโหดร้ายไปหน่อยนะครับ แต่ไม่ได้มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ เพียงแต่อยากจะนำเสนอมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับช่วงอายุของเรา

ทั้งช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการสร้างสรรค์งานใหม่ และช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการเกษียณอายุ

ท่านผู้อ่านเคยสงสัยบ้างไหมครับว่าในช่วงอายุไหนของเราที่เหมาะที่จะ สร้างสรรค์ หรือคิดค้นผลงานใหม่ๆ หรือช่วงไหนที่จะเหมาะที่จะเกษียณตนเองจากการทำงาน วันนี้ผมจะมาลองนำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ว่า เขาได้มีการศึกษาและค้นคว้าเพื่อหาว่าในช่วงอายุไหนของคนเราที่เหมาะสมที่จะ ทำงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรม อีกทั้งช่วงอายุไหนที่จะเหมาะสำหรับการเกษียณตัวเองจากการทำงาน ซึ่งในประเด็นหลังก็มีข้อถกเถียงกันพอสมควรนะครับว่าเราควรจะเกษียณเร็วหรือ เกษียณช้าดี และการเกษียณเร็วหรือเกษียณช้า จะส่งผลต่ออัตราการตายของเราหรือไม่
 

ในยุคปัจจุบันองค์กรต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ นักวิชาการต่างๆ ก็พยายามศึกษาหาแนวทางและวิธีการต่างๆ ในการกระตุ้นและส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรเกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ในช่วงอายุไหนของคนเราที่สามารถสร้างสรรค์และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ดีที่สุด มีการศึกษาชิ้นหนึ่งโดย Leo Esaki นักวิจัยรางวัลโนเบล ที่พยายามศึกษาว่าสำหรับนักคิดค้นต่างๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบลนั้น สิ่งต่างๆ ที่คิดค้นขึ้นมาที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงอายุไหน สิ่งที่ Esaki ค้นพบ ก็คือ สำหรับนักคิด นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบลนั้น การค้นพบของนักคิดเหล่านี้นั้น มักจะเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยแล้วในช่วงอายุ 32 ปี ถึงแม้ว่าบุคคลคนนั้นจะได้รับรางวัลโนเบล หลังจากการค้นพบสิบถึงยี่สิบปี
 

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เราเห็นว่าช่วงอายุประมาณสามสิบปีบวกลบ จะเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกครับ ว่า เมื่อแต่ละคนผ่านพ้นช่วงที่เหมาะสมที่สุดไปแล้ว อายุมากขึ้น แต่ละคนจะมีประสบการณ์มากขึ้น แต่เมื่อประสบการณ์มากขึ้นแล้วระดับความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ก็จะลดลง ด้วย ข้อมูลเหล่านี้น่าสนใจนะครับ โดยเฉพาะกับองค์กรต่างๆ ที่เน้นในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม กลุ่มบุคคลที่มีอายุประมาณสามสิบจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับการคิดค้น สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร แต่ก็ต้องระวังไว้นิดหนึ่งนะครับว่าข้อสรุปเหล่านี้เป็นการศึกษามาจากผู้ที่ ได้รับรางวัลโนเบลเป็นหลัก ไม่แน่ใจว่าสามารถนำไปใช้ในวิชาชีพอื่นๆ นอกเหนือจากงานวิชาการได้หรือไม่
 

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ อายุเกษียณของเราครับว่าเราควรจะเกษียณเมื่อไรดี ผมเองไปเจองานสองชิ้น ที่มีความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอายุเกษียณกับความอายุยืนของเรา ลองมาดูกันนะครับ เผื่อเป็นแนวทางสำหรับการตัดสินใจ งานแรกเป็นของ Sing Lin ที่เขียนงานเรื่อง Optimum Strategies for Creativity and Longitivity โดยเขาได้ศึกษาจากเงินบำนาญ หรือ Pension Fund ของบริษัทหลายๆ แห่งและ พบว่าสำหรับผู้ที่ทำงานและเกษียณอายุที่อายุ 65 จะเสียชีวิตภายในสองปีนับจากเกษียณอายุ มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างอายุที่เกษียณกับอายุเฉลี่ยของการเสียชีวิต และพบข้อมูลที่น่าสนใจและตกใจครับ นั่นคือ ยิ่งเกษียณหรือเลิกทำงานได้เร็วเท่าไร อายุจะยิ่งยืนขึ้นเท่านั้น ผู้ที่เกษียณที่อายุ 49 จะมีอายุเฉลี่ยถึง 86 หลังจากนั้น ยิ่งเกษียณช้าลงเท่าไร อายุเฉลี่ยก็จะสั้นลงยิ่งขึ้น ผู้ที่เกษียณที่อายุ 55 จะมีอายุเฉลี่ย 83.2 ผู้ที่เกษียณที่อายุ 60 จะมีอายุเฉลี่ยที่ 76.8 และถ้าเกษียณอายุที่ 65 จะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 66.8 เท่านั้นเองครับ เมื่อดูจากตัวเลขแล้วพอจะสรุปได้ว่าหลังจากอายุ 55 ไปแล้ว ยิ่งทำงานยาวออกไปอีกเท่าใด แต่ละปีของการทำงาน จะทำให้อายุสั้นลงถึงสองปี
 

สำหรับสาเหตุที่การเกษียณช้าจะทำให้ตายเร็วนั้น ก็เนื่องมาจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง มักจะนำไปสู่ความเครียดจากการทำงาน ซึ่งเจ้าความเครียดจากการทำงานนั้น ก็นำไปสู่ความอ่อนแอของร่างกายและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ สำหรับผู้ที่เกษียณเร็วโดยเฉพาะพวกที่เกษียณที่อายุ 55 นั้น จะเป็นพวกที่มีฐานะที่ดีอยู่แล้ว หรือมีการวางแผนการเกษียณมาอย่างดี แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้เกษียณแล้วอยู่เฉยๆ นะครับ แต่อาจจะทำงานแบบ Part-Time หรือทำงานแบบสบายๆ ไม่เครียด
 

อย่างไรก็ดี ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาโดย Darrell Victor ซึ่งไปศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอายุการเกษียณกับอัตราการตายของพนักงานใน บริษัทหนึ่ง พบว่ายิ่งเกษียณอายุเร็วเท่าไร อัตราการตายกลับมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นผลที่แตกต่างจากงานของ Lin โดยการศึกษาของ Victor นั้น เขาค้นพบว่ายิ่งเกษียณเร็วเท่าไร อัตราการตายกลับมากกว่าพวกที่เกษียณอายุช้า แต่ Victor เองเขาก็มีข้อสังเกตไว้เหมือนกันครับว่าสาเหตุที่เกษียณเร็วและเสียชีวิต เร็วนั้น อาจจะเป็นเนื่องจากพวกที่เกษียณเร็วเป็นพวกที่สุขภาพไม่ค่อยดีก็เป็นได้ครับ
 

ไม่ว่าจะเกษียณเร็วตายช้า หรือเกษียณเร็วตายเร็ว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่มีการทำการศึกษาวิจัยมาทั้งสิ้นนะครับ แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ทุกคนคงต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการเกษียณ มีการวางแผนอนาคตของตนเองไว้ล่วงหน้า และทำให้ตนเองไม่เครียดและมีสุขภาพที่ดี เพื่อที่จะได้มีการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขครับ

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pasud/20101018/358295/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 20, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

‘ไอเดียดีๆ… ที่หายไป’

เขียนโดย

ธีรพล แซ่ตั้ง

ธีรพล แซ่ตั้ง

ผลสำรวจจากการสอบถามผู้บริหารกว่า 700 รายทั่วโลก ระบุว่า พนักงานเป็นแหล่งที่มาขององค์ความรู้ในองค์กรเป็นอันดับที่หนึ่ง

รองลงมาเป็นพันธมิตร  ถัดมาก็เป็นลูกค้า….

แสดงว่าองค์กรที่มีศักยภาพในการ  “คิด” และ “ค้นหาแนวคิดดี ไอเดียดี” ที่เกิดจากองค์ความรู้ที่หลากหลายจะรู้จักแสวงหาองค์ความรู้ และไอเดียดีๆ จากคนและพนักงานทุกระดับในองค์กร รวมทั้งนำข้อเสนอแนะจากพันธมิตร-คู่ค้า ไปจนถึงลูกค้ามาพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการ ทั้งที่เป็นความต้องการในปัจจุบันและความต้องการในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นใน เร็ว ๆ นี้

เชื่อหรือไม่ว่า พนักงานโดยเฉพาะพนักงานระดับปฏิบัติการและหัวหน้างานระดับต้นต่างก็เพียร พยายามที่จะทั้งบอก ทั้งบ่น ทั้งเสนอแนะแนวคิดดีๆ ที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของพนักงานที่ได้ใกล้ชิด ได้สัมผัสกับลูกค้าโดยตรง  โดยบอกทั้งในระหว่างการประชุมของทีมงานของหน่วยงาน หรือบอกผ่านในรูปแบบของ REPORTของแต่ละหน่วยงาน  แต่สิ่งที่บอกมักจะหายไปกับสายลม หรือได้รับการตอบสนองอย่างขอไปทีจากผู้บริหารหลายๆ ระดับในองค์กรว่า “จะนำไปพิจารณา” (แต่ลืมบอกกับพนักงานไปว่า จะพิจารณาในชาติหน้า….ถ้ามีเวลา)

ทุกวันนี้ เราจึงเห็นสินค้า-บริการรูปแบบใหม่ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า!   ไปจนถึง Campaign และ Promotion ที่ซ้ำๆ ซากปราศจากความน่าสนใจและเป็น Promotion หรือ Campaign ที่ล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ ทั้งๆ ที่กลยุทธ์เหล่านี้ผ่านการคิดค้นอย่างเมามันจากห้องประชุมของผู้บริหารระดับ สูง

ไม่ต้องไปหาสาเหตุให้เสียเวลาว่าทำไมส่วนมากล้มเหลว เพราะสิ่งที่พยายามคิด คิดมาจากข้อมูลที่มักจะไม่ใช่ข้อมูลที่ตรงกว่าความเป็นจริง เป็นข้อมูลที่ “คิดเอาเองว่าน่าจะเป็นแบบนั้น น่าจะทำแบบนี้” โดยเมินข้อมูลและไอเดียดีๆ จากพนักงานระดับปฏิบัติการที่ได้สัมผัสกับลูกค้าโดยตรงทั้งวันและทุกวัน!

ที่สำคัญ จะมีอะไรสำคัญไปกว่า….ไอเดียดีๆ ข้อเสนอแนะดีๆ ที่มาจากลูกค้าที่ใช้สินค้า-บริการโดยตรง หรือกลุ่มเป้าหมายที่กำลังจะตัดสินใจใช้บริการ เพราะเป็นไอเดียที่ตรงความต้องการของลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

เพียงแต่ไอเดียและ แนวคิดดีๆ เหล่านี้บอกผ่านมาทางพนักงาน ณ จุดขาย บอกผ่านมาทาง Direct Saels ที่ได้ไปพบลูกค้า บอกผ่านทาง Tele-Sales ที่โทรติดต่อลูกค้า บอกผ่านทาง Call Center และอีกหลากหลายช่องทาง

เราจึงมักจะเห็นความเหนื่อยหน่ายผสมกับความระอาใจของพนักงานที่ทั้งบอก ทั้งรายงานในรูป Report แต่ผู้บริหารไม่เคยนำข้อมูลดิบเหล่านี้ไปพัฒนา กลั่นกรอง วิเคราะห์ต่อยอดให้เป็นองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์กับสินค้า-บริการ หรือแม้กระทั่งนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในเรื่องของการตลาด การขาย ไปจนถึงการบริหารจัดการ

จริงๆ แล้ว แต่ละองค์กร มีไอเดียที่น่าสนใจวันละไม่ต่ำกว่า 50-100 ไอเดีย จากพนักงานทุกช่องทางที่ติดต่อและได้รับการติดต่อจากลูกค้า  ถ้านำแนวคิดดีๆ มาพัฒนาต่อได้สัก 10 %ในแต่ละเดือน อะไรจะเกิดขึ้นกับองค์กรนั้น

องค์กรทั้ง ระดับชาติและระดับโลก จะ “ฟัง” แนวคิดดีๆ จากพนักงานทุกระดับ โดยเฉพาะระดับ ปฏิบัติการ และนำแนวคิดดีๆ มาพัฒนาเป็นกลยุทธ์ใหม่  ผลที่ได้รับไม่ใช่แค่ในเรื่องของสินค้า-บริการใหม่ที่โดนใจลูกค้า แต่จะ “ได้ใจ” พนักงานที่มีศักยภาพที่รับรู้ว่าองค์กรเห็นทั้ง ความสำคัญและคุณค่าของพนักงานมากว่าแค่คำขวัญและนโยบายสวยหรูที่ติดเต็มที่ทำงาน!

แล้วองค์กรของท่านล่ะครับ ทำไอเดียดีๆ หล่นหายไปกี่สิบ กี่ร้อย กี่พันไอเดียแล้ว?  ยังไม่สายที่จะเริ่มกลับมา “ค้นหา” ไอเดียดีๆ ที่อยู่ใกล้ตัวของท่านมากที่สุด

ลองดูสิครับ!

http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/teerapon/20101003/355867/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%86%E2%80%A6-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9B.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 3, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

กูเกิ้ล ทำให้เราโง่มากขึ้นไหม

2 ปีที่แล้ว นิโคลัส คาร์ เขียนบทความชื่อ Google ทำให้เราโง่มากขึ้นหรือเปล่า ลงใน ดิ แอตแลนติก http://www.theatlantic.com/magazine/archive/2008/07/is-google-making-us-stupid/6868/

ประเด็นที่ คาร์ ชี้ให้เห็นก็คือ

1)       อินเตอร์เน็ต มีสารสนเทศจำนวนมาก แต่ทั้งหมด ไม่ใช่สารสนเทศ

2)       ความจริงและความรู้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ สารสนเทศ

3)       เชื่อตาม สารสนเทศที่มีอยู่ก่อน เพราะว่ามันสามารถหาได้ง่าย

ซึ่งเป็นสาระสำคัญของการสืบค้นได้ด้วยคอมพิวเตอร์

 คาร์นั้นไม่เห็นด้วยอย่างมาก กับกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ในเรื่องของความรู้และความเป็นจริง ด้วยการเอาสิ่งเหล่านี้ใส่เข้าไปในระบบสารสนเทศ

“……มันไม่ใช่ สิ่งที่คุณสามารถค้นหาได้….มันเป็นสิ่งที่คุณรู้  ความเป็นจริงเป็นสิ่งที่สร้างด้วยตัวเองจากแรงงาน ความเหนื่อยยาก ความไร้ประสิทธิภาพ  งานที่ทำจากหัวใจ จากความฝัน และจินตนาการ  สาระสำคัญ คือ มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแปลออกมาไดเเหมือนกับมีรหัส  กูเกิ้ลสามารถให้คุณได้ทุกอย่าง ยกเว้น ความหมาย”

 ข้อสังเกตของ คาร์ ได้รับการตอกย้ำจากงานวิจัยที่ชื่อว่า Information Behaviour of the Researcher of the Future (http://www.bl.uk/news/pdf/googlegen.pdf)   ซึ่งบอกว่า แม้ว่า คนรุ่นหนุ่มสาว หรือรุ่นกูเกิ้ลนั้น จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคุ้นเคยและใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย พวกเขามีความเชื่อมั่นอย่างมากต่อเครื่องมือการค้นหา (Search engine) แต่เขามองมองดูสารสนเทศในหน้าจอคอมพิวเตอร์ มากกว่า จะอ่าน และ ขาดทักษะการวิเคราะห์ คัดกรองและวิพากษ์ในตัวสารสนเทศที่สืบค้นได้

 ผมไม่แน่ใจว่าคุณเชื่อในสิ่งที่ผมเล่าไหม ถ้าไม่เชื่อ  ทำไมไม่ลองตรวจสอบมันจาก กูเกิ้ล ดูละครับ

หมายเหตุ

ทั้ง google และ Wikipedia แหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลกอินเตอร์เน็ต ล้วนแล้วแต่มีคดีความ เกี่ยวกับการใช้อำนาจภายในองค์กร สร้างข้อมูลและความรู้เฉพาะอย่างที่ตนเองและพรรคพวกของตนเชื่อว่าเป็นจริง และพยายามทำให้ทั้งโลกนี้เชื่อว่ามีความจริงอย่างนั้นเพียงอย่างเดียว โดยทำการและ กีดกัน ลบ ปิดกั้น ไม่ให้คนอื่นแก้ไข หรือ เสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง….ลองค้นคำว่า googlegate หรือ wikigate ก็จะพบเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น ข้อมูลที่ได้จากการค้นทาง internet ก็ต้องพึงระวังว่ามันเป็นความจริงเพียงด้านเดียว ที่ใครบางคนต้องการให้เราเชื่อตาม ก็เป็นได้ 

 
 

ป้ายกำกับ: , , ,

ตามติดชีวิตกลุ่มผู้บริโภค ดิจิทัลเจเนอเรชั่น

อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล
ประธานกรรมการ บริหารบริษัท ธอมัสไอเดีย จำกัด http://www.thomasidea.com

ปัจจุบัน การตลาดเราอาจแบ่งผู้บริโภคตามช่วงอายุออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ (1) กลุ่ม Silent Generation

คือกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุตั้งแต่ 65-73 ปี (2) กลุ่ม Baby Boomer อายุตั้งแต่ 46-64 ปี (3) กลุ่ม Gen-X อายุ 34-45 ปี และ (4) กลุ่ม Gen-Y (Millennials) อายุประมาณ 19-33 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังใกล้จบและทำงาน

แล้วกลุ่มไหนที่มีไลฟ์สไตล์กลายเป็นผู้บริโภคสำคัญของโลกออนไลน์
กลุ่มผู้บริโภคที่อาจเรียกได้ว่ามีอิทธิพลต่อธุรกิจ และการค้าสูงสุด คือกลุ่ม Gen-X เพราะกำลังอยู่ในวัยทำงาน มีรายได้ มีเงินออม จึงมีศักยภาพในการซื้อสูง บวกกับความต้องการปัจจัย เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของตนเอง ถึงแพงแค่ไหนก็สู้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ คอนโด ฯลฯ รายงานจาก Pew Internet ระบุว่ากลุ่ม Gen-X ในอเมริกา ยังครองแชมป์ผู้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน Online Banking ซื้อสินค้าผ่าน Online Shopping และค้นหาข้อมูลด้านสุขภาพ ออนไลน์ Gen-X Leader ที่เรารู้จักกันดีคงหนีไม่พ้น President Obama ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการใช้ Online Marketing อย่างมีประสิทธิภาพในแคมเปญหาเสียง นอกจากนี้ Gen-X ยังเป็นกลุ่มที่เติบโตในช่วงที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามา จึงพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีทันสมัย แม้ไม่มากเท่าเด็กรุ่นใหม่ แต่ก็พร้อมเรียนรู้เพื่อการทำงาน ความสะดวกสบาย ให้ทันต่อวิวัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

และเมื่อพูดถึง Gen-Y เราจะนึกถึงเด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากในโลกธุรกิจ คนกลุ่มนี้ถือเป็น “Digital Natives” คือเกิด และเติบโตมาพร้อมกับ เทคโนโลยีครบครัน ไม่รู้จักโลกที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ ใช้เครื่องมือสื่อสารทันสมัยต่างๆ ได้คล่องแคล่ว เริ่มจากมือถือ พกโน้ตบุ๊ค iPhone iPod iPad หรือ BB เพื่อเชื่อมต่อ IM (Instant Messaging) 24 ชม. เขียนบล็อก-อ่านบล็อก เป็นสมาชิก Social Network ชอบความสะดวกรวดเร็ว บริโภคข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์เป็นแหล่งแรก ทุกคำถามในโลกนี้มีคำตอบในโลกอินเทอร์เน็ต มีอะไรที่ไม่รู้แค่เสิร์ช Google ก็ได้คำตอบ เหล่านี้ล้วนเป็น Character ของ Net Generation ที่นำไปสู่พฤติกรรมการบริโภคที่สามารถบริโภคสื่อพร้อมๆ กันได้หลายสื่อ (Multitasking) การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และความคาดหวังต่อการให้บริการออนไลน์การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วทันใจ

กลุ่มผู้หญิง Gen-Y จะค้นพบแบรนด์ และไลฟ์สไตล์เทรนด์ต่างๆ จาก Blog และ Social Media มากที่สุด นิยมจะเป็นผู้นำในด้านเทรนด์อย่างแท้จริง และ จะบอกต่อทันทีผ่าน SMS, email, Social Networks, Online reviews และ Blog comments

ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่แบรนด์จะต้องสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจผ่านการสื่อสารอย่างจริงใจบนโลกออนไลน์
เชื่อว่าภายในอีก 5-7 ปีข้างหน้า เมื่อ Gen-Y ซึ่งเป็น Digital Natives เติบโตขึ้น อาจจะเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการทางการเงินและซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่ากลุ่ม Gen-X

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือปัจจุบันนักการตลาดในหลายๆ ประเทศเริ่มหันมาเน้นทำการตลาดกับกลุ่ม Baby Boomer เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ ฐานะมั่นคง มีกำลังซื้อและศักยภาพในการบริโภคสินค้า มีทัศนคติที่ดีในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อตัวเองและบุคคลใกล้ชิด พร้อมที่จะ Share ความรู้ และประสบการณ์

นอกจากนี้สัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตของกลุ่ม Baby Boome เพิ่มขึ้นจากเดิมมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นคนอายุ 60 ส่งภาพงานวันเกิดไปอวดเพื่อนและลูกหลานใน Facebook หรือเขียน Blog ดีๆ ปันประสบการณ์ชีวิตให้เราได้อ่านกัน

กลยุทธ์ในการมัดใจกลุ่มนี้จะต้องสร้างความไว้วางใจ ให้ข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจ ไม่เสียเวลาในขั้นตอนการค้นหาและเลือกใช้คำในการสื่อสารที่เข้าใจง่ายอย่างเป็นมิตร

ด้วยลักษณะการใช้ชีวิตของคนตามวัยต่างๆ เห็นได้ชัดว่า อินเทอร์เน็ต เปิดช่องทางสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ภาคธุรกิจและกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) และเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งจำนวนของผู้ใช้มือถือมีมากขึ้น และกระจายตัวเกือบทั่วประเทศ นักการตลาดจะจับตามองนิ่งๆ ไม่ได้แล้ว

ถึงเวลาต้องเร่งคิดวางแผนการตลาดที่แยบยล งัดกลยุทธ์ออนไลน์เหนือชั้นเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย สร้างแบรนด์ พัฒนาและขยายฐานข้อมูลผู้บริโภค กระตุ้นยอดขายให้สุดฝีมือ เพราะปัจจุบัน “Everybody is ALWAYS ON”

http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/uraiporn/20100323/106378/ตามติดชีวิตกลุ่มผู้บริโภค-ดิจิทัลเจเนอเรชั่น.html

 

ป้ายกำกับ: , ,

การให้การศึกษาพลเมืองโลก (Educating the World Citizens)

โดย อนุชาติ พวงสำลี http://www.thaissf.org, http://twitter.com/jitwiwat แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมประชุมเรื่อง “การให้การศึกษาพลเมืองโลกสำหรับศตวรรษที่ 21 (Educating the World Citizens for the 21st Century)” ที่ DAR Constitution Hall ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

การประชุมครั้งนี้จัดโดย Mind & Life Institute และมีองค์กรร่วมจัดเป็นสถาบันการศึกษาขั้นสูงในสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สแตนฟอร์ด เพนซิลวาเนีย วิสเคาซิล-แมดิสัน จอร์จ วอชิงตัน มิชิแกน และสมาคมจิตวิทยาอเมริกา เป็นต้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 2 พันคน

การจัดประชุมเป็นไปอย่างเรียบง่าย แบ่งเป็นการสนทนาในภาคเช้าและภาคบ่าย รวมเป็น 4 ช่วง

แต่ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ นอกจาก องค์ดาไล ลามะ ซึ่งเข้าร่วมประชุมและเป็นผู้ร่วมสนทนาตลอดการประชุมแล้ว ผู้เข้าร่วมสนทนาในแต่ละช่วง ยังประกอบด้วย แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักบวช นักพัฒนา และครูอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงและมีผลงานระดับโลก ซึ่งมีความร่วมมือกันในทางวิชาการมาเป็นระยะเวลายาวนาน

คำถามสำคัญของการประชุมในครั้งนี้คือ ข้อท้าทายที่ว่าระบบการศึกษาหรือระบบการเรียนรู้ในปัจจุบันจะสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร?

เราจะสามารถจัดการศึกษาหรือกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความเมตตากรุณา (Compassion) มีสมรรถนะ (Competent) มีจริยธรรม (Ethic) และเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคม (Engaged Citizens) ในท่ามกลางพัฒนาการของโลกและสังคมที่มีความสลับซับซ้อนและเชื่อมโยงไร้พรมแดนกันได้อย่างไร?

ฐานคิดและความเชื่อของการประชุมนี้ เล็งเห็นว่าการสร้างพลเมืองแห่งอนาคตนั้น มิสามารถวัดได้ด้วยความรู้และทักษะ (Cognitive Skills and Knowledge) เพียงเท่านั้น แต่เราต้องสร้างเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งกาย ใจ และสมอง ให้เพียบพร้อมด้วยทักษะเชิงอารมณ์ สังคม และความมีคุณธรรม

ซึ่งโดยรวมๆ เรียกว่า กระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญศึกษา (Contemplative Practices)

การสนทนาในช่วงแรก เริ่มจากวิสัยทัศน์หรือมุมมองต่อการพัฒนาพลเมืองของโลก ซึ่งผู้เข้าร่วมสนทนาต่างเห็นพ้องกันว่า เยาวชนพลเมืองของโลกกำลังตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายจากสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ปัญหาความรุนแรง สงคราม ความขัดแย้ง ระบบการแข่งขันที่เร่งเร้าความแตกแยกทั้งในด้านเชื้อชาติ สีผิว และฐานะทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกาเอง พบว่าความรุนแรงต่อเยาวชนทั้งในและนอกระบบโรงเรียน เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่า

เยาวชนในสหรัฐอเมริกากว่าร้อยละ 60 กำลังตกอยู่ในสถานะล่อแหลมต่อความรุนแรง ปัญหาดังกล่าวจึงนับเป็นความน่าห่วงใยในอนาคตของสังคมโลกเป็นอย่างมาก

องค์ดาไล ลามะ แสดงทรรศนะในเรื่องนี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความรับผิดชอบต่อสังคม

เราต้องสร้างระบบการศึกษาที่เติมเต็มด้วยความเมตตากรุณา (Education with Compassion) การศึกษาต้องสร้างให้คนมีความสุขด้านในอย่างแท้จริง (Truly Inner Happiness)

ดังนั้น ในการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ ครู-อาจารย์จึงมีบทบาทที่สำคัญมาก ครู-อาจารย์ต้องมีสติ (Mindfulness) มีความเมตตากรุณา (Compassion) ในการพัฒนาปัญญา ในความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ครูและนักเรียนต้องสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

โดยนัยนี้ การเตรียมความพร้อมของครู-อาจารย์ จึงนับเป็นหัวใจของการจัดการศึกษาเพื่ออนาคต

ในช่วงที่สอง ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่อง ความจดจ่อ (Attention) การควบคุมอารมณ์ (Emotion Regulation) และการเรียนรู้ (Learning)

วิทยากรซึ่งเป็นจิตแพทย์ชี้ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นและการควบคุมอารมณ์มีความสำคัญอย่างมากต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

หากเด็กมีภาวะอารมณ์ที่เป็นเชิงลบ มีอารมณ์โกรธที่มากเกินไป จะทำลายศักยภาพและความเมตตากรุณาในตน การสอนเยาวชนให้เรียนรู้การควบคุมอารมณ์จึงมีความสำคัญมาก

ซึ่งในเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการศึกษาถึงพัฒนาการของมนุษย์ ที่จะทำให้เข้าใจว่าพัฒนาการของร่างกายและสมองในช่วงใด ควรใส่การเรียนรู้ด้านจิตตปัญญาอย่างไรที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเยาวชน

นอกจากในเรื่องพัฒนาการของร่างกายและสมองของเด็กแล้ว นักการศึกษาอีกท่านยังชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคง (Security) และความสัมพันธ์ในกระบวนการเรียนรู้ (Relationship in Learning) ก็นับว่ามีความสำคัญเช่นเดียวกัน

หน้าที่ของครู คือการสร้างสำนึกของความรับผิดชอบ ความครุ่นคำนึง การเปิดใจ ความอดทน อุดมคติ เป้าหมายเชิงบวก และแรงจูงใจ เด็กจึงเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการการบ่มเพาะ รดน้ำพรวนดินอย่างดี

ความรู้ว่าด้วยพัฒนาการของเด็ก (Child Development) จึงมีความสำคัญในการออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ (มิใช่เพียงคำนึงถึงแต่เนื้อหาทางวิชาการ – ผู้เขียน)

เช่นเดียวกับความร่วมมือและทำงานร่วมกับชุมชน มีตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมากมายของการจัดการศึกษาในแนวใหม่นี้

เช่น การนำโยคะ ห้องเงียบ สมาธิภาวนา มุมส่วนตัว การฝึกสติ การฝึกความเมตตากรุณา เข้าไปสอดแทรกในกระบวนการเรียนการสอนในสถานศึกษาต่างๆ เป็นต้น

ในช่วงที่สาม ลงลึกในส่วนของความเมตตากรุณา (Compassion) และความเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy)

วิทยากรในช่วงนี้อธิบายว่า แนวทางจิตตปัญญา (Contemplative Practices) มีความสำคัญต่อการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของพลเมืองและสังคม กระบวนการศึกษาต้องสร้างความเอาใจเขามาใส่ใจเราให้เกิดขึ้นในหัวใจของคน ซึ่งจะนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) ในเพื่อนมนุษย์

การทำงานในเรื่องนี้จำต้องมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นระบบถึงปัจจัยแวดล้อมของแต่ละคน (Personal Environment) ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ (Emotion Regulation) พันธุกรรม (Genetics) ตลอดจนอารมณ์ทางสังคม (Social Emotion)

นอกจากนี้ วิทยากรยังได้เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาครู-อาจารย์อย่างมาก

ปัจจุบัน ครู-อาจารย์อยู่ในภาวะที่เครียดเกินไปที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เรียกร้องได้

ครู-อาจารย์ไม่สามารถจัดการสมดุลต่างๆ ได้อย่างดี

ครู-อาจารย์ต้องได้รับการพัฒนาชีวิตด้านใน (Inner Life) ให้เข้มแข็งทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ การปฏิบัติภาวนาและการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Practices) จึงมีบทบาทที่สำคัญมากในการเตรียมความพร้อมและความเข้มแข็งของครู-อาจารย์

อย่างไรก็ตาม ท่านมาติเยอ ริการ์ นักบวชสายทิเบตชาวฝรั่งเศส ซึ่งร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วย ก็ได้ตอกย้ำไว้อย่างน่าสนใจว่า หากเราสนใจเรื่องความเมตตากรุณาและความรัก (Compassion and Love) ที่อยู่ในระดับชีววิทยาหรือร่างกายเท่านั้น คงจะไม่เพียงพอและยั่งยืน

แต่เราต้องสนใจในการสร้างความเมตตากรุณาและความรักที่มาและเกิดขึ้นจากด้านในของมนุษย์อย่างแท้จริงด้วย

ในช่วงสุดท้าย เป็นบทบูรณาการและการมองทิศทางในอนาคต ศาสตราจารย์ลินดา คณบดีวิทยาลัยศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด กล่าวว่า เราคงไม่สามรถทำเพียงแค่นำเรื่องปฏิบัติภาวนาหรือการนั่งสมาธิเข้าไปในระบบการศึกษาเฉยๆ เพราะระบบอาจจะยังไม่เอื้ออำนวย

แต่เราต้องเน้นความสำคัญในเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เราต้องสร้างเรื่องความสุขหรือสุขภาวะทั้งระบบโรงเรียน (Whole School Happiness) ซึ่งกินความรวมถึงความสุขส่วนบุคคล ความรับผิดชอบต่อสังคม กระบวนการเรียนรู้เติบโตและพัฒนาร่วมกัน และการทำงานเป็นทีมของครู-อาจารย์ในสถานศึกษานั้นๆ

ดังนั้น การจัดการศึกษาจึงต้องมีความหลากหลาย ระบบการเรียนรู้ใหม่ต้องเข้าใจพัฒนาการมนุษย์ มีทรัพยากรที่พอเพียง และต้องไม่ทอดทิ้งให้เยาวชนคนใดตกขบวน (No Child Left Behind) ซึ่งในประเด็นนี้

ศาสตราจารย์ทากาโอะ เฮนซ์ แพทย์ทางสมองแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ก็ยังย้ำว่า ประสบการณ์ในช่วงต้นของชีวิต (Early Life Experiences) นับว่ามีความสำคัญมากต่อพฤติกรรมของมนุษย์ และเราจำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจกลไกการทำงานของสมองว่า ช่วงที่เป็นวิกฤต (Critical Period) นั้นมีความสำคัญมากสำหรับกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเมตตากรุณา

ศาสตราจารย์ริชาร์ด เดวิด แห่งมหาวิทยาลัยวิสเคาซิล-แมดิสัน ซึ่งทำงานวิจัยระยะยาวในเรื่องนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นที่น่ายินดีว่า สิ่งที่เหมือนกันระหว่าง Contemplative Science และ Basic Science คือต่างเห็นพ้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ (Change is Possible) และยังเน้นย้ำถึงทิศทางการวิจัยที่มีความสำคัญในอนาคตว่า

1) การศึกษาว่าด้วยความเมตตากรุณานั้น ไม่ควรจำกัดอยู่ในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ควรศึกษาว่า ความเมตตากรุณามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรอบข้างหรือสังคมอย่างไร (Social Impacts)

2) เราควรก้าวข้ามการทดสอบทางการศึกษาแบบปรนัย (Choice Test) เพราะไม่สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงได้เลย ดังนั้น เราควรเร่งศึกษาถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงในตัวมนุษย์ที่มีความหลากหลาย

3) ความสุขคือเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์และสังคม ความสุขของมนุษย์จึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อสุขภาวะของสังคมโดยรวม

4) นักวิทยาศาสตร์ต้องใส่ใจศึกษาเรื่อง ความจดจ่อ (Attention) เพราะความเข้าใจในเรื่องนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจในพฤติกรรมของเยาวชนและกระบวนการเรียนรู้ของเขา เด็กติดเกม เพราะเกมสร้างให้เกิดความจดจ่อในเด็ก เราไม่ควรเพียงแค่ปฏิเสธเกม แต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้เกมเป็นเกมที่สร้างสรรค์และสร้างให้เกิดความรักความเมตตา อนึ่ง เราต้องการกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย วิธีการหนึ่งจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน

และ 5) สุดท้าย ทีมวิจัยแบบบูรณาการ (Transdisciplinary Team) และการเชื่อมโยงงานวิจัยพื้นฐานสู่ปฏิบัติการจริงในพื้นที่ (Translational Research to the Field) นั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องนี้

ในตอนท้าย องค์ดาไล ลามะ ได้กลับมาสรุปเพื่อตอกย้ำอีกครั้งว่า การสร้างแรงจูงใจและความตระหนัก ต่อการสร้างการเรียนรู้เพื่อการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นมีความสำคัญมาก การสร้างทรรศนะในเชิงบวก เราต้องสร้างสติทุกนาที เราต้องมีทั้ง วจีกรรม (Verbal Action) กายกรรม (Physical Action) และมโนกรรม (Mind Action)

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ อดสะท้อนย้อนนึกมาถึงกระบวนการเรียนรู้ของระบบการศึกษาของเราไม่ได้ว่า ณ ดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ เราดูเหมือนจะละเลยนำสิ่งที่ดีมีคุณค่ายิ่งในแผ่นดินมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์และเยาวชนคนรุ่นหลัง

การจัดการศึกษาที่เดินรอยตามฝรั่งรังแต่จะสร้างสมปัญหาอย่างมากมายมหาศาล

การศึกษาไทยเร่งสร้างให้เกิดการแข่งขันและเอาชนะ

ในวันนี้การจัดการศึกษาในโลกตะวันตกกำลังเปลี่ยนไปเพื่อเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ของมวลมนุษยชาติ แต่การศึกษาของไทยและวงการวิชาการไทยกำลังติดกับอยู่กับการแข่งขันจนละเลยการพัฒนาความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง

หากครู-อาจารย์ของเรายังอยู่ในภาวะเครียดและสับสน มุ่งถ่ายทอดความรู้จากเพียงตำราและเนื้อหาโดยไม่สนใจชีวิตของผู้เรียน แล้วเราจะสร้างเยาวชนในอนาคตที่มีความสุข มีความรักความเมตตา เป็นเยาวชนที่รู้จักการเรียนรู้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติสุขได้อย่างไร

หากการปฏิรูปการศึกษารอบสองของเราไม่สามารถก้าวข้ามหลุมดำที่ยิ่งใหญ่นี้ไปได้ อนาคตของสังคมไทยคงอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงยิ่ง

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01311052&sectionid=0130&day=2009-10-31

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 31, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

พรมแดนแห่งความรู้: การวิจัยเชิงพื้นที่ด้านกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพประชากร

อันเนื่องจากงาน Thailand Research Expo 2009 ที่จะจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซนเตอร์ เซ็นทรัลเวิลดดดดดดดดดดดดดด์ ระหว่าง 26-30 สิงหาคม 2552

ผมได้มีโอกาสไปช่วยอาจารย์ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ในเรื่อง “พรมแดนแห่งความรู้ : การวิจัยเชิงพื้นที่ด้านกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต” ในวันที่ 29 สิงหาคม ระหว่างเวลา 13.30 – 16.30 น.

ใครว่างก็เรียนเชิญ นะคร้าบ

กำหนดการตามนี้เลยครับ

กำหนดการ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 15, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,