RSS

Tag Archives: การจัดการ

โต้ อาจารย์นิธิ : ทำลายประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว โดย..ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

กระแสทรรศน์ คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  (มติชนรายวัน 5 ธันวาคม 2555)

ผู้เขียนขอแสดงจุดยืนที่เห็นต่างกับวิธีคิดของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ (จากนี้ไปจะขอเรียกสั้นๆ ว่านิธิ) ในบทความที่ลงในมติชนเรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว” ขณะเดียวกันก็สังเคราะห์บทความของอาจารย์นิพนธ์และอาจารย์อัมมาร ที่โต้ตอบนิธิ ในความคิดของนิธิ การที่รัฐบาลต้องการที่จะเพิ่มรายได้ให้กับชาวนาอย่างเป็นกอบเป็นกำ เป็นน้ำเป็นเนื้อในเวลาอันรวดเร็ว ต่างกับที่รัฐบาลในอดีตเคยทำมา เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการพลิกชีวิตของชาวนา โดยวิธีการที่ต่างกับรัฐบาลในอดีต ซึ่งนิธิเชื่อว่ามันจะพลิกแผ่นดิน เปลี่ยนประเทศไทย

นิธิมองว่าการเพิ่มรายได้ให้ชาวนาในระดับนี้ “เป็นการปฏิรูปสังคม” เพราะฉะนั้น เราไม่ควรใช้หลักเกณฑ์หรือวิธีคิดแบบเดิมๆ เช่น รัฐควรจะขาดทุนน้อยๆ เพราะทรัพยากรจำกัด มีค่าเสียโอกาสเสมอ แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่า มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม นิธิยังอ้างว่าประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก เขาก็ช่วยเหลือภาคเกษตรและชาวนากันมาแล้วทั้งนั้น ไม่เห็นคนรวยหรือชนชั้นกลางเขาเดือดร้อนอะไร คนที่ปฏิเสธรัฐสวัสดิการเป็นคนที่น่าสงสาร ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคนที่ปฏิเสธรัฐสวัสดิการคงมีน้อยมากไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

สิ่ง ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำก็คือรับซื้อข้าวทุกเม็ดจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าตลาด ไว้มากๆ เช่น ประมาณร้อยละ 50-60 ในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา รัฐบาลเมื่อมีข้าวอยู่ในมือแล้ว ควรที่พยายามขาดทุนให้น้อยที่สุด แต่เนื่องจากเป้าหมายหลักที่แท้จริงคือ การเพิ่มรายได้เพื่อให้ชาวนามีชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีเงินซื้อสินค้าคงทนถาวร ช่วยให้เศรษฐกิจเดินสะพัด ใครจะปฏิเสธว่าไม่ดีได้อย่างไร อีกหน่อยชาวนาฐานะดีขึ้น จำนวนหนึ่งคงหันไปทำอย่างอื่น ไม่เห็นจะต้องน่าวิตกกังวลอะไร เมื่อฐานะทางเศรษฐกิจของชาวนาดีขึ้น อำนาจทางการเมืองของชาวนา ซึ่งในอดีตไม่ค่อยจะมี ก็จะเพิ่มตามมา ผู้เขียนคิดว่า นิธิคงหมายถึง การส่งผลที่เป็นบวกต่อการพัฒนาประชาธิปไตยด้วย ช่วยลดหรือสยบพลังอำนาจอนุรักษ์ดั้งเดิม อะไรทำนองนั้น

ถ้าผู้เขียน เข้าใจไม่ผิด ถ้าเป็นเช่นนี้ การขาดทุนทางการเงินย่อมไม่ใช่สาระสำคัญ ขาดทุนให้ถึงหลักแสนล้านก็ย่อมได้ สำหรับชาวนาประมาณ 10 ล้านคน คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม และนิธิก็เชื่อว่า โครงการประกันรายได้ให้ชาวนา เช่น ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ขาดทุน อาจจะมากกว่าสมัยปัจจุบันด้วยซ้ำ ถ้าการรับซื้อข้าวมาเก็บไว้แล้วมีการทุจริต นิธิก็คิดว่ามันมีการทุจริตกันทั้งนั้นในการแทรกแซงประเภทนี้ ไม่ว่าในรัฐบาลไหน โครงการใหญ่หลวงระดับนี้จะไม่ให้มีการทุจริตได้อย่างไร ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์น่าจะอุดช่องโหว่ลดการทุจริต

นิธิเชื่อว่าคนจำนวนหนึ่ง หรือจำนวนมากที่คัดค้านโครงการนี้มีเบื้องหลังหรือ motive ทางการเมืองที่ไม่ดี รัฐบาลไม่ควรไปใส่ใจ นิธิลืมไปว่าในประเด็นหลังนี้ คนเขาก็มีสิทธิคิดเหมือนกันว่าที่นิธิสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล นี้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากแรงจูงใจทางการเมืองได้เช่นกัน

ผู้เขียน คิดว่าวิธีคิดของนิธิค่อนข้างประหลาด ในประเด็นที่ว่า ถ้ารัฐต้องการจะช่วยชาวนาให้มีรายได้สูงขึ้นมากๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี เนื่องจากชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คงมีทั้งชาวนาจนและรวยไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะต้องช่วยเฉพาะคนจนน่าจะดูผล ที่ตามมา นิธิเชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหนก็มีข้อบกพร่องคือขาดทุนหรือมีการทุจริต ทั้งนั้น วิธีการรับซื้อข้าวราคาสูงๆ เก็บไว้รอขายขาดทุนมากๆ อาจจะดูไม่ดีในสายตาของคนบางคน แต่ผลลัพธ์สำคัญกว่าวิธีการ นิธิลืมไปว่าวิธีการที่เลวในที่สุดจะส่งผลลัพธ์ที่เลวตามมา โดยฉพาะในระยะยาวที่จะกลับมาทำลายฐานเศรษฐกิจของชาวนา ยุทธศาสตร์ของการเลือกนโยบายแทรกแซงข้าวจึงมีความสำคัญมาก

นิธิให้ความสำคัญกับตลาดน้อยเกินไป ลืมไปว่าผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยมีความได้เปรียบในตลาดโลกอยู่แล้วในด้านคุณภาพ ถ้ารัฐพัฒนาตลาดข้าว (ไม่ใช่ทำลาย) เพื่อให้ตลาดสามารถทำหน้าที่ให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลาดจะเป็นกลไกที่สำคัญทางเศรษฐกิจต่อวิถีชีวิตของชาวนาอย่างยั่งยืนในระยะ ยาวนี่ก็เป็นการใช้การพัฒนาตลาดเพื่อปฏิรูปสังคม ซึ่งจะเป็นผลดีมากกว่าการมีอำนาจทางการเมืองของชาวนาแล้วใช้อำนาจนี้เพื่อ ประโยชน์ของกลุ่ม แต่ส่วนรวมและประเทศเสียหายอันเนื่องมาจากการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมือง สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ทุ่มพัฒนาวิจัยข้าวเพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต และพัฒนาสถาบันเพื่อช่วยชาวนาให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงต่างๆ

ถ้านิธิ คิดว่าการรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงๆ กว่าตลาด ทำได้ถาวรและยาวนานจะเปลี่ยนประเทศไทยได้ เขาคงหมายถึงการพลิกแผ่นดิน ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สังคมเป็นประชาธิปไตย และมีเสถียรภาพ ผู้เขียนก็คิดว่านี่เป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นการสร้างวิมานในอากาศ ผู้เขียนเชื่อว่าโครงการที่ทำในลักษณะนี้ ถ้าฝังรากลึก เข้มข้น รุนแรง มีโอกาสที่จะทำลายประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและการคลังให้อ่อนแอลง

ทำไม ถึงเป็นเรื่องเพ้อฝัน เราต้องไม่ลืมว่า แม้เราจะมีชาวนาประมาณ 10 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 27 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แต่ผลผลิตข้าวในปัจจุบัน เป็นเพียงร้อยละ 20 ของภาคเกษตร ขณะที่ภาคเกษตรมีผลผลิตเพียงประมาณร้อยละ 10 ของ GDP ซึ่งโดยนัยยะผลผลิตข้าวจะมีสัดส่วนต่อ GDP เพียง 2-3% เท่านั้น หรือประมาณไม่เกิน 3-4 แสนล้านบาทต่อปี ถ้าดูจากข้อมูลนี้ การขาดทุนจากการที่รัฐบาลทำอะไรโง่ๆ คือการซื้อข้าวมาเก็บไว้เยอะๆ โดยหวังว่าจะได้ราคาดี ซึ่งเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ แล้วขาดทุนปีหนึ่งๆ เป็นหลักแสนล้านบาท แม้อาจจะดูไม่มากสำหรับคน 10 ล้านคน จากผลผลิตข้าว 3-4 แสนล้านบาท มันสมเหตุผลหรือไม่ ยังไม่ได้พูดถึงความเสียหายอื่นๆ ที่จะตามมาที่นิธิไม่ได้กล่าวถึง

พลังที่จะเปลี่ยนประเทศไทยหรือ พลิกแผ่นดินในทางเศรษฐกิจเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งยั่งยืนในอนาคตได้ไม่ มีทางลัดโดยวิธีอื่นใด นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการเพิ่มผลิตภาพหรือ Productivity หรือผลผลิตต่อคนงานในทุกๆ

 

ส่วนรวมทั้งภาคเกษตรของประเทศไทย ซึ่งเผอิญนอกภาคเกษตรเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุด ร้อยละ 90 ของผลผลิต และประมาณ 2 ใน 3 ของกำลังแรงงาน โดยเศรษฐกิจไทยจะต้องมีแรงงานทุนและความรู้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพเฉกเช่นหลาย ประเทศในเอเชียที่ล้ำหน้ากว่าเราไปมากโขแล้ว การจะทำเช่นนี้ได้เราต้องได้รัฐบาลที่มีกึ๋น ดำเนินนโยบายที่มียุทธศาสตร์ที่ดีถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถอย่างแท้จริงของประเทศไทย คือสามารถทำเรื่องยากๆ มากกว่าเพียงแค่เพิ่มรายได้ให้แก่คนงานหรือชาวนา โดยไม่พัฒนาสถาบันที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มหรือผลิตภาพ แรงงานไม่ว่าจะเป็นชาวนาหรือแรงงานของภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการจะมีพลังเปลี่ยนประเทศพลิกแผ่นดินไม่ว่าประเทศใด

พลังดังกล่าวจะต้องไม่ใช่พลังที่มาจากการใช้พลังการ เมืองเพื่อโอนถ่ายรายได้ความมั่งคั่งหรือทรัพยากรมาที่กลุ่มของตน โดยไม่มีส่วนเพิ่มผลผลิตหรือ Productivity ให้แก่ประเทศได้มากกว่าที่ฝ่ายหรือกลุ่มของตนเป็นฝ่ายรับ ซึ่งหมายความว่าโดยสุทธิชาวนาอาจจะได้รับการช่วยเหลือจากส่วนอื่นๆ ของสังคม แต่เศรษฐกิจข้าวหรือเศรษฐกิจการเกษตรต้องมีความแข่งแกร่งมีการใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพแข่งขันกับใครๆ ในโลกได้ ซึ่งในประเด็นหลังนี้ นิธิไม่ได้ให้ความสนใจ

เราต้องไม่ลืมว่าประเทศที่รวยมาก่อนเราเขาช่วยคนใน ภาคเกษตร โดยกระจายรายได้จากส่วนอื่นของสังคมก็จริงอยู่ แต่รัฐบาลในประเทศเหล่านั้นก็เรียนรู้และมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาที่จะลด ความเสียหายจากการตั้งราคาให้สูงกว่าตลาดมากๆ และเก็บพืชผลไว้ในโกดังจนถึงกับต้องเอาไปบริจาคให้ประเทศอื่น เช่นกรณีของสหรัฐ โดยไม่ตั้งราคาให้เกินความเป็นจริงไปกว่าราคาตลาดจนอุปทานหรือผลผลิตล้นเกิน

ทำไมเราไม่เรียนรู้แล้วดึงประสบการณ์ในส่วนที่ดีของ เขามาใช้เพื่อบริหารข้าวหรือภาคเกษตรของเราอย่างมีวิสัยทัศน์ อย่าอ้างกันแบบโคมลอยโดยไม่มีข้อเท็จจริง แม้กระทั่งญี่ปุ่นระยะหลังๆ คนชั้นกลางญี่ปุ่นจำนวนมากก็รับไม่ได้กับการอุ้มชาวนาในภาคเกษตร โดยเฉพาะเมื่อฐานะการคลังของรัฐเลวลงเรื่อยมา จนในที่สุดรัฐบาลก็ปรับนโยบายการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าว

ในความเป็นจริงนิธิไม่ได้คิดวิเคราะห์ปัญหาที่จะเกิดจากการรับซื้อข้าวราคาสูงมา เก็บไว้เหมือนกับสมมุติว่ามันไม่เป็นปัญหานอกจากว่ามีการขาดทุนหรือมีการ ทุจริต ซึ่งนิธิก็ไม่สนใจรอบด้านละเลยเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ นิธิไม่ได้อ่านงานที่นักวิชาการพูดถึงเรื่องการจำนำข้าวอย่างครบถ้วนจะโดย ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ดูเหมือนนิธิเลือกที่จะดึงความเห็นของผู้ที่คัดค้าน ซึ่งหลายเรื่องเป็นประเด็นปลีกย่อยไม่ใช่สาระสำคัญเหมือนกับว่านิธิเลือกคู่ ขัดแย้ง (แม้ไม่ได้เอ่ยนาม) และเลือกประเด็นขัดแย้งเพื่อความสะดวกของตนเอง เช่น ผู้เขียนไม่คิดว่าจะมีนักวิชาการสักกี่คนที่ไม่เห็นความจำเป็นของ welfare state และไม่เห็นด้วยว่าคนจนต้องได้รับการช่วยเหลือ เราต่างกันในวิธีการที่จะให้ช่วยเหลือกันมากกว่า

ในแวดวงวิชาการ หรือปัญญาชน องค์ความรู้เรื่องการแทรกแซงตลาดข้าวโดยรัฐบาลในตลาดข้าว ล่าสุดรวมศูนย์อยู่ที่นักวิชาการ 3 คน ซึ่งมีวิธีคิดที่คล้ายกันมาจาก TDRI และมหาวิทยาลัยเกษตรฯ หรือสถาบันคลังสมอง ซึ่งได้แก่ นิพนธ์ พัวพงศกร อัมมาร สยามวาลา และสมพร อิศวิลานนท์ ตามลำดับ (จะขอเขียนย่อทั้ง 3 คนนี้ว่า “นอส”) นิธิน่าจะวิเคราะห์หลักคิดของนักวิชาการทั้ง 3 คนนี้ รวมทั้งวิเคราะห์หลักฐานข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนในการเปรียบเทียบวิธีคิดของ นิธิ เพื่อความสมบูรณ์และครบถ้วนจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของสังคม

ใน งานเขียนก่อนหน้าของสมพรและในบทความที่นิพนธ์ และอัมมาร ตอบนิธิ คนที่ติดตามเรื่องบทบาทของรัฐบาลในการแทรกแซงตลาดข้าว ทุกคนรู้ดีว่า “นอส” เป็นมันสมองทางวิชาการตัวแทนของ TDRI ในการออกแบบการประกันรายได้ให้แก่ชาวนาสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลักคิดของ “นอส” นั้นยอมรับว่าคนนอกภาคเกษตรต้องช่วยคนภาคเกษตรในการโอนรายได้และทรัพยากร แต่ควรจะเลือกช่วยชาวนาที่มี need จริงๆ คือยากจนกว่าชาวนาด้วยกัน หรือต้องพึ่งนาน้ำฝนใช้พันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง ซึ่งทำนาได้แค่ปีละครั้ง ไม่ใช่เหวี่ยงแหช่วยกันไม่เลือกหน้า ในทางการเมืองราคาประกันต้องสูงกว่าราคาตลาด แต่เป็นที่รู้กันว่าต่ำกว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาก

วิธีคิดของ “นอส” ตามที่ผู้เขียนเข้าใจ “นอส” เชื่อจากหลักการและประสบการณ์ทั่วโลกในอดีตว่ารัฐค้าขายไม่เป็น ทรัพยากรของรัฐเหมือนไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถ้ารัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้เอง โดยเฉพาะมีต้นทุนสูงๆ ยังไงๆ ก็ต้องมีการรั่วไหล เทวดาที่ไหนจะมานั่งดูแลทุกๆ พื้นที่ไร่นา รัฐบาลซื้อง่ายแต่ขายยาก โดยเฉพาะไม่อยากจะขาดทุนมากๆ หารู้ไม่ว่ายิ่งเก็บไว้นานๆ ก็เสี่ยงที่จะขาดทุนมาก ซื้อมาแล้วประมูลทันทีก็ขาดทุนเร็วเกินไป รับไม่ได้เสียอีก “นอส” จึงมีหลักคิดว่าใช้เพียงแค่ใช้ “กระดาษ” ก็พอ นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าการลดต้นทุนการทำธุรกรรมหรือ transaction cost ชาวนามารับส่วนต่างในรายได้เมื่อราคาตลาดข้าวต่ำกว่าราคาประกัน (หรือที่เรียกกันว่า deficiency payment) ชาวนาเก็บข้าวแล้วเอาไปขายกันเอง รัฐไม่ต้องมายุ่ง โดยตรรกะชัดเจนว่าลดต้นทุนละค่าเสียโอกาสในการเก็บข้าวไว้นานๆ ของรัฐบาล

โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าระบบนี้ถ้าให้เวลาทำงานที่ ยาวนานพอ มีการขึ้นระบบทะเบียนชาวนา และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ยังไงๆก็น่าจะเป็นระบบที่ดีกว่า รัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้เองมากมายเป็นเวลานานๆ ซึ่งสินค้าข้าวไม่เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ยิ่งเก็บนานยิ่งเสื่อม ยิ่งมีมากผู้ซื้อก็รู้ มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ขายจริงเมื่อไหร่ราคาก็ลง รัฐบาลจีนถึงไม่โง่ ที่จะมาทำสัญญาจีทูจีอะไรกับเรา จะไปฮั้วกับผู้ผลิตก็ไม่มีวันจะสำเร็จ หนึ่งใน “นอส” ถึงดูถูกเหยียดหยามคนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าสมองกลวงหรือเปล่า นอกจากนี้ ประวัติการขายในอดีตและในอนาคตก็จะไม่มีความโปร่งใสมีเรื่องอื้อฉาวตลอด (ผู้สนใจน่าจะได้อ่านการให้สัมภาษณ์ของแก้วสรร อติโพธิ เรื่องความเกี่ยวพันระหว่างพรรคการเมืองของรัฐบาลกับนักธุรกิจบริษัท เพรซิเดนท์ อะกรี เทรดดิ้ง ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สยามอินดิก้า เป็นต้น)

นิธิเชื่อข้อมูลบางอย่างง่ายและ เร็วไป ข้อมูลของ TDRI พอสรุปได้ว่า สมัยประกันรายได้ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลขาดทุนทางการเงินปีแรกประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ปีที่สองประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้นิธิคิดว่า ถ้าจำนำข้าวจะขาดทุนสักแสนล้าน ก็ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไร

โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า การขาดทุนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นก็ยังค่อนข้างสูง ไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุ แต่จำนวนการขาดทุนนี้ทำให้ดูเหมือนนิธิปักใจเชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหน มันก็ขาดทุนกันทั้งนั้น อย่าไปสนใจมันเลยดีกว่า ในความเห็นของผู้เขียนรัฐบาลไหนทำขาดทุนมากกว่ากัน ไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไร เราต้องการเวลาดูกันให้ยาวกว่านี้ 5 ปี 10 ปี หรือยาวกว่านั้น ความเสียหายที่จะมีผลต่อการคลัง ถ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ปีต่อปี สะสมมากขึ้นๆ ความเสียหายมีแน่นอน

แต่ สำคัญกว่านั้น นิธิไม่ได้สนใจลองวิเคราะห์เปรียบเทียบ ความเชื่อของตนเอง กับความเชื่อของ “นอส” ซึ่งไม่ได้อยู่ที่เรื่องการขาดทุนทางการเงินอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ความฉิบหายและความอ่อนแอของอุตสาหกรรมข้าวไทยในอนาคต ซึ่งรัฐบาลก็จะเล่นเกมที่เป็นผู้แพ้เช่นกัน นิธิอาจจะลืมไปว่าในอุตสาหกรรมข้าวที่มีการแข่งขันสูงในระดับโลก อุตสาหกรรมข้าวนี้จะมีประสิทธิภาพ และมีขีดความสามารถสูงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐเป็นผู้ส่งเสริมการทำงาน ของตลาดภายในประเทศ โดยการสร้างกฎกติกาและกลไกทางสถาบัน เพื่อลดความไม่สมบูรณ์ของตลาด ลดต้นทุนการทำธุรกรรม เพิ่มข่าวสารให้แก่ทุกฝ่าย ไม่ใช่มาทำลาย โดยคิดว่ารัฐบาลคือเทวดา ดูตัวอย่างของประเทศที่เจริญแล้ว

นิธิไม่ได้วิเคราะห์ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และความเสียหายที่จะตามมาในระยะยาว จากการที่ตลาดข้าวที่เคยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร จะค่อยๆ ถูกทำลายเพราะรัฐบาลเข้ามาทำลายกลไกของตลาดด้วยการตั้งราคาไว้สูงกว่าตลาด มากๆ และรับซื้อไว้เอง บิดเบือนโครงสร้างของแรงจูงใจโดยการตั้งราคาไว้สูงมากๆ การตั้งราคาไว้สูงมากๆ ถึงร้อยละ 50 ของราคาตลาด ถ้าเป็นมีดก็จะเป็นมีดที่มาทิ่มแทงทำลายเศรษฐกิจข้าวและชาวนาของไทยเอง เพราะกลไกตลาดจะไม่สามารถคัดเลือกแบ่งเกรดข้าวอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนใน อดีต แรงจูงใจและปริมาณการผลิตข้าวที่ไม่มีคุณภาพสูงขึ้น (ข้อมูลจากสมพร หนึ่งใน “นอส” นั้นคือ ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ของไทยก็ยังต่ำกว่าเวียดนามหรืออินเดีย) เพราะระบบรับจำนำข้าว ซื้อข้าวคละกันไป


การขยายตัวของอุปทานข้าวที่ ไม่ได้มาจากผลิตภาพและการเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกรรมใดๆ ขณะที่อุปสงค์ต่อราคาและรายได้ค่อนข้างต่ำในระยะยาวเพราะคนทั้งโลกรวมถึงคน ไทยกินข้าวน้อยลงเรื่อยๆ ต่อคน เทคโนโลยีของโลกที่จะทำให้อุปทานข้าวเพิ่มง่ายและมากขึ้น หมายความว่าอุปทานจะมากกว่าอุปสงค์และแนวโน้มราคาจะลดลง

ถ้ามองในลักษณะการจัดองค์กรอุตสาหกรรมหมายและการ กำหนดยุทธศาสตร์ เราควรจะควบคุมปริมาณการผลิตแต่สินค้ามีคุณภาพมีแบรนด์และราคาที่เป็นพรี เมี่ยม รัฐบาลไทยควรทุ่มเทช่วยเหลือด้านความรู้วิจัยในทุกรูปแบบเหมือนประเทศที่ เจริญแล้วเขาทำ ในขณะที่เขาอุ้มภาคเกษตรโดยการพยุงราคาโดยนำเงินที่ผลาญสูญเสียไปจำนวนมากไป กับการรับซื้อข้าวที่มากและสูงเกินความจำเป็น ชาวนาไทยต้องแข่งกับคู่แข่งด้านคุณภาพสินค้า และต้นทุนเทคโนโลยีการผลิตโดยใช้คนน้อยลง ค่อยๆ เคลื่อนย้ายอย่างน้อยครึ่งหนึ่งออกไป ทำกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่ productive มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การรับซื้อข้าวแบบที่เป็นอยู่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ควรเป็นเกิด ขึ้นไม่ได้

ถ้ารัฐบาลมีกึ๋นและทำได้เหมือนที่ ประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาทำ ประเทศไทยจะเปลี่ยนหรือพลิกแผ่นดินได้ เลิกตั้งราคารับซื้อให้สูงๆ เพื่อหวังคะแนนเสียงและซื้อข้าวมาเก็บไว้ไม่ยอมขายเสียเถอะ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354678553&grpid=01&catid=&subcatid=

 

ป้ายกำกับ: , , ,

เคล็ดลับ24 ข้อ จากหนังสือ How Buffet Does It

ข้อ 1 เลือกความเรียบง่ายมากกว่าความซับซ้อน

– บัฟเฟตต์แนะนำว่า “เมื่อลงทุน ทำให้เรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน จากคำถามที่ซับซ้อน”

ทำให้ง่าย คือ เป้าหมายของเรา ซื้อหุ้นของบริษัทที่ดี ดำเนินการบริหารโดยคนที่ซื้อสัตย์สุจริตและเชื่อถือได้ ซื้อหุ้นในราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง คำนวณถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจในอนาคต (มองว่าในอนาคตบริษัทจะยังอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่) อยู่กับอุตสาหกรรมที่เราเข้าใจ

– จงมองหาธุรกิจที่ทำอย่างเดียวกันกับที่เคยทำเมื่อทศวรรษที่แล้ว เพราะมันทำให้เขาสามารถคาดเดาอนาคตของบริษัทได้ง่ายขึ้น ส่วนบริษัทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น จะทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย

ข้อ 2 ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเอง

– อย่าเชื่อโบรกเกอร์,นักวิเคราะห์ หรือผู้รู้ จงเชื่อตัวคุณเอง แต่ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะปิดหู ปิดตา ไม่รับข้อมูลใดๆจากพวกเขาเหล่านี้ เพียงแต่เมื่อได้ข้อมูลมาให้เรานำมาวิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจด้วยเหตุผล รวมทั้งคุณต้องศึกษาประวัติ พื้นฐานของบริษัทมาให้ดีก่อนที่จะลงทุน

– ไม่ลงทุนโดยฟังมาจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดโดยปราศจากการไตร่ตรอง เพราะเขาเหล่านี้ทำเงินมาจากค่าคอมมิสชั่นและภาษีของคุณ

ข้อ 3 จงมีสติ

– “ปล่อยให้คนอื่นๆตื่นตระหนกไปกับตลาด แล้วเมื่อมันสงบคุณจะได้ประโยชน์จากมัน” การมีสตินั้นยังหมายถึงการมีวินัยเมื่อตลาดพุ่งทะยานขึ้น และคนอื่นๆกำลังละโมบและดีใจ เพราะสติจะเป็นตัวจักรสำคัญเมื่อสิ่งต่างๆไม่ได้เป็นไปตามที่คุณหวังไว้

เกรแฮมพูดไว้ว่า “ปัญหาใหญ่และศัตรูตัวฉกาจของนักลงทุนคือ ตัวเขาเอง”

– บัฟเฟตต์มีเกณฑ์สำคัญที่คุณควรจะนำไปใช้ คือ ถ้าใครไม่สามารถรับได้ว่า หุ้นที่ถืออยู่ราคาจะตกลงครึ่งหนึ่งในช่วงข้ามคืน ก็ไม่ควรเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่แรก คุณจะต้องมีความสามารถที่จะลงทุนในบริษัทที่ดี และมีความมั่นใจกับมันหรือไม่ก็อย่าซื้อมัน คุณปู่ยังบอกอีกว่า “มันจะไม่เข้าท่าเลย ถ้าคุณขายหุ้นของบริษัทดีๆเมื่อมีความกลัวลอยอยู่ในอากาศ”

ข้อ 4 จงอดทน

– ชาลี มังเกอร์ พูดถึงเรื่องของความอดทนไว้อย่างน่าสนใจว่า “การลงทุน คือ การหาบริษัทดีๆ 2-3 บริษัท แล้วนั่งทับมันไว้” และ “ความผิดพลาดในการลงทุนเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิด ความอดทนที่น้อยเกินไปคือส่วนหนึ่งของความหงุดหงิดนั้น”

– สำหรับบัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนทศวรรษ แทนที่จะเป็นนักลงทุนรายวัน เพราะเขามองหาทางทำกำไรจากบริษัทไม่ใช่การทำกำไรจากตลาดหุ้น ตลาดหุ้นเป็นเพียงแค่สื่อกลางในการที่จะเสนอราคาเท่านั้น ง่ายๆคือ บัฟเฟตต์ ซื้อหุ้นแล้ว Let Profit Run เพียงแต่คุณต้องหาบริษัทที่ดีมากกกกกกกๆๆๆ แล้วกอดมันไว้ แล้วถ้าบริษัทที่ดีนั้น ราคาตก ก็ซื้อเก็บ รอให้ตลาดมองเห็นมูลค่าที่แท้จริงของมัน

ข้อ 5 ซื้อธุรกิจไม่ใช่ซื้อหุ้น

บัฟเฟตต์ กล่าวว่า “จงจำไว้ว่าเมื่อคุณซื้อหุ้น คุณได้ซื้อส่วนของธุรกิจนั้นจริงๆ หุ้นไม่ได้มีอะไรในตัวมันเองนอกจากการเป็นตัวแทนของกิจการ”

การลงทุน ไม่ใช่การเล่นกับตลาด แต่มันเกี่ยวกับการซื้อธุรกิจที่ดี ถึงแม้ในระยะยาวแล้วธุรกิจที่ดีอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ในทางกลับกันธุรกิจที่ไม่ดี ไม่ได้ช่วยอะไรเลยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องทำก่อนจะซื้อหุ้น คือ คิดให้ไกลและคิดให้หนัก เกี่ยวกับพื้นฐานและอนาคตของธุรกิจ แล้วให้มองว่าตัวเราเป็นนักธุรกิจไม่ใ่ช่นักเล่นหุ้น

หลักการสำคัญที่บัฟเฟตต์ใช้เลือกซื้อหุ้น
– เขาสามารถเข้าใจธุรกิจนั้นได้
– บริษัทมีประวัติการดำเนินงานที่ดีเป็นระยะเวลายาวนาน
– ดำเนินธุรกิจโดยผู้บริหารที่มีความสามารถและมีความซื่อสัตย์สุจริต
– ราคาหุ้นน่าสนใจ

ข้อ 6 จงมองหาบริษัทที่มีแฟรนไชส์

– บริษัทที่มีแฟรนไชส์ เปรียบเสมือนธุรกิจที่มีกำแพงและคูเมืองล้อมรอบอยู่ เพราะสามารถป้องกันและต้านทานศัตรูที่จะบุกเข้ามาได้ ธุรกิจแฟรนไชส์ในความหมายของเขา หมายถึงธุรกิจที่มีสิทธิพิเศษบางอย่างและสามารถรับประกันความสำเร็จของ ธุรกิจได้

ธุรกิจที่มีแฟรนไชส์นั้นต้องขายผลิตภัณฑ์หรือให้บริการที่
1. จำเป็นหรือที่ตอบสนองความต้องการ (ความโลภ)
2. ไม่ต้องการเงินลงทุนที่มากเกินไป เช่น บริษัทเทคโนโลยี นี่ไม่ใช่แล้ว ไม่เข้าข่ายเลย เพราะว่าต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อปรับปรุงและพัฒนาสินค้าตลอดเวลา
3. เป็นผู้นำตลาดและไม่มีคู่แข่งที่ใกล้เคียง
4. สามารถขึ้นราคาสินค้าหรือบริการได้อย่างอิสระ ผลักภาระให้ผู้ซื้อได้
5. สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเมื่อคุณจะซื้อธุรกิจที่มีแฟรนไชส์นั่นก็คือ การรอซื้อในราคาที่เหมาะสม

ข้อ 7 ซื้อโลเทค ไม่ใช่ไฮเทค

– บัฟเฟตต์ ซื้อบริษัททำอิฐ บริษัทสี บริษัทพรม บริษัทเฟอร์นิเจอร์ และบริษัทชุดชั้นใน ธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจที่บัฟเฟตต์รักที่จะเป็นเจ้าของ เพราะมันสามารถเข้าใจได้ง่าย มั่นคงด้วยกระแสเงินสดที่คาดเดาได้ ไม่มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้น แต่เป็นธุรกิจที่ดี บริษัทเข้มแข็งจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง สามารถนำรายได้และผลกำไรที่เติบโตขึ้นทุกๆปี แต่เขาจะไม่ซื้อบริษัทที่เป็นคลื่นลูกใหม่ ใช้เทคโนโลยีล่าสุด เพราะผลตอบแทนที่ได้จากธุรกิจประหลาดๆเหล่านี้มักจะไม่ค่อยตกไปถึงมือนักลง ทุน

– ลองเปรียบเทียบหุ้นกับผู้หญิง ผู้หญิงประเภทไหนที่คุณจะชวนไปเต้นรำ? ระหว่างสาวหน้าใหม่น่าตื่นเต้นที่คุณเพิ่งพบที่ทุกคนคิดว่าเซ็กซี่แต่ไม่มี ใครรู้จักเธอ หรือสาวข้างบ้าน ที่ดูน่าเบื่อแต่เพรียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติ

บัฟเฟตต์ แนะนำให้ชวนสาวข้างบ้าน เพราะความเซ็กส์ซี่ของธุรกิจคลื่นลูกใหม่ จะสร้างปัญหาให้กับการคาดเดาอนาคตของบริษัทในระยะยาว แม้ว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นแต่มันจะจบลงในระยะเวลาไม่นาน

จงหลีกเลี่ยงหุ้นที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่ง ขัน ให้มองหาธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ต่อเมื่อจะขยายธุรกิจเท่านั้น

ข้อ 8 ลงทุนแบบมุ่งเน้น

– บัฟเฟตต์กล่าวว่า “ถ้าคุณพบหุ้นที่ดี ทำไมคุณถึงซื้อหุ้นแค่นิดเดียว” เขาเชื่อมั่นในการลงทุนแบบมุ่งเน้น และปฏิเสธการกระจายความเสี่ยง เพราะจะสร้างผลตอบแทนอย่างน่าอัศจรรย์ในระยะยาว

บัฟเฟตต์แนะนำว่า ให้ซื้อหุ้น 5-10 บริษัทที่ดีๆ ในราคาถูกและซื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคุณสามารถติดตามผลการดำเนินการรวมทั้งข้อมูลข่าวสารของบริษัทได้ ง่ายกว่าการลงทุนในหุ้น 20-30 ตัว

– พอร์ตการลงทุนแบบมุ่งเน้น เป็นกลยุทธ์ที่ตรงกันข้ามกับการกระจายความเสี่ยง คุณจะอยู่ห่างไกลจากสิ่งที่กระตุ้นและอารมณ์เมื่อคุณเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ใน ตะกร้าใบเดียว นี่คือพลังของการลงทุนแบบมุ่งเน้นที่จะทำให้คุณควบคุมตัวเองได้

ข้อ 9 ฝึกที่จะอยู่นิ่ง

บัฟเฟตต์ ชอบซื้อหุ้น แต่การขายหุ้นนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง เขาเปรียบนักลงทุนที่ชอบการเคลื่อนไหวว่า เหมือนกับผึ้งที่ชอบตอมดอกไม้ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น

เขาแนะนำว่า ถ้าคุณเจอดอกไม้ที่คุณชอบ จงติดอยู่กับมัน พยายามต้านอารมณ์ความเคลื่อนไหวในตัวคุณ การเคลื่อนไหวบ่อยๆ จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ค่านายหน้า หรือภาษี ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับนักลงทุนระยะยาว

การซื้อขาย หุ้นเพราะเห็นแก่กำไรเล็กๆน้อยๆ การซื้อขายมากๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของนักลงทุนที่โลเล ซึ่งมักจะจบลงด้วยการขาดทุนมากกว่าจะกำไร

ข้อ 10 อย่ามองตัววิ่ง (ราคาหุ้น)

ราคา เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของนักเก็งกำไร แต่การลงทุนเป็นอะไรที่มากกว่าราคา ถ้าคุณเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ไม่สนใจในการเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงของราคา หุ้นในระยะเวลาสั้นๆ ถ้าคุณเป็นเจ้าของหุ้นในธุรกิจที่ดี คุณไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจกับราคาหุ้นในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวนั้น พื้นฐานของธุรกิจจะเป็นผู้ดูแลราคาของคุณเอง

เพราะการดูราคาหุ้นทุก วัน จะนำคุณไปสู่อารมณ์ของการเคลื่อนไหวในราคาหุ้น ราคาหุ้นในที่สุดแล้วจะสะท้อนมูลค่าของธุรกิจเสมอ เพียงแต่ราคาของหุ้นในอนาคตนั้นจะไม่ถูกขับเคลื่อนไปด้วยความบ้าคลั่งของ วันนี้ แต่จะถูกขับเคลื่อนด้วยผลกำไรของวันพรุ่งนี้

บัฟเฟตต์เปรียบ เทียบการลงทุนกับการดูเบสบอลว่า “จุดสำคัญอยู่ที่การดูเกมส์ในสนามไม่ใช่การดูที่สกอร์บอร์ด” การจะดูว่าคุณภาพของทีมที่คุณเชียร์เป็นอย่างไรแล้วมีโอกาสที่จะชนะในอิน นิ่งต่อไปหรือไม่ ที่ๆคุณจะดูผู้เล่นของทีมคุณคือ ในสนาม

เบน เกรแฮม พูดไว้ว่า “ในระยะสั้นตลาดหุ้นเป็นเพียงเครื่องมือในการออกความเห็น (เรื่องของราคา) แต่ในระยะยาวแล้วตลาดจะเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก (เรื่องของมูลค่า)

ข้อ 11 มองตลาดหุ้นขาลงในเป็นโอกาส

– การลงทุนของบัฟเฟตต์ครั้งสำคัญๆ ส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นตอนตลาดหมี เมื่อราคาหุ้นของกิจการที่ดีลดราคา หรือเมื่อบริษัทดีๆประสบกับปัญหาที่เข้ามารุมล้อมชั่วคราว และราคาของหุ้นได้ถูกกดดันให้ลดต่ำลง ซึ่งทำให้เกิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการซื้อหุ้นที่ราคาย่อมเยา ฉะนั้น จงมองหาบริษัทที่มีคุณภาพที่กำลังลดราคา สำหรับคุณภาพนั้นหมายถึง พื้นฐานที่รองรับธุรกิจและคุณภาพของทีมบริหาร

– เบน เกรแฮม เขียนไว้ว่า “ถ้านักลงทุนผู้ใดยอมให้ความตื่นกลัวหรือความไม่เหมาะสมเข้ามาครอบงำจิตใจ และกังวลใจจากการตกต่ำของตลาดอย่างไม่เหมาะสม นักลงทุนผู้นั้นจะถูกแปลงสภาพจากความได้เปรียบไปสู่ความเสียเปรียบ การแกว่งตัวของราคานั้นมีความหมายที่สำคัญอย่างเดียวกับนักลงทุน คือ มันสร้างโอกาสให้ซื้ออย่างชาญฉลาดเมื่อราคาตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว และขายอย่างชาญฉลาดเมื่อราคาพุ่งสูงมากอย่างไม่เหมาะสม”

ข้อ 12 อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา

วอ เร็น พูดว่า”การตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้องปีละครั้ง นั้นถือว่าทำได้ดีมากแล้ว” การตัดสินใจลงทุนน้อยคร้ังก็สามารถรับประกันความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

ทั้ง นี้เขาเปรียบนักลงทุนว่า เหมือนกับผู้เล่นเบสบอลที่ยืนอยู่บนโฮมเบสที่พร้อมจะตีลูก ตลาดหุ้นก็เหมือนกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามที่ขว้างลูกมาให้นักลงทุนตีอยู่ตลอด เวลา

แต่บัฟเฟตต์แนะนำว่า อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา จงอดทนแล้วให้ลูกบอลถูกขว้างผ่านไป ให้รอเฉพาะลูกสวยๆ ตีง่ายๆ ที่ถูกขว้างมาแล้วค่อยตี

เขาอธิบายว่า ให้ซื้อธุรกิจที่ดีที่มาพร้อมด้วยกำไรในอนาคดที่เข้มแข็ง บริหารโดยผู้ที่มีความสามารถ และมีจริยธรรม สามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม แต่ถ้าบอลที่ขว้างมาไม่เข้าข่ายเหล่านี้ เขาก็จะปล่อยให้ผ่านไป

ข้อ 13 อย่าสนใจเรื่องมหภาค สนใจแต่เรื่องจุลภาค

บัฟเฟตต์ เคยพูดไว้ว่า เรื่องใหญ่ๆอย่างเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นเรื่องภายนอกธุรกิจอย่าไปใส่ใจ กับมัน จงสนใจแต่เรื่องเล็กๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง

เขาแนะนำ ว่า อย่าสนใจเรื่องระยะสั้นของตลาดหุ้น จงสนใจแต่เรื่องโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวในหุ้นที่จะลงทุน เพราะถ้าคุณใช้เวลาไปกับการกังวลว่าตลาดจะไปในทิศทางไหนในเดือนหน้าหรือปี หน้า คุณจะเสียเวลาเปล่า คุณควรจะเป็นนักวิเคราะห์ธุรกิจ มากกว่าที่จะเป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศ, ตลาดหุ้น หรือหลักทรัพย์

คุณควรใช้เวลาที่มีกับข้อมูลของบริษัทที่แน่ชัด มันไม่คุ้มกับการที่คุณจะนำเอาข้อมูลที่ไม่ชัดเจน(การเดา) มาทดแทนกับข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของคุณซึ่งคุณได้ไตร่ตรอง มาเป็นอย่างดีแล้ว

ข้อ 14 จับจ้องมองการบริหาร

วอเร็น บัฟเฟตต์ มักจะมองหาธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่เสมอ ต่อไปนี้คือสิ่งสำคัญที่ควรจะพิารณาก่อนที่จะเริ่มลงทุน

1. ทีมผู้บริหารทำงานเพื่อผู้ถือหุ้น หรือทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเขาเองโดยใช้ทรัพยากรของผู้ถือหุ้น (เช่น เงินเดือนก้อนโต, โบนัสก้อนใหญ่, สิทธิในการซื้อหุ้น และสิ่งของฟุ่มเฟือยต่างๆ)
2. ผู้บริหารใช้งบประมาณของบริษัทอย่างรอบคอบ หรือเป็นผู้บริหารที่ใช้เงินสิ้นเปลือง
3. ผู้บริหารทุ่มเทเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นและใช้จ่ายเงินลงทุนอย่างเหมาะสมหรือไม่
4. ผู้บริหารมีโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและหลีกเลีี่ยงการออกหุ้นใหม่ที่จะทำให้มูลค่าของหุ้นลดลงหรือไม่
5. ผู้ถือหุ้นถูกปฏิบัติอย่างหุ้นส่วนหรือเป็นเพียงแค่หุ่นไล่กา
6. รายงานประจำปีของบริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาหรือว่ามีแต่เรื่องไร้สาระ
7. ผู้บริหารรายงานข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง หรือพยายามที่จะปกปิดข้อมูลความจริง

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ จริยธรรมและความสามารถของผู้บริหาร เมื่อบัฟเฟตต์ตัดสินใจที่จะลงทุนเขาจะต้อง ลงเรือลำเดียวกันกับผู้นำของบริษัท บัฟเฟตต์พูดว่า คุณสามารถขาดทุนกับผู้บริหารที่ดีๆได้ แต่คุณไม่มีวันที่จะทำกำไรได้จากผู้บริหารที่แย่ๆ (นอกจากจะมีการตกแต่งตัวเลข)

ข้อ 15 ราชาแห่งวอลสตรีทนั้น ไม่ใส่เสื้อผ้า

การวิเคราะห์ทางเทคนิกนั้นสวนทางกับกรอบแนวความคิดการลงทุนของบัฟเฟตต์โดยสิ้นเชิง การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นอยู่บนพื้นฐานของการดูปริมาณ กราฟ และการเคลื่อนไหวของตลาดในการเลือกหุ้น ส่วนวิธีของบัฟเฟตต์นั้นอยู่บนพื้นฐานของการดู’มูลค่าของธุรกิจ’

(คาดว่า การไม่ใส่เสื้อผ้า น่าจะเป็นอะไรที่กล่าวถึงความไม่ซับซ้อนของการวิเคราะห์ข้อมูล แต่คำนึงถึงพื้นฐานและมูลค่าของธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าคุณปู่ของเราไม่ใส่เสื้อผ้านะฮะ)

ข้อ 16 ฝึกที่จะคิดให้เป็นอิสระ

บัฟเฟตต์ เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญมาจาก เบน เกรแฮม นั่นคือ “คุณไม่ถูก และไม่ผิด เพราะว่าคนอื่นๆเห็นด้วยกับคุณ แต่คุณจะถูกเพราะว่าข้อเท็จจริงและเหตุผลของคุณนั้นถูกต้อง”

ไม่ว่า คนส่วนมากหรือคนที่มีชื่อเสียงจะเห็นด้วยกับคุณ มันไม่ได้ทำให้คุณถูกหรือผิด ความคิดที่ถูกนั้นต้องมาจากข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง นั่นจะทำให้คุณถูก นี่คือหัวใจของการคิดอย่างอิสระ และนั่นคือการใช้ข้อมูลและเหตุผลเพื่อหาบทสรุป แล้วยึดอยู่กับบทสรุปนั้น โดยไม่สนใตว่าจะมีหรือไม่มีคนเห็นด้วยกับคุณ

มองย้อนกลับไปในช่วงฟอง สบู่ดอทคอม แสดงให้เห็นคุณค่าของการคิดอย่างอิสระของบัฟเฟตต์ เพราะถ้าเขาหลงมัวเมาไปกับราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นอย่างมากมายและตัดสินใจลงทุน ไปกับมวลชน ก็อาจจะไม่มีคุณปู่ในตำนานอย่างตอนนี้ แต่คุณปู่เลือกที่จะมองคนอื่นเริงระบำไปบนกำไรก้อนโตจากหุ้นไฮเทค อีกทั้งยังถูกเยาะเย้ยจากนักลงทุนและนักวิชาการหลายๆคนถึงความสามารถของเขา แต่เขาก็ไม่สนใจ เพราะบริษัทไฮเทคเหล่านี้อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเขา

เมื่อฟองสบู่แตกคนอื่นได้รับผลกระทบและเจ็บหนัก แต่คุณปู่ของเราไม่ได้รับผลกระทบน้อยมากถ้าเทียบกับคนอื่นๆ

กลยุทธ์ การลงทุนใดๆที่อยู่บนพื้นฐานของการทำโพลความคิดเห็นของผู้อื่นมากกว่าการใช้ ความคิดของตัวเอง กลยุทธ์แบบนั้นคือกลยุทธ์ที่แย่ที่สุด

ข้อ 17 จงอยู่ในขอบเขตความรู้ของคุณ

เมื่อถึงเวลาที่บัฟเฟตต์ต้องเลือกว่าจะลงทุนในธุรกิจไหนดี เขาจะลงทุนในอุตสาหกรรมและบริษัทที่เขารู้สึกสบายใจที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วย แล้วเขายังเคร่งครัดมากในเรื่องที่เกี่ยวกับขอบเขตของความรอบรู้

เขาจะไม่ลงทุนในอะไรก็ตามที่อยู่นอกขอบเขตนั้น และเขายังอดกลั้นต่อความเย้ายวนที่จะทำให้ขอบเขตของเขาใหญ่ขึ้น

ที่จริงแล้วเขาพูดว่าขนาดของขอบเขตความรู้นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการรู้ว่าขอบเขตของมันอยู่ที่ไหน และให้อยู่แต่ภายในขอบเขตนั้น

ขอบเขตที่เลือนลางจะเป็นหนทางสู้ความ ผิดพลาดในการลงทุนอย่างมหันต์ เรื่องที่อยู่นอกขอบเขต เรื่องใหม่ๆ เรื่องน่าตื่นเต้นนั้นจะนำไปสู่ความอลหม่านของฝูงชน

ข้อ 18 อย่าสนใจการพยากรณ์ตลาดหุ้น

สิ่งสำคัญก็คือ ให้มองที่ผลการดำเนินงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มากกว่าการมองด้วยการคาดคะเนและการคาดเดา อย่าปล่อยให้การทำนายแหกลูกตาคุณ จงจับจ้องอยู่กับอะไรก็ตามที่สำคัญจริงๆ จงอยู่กับฐานะบริษัท ไม่ใช่ฐานะของตลาด

ใช้เวลาของคุณไปกับการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานในอดีตและในปัจจุบันของบริษัท เพื่อที่จะได้ข้อมูลและไอเดียเกี่ยวกับบริษัทในอนาคต

มองหาโอกาสที่น่าเชื่อถือ และอย่าปล่อยให้เสียงรบกวนของการทำนายตลาดเข้ามาขวางทางในการติดสินใจของคุณ

ยิ่งตลาดมีการเก็งกำไรมาก มีการแปรปรวนมาก ยิ่งจะทำให้คนหันไปพึ่งพาความช่วยเหลือของการพยากรณ์ตลาดมากเท่านั้น แต่ในเมื่อการพยากรณ์นั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะถูก ยิ่งมีคนอ้างว่าการพยากรณ์ของเขานั้นแม่นยำมากเพียงใดในตลาดที่แปรปรวน คุณยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น

ข้อ 19 รู้จักกับ นายตลาด และ Margin of Safety

บัฟเฟตต์ อธิบายถึงนายตลาดว่า เขาคือหุ้นส่วนทางธุรกิจของคุณคนหนึ่งที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ เขาจะปรากฏตัวขึ้นทุกๆวัน และเขาจะเสนอราคาที่จะขอซื้อหุ้นในส่วนของคุณ และไม่ต้องการขายหุ้นของเขา เมื่อเขามองเห็นแต่สิ่งดีๆในธุรกิจ แต่เขาจะขายหุ้นในส่วนของเขาให้กับคุณ เมื่อเขาเห็นว่าทุกอย่างในตลาดเป็นปัญหาไปหมด

บัฟเฟตต์บอกว่ากุญแจ สำคัญอยู่ที่คำพูดของเกรแฮมที่ว่า “อย่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายตลาด” ความหดหู่ของเขาสามารถปกคลุมไปได้ทั่วและความอิ่มเอิบใจของเขาก็สามารถทำให้ คุณหลงมัวเมาได้เช่นกัน

บัฟเฟตต์พูดว่า “อ่านอารมณ์ของเขาให้ออก และควรพิจารณาอารมณ์นั้นอย่างถี่ถ้วน แต่อย่าตกลงไปอยู่ในหลุมพรางของอารมณ์นั้นซะเอง”

หลักการสำคัญอีกข้อหนึ่งของ เบน เกรแฮม ก็คือ Margin of Safety นั่นคือ ราคาของหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าของธุรกิจนั้นมากๆ คุณคงไม่ต้องการให้ราคาของหุ้นที่ซื้อกับมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจใกล้ เคียงกัน แต่คุณคงต้องการช่องว่างมากๆ นั่นคือ การที่คุณซื้อหุ้น 1 ดอลล่าร์ ในราคา 40 เซ็นต์

คุณควรใช้ความไร้เหตุผลของนายตลาดให้เป็น ประโยชน์ เมื่อเขาเกิดอาการหดหู่อย่างร้ายแรง เขาจะทำให้ตลาดหุ้นดิ่งลงเหว นั่นจะเป็นโอกาสสำหรับคุณที่สามารถสร้าง Margin of Safety ให้กับคุณได้เมื่อซื้อหุ้น

ข้อ 20 จงกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกำลังกลัว

เมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังโลภ บัฟเฟตต์จะระมัดระวังตัว แต่เมื่อใดที่นักลงทุนส่วนใหญ่ตื่นกลัว บัฟเฟตต์ก็จะโลภ และช่วงนี้เป็นเวลาที่เขารอคอย เพราะเขาจะฉกฉวยโอกาสในการซื้อบริษัทที่ดีในราคาหุ้นที่ตกต่ำ

เป็น ที่รู้กันว่าบัฟเฟตต์ตื่นกลัวในช่วงของตลาดกระทิงอินเตอร์เน็ต เมื่อทุกคนกำลังซื้อหุ้นด้วยความโลภ เขาไม่เสียเงินเลยสัก:-)ลล่าร์ในขณะที่คนอเมริกันเป็นล้านจบลงด้วยความสูญ เสีย บางคนถึงกับหมดตัวออกจากตลาดไปเลย

ข้อ 21 อ่าน อ่านให้มาก แล้วคิดให้ดี

บัฟเฟตต์ เชื่อว่า อุตสาหกรรมการลงทุนนั้นไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ การที่จะลงทุนนั้นคุณต้องสะสมความรู้ แต่เราก็ควรที่จะเลือกอ่านแต่หนังสือที่มีประโยชน์เหมาะสมต่อนักลงทุนแบบ เน้นคุณค่า (หรือที่เหมาะกับการลงทุนของคุณ) แล้วหนังสือประเภทไหนที่ไม่เหมาะกับคุณก็อย่าไปสนใจเพราะมันจะทำให้คุณเสีย เวลาเปล่า

ข้อ 22 ใช้แรงม้าของคุณให้เต็มที่

วอเร็น บัฟเฟตต์ บอกว่าคนทั่วๆไปมีเครื่องยนต์ขนาด 400 แรงม้า แต่สามารถใช้ได้จริงเพียง 100 แรงม้าเท่านั้น (อีกนัยหนึ่ง คนที่ฉลาดมักจะถูกกวนใจจากงานที่ล้นมือ และจะทำในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล)

บัฟเฟตต์ พูดว่าใครก็ตามที่สามารถใช้แรงม้าได้เต็มที่จากเครื่องยนต์ขนาดแค่ 200 แรงม้า ก็สามารถทำได้ดีกว่าคนอื่นๆมาก

ข้อ 23 อย่าทำพลาด แต่ให้เรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น

ชาลี มังเกอร์ เพื่อนและหุ้นส่วนของบัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญกับการศึกษาความผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะไม่ทำมันซ้ำสอง

ข้อ 24 ก้าวสู่การเป็นนักลงทุนผู้รอบรู้

บัฟเฟตต์ พูดว่า การลงทุนของเบน เกรแฮม นั้นเป็นการลงทุนแบบรอบรู้ เขาไม่ใช่นักลงทุนอัจฉริยะ หรือนักลงทุนผู้บ้าคลั่งและลงทุนตามสมัยนิยม

สิ่ง ที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการลงทุนแบบรอบรู้ก็คือ มันสามารถสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้ ถ้าคุณไม่รีบร้อนจนเกินไปและมันจะไม่ทำให้คุณจนลง

สไตล์การลงทุนของ บัฟเฟตต์นั้นไม่ใช่สไตล์รวยเร็ว แต่เป็นการรวยช้าๆอย่างมีแบบแผน มันใช้เวลาที่จะปลูกต้นกล้าให้เป็นต้นไม้ใหญ่ ฉะนั้นคุณควรฝึกที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ที่มา:http://www.sarut-homesite.net/2012/1…es-it-artemis/

 

ป้ายกำกับ: ,

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้พนักงานยังคงอยากอยู่ทำงานกับองค์กร

เมื่อวานนี้ได้เขียนถึงงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของพนักงานที่ต้องการลา ออกจากองค์กร ว่ามองอะไรเป็นปัจจัยหลักบ้าง วันนี้จะมาเขียนต่อในงานวิจัยเดียวกัน แต่มองในอีกมุมมองหนึ่ง ก็คือ เป็นมุมมองของพนักงานที่รักและต้องการทำงานกับองค์กรต่อไปเรื่อยๆ หรือที่เรียกกว่า พนักงานที่มี Engagement ต่อองค์กรสูงๆ นั้น เขามองปัจจัยอะไรกันบ้าง

งานวิจัยนี้ตั้งคำถามกับพนักงานที่ทำงานในองค์กรว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้พนักงานยังคงอยู่ทำงานกับองค์กรต่อไป ซึ่งก็ประกอบไปด้วย 6 ปัจจัยเดียวกับเมื่อวานนี้ ดังนี้ เพียงแต่ลำดับความสำคัญแตกต่างกันเมื่อเทียบกับพนักงานที่ต้องการจะลาออกจาก องค์กร

  • Total Compensation (ค่าตอบแทนรวม)
  • Base Pay (เงินเดือนมูลฐาน)
  • People they work with (เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน)
  • Type of work they do (ลักษณะงานที่ทำ)
  • Career opportunities (โอกาสความก้าวหน้าทางสายอาชีพ)
  • Learning and training opportunity (โอกาสในการเรียนรู้และฝึกอบรม)

พนักงานที่ยังคงอยากอยู่ทำงานกับองค์กรนั้น มองอะไรกันบ้าง ลองมาดูกันครับ

  • อันดับ 1: Type of work they do (ลักษณะงานที่ทำ) 93% ของพนักงานที่มีความผูกพันกับองค์กร ตอบเหมือนกันว่า ลักษณะงานที่ทำ เป็นตัวดึงดูดให้เขาอยากอยู่ทำงานต่อ เนื่องจากงานที่ทำนั้นมีความท้าทาย ไม่น่าเบื่อ รวมทั้งตรงกับความชอบของตนเอง
  • อันดับ 2: People they work with (เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน) 90% ของพนักงานที่ยังคงอยู่ทำงานกับองค์กรตอบว่า ที่รักจะอยู่ก็มาจาก มีเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างานที่ดี อยู่แล้วรู้สึกอบอุ่น รวมทั้งได้รับการยอมรับจากทั้งเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างานของตนเอง
  • อันดับ 3: Total Compensation (ค่าตอบแทนรวม) 77% มองว่าเรื่องของอัตราค่าตอบแทนรวมนั้นทำให้เขายังคงอยู่ทำงานกับองค์กร ซึ่งก็คือ เงินเดือนบวกเงินได้อื่น และเรื่องของสวัสดิการที่เหมาะสม และเป็นธรรม
  • อันดับ 4: Base Pay (เงินเดือนมูลฐาน) 71% มอง เรื่องของอัตราเงินเดือนที่ได้รับว่าเป็นส่วนที่ทำให้เขายังคงอยู่ทำงานกับ บริษัทต่อไป ทั้งนี้ก็ต้องมีอัตราเงินเดือนที่แข่งขันได้ และเป็นธรรม เมื่อเทียบกับหน้าที่และความรับผิดชอบที่ได้รับ
  • อันดับ 5: Learning and training opportunity (โอกาสในการเรียนรู้และฝึกอบรม) 69% บอกว่าอยู่เพราะเรื่องของการได้มีโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และโอกาสในการฝึกอบรม เพราะทำให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่าในการทำงานมากขึ้น
  • อันดับ 6: Career opportunities (โอกาสความก้าวหน้าทางสายอาชีพ) 65% ตอบว่า อยู่ก็เนื่องจากการทำงานในบริษัทมีโอกาสเติบโตตามสายอาชีพของตนเอง มีความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน

เมื่อสังเกตจากคำตอบของทั้งสองมุมมอง คือ คนที่อยากลาออก กับคนที่อยากทำงานต่อ นั้น 2 อันดับแรกของทั้ง 2 กลุ่ม คือเรื่องเดียวกันเลยครับ ก็คือ ลักษณะงานที่ทำ และ เพื่อนร่วมงานกับหัวหน้างาน แสดงว่า ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ถ้าทำดีๆ จะทำให้พนักงานไม่อยากลาออกไปไหน และยิ่งไปกว่านั้นจะทำให้พนักงานที่ได้ทำงานกับองค์กรแล้วรู้สึกอยากที่จะ อยู่ทำงานต่อไปครับ

ดังนั้นถ้าบริษัทของท่านต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องของอัตราการลาออกของ พนักงานที่สูงมากๆ 2 ปัจจัยที่กล่าวนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องรีบดำเนินการก่อนเลยครับ แต่ในทางปฏิบัตินั้น องค์กรส่วนใหญ่มักจะไปแก้ไขที่ระบบการจ่ายค่าตอบแทน และคิดเอาเองว่า เมื่อระบบค่าตอบแทนดีขึ้นแล้วพนักงานจะไม่ลาออกไปไหน

ซึ่งในมุมมองของพนักงานนั้นเรื่องของค่าตอบแทนไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ เลยครับ ถามว่าสำคัญหรือไม่ คำตอบก็คือสำคัญครับ แต่ถ้าเรามีระบบค่าตอบแทนที่ดีมาก จ่ายสูงจริงๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่งานที่ทำน่าเบื่อ ไม่ท้าทาย รวมทั้งเพื่อนร่วมงานก็แย่ ชอบแทงข้างหลัง หัวหน้างานก็ไม่ได้เรื่อง ไม่ค่อยใส่ใจพนักงาน ผมคิดว่า เราก็ยังคงรักษาพนักงานไว้ไม่ได้อยู่ดี ทั้งๆ ที่องค์กรเราจ่ายสูงมาก

การแก้ไขปัญหาอัตราการลาออกที่ดีจึงต้องทำเป็นระบบเลยครับ ไม่ควรเน้นไปที่เรื่องค่าจ้างหรือค่าตอบแทนเป็นอันดับหนึ่ง แต่ควรจะหาสาเหตุที่แท้จริง และดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากคนที่เป็นหัวหน้าในทุกระดับจะต้องมีทักษะในการบริหารจัดการคน อย่างดี ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ก็ทำให้ระบบมีความเป็นธรรมมากขึ้น

เรื่องค่าตอบแทนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็เป็นการบริหารในระยะสั้นๆ ถ้าเราต้องการให้พนักงานอยู่กับเรายาวๆ เราก็ต้องหันไปพัฒนาปัจจัยในด้านของความรู้สึกอยากทำงานของพนักงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และที่สำคัญก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างาน ให้ดีขึ้น

แล้วอัตราการลาออกก็จะลดลงครับ

คัดลอกจาก :

http://prakal.wordpress.com/2012/11/09/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89/

 

ป้ายกำกับ:

ปัจจัยอะไรที่ทำให้พนักงานอยากออกจากงาน หรืออยู่ทำงานต่อกับองค์กร

ในช่วง 4-5 ปีมานี้ เรื่องของการรักษาพนักงาน (Retention) เป็นเรื่องที่หลายๆ บริษัทให้ความสำคัญมากขึ้น สังเกตได้จาก ผู้บริหารและฝ่ายบุคคล มักจะคุยกันว่า จะทำอย่างไรกันดี เพื่อให้อัตราการลาออกของพนักงานในบริษัทของเราลดน้อยลงไปได้ และมักจะได้ยินคำพูดว่า “เราเป็นโรงเรียนให้กับบริษัทอื่นๆ และคู่แข่งของเรา” มากขึ้นเรื่อยๆ บางแห่งก็บ่นว่า “หาคนก็ยาก แถมหาได้แล้วก็อยู่ไม่นานก็ไป” ก็ เลยอยากเอางานวิจัยชิ้นหนึ่งมาเล่าให้ฟังนะครับว่า อะไรที่เป็นปัจจัยที่ทำให้พนักงานอยากอยู่ทำงานกับองค์กร และอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยให้พนักงานต้องการลาออกจากองค์กร

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นของที่ปรึกษาทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลแห่งหนึ่ง ชื่อว่า Mercer เขาได้ทำวิจัยจากพนักงานจำนวน 2,400 คน ที่ทำงานในองค์กรในต่างๆสาขาวิชาชีพ ซึ่งก็เป็นงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาครับ ผลที่ออกมาแสดงให้เห็นว่า มีปัจจัยอยู่ 6 ประการที่มีผลต่อการอยู่ทำงาน หรือความต้องการลาออกของพนักงาน ดังต่อไปนี้ครับ

  • Total Compensation (ค่าตอบแทนรวม)
  • Base Pay (เงินเดือนมูลฐาน)
  • People they work with (เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน)
  • Type of work they do (ลักษณะงานที่ทำ)
  • Career opportunities (โอกาสความก้าวหน้าทางสายอาชีพ)
  • Learning and training opportunity (โอกาสในการเรียนรู้และฝึกอบรม)

ลองมาดูความเห็นของพนักงานที่ต้องการจากลาออกจากองค์กรกันก่อนนะครับว่า พนักงานกลุ่มนี้มองอะไรเป็นปัจจัยหลักในการที่จะคิดลาออกจากองค์กร

  • อันดับ 1: People they work with (เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน) 68% ของคนที่ลาออกจากองค์กรมองเรื่องนี้เป็นสาเหตุใหญ่ ก็คือ ไม่ต้องการที่จะทำงานกับเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างานที่ไม่ดีนั่นเองครับ
  • อันดับ 2: Type of work they do (ลักษณะงานที่ทำ) 67% ของการลาออกของพนักงานมาจากการที่พนักงานไม่ชอบงานที่ทำอยู่ ซึ่งเป็นงานที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เขาอยากทำ หรือ งานนั้นไม่มีความท้าทายมากพอ
  • อันดับ 3: Learning and training opportunity (โอกาสในการเรียนรู้และฝึกอบรม) 48% ลาออกเพราะว่าทำงานกับองค์กรนี้แล้ว ไม่มีโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และไม่มีโอกาสในการฝึกอบรมอะไรเลย มีแต่นั่งทำงานแบบเดิมๆ ทุกวันๆ โดยที่ไม่มีความรู้อะไรใหม่เข้าสู่ตัวเอง
  • อันดับ 4: Base Pay (เงินเดือนมูลฐาน) 46% ของพนักงานที่ลาออก ให้เหตุผลว่าเงินเดือนมีผลต่อการลาออกของพนักงาน โดยเฉพาะฐานเงินเดือนที่ต่ำกว่าตลาดทั่วไป
  • อันดับ 5: Total Compensation (ค่าตอบแทนรวม) 45% ของพนักงานที่ลาออก ให้เหตุผลว่าเรื่องของค่าตอบแทนรวมมีผลทำให้ลาออกจากองค์กรที่ทำงานอยู่ ซึ่งคำว่าค่าตอบแทนรวม ก็หมายความรวมถึงค่าตอบแทนต่างๆ ทั้งค่าจ้าง และเงินได้อื่นๆ รวมถึงสวัสดิการต่างๆ ก็มีผลทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกจากองค์กร
  • อันดับ 6: Career opportunities (โอกาสความก้าวหน้าทางสายอาชีพ) 41% ของ พนักงานลาออกเพราะเหตุผลว่า ทำงานแล้วไม่มีโอกาสในความก้าวหน้าของตนเองเลย การเติบโตตามสายอาชีพก็ไม่มี ทำงานไปแล้วก็ไม่รู้ว่าตนเองจะไปอยู่ตรงไหนขององค์กรในอนาคต

นี่คือ 6 อันดับของปัจจัยที่พนักงานที่ลาออกจากบริษัทให้เหตผลว่าทำไมถึงลาออก ดังนั้นถ้าเราต้องการจะแก้ไขปัญหาเรื่องของอัตราการลาออกของพนักงานให้ดี ขึ้น 3 อันดับแรกคือสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนครับ ซึ่งก็คือเรื่องของ เพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างาน เรื่องของลักษณะงานที่ทำ และเรื่องของโอกาสในการเรียนรู้และฝึกอบรม 3

ถ้าเราอ้างอิงจากผลการวิจัยนี้ และเราต้องการลดอัตราการลาออกของพนักงานในบริษัทเราลงให้ได้จริง ก็คงต้องปรับเปลี่ยนเรื่องของบรรยากาศในการทำงานระหว่างทีมงาน และหัวหน้างานด้วย เพื่อให้พนักงานทำงานแล้วไม่รู้สึกอึดอัด และจากนั้นก็มาพัฒนาเรื่องของความท้าทายในการทำงาน ซึ่งก็คงต้องมาออกแบบการทำงานกันใหม่เพื่อให้งานมีความท้าทายมากขึ้น สุดท้ายก็มาเพิ่มเติมกับระบบการพัฒนาพนักงานเพื่อให้พนักงานที่ทำงานได้มี โอกาสเรียนรู้ และพัฒนาทักษะในการทำงานมากขึ้นครับ

นี่คือมุมของคนที่ลาออกจากองค์กร พรุ่งนี้เราจะมาดูในมุมของพนักงานที่อยู่ทำงานกับองค์กรว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้พนักงานกลุ่มนี้ยังอยากอยู่ทำงานกับองค์กรต่อไปเรื่อยๆ จะเหมือนหรือต่างกับพนักงานที่อยากลาออก อย่าลืมติดตามนะครับ

คัดลอกจาก:

http://prakal.wordpress.com/2012/11/08/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81/

 
 

ป้ายกำกับ:

ยักษ์ล้มเพราะอะไร?…ดร.พสุ เดชะรินทร์

คำถามหนึ่งที่ผมได้รับบ่อยมากในช่วงหลักก็คือทำไมบริษัทที่เคยรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย เคยเป็นที่หนึ่งในอุตสาหกรรมตนเอง

ได้ เดินทางมาถึงกัลปวสาน หรือ ถึงขั้นล้มละลาย และสูญหายไปจากโลกใบนี้? ยิ่งในช่วงหลังเรามีตัวอย่างให้เห็นกันอย่างมากมาย เช่นในรอบสองปีที่ผ่านมาก็มีกรณีของ Blockbuster (ผู้ให้บริการเช่าดีวีดีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก) หรือ Kodak (คงไม่ต้องเขียนถึงอดีตที่ยิ่งใหญ่ของโกดักนะครับ) หรือ Borders Book Store (ร้านหนังสือที่มีจำนวนสาขาและขนาดรวมแล้วใหญ่ที่สุดในโลก) ที่ได้เดินทางมาถึงจุดอวสาน และถ้าเอ่ยชื่อบริษัทบางบริษัทที่มีความเสี่ยงต่อการเดินทางถึงจุดเดียวกัน (ถ้าไม่มีการแก้ไขหรือปรับปรุงการดำเนินงานให้ดีขึ้น) อาทิเช่น Best Buy, RIM (ผู้ผลิตเครื่อง Blackberry) Yahoo หรือ Nintendo เป็นต้น

เมื่อศึกษายักษ์ที่ล้มนั้น ก็พอจะแยกสาเหตุของความล้มเหลวออกมาได้เป็น 2 ประการครับ ประการแรกคือกลยุทธ์และแนวทางในการดำเนินงานที่ใช้อยู่ ไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปครับ คำถามหนึ่งที่ผมมักจะถามผู้บริหารองค์กรต่างๆ เสมอก็คือ ‘Are we still doing the right thing?’ หรือ “เรายังทำในสิ่งที่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า?” เป็นไปได้ไหมครับว่ากลยุทธ์ และวิธีการดำเนินงานที่เคยทำให้องค์กรยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จในอดีต อาจจะไม่เหมาะสมต่อสภาพการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ท่านผู้อ่านต้องอย่าลืมนะครับว่าสภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานของธุรกิจ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป คู่แข่งขันใหม่ๆ ที่เข้ามา กฎหมายที่เปลี่ยนไป หรือ แม้กระทั่งสถานการณ์การเมือง ดังนั้นสิ่งที่เคยทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในอดีตอาจจะไม่ได้ทำให้องค์กร ประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต อีกทั้งที่แน่ๆ คืออนาคตนั้นไม่เหมือนอดีต
ดังนั้นผู้บริหารองค์กรจะต้องคอยตั้งคำถาม ถามตนเองตลอดเวลาครับว่า สิ่งที่องค์กรกำลังทำอยู่นั้นเหมาะสมต่อสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต หรือไม่? กรณีของ Blockbuster นั้นที่ล้มเหลวเนื่องจากมีคู่แข่งใหม่เข้ามา (Netflix) ด้วยเทคโนโลยีและวิธีการดำเนินธุรกิจที่เด่นล้ำกว่า หรือ กรณีของ Kodak นั้นก็เกิดจากความยึดติด ยึดมั่นต่อความสำเร็จของธุรกิจฟิล์มในอดีตจนทำให้ไม่กล้ากระโจนเข้าสู่กระแส ดิจิตอล ทั้งๆ ที่โกดักเป็นผู้คิดค้นกล้องดิจิตอลขึ้นเป็นรายแรกของโลก และมองเห็นถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หรือ กรณีของ Borders นั้นก็เนื่องจากเทคโนโลยี คู่แข่ง และพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปในการอ่านหนังสือ

สาเหตุประการที่สองนั้นเกิดขึ้นจากการที่อดีตบริษัทเหล่านี้ประสบความ สำเร็จมาในอดีต ทำให้ผู้บริหารเกิดความเชื่อมั่นต่อความสามารถและศักยภาพทั้งของตนเองและของ บุคลากรในองค์กร ซึ่งความเชื่อมั่นดังกล่าวถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าความเชื่อมั่นที่มีมากเกินไปก็จะกลายเป็นความหลงผิด และยึดติด ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารเริ่มมีความคิดว่า เมื่อประสบความสำเร็จในธุรกิจหนึ่งก็จะสามารถนำความรู้ ความสามารถดังกล่าวขยายเข้าสู่ธุรกิจอื่นได้ ดังนั้นอดีตยักษ์หลายๆ แห่งจึงมักจะไม่พอใจต่อความสำเร็จที่ตนเองมีอยู่ แต่จะเริ่มขยายตัวทั้งในธุรกิจเดิมและเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่ตนเองอาจจะไม่มีความชำนาญหรือชำนาญน้อย

การขยายตัวนั้นไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีนะครับ เพียงแต่การขยายตัวด้วยความหลงผิดหรือเข้าใจในตนเองผิดจะกลายเป็นชนวนให้ องค์กรล้มเหลวได้ เราได้พบเห็นองค์กรหลายแห่งที่ “คิดการใหญ่เกินตัว” แล้วเข้าไปทำในสิ่งที่เกินศักยภาพและความสามารถของตนเอง จนสุดท้ายความสำเร็จเดิมที่มีอยู่ก็ไม่สามารถช่วยประคับประคองความผิดพลาด นั้นไว้ได้

จากบทเรียนขององค์กรที่เคยประสบความสำเร็จแล้วมาล้มเหลวภายหลังนั้น นอกเหนือจากจะเป็นบทเรียนทางด้านการบริหารองค์กรแล้ว ผมว่ายังสามารถเป็นบทเรียนในการบริหารประเทศและบริหารตนเองได้อีกด้วยครับ ประเด็นสำคัญคือต้องอย่าลืมว่าทั้งประเทศ องค์กร และบุคคล ต้องมีการเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลาครับ ถ้าเรายังยึดมั่นกับความสำเร็จหรือสิ่งที่ทำให้เราสำเร็จมาในอดีต ก็อาจจะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน สังเกตซิครับทำไมเราถึงชอบกล่าวกันว่าผู้ที่เรียนเก่ง ไม่จำเป็นต้องทำงานเก่งเสมอไป ก็เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน และปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงานอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้

http://bit.ly/SpcJKH

 

ป้ายกำกับ: ,

ต้นทุนที่จำเป็นสำหรับการ “ทบต้น”

หลายต่อหลายคนรู้ดีว่าความสำเร็จของนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรระดับโลกส่วน ใหญ่ล้วนเกิดขึ้นจากผลของการ “ทบต้น” แทบทั้งสิ้น แต่พวกเขามักไม่รู้ว่าการทบต้นนั้นย่อมต้องมีต้นทุนของมันอยู่ และนี่คือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องมีเพื่อดึงเอาพลังของการทบต้นออกมา

1. ระบบการลงทุนที่มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพ

น่าเสียดายที่หลายๆคนที่หลงไหลในสมการทบต้นนั้นไม่รุ้ว่าสิ่งที่จำเป็น สำหรับพวกเขาอย่างแรกเลยก็คือระบบการลงทุนหรือแนวทางในการลงทุนที่มีความ เสถียร (Robust) … ระบบการลงทุนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องสัญญาว่าจะทำให้คุณลงทุนถูกที่ถูกทางอยู่ ตลอดเวลาหรือมีกำไรเป็น XXX% เท่าภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน (ซึ่งอันที่จริงแล้วพวกมันมักถูกสร้างมาเพื่อทำการตลาดในการขายระบบ โดย Curve Fit ระบบกับฐานข้อมูลในอดีตจนมากเกินไปแทบทั้งนั้น) ความสม่ำเสมอของการเติบโตต่างหากที่เป็นหัวใจในการทบต้น ในระยะยาวแล้วระบบการลงทุนที่อึดที่สุดและเสถียรที่สุดคือสิ่งที่มีค่ายิ่ง กว่าทองสำหรับคุณ

2. เวลา

แม้การเติบโตของเงินทุนแบบทบต้นไปเรื่อยๆนั้นอาจไม่ต้องการผลตอบแทนที่ หวือหวามากๆแต่มันกลับต้องการช่วงเวลาที่ยาวนานในการบ่มเพาะ หลายๆคนเมื่อพูดถึงระยะเวลาของการสร้างผลตอบแทนจากระบบขึ้นมานั้น พวกเขามักที่จะฝันหวานถึงความร่ำรวยจนเร็วเกินไป โดยเฉลี่ยแล้วมันไม่ได้กินเวลาเพียงแค่ 1 – 2 ปีเท่านั้นแต่เป็น 5 – 10 ปีต่างหาก ดังนั้นไม่ว่าคุณจะลงทุนด้วยระบบการลงทุนทางเทคนิคหรือพื้นฐานแล้ว จงนึกถึงคำว่า Long Run อยู่เสมอ เพราะมันคือต้นทุนของการทบต้นนั่นเอง

image thumb3 ต้นทุนที่จำเป็นสำหรับการ “ทบต้น”

ภาพที่ 1 : แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเงินทุนตามอัตราผลตอบแทนทบต้นหรือ CAGR ในแต่ละระดับตามจำนวนปี

เราจะสังเกตุได้ว่าจากกราฟแสดงการเติบโตของเงินทุนจากการทบต้นในระดับ CAGR ที่ 10% และ 20% ต่างก็ต้องใช้เวลาในการทำให้เงินทุนเติบโตเป็น 2 เท่าด้วยกันทั้งสิ้น โดยมันใช้เวลาราว 3.8 ปีสำหรับ CAGR ที่ 20% และราว 7.2 ปีสำหรับ CAGR ที่ 10%

3. ความสม่ำเสมอและอดทน

พวกเราที่รู้จักสมการหรือตารางการ “ทบต้น” ของเงินทุนนั้นมักที่จะมองโลกสวยงามจนเกินไป เพราะสิ่งที่เราได้เรียนรู้กันมานั้นเป็นเพียงตัวเลขในเชิงอุดมคติเท่านั้น! โดยเมื่อมองไปยังกราฟแสดงการเติบโตของเงินทุนแบบทบต้นนั้นเราจะพบว่า ความจริงแล้วพวกมันเป็นเพียงแค่บทสรุปแบบ Snapshot ในแต่ละช่วงเวลาที่เราทำการวัดการเติบโตออกมาเท่านั้นเอง แต่เมื่อ Zoom เข้าไปในใส้ของมันแล้วเราจะพบว่า การลงทุนในโลกของความเป็นจริงนั้นต้องพบเจอกับอุปสรรค, หลุมและบ่ออย่างมากมาย พวกมันคือสิ่งที่เรียกว่า Drawdown และมันไม่มีทางที่คุณจะหนีมันไปพ้น คุณจึงต้องการความอดทนอดกลั้นและความสม่ำเสมอเพื่อที่จะยืนหยัดผ่านช่วงเวลา เหล่านี้ไปให้ได้

image thumb4 ต้นทุนที่จำเป็นสำหรับการ “ทบต้น”

ภาพที่ 2 : จากบทความเรื่อง ความอึด … ความลับของการลงทุน เผยให้เห็นถึง Drawdown ซึ่งเกิดขึ้นกับหุ้น BRK-A ซึ่งเทียบได้กับสิ่งที่ Portfolio ของ Warren Buffet ต้องเผชิญในการลงทุนของเขา

เราจะเห็นว่าถึงแม้ CAGR จากหุ้น BRK-A ตั้งแต่ปี 1991 – 2012 จะอยู่ที่ราว 11%/ปี (ซึ่งให้ผลตอบแทนพอๆกับการเติบโตในภาพที่แล้ว) แต่ในโลกของการลงทุนจริงๆนั้นการเติบโตของเงินทุนไม่ได้ราบเรียบเหมือนกับ กราฟในเชิงทฤษฏีจากในภาพที่ 2 สักเท่าไหร่ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคุณต้องรู้จักที่จะอดทนอดกลั้นเพื่อให้พลังของการทบ ต้นแสดงออกมา

4. เงินทุน (เงินเย็น)

มันอาจดูเป็นเรื่องตลกที่ผมจะพูดถึงเงินทุน เพราะทุกๆคนย่อมต้องรู้ดีอยู่แล้วว่าเราทุกคนจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อลงทุนใน ตลาด แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือเงินทุน “ที่ไม่หดหายไป” ต่างหาก เพราะการทบต้นนั้นเป็นการอาศัยเงินต่อเงินหรือที่เรียกว่าการ Re-Investment นั่นเอง ซึ่งหากว่าคุณเอาแต่ดึงเงินกำไรไปใช้อยู่ตลอดเวลาหรือแม้กระทั่งปล่อยให้ เกิดการขาดทุนครั้งใหญ่ขึ้นบ่อยๆล่ะก็ พลังของการ “ทบต้น” นั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เลย การรู้จักคิดถึงความเสี่ยงและรักษาเงินต้นเอาไว้ (Capital Preservation) จึงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆอีกอย่างหนึ่งสำหรับสมการการทบต้น นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคุณจึงต้องพยายามรักษาระดับของเงินทุนที่มีอยู่เอา ไว้ไม่ให้หดหายจนมากเกินไป

image thumb7 ต้นทุนที่จำเป็นสำหรับการ “ทบต้น”

ภาพแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ อัตราการขาดทุนของพอร์ทโฟลิโอกับระยะเวลา (ปี) ที่ต้องใช้เพื่อที่จะกลับมาเท่าทุนจาก CAGR ในระดับ 10%/ปี และ 20%/ปี

เราจะเห็นได้ว่าเมื่อคุณขาดทุนมากกว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นไปแล้ว นั้น ระยะเวลาที่ใช้ในการกลับมาเท่าทุนจะค่อยยาวนานมากขึ้นเรื่อยๆแบบทวีคูณ และเพียงแค่คุณขาดทุนไปเกินกว่า 30% ของพอร์ทนั้น คุณต้องใช้เวลาราว 2 ปีสำหรับ CAGR ที่ 20% และราว 4 ปีสำหรับ CAGR ที่ 10% เพื่อที่จะกลับมาเท่าทุนเท่านั้น! พูดง่ายๆว่าคุณอาจต้องรอดูบอลโลกครั้งหน้าเพื่อที่จะกลับมาเห็นพอร์ทเท่าทุน ได้เลยทีเดียว (ถ้าคุณไม่ขาดทุนไปมากกว่านี้)

5. ศรัทธาและความเชื่อ

ผมเชื่อว่านี่อาจต้นทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับการทบต้นเลยก็ว่าได้ เพราะการเดินทางที่ยาวนานโดยปราศจากการรับประกันต่อความสำเร็จนั้น คุณต้องการศรัทธาและความเชื่อมั่นอันแรงกล้าเพื่อที่จะไม่เลิกล้มหรือวอกแวก ออกไปเสียก่อน นี่คือเส้นแบ่งบางๆที่แยกความเป็น Winner ออกจาก Loser หรือแยก Outlier ออกจาก Average เลยทีเดียว ดังนั้นแล้ว ก่อนที่คุณจะเริ่มเดินเครื่องหรือวางเงินลงไปในระบบการลงทุนใดๆนั้น คุณจึงควรที่จะต้องศึกษาและทดสอบมันอย่างเข้มข้นจนมั่นใจได้จริงๆเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วคุณอาจเสียเวลาและเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์จากการเปลี่ยน ระบบ/แผนการลงทุนไปมาก็เป็นได้

สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากแง่คิดหนึ่งจากเซียน Poker ที่ผมคิดว่าเข้ากันได้มากๆกับสิ่งที่พวกเราต้องเจอในการลงทุนและการสร้างผล ตอบแทนแบบทบต้น โดยที่เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า ………

 

บทความจากแมงเม่าคลับ

http://www.mangmaoclub.com/cost-of-compounding/

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 15, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ฟื้นเมืองเก่า..ให้มีชีวิต หนังสือจากบางกอกฟอรั่ม

ลอง d/l ไปอ่านกันนะครับ

เป็นการเก็บประเด็นข้อมูลและความรู้จากการ trip ที่จัดให้กับ นักวิชาการจากญี่ปุ่นและแกนนำที่ทำงานเมืองเก่าบ้านเก่าในประเทศไทย โดยเนื้อหาหนงสือจะเริ่มเก็บความตั้งแต่ สัมมนาเปิด trip ที่ ม.ธรรมศาสตร์

จากนั้นก็เดินทางไปเยี่ยมเยี่ยนชุมชนเมืองเก่า โดยเริ่มจาก แพร่งนรา น่าน แพร่ และเชียงใหม่

และไปปิด trip ด้วยการสัมมนา ที่ ม.เชียงใหม่ อีก 1 รอบ

 

 

 

 

Town revitalization book _ pdf_press  file ขนาด 18.5 MB

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 11, 2012 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , , ,