RSS

Tag Archives: การเงินชุมชน

ความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน : เรื่องย้อนแย้งที่ต้องพิจารณาขององค์กรการเงินรากฐาน

บทความนี้ เรียบเรียงขึ้นจากงานวิจัยชิ้นเล็กๆ ชื่อโครงการศึกษาแนวทางการจัดทำเครื่องมือประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนรากฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการเศรษฐกิจชุมชน (ระยะที่ 1 และ 2) รวมถึงการได้ข้อมูลจากพื้นที่อื่นๆ และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ทีมวิจัยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยงานวิจัยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเครื่องมือและตัวชี้วัดเพื่อการประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนรากฐาน โดยมีกรอบคิดที่ว่า องค์กรการเงินรากฐานนั้นจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยตัวชี้วัดใน 2 มิติควบคู่กันไป (double bottom line) นั่นคือ พิจารณาตัวชี้วัดมิติด้านการเงินและตัวชี้วัดมิติทางสังคม เพื่อให้สะท้อนจุดหมายของการจัดตั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มออมทรัพย์หลากหลายประเภท หรือ กองทุนหมู่บ้าน ในการพิจารณาตัวชี้วัดทางการเงินนั้นในโครงการมุ่งไปที่การชี้ให้เห็น ปัจจัยเสี่ยง สิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพื่อจะได้จัดการก่อนที่จะเกิดปัญหา ในขณะที่มิติทางสังคม ต้องการชี้ให้เห็นถึงเรื่องสวัสดิการ และการเข้าถึงเงินของคนจน

บทความจะทำหน้าที่อภิปรายขยายความในประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นย้อนแย้งในการจัดการขององค์กรการเงินฐานราก ที่ต้องชั่งน้ำหนัก (trade – off) เพื่อจัดการให้เกิดดุลยภาพระหว่างความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน โดยมีประเด็นที่ชวนให้ใคร่ครวญ อาทิ

1) เก็บเงินที่เหลือฝากแบงค์พาณิชย์ ซื้อสลากออมสิน VS ลงทุนเพื่อประกอบการทางสังคม

2) ลดต้นทุนองค์กร VS ลดต้นทุนชาวบ้าน

3) บริการเฉพาะคนในชุมชน VS ขยายกิจการข้ามพื้นที่  เป็นต้น

ลำดับการนำเสนอ จะได้แสดงข้อมูล ข้อค้นพบบางประการจากการทำงานสนาม เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขององค์กรการเงินรากฐาน จากนั้นจึงนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ต้องชั่งน้ำหนักตามลำดับ

หากสนใจอ่านเพิ่มเติม ก็โหลดเลยครับ file ขนาด 430 KB

องค์กรการเงินชุมชน

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 16, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี” หัวใจอยู่ที่คน (ตอน 3)

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20091113/86290/ปรัชญาเศรษฐกิจ-เงินปากผี-หัวใจอยู่ที่คน.html

แนวคิดใหม่หันมาลดรายจ่ายวันละบาท แทนการออมวันละบาท เป็นปรัชญาการออมที่มีความชัดเจนในเชิงลึก

“การลดรายจ่ายคือการออม” ที่ผ่านมากลุ่มออมทรัพย์ช่วยคนได้จริงบางจุด แต่ถ้าคนไม่ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะเป็นหนี้เป็นสิน

เงิน 1 บาท ตอนนี้ไม่มีใครเห็นค่า ให้เด็กเด็กไม่เอา แต่คนรวยตายแล้วไม่หายใจใช่หรือไม่ คนจนตายแล้วไม่หายใจใช่ไหม ก็ตายไม่หายใจเหมือนกัน เวลาคนตายเขาใส่เหรียญปากผี ก็คงเป็นเหรียญเหมือนกันไม่ว่ารวยจน แล้วถ้าเผาศพ เหรียญก็คงตกอยู่ตรงนั้นเอาไปไม่ได้

กองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาท เนื้อแท้เป็นการทำบุญ เพื่อจะช่วยตัวเอง สังคม ประเทศชาติ

พอทำตำบลน้ำขาวสำเร็จ ผมจึงมีโอกาสนำเสนอแนวคิดดังกล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาสมัยนั้น คือ นายสมพร ใช้บางยาง ทำให้ราชการเข้ามาหนุนเสริมอำนวยความสะดวกขยายแนวคิดนี้ไปทั่วจังหวัดสงขลา จนมีคำพูดกันทั่วไปในวันนี้ ว่า “สงขลาเป็นเมืองหลวงของสวัสดิการ”

ครูชบมักสอนชาวบ้านว่า การบริหารจัดการที่ดี ต้องเริ่มที่ตนเองก่อน จึงได้บอกกลุ่มออมทรัพย์ที่มาปรึกษาเสมอว่า “ต้องไปคิดเอง หากระบวนการแก้ปัญหาเอง ต้องพึ่งกันเอง ต้องช่วยกัน” กระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ การที่กลุ่มได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แก้ปัญหาร่วมกัน ถึงแม้ว่าแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือแนวทางจัดระบบบัญชีอาจไม่เป็นไปตามหลักบริหารจัดการที่สอนอยู่ในระบบการศึกษา แต่สาระสำคัญอยู่ตรงที่สมาชิกมีจิตสำนึกร่วมกันในการพัฒนา

ในกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือคนทำงานพัฒนาต่างๆ แนวทาง วิธีทำงานไม่เหมือนกัน ทำไปคนละเรื่อง ต่างคนต่างทำ เพียงแต่เป้าหมายสูงสุดตรงกัน คือ พัฒนาคนให้มีคุณธรรม จริยธรรม อยู่ดี มีความสุข

ความคิดนี้กว้างออก มีนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ดี จะล้มในอนาคต  เงินไม่พอ ผมจึงเสนอแนวคิดการสมทบผมคิดว่ากองทุนจะอยู่ได้ นอกจากประชาชนแล้วต้องมีการสมทบจากรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนละ 1 บาท ผมเชิญนักวิชาการระดับดอกเตอร์มาทำวิจัย ผมบอกว่าจากนี้ไป 15 ปีไม่มีปัญหา แต่หลัง 15 ปี ใช้บาทเดียว จะมีปัญหา ผมจึงวางแผนใช้เวลา 15 ปี ต่อรอง ต่อสู้ กับรัฐบาลให้มาสมทบ

งานวิจัยต่อการดำเนินงานกองทุนสัจจะลดรายจ่ายวันละบาท ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่นำเสนอเมื่อ 25 ธันวาคม 2551 มีผลระบุว่า การสมทบ 3 ส่วน คือ ชาวบ้าน รัฐบาล กลาง และ อปท. ส่วนละ 1 บาท สามารถทำให้กองทุนดำเนินการต่อไปได้ในระยะยาว

จากผลดังกล่าวรุ่งเช้า 26 ธันวาคม 2551 ผมจึงได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ซึ่งนายกฯ ตอบเห็นด้วย และพร้อมสนับสนุน

การดำเนินงานเชิงรูปธรรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเรื่องนี้อีกครั้งในการเดินทางลงมาพบปะพี่น้องประชาชน จังหวัดสงขลา เมื่อ 2 สิงหาคม 2552

วันนั้นผมได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ 4 ประเด็น กล่าวคือ 1. ให้ประกาศเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เป็นวาระแห่งชาติ 2. ให้รัฐบาลส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ทุกตำบล ทุกเทศบาล ภายในปี 2555 3. เพื่อความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการ ให้รัฐบาลสมทบกับประชาชน 1/1/1 และ 4. ให้รัฐบาลไปแก้ระเบียบ กฎหมายที่ไม่เอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมทบสวัสดิการชุมชน เพื่อให้ช่วยอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีได้รับปากและอนุมัติ แปรญัตติงบประมาณ 727 ล้านบาท เริ่มดำเนินการเดือนธันวาคม 2552 โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ตั้งโครงการคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน

ถือเป็นความสำเร็จที่เร็วเกินคาด เพราะคิดว่าต้องต่อสู้กับรัฐบาล 15 ปี แต่เอาเข้าจริง สามารถผลักดันเป็นนโยบายได้ภายใน 5 ปีเท่านั้น

สิ่งที่ได้ทำมาว่าไม่เกิดปัญหามาก เพราะเน้นพัฒนาคน โดยเฉพาะการก้าวมาสู่แนวคิดสัจจะลดรายจ่ายวันละบาทอย่างทุกวันนี้ ปัญหายิ่งน้อยลง เพราะไม่ต้องมีการกู้เงิน

ห้ามเอาเงินรายได้มาส่งต้องลดรายจ่าย เพราะเราต้องการฝึกคน เอาคนเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาเงิน ถ้าสังคมแบบนี้เกิดขึ้นจะเป็นสังคมดี อยู่แบบพอเพียง ไม่เบียดเบียน ซึ่งกันและกัน เอื้ออาทร สังคมมีความสุขไม่ทุกข์

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 13, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี” (ตอน 2)

เมื่อวานได้พูดถึงปฐมบทว่าด้วย “สัจจะออมทรัพย์” สัจจะที่เริ่มต้นจาก “ออมวันละบาท”
ซึ่งแม้ว่ากลุ่มสัจจะออมทรัพย์จะประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากราชการ เพื่อเดินทางไปทั่วประเทศขยายแนวความคิดดังกล่าว จนหลายจังหวัดสามารถนำต้นแบบจากน้ำขาว ไปทำสำเร็จอย่างที่จังหวัดจันทบุรี ตราด เป็นต้น และพัฒนามาเป็นนโยบายกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาล 
แต่วันหนึ่ง ! เริ่มมองเห็นจุดแข็งจุดอ่อนของสิ่งที่คิดและทำมากับมือ
การออมก็คือออม “ไม่ใช่การกู้หากไม่จำเป็น” แต่ความจริงชาวบ้านยังไม่เข้าใจเนื้อแท้กลุ่มสัจจะออมทรัพย์จึงมาเป็นสมาชิกกลุ่มเพื่อกู้เงิน ทำให้ติดหนี้แทนกลายเป็นปัญหาใหม่
เรื่องราวเหล่านี้เองที่ต้องคิดวิธีแก้ปัญหาให้ประชาชนไปเรื่อยๆ โดยมานั่งเทียบเคียงกับระบบการจัดสวัสดิการแบบบริษัทประกันภัย ในที่สุดได้เปลี่ยนแนวคิดจากสัจจะออมทรัพย์ หันมา “ลดรายจ่ายวันละบาท” เพื่อจัดกองทุนสวัสดิการ โดยกลับมาตั้งต้นทำที่บ้านน้ำขาวอีกครั้ง
นี้คือที่มาของปรัชญาเศรษฐกิจ “เงินปากผี”!
เมื่อเกิดความคิดใหม่ผมถึงกับประกาศในเวทีสัมมนาแห่งหนึ่งว่าจะหยุดเดินสายเรื่องพูดเรื่องกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ชั่วคราว เพื่อกลับไปทำการลดรายจ่ายที่บ้านผมก่อนตามแนวคิดใหม่แล้วค่อยมาพูดกัน
โดยเสนอให้ชาวบ้าน ฝึกลดรายจ่ายส่วนตัววันละบาท พอสิ้นเดือนเทเงินนี้ออกมา เอาเงินมารวมกับกลุ่มเล็กๆ ราว 50 คน
ในกลุ่มเล็ก เลือกตัวแทนคนที่เชื่อใจเอาเงินฝากไว้กับเขา แล้วให้แต่ละกลุ่มมารวมกันในระดับตำบลหรือเทศบาล เลือกตัวแทนเป็นกรรมการระดับตำบล 3 คน ที่เชื่อว่า เก่ง ดี ซื่อสัตย์ ที่สุดไปเปิดบัญชี ธนาคาร
ด้วยสูตรที่คิดขึ้นมาเองทั้งหมดนี้ เมื่อฝากครบ 180 วันหรือ 6 เดือน กลุ่มระดับตำบลที่มีโครงสร้างจากกลุ่มเล็กๆ หลายกลุ่มในตำบล สามารถจัดสวัสดิการได้
แนวคิดกองทุนสัจจะ ลดรายจ่ายวันละ 1 บาท ทำสวัสดิการชุมชน เมื่อสัจจะลดรายจ่ายครบ 180 วันได้รับสวัสดิการ 9 เรื่อง
1.เกิด จ่ายให้ลูก 500 บาท แม่นอนโรงพยาบาลได้คืนละ 100 บาท ไม่เกิน 5 คืน/ครั้ง ปีละไม่เกิน 2,000 บาท
2.แก่ สัจจะครบ 15 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 300 บาท
สัจจะครบ 20 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 400 บาท
สัจจะครบ 25 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 500 บาท
อัตราสูงสุด สัจจะครบ 60 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 1,200 บาท
 
3.เจ็บ นอนโรงพยาบาล ได้รับค่าเสียโอกาสคืนละ 100 บาท ปีละไม่เกิน 10 คืน/ราย
 
4.ตาย
สัจจะ 180 วัน ตายได้ค่าทำศพ 2,500 บาท
สัจจะ 365 วัน ตายได้ค่าทำศพ 5,000 บาท
อัตราสูงสุด สัจจะ 5,840 วัน ตายได้ค่าทำศพ 30,000 บาท
 
5.ทุนการศึกษา ยืมกองทุน 30%
6.คนด้อยโอกาส สำรวจนำชื่อฝากกองทุนเพื่อรับสวัสดิการ
7.สวัสดิการคนทำงาน จ่ายให้คนละ 130 บาท/วัน/เดือน ฝากออม 100 บาท 30 บาทฝากสัจจะ
8.สวัสดิการเงินกู้ ตายกองทุนจ่ายในวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท และกู้มาแล้วไม่น้อยกว่า 365 วัน มีการผ่อนส่งสม่ำเสมอ
9.สวัสดิการเงินฝาก ตายจ่ายให้ 50% ของเงินฝาก แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และมีการฝากสม่ำเสมอ
 
กติกาของกองทุนสวัสดิการชุมชน
– ต้องสมัครใจที่จะทำสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาท เพื่อทำกองทุนสวัสดิการชุมชน
– กำหนดภูมิลำเนาของผู้สมัคร
– ต้องเป็นผู้ไม่มีประวัติเสียหายทางการเงิน และต้องเสียค่าสมัครสมาชิก คนละ 20 บาท
– กำหนดการนำเงินสัจจะ โดยรวบรวมเองที่บ้าน แล้วมาส่งให้คณะกรรมการเดือนละครั้ง
– การบริหารจัดการในรูปแบบของกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก 50 คน เลือกกรรมการ 1 คนให้อยู่ครบเกษียณ หรือลาออก หรือมีความผิดให้ออก กรรมการที่ทำงานติดต่อกันเกิน 15 ปี ขึ้นไป อายุครบ 60 ปีเกษียณรับบำนาญเพิ่มอีก 1 เท่าของสมาชิก
– การบริหารการเงิน 20% ตั้งเป็นกองทุนสำรอง 30% ตั้งเป็นกองทุนให้ยืม ทำวิสาหกิจชุมชน ที่ไม่เอาเปรียบสังคม หรืออาชีพไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายคุณภาพชีวิต ผลผลิตที่เกิดจากการยืมเงินนี้เอาไปลงทุนค้าขายให้สมาชิก ต้องมีส่วนลดต่ำกว่าท้องตลาด ยืมเพื่อการศึกษาให้ตามหลักฐานการจ่าย การยืมเงินกองทุนสวัสดิการนี้ไม่มีดอกเบี้ย ส่วน 50% ที่เหลือ จ่ายสวัสดิการ 9 เรื่อง
– สมาชิกจะได้รับสวัสดิการทุกเรื่องที่กองทุนจัดขึ้น ผู้รับผลประโยชน์ควรเป็นสมาชิกด้วย
– สมาชิกขาดสัจจะเมื่อใด หมดสภาพเป็นสมาชิกแต่จะได้รับเงินสัจจะคืนหลังหักค่าใช้จ่ายก่อนเฉพาะคนที่ไม่เคยได้รับสวัสดิการเลย
– หากมีปัญหาอื่นๆ คณะกรรมการสามารถออกกติกาเพิ่ม โดยไม่ขัดกับของเดิม
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 13, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ปฐมบท “สัจจะออมทรัพย์” (ตอน 1)

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20091111/85893/%E0%B8%9B%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%97-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C.html

กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนน้ำขาว ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา อันเป็นถิ่นเกิด

โดยให้เด็กนักเรียน ซึ่งต่างก็มาจากครอบครัวยากจน หันมาออมวันละบาท ผลจากการออม นอกจากจะทำให้นักเรียนมีเงินออม ยังได้รับเงินปันผลกันถ้วนหน้า จัดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลนักเรียน ยังช่วยปลดหนี้ครู จัดสวัสดิการครู มีเงินพัฒนาโรงเรียนอีกด้วย

หลังจากประสบความสำเร็จในโรงเรียน วันหนึ่งชุมชนน้ำขาวแห่งนี้ จึงขอให้ผมไปทำกลุ่มออมทรัพย์ให้ชาวบ้านบ้าง จึงเป็นที่มาของการพัฒนา “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์น้ำขาว” จนกลายเป็นต้นแบบระดับประเทศ

การดำเนินการของกลุ่มออมทรัพย์เป้าหมายหวังพัฒนาคน โดยยึดตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชดำรัส ในพระราชพิธีบวงสรวง สมเด็จพระบุรพกษัตริยาธิราชเจ้า ณ ท้องสนามหลวง วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2525) เรื่องคุณธรรม 4 ประการ คือ

1. การรักษาความสัจจะ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม

2. ความรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจจะ ความดีนั้น

3. การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด

4. การรู้จักละวาง ความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

แม้จะเป็นผู้พลิกแนวคิดทางสังคมด้วยเงิน แต่ผมมองว่าเงินเป็นเรื่องเล็ก

ทุนทางสังคมไม่ว่า ทุนคน ทุนทางปัญญา ทุนทางศาสนาและวัฒนธรรม ทุนทรัพยากรธรรมชาติ ทุนแรงงาน ทุนเวลา และทุนเงินตรา ผมให้เงินอยู่อันดับสุดท้าย แต่โลกวันนี้ เงินตรามาแรงเหลือเกิน ทำให้ทุนอื่นล้มหรืออ่อนแอ ทุกคนอยากมุ่งหน้าเข้าไปหาเงิน ผิด ถูก ดีชั่ว ไม่เกี่ยว

ผมจึงตั้งโจทย์ว่าถ้าเงินเป็นพระเจ้าจริง ทำไมคนรวยล้นฟ้าถึงตาย

เมื่อคนรวยยังตายอยู่ แสดงว่าเงินเป็นส่วนหนึ่งที่มนุษย์สมมติขึ้นมา มนุษย์คิดเงินตราขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้ เงินกลับมาเป็นนายเรา

การพัฒนาคนในทางกาย ประกอบด้วย การพัฒนาสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิด เน้นอนามัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อม พัฒนาคนให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เน้นการงาน พื้นฐานอาชีพ และพัฒนาคนให้เป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

การพัฒนาคนในทางจิตใจ หวังสร้างคนที่มีคุณลักษณะ 7 ประการ

1. พึ่งตนเอง มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

2. วินัยในตนเอง มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ

3. ขยัน หมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน

4. รู้จักคิด วิจารณ์ และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

5. มีขันติธรรมต่อคำวิจารณ์ รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

6. มีน้ำใจนักกีฬา รู้จักยกย่องผู้อื่น

7. พัฒนาคนให้ทำงานร่วมกันได้ โดยรู้จักเป็นผู้ให้ ผู้รับ เป็นผู้นำ และเป็นผู้ตามที่ดี

ปลูกพืชจะต้องเตรียมดิน จะกินต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาการต้องเตรียมประชาชน จะพัฒนาคนต้องพัฒนาจิตใจ จะพัฒนาใครต้องพัฒนาตัวเองก่อน

การเอาเงินตรามาเป็นเครื่องมือพัฒนาคน ได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้ที่ตำบลน้ำขาวตั้งแต่ปลายปี 2525

“ผมถามว่า…พี่น้องครับทำไมท่านส่งลูกเรียนหนังสือ

เขาบอกว่า อยากให้ลูกรับราชการ เพราะมีสวัสดิการ เจ็บไข้ได้ป่วย รัฐบาลจ่ายให้หมด พ่อแม่ ลูกเมีย รัฐบาลจ่ายให้ ผมถามต่อว่าเงินที่รัฐบาลเอามาจ่ายให้พวกนี้ เอามาจากไหน ทุกคนก็ตอบว่าเอามาจากภาษีของประชาชน”

เมื่อรัฐเอาเงินไปจากประชาชน ทำไมประชาชนไม่จัดสวัสดิการเอง …คนในชนบทควรมีสวัสดิการคล้ายข้าราชการ กองทุนสวัสดิการชุมชน จึงมีความจำเป็นและสำคัญ

แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เชื่อ เห็นว่าทำไม่ได้แน่เพราะเป็นเรื่องยาก

ผมบอกว่าจะทดลองความคิดสัก 4 ปี นับต่อไปนี้ พี่น้องต้องสัจจะตัวเองว่าจะเหลือเงินเดือนละ 10 บาท ถ้าทำได้ต้อง 10 บาททุกเดือนจนครบ 12 เดือน ถ้าใครสัจจะว่า 20 บาท ก็ต้อง 20 บาท หรือ 30 บาท ก็แล้วแต่กำลัง ปรากฏว่า 11 หมู่บ้านในตำบลน้ำขาวทำเหมือนกันหมดพอเอาเงินมารวมกันเราบริหารจัดการเอง เพราะเราเป็นคนจน ถ้าเอาเงินคนจนไปให้ธนาคาร คนที่กู้เงินธนาคารได้คือคนรวย

พอสิ้นปีทางกลุ่มมีเงินให้สมาชิกกู้ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแต่ต้องเสียค่าบำรุงให้กลุ่ม เวลาต่อมาใช้หลักการสหกรณ์ คือ คนออมมากกู้ได้มาก ออมน้อยได้ แต่จุดสำคัญต้องนำเงินครึ่งหนึ่งมาตั้งเป็นสวัสดิการชุมชน กระบวนการอย่างหลังไม่ได้ดูเงิน แต่เน้น “สัจจะ” คือ คุณลักษณะของคนเกี่ยวกับวินัยตนเอง ความประพฤติ ครองตน ที่แน่นอนสม่ำเสมอ ใครบกพร่องเรื่องสัจจะไม่สามารถทดแทนได้ด้วยการโปะเงินชดเชย แต่ต้องกลับไปฝึกสัจจะเริ่มตั้งต้นฝากเงินใหม่ อธิบายด้วยหลักคิดที่กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เป็นสถาบันพัฒนาคน เงินเป็นแค่เครื่องมือ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 13, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,