RSS

Tag Archives: การเงินส่วนบุคคล

เคล็ดลับ24 ข้อ จากหนังสือ How Buffet Does It

ข้อ 1 เลือกความเรียบง่ายมากกว่าความซับซ้อน

– บัฟเฟตต์แนะนำว่า “เมื่อลงทุน ทำให้เรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน จากคำถามที่ซับซ้อน”

ทำให้ง่าย คือ เป้าหมายของเรา ซื้อหุ้นของบริษัทที่ดี ดำเนินการบริหารโดยคนที่ซื้อสัตย์สุจริตและเชื่อถือได้ ซื้อหุ้นในราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง คำนวณถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจในอนาคต (มองว่าในอนาคตบริษัทจะยังอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่) อยู่กับอุตสาหกรรมที่เราเข้าใจ

– จงมองหาธุรกิจที่ทำอย่างเดียวกันกับที่เคยทำเมื่อทศวรรษที่แล้ว เพราะมันทำให้เขาสามารถคาดเดาอนาคตของบริษัทได้ง่ายขึ้น ส่วนบริษัทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น จะทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย

ข้อ 2 ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเอง

– อย่าเชื่อโบรกเกอร์,นักวิเคราะห์ หรือผู้รู้ จงเชื่อตัวคุณเอง แต่ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะปิดหู ปิดตา ไม่รับข้อมูลใดๆจากพวกเขาเหล่านี้ เพียงแต่เมื่อได้ข้อมูลมาให้เรานำมาวิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจด้วยเหตุผล รวมทั้งคุณต้องศึกษาประวัติ พื้นฐานของบริษัทมาให้ดีก่อนที่จะลงทุน

– ไม่ลงทุนโดยฟังมาจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดโดยปราศจากการไตร่ตรอง เพราะเขาเหล่านี้ทำเงินมาจากค่าคอมมิสชั่นและภาษีของคุณ

ข้อ 3 จงมีสติ

– “ปล่อยให้คนอื่นๆตื่นตระหนกไปกับตลาด แล้วเมื่อมันสงบคุณจะได้ประโยชน์จากมัน” การมีสตินั้นยังหมายถึงการมีวินัยเมื่อตลาดพุ่งทะยานขึ้น และคนอื่นๆกำลังละโมบและดีใจ เพราะสติจะเป็นตัวจักรสำคัญเมื่อสิ่งต่างๆไม่ได้เป็นไปตามที่คุณหวังไว้

เกรแฮมพูดไว้ว่า “ปัญหาใหญ่และศัตรูตัวฉกาจของนักลงทุนคือ ตัวเขาเอง”

– บัฟเฟตต์มีเกณฑ์สำคัญที่คุณควรจะนำไปใช้ คือ ถ้าใครไม่สามารถรับได้ว่า หุ้นที่ถืออยู่ราคาจะตกลงครึ่งหนึ่งในช่วงข้ามคืน ก็ไม่ควรเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่แรก คุณจะต้องมีความสามารถที่จะลงทุนในบริษัทที่ดี และมีความมั่นใจกับมันหรือไม่ก็อย่าซื้อมัน คุณปู่ยังบอกอีกว่า “มันจะไม่เข้าท่าเลย ถ้าคุณขายหุ้นของบริษัทดีๆเมื่อมีความกลัวลอยอยู่ในอากาศ”

ข้อ 4 จงอดทน

– ชาลี มังเกอร์ พูดถึงเรื่องของความอดทนไว้อย่างน่าสนใจว่า “การลงทุน คือ การหาบริษัทดีๆ 2-3 บริษัท แล้วนั่งทับมันไว้” และ “ความผิดพลาดในการลงทุนเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิด ความอดทนที่น้อยเกินไปคือส่วนหนึ่งของความหงุดหงิดนั้น”

– สำหรับบัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนทศวรรษ แทนที่จะเป็นนักลงทุนรายวัน เพราะเขามองหาทางทำกำไรจากบริษัทไม่ใช่การทำกำไรจากตลาดหุ้น ตลาดหุ้นเป็นเพียงแค่สื่อกลางในการที่จะเสนอราคาเท่านั้น ง่ายๆคือ บัฟเฟตต์ ซื้อหุ้นแล้ว Let Profit Run เพียงแต่คุณต้องหาบริษัทที่ดีมากกกกกกกๆๆๆ แล้วกอดมันไว้ แล้วถ้าบริษัทที่ดีนั้น ราคาตก ก็ซื้อเก็บ รอให้ตลาดมองเห็นมูลค่าที่แท้จริงของมัน

ข้อ 5 ซื้อธุรกิจไม่ใช่ซื้อหุ้น

บัฟเฟตต์ กล่าวว่า “จงจำไว้ว่าเมื่อคุณซื้อหุ้น คุณได้ซื้อส่วนของธุรกิจนั้นจริงๆ หุ้นไม่ได้มีอะไรในตัวมันเองนอกจากการเป็นตัวแทนของกิจการ”

การลงทุน ไม่ใช่การเล่นกับตลาด แต่มันเกี่ยวกับการซื้อธุรกิจที่ดี ถึงแม้ในระยะยาวแล้วธุรกิจที่ดีอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ในทางกลับกันธุรกิจที่ไม่ดี ไม่ได้ช่วยอะไรเลยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องทำก่อนจะซื้อหุ้น คือ คิดให้ไกลและคิดให้หนัก เกี่ยวกับพื้นฐานและอนาคตของธุรกิจ แล้วให้มองว่าตัวเราเป็นนักธุรกิจไม่ใ่ช่นักเล่นหุ้น

หลักการสำคัญที่บัฟเฟตต์ใช้เลือกซื้อหุ้น
– เขาสามารถเข้าใจธุรกิจนั้นได้
– บริษัทมีประวัติการดำเนินงานที่ดีเป็นระยะเวลายาวนาน
– ดำเนินธุรกิจโดยผู้บริหารที่มีความสามารถและมีความซื่อสัตย์สุจริต
– ราคาหุ้นน่าสนใจ

ข้อ 6 จงมองหาบริษัทที่มีแฟรนไชส์

– บริษัทที่มีแฟรนไชส์ เปรียบเสมือนธุรกิจที่มีกำแพงและคูเมืองล้อมรอบอยู่ เพราะสามารถป้องกันและต้านทานศัตรูที่จะบุกเข้ามาได้ ธุรกิจแฟรนไชส์ในความหมายของเขา หมายถึงธุรกิจที่มีสิทธิพิเศษบางอย่างและสามารถรับประกันความสำเร็จของ ธุรกิจได้

ธุรกิจที่มีแฟรนไชส์นั้นต้องขายผลิตภัณฑ์หรือให้บริการที่
1. จำเป็นหรือที่ตอบสนองความต้องการ (ความโลภ)
2. ไม่ต้องการเงินลงทุนที่มากเกินไป เช่น บริษัทเทคโนโลยี นี่ไม่ใช่แล้ว ไม่เข้าข่ายเลย เพราะว่าต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อปรับปรุงและพัฒนาสินค้าตลอดเวลา
3. เป็นผู้นำตลาดและไม่มีคู่แข่งที่ใกล้เคียง
4. สามารถขึ้นราคาสินค้าหรือบริการได้อย่างอิสระ ผลักภาระให้ผู้ซื้อได้
5. สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเมื่อคุณจะซื้อธุรกิจที่มีแฟรนไชส์นั่นก็คือ การรอซื้อในราคาที่เหมาะสม

ข้อ 7 ซื้อโลเทค ไม่ใช่ไฮเทค

– บัฟเฟตต์ ซื้อบริษัททำอิฐ บริษัทสี บริษัทพรม บริษัทเฟอร์นิเจอร์ และบริษัทชุดชั้นใน ธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจที่บัฟเฟตต์รักที่จะเป็นเจ้าของ เพราะมันสามารถเข้าใจได้ง่าย มั่นคงด้วยกระแสเงินสดที่คาดเดาได้ ไม่มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้น แต่เป็นธุรกิจที่ดี บริษัทเข้มแข็งจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง สามารถนำรายได้และผลกำไรที่เติบโตขึ้นทุกๆปี แต่เขาจะไม่ซื้อบริษัทที่เป็นคลื่นลูกใหม่ ใช้เทคโนโลยีล่าสุด เพราะผลตอบแทนที่ได้จากธุรกิจประหลาดๆเหล่านี้มักจะไม่ค่อยตกไปถึงมือนักลง ทุน

– ลองเปรียบเทียบหุ้นกับผู้หญิง ผู้หญิงประเภทไหนที่คุณจะชวนไปเต้นรำ? ระหว่างสาวหน้าใหม่น่าตื่นเต้นที่คุณเพิ่งพบที่ทุกคนคิดว่าเซ็กซี่แต่ไม่มี ใครรู้จักเธอ หรือสาวข้างบ้าน ที่ดูน่าเบื่อแต่เพรียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติ

บัฟเฟตต์ แนะนำให้ชวนสาวข้างบ้าน เพราะความเซ็กส์ซี่ของธุรกิจคลื่นลูกใหม่ จะสร้างปัญหาให้กับการคาดเดาอนาคตของบริษัทในระยะยาว แม้ว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นแต่มันจะจบลงในระยะเวลาไม่นาน

จงหลีกเลี่ยงหุ้นที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่ง ขัน ให้มองหาธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ต่อเมื่อจะขยายธุรกิจเท่านั้น

ข้อ 8 ลงทุนแบบมุ่งเน้น

– บัฟเฟตต์กล่าวว่า “ถ้าคุณพบหุ้นที่ดี ทำไมคุณถึงซื้อหุ้นแค่นิดเดียว” เขาเชื่อมั่นในการลงทุนแบบมุ่งเน้น และปฏิเสธการกระจายความเสี่ยง เพราะจะสร้างผลตอบแทนอย่างน่าอัศจรรย์ในระยะยาว

บัฟเฟตต์แนะนำว่า ให้ซื้อหุ้น 5-10 บริษัทที่ดีๆ ในราคาถูกและซื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคุณสามารถติดตามผลการดำเนินการรวมทั้งข้อมูลข่าวสารของบริษัทได้ ง่ายกว่าการลงทุนในหุ้น 20-30 ตัว

– พอร์ตการลงทุนแบบมุ่งเน้น เป็นกลยุทธ์ที่ตรงกันข้ามกับการกระจายความเสี่ยง คุณจะอยู่ห่างไกลจากสิ่งที่กระตุ้นและอารมณ์เมื่อคุณเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ใน ตะกร้าใบเดียว นี่คือพลังของการลงทุนแบบมุ่งเน้นที่จะทำให้คุณควบคุมตัวเองได้

ข้อ 9 ฝึกที่จะอยู่นิ่ง

บัฟเฟตต์ ชอบซื้อหุ้น แต่การขายหุ้นนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง เขาเปรียบนักลงทุนที่ชอบการเคลื่อนไหวว่า เหมือนกับผึ้งที่ชอบตอมดอกไม้ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น

เขาแนะนำว่า ถ้าคุณเจอดอกไม้ที่คุณชอบ จงติดอยู่กับมัน พยายามต้านอารมณ์ความเคลื่อนไหวในตัวคุณ การเคลื่อนไหวบ่อยๆ จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ค่านายหน้า หรือภาษี ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับนักลงทุนระยะยาว

การซื้อขาย หุ้นเพราะเห็นแก่กำไรเล็กๆน้อยๆ การซื้อขายมากๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของนักลงทุนที่โลเล ซึ่งมักจะจบลงด้วยการขาดทุนมากกว่าจะกำไร

ข้อ 10 อย่ามองตัววิ่ง (ราคาหุ้น)

ราคา เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของนักเก็งกำไร แต่การลงทุนเป็นอะไรที่มากกว่าราคา ถ้าคุณเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ไม่สนใจในการเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงของราคา หุ้นในระยะเวลาสั้นๆ ถ้าคุณเป็นเจ้าของหุ้นในธุรกิจที่ดี คุณไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจกับราคาหุ้นในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวนั้น พื้นฐานของธุรกิจจะเป็นผู้ดูแลราคาของคุณเอง

เพราะการดูราคาหุ้นทุก วัน จะนำคุณไปสู่อารมณ์ของการเคลื่อนไหวในราคาหุ้น ราคาหุ้นในที่สุดแล้วจะสะท้อนมูลค่าของธุรกิจเสมอ เพียงแต่ราคาของหุ้นในอนาคตนั้นจะไม่ถูกขับเคลื่อนไปด้วยความบ้าคลั่งของ วันนี้ แต่จะถูกขับเคลื่อนด้วยผลกำไรของวันพรุ่งนี้

บัฟเฟตต์เปรียบ เทียบการลงทุนกับการดูเบสบอลว่า “จุดสำคัญอยู่ที่การดูเกมส์ในสนามไม่ใช่การดูที่สกอร์บอร์ด” การจะดูว่าคุณภาพของทีมที่คุณเชียร์เป็นอย่างไรแล้วมีโอกาสที่จะชนะในอิน นิ่งต่อไปหรือไม่ ที่ๆคุณจะดูผู้เล่นของทีมคุณคือ ในสนาม

เบน เกรแฮม พูดไว้ว่า “ในระยะสั้นตลาดหุ้นเป็นเพียงเครื่องมือในการออกความเห็น (เรื่องของราคา) แต่ในระยะยาวแล้วตลาดจะเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก (เรื่องของมูลค่า)

ข้อ 11 มองตลาดหุ้นขาลงในเป็นโอกาส

– การลงทุนของบัฟเฟตต์ครั้งสำคัญๆ ส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นตอนตลาดหมี เมื่อราคาหุ้นของกิจการที่ดีลดราคา หรือเมื่อบริษัทดีๆประสบกับปัญหาที่เข้ามารุมล้อมชั่วคราว และราคาของหุ้นได้ถูกกดดันให้ลดต่ำลง ซึ่งทำให้เกิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการซื้อหุ้นที่ราคาย่อมเยา ฉะนั้น จงมองหาบริษัทที่มีคุณภาพที่กำลังลดราคา สำหรับคุณภาพนั้นหมายถึง พื้นฐานที่รองรับธุรกิจและคุณภาพของทีมบริหาร

– เบน เกรแฮม เขียนไว้ว่า “ถ้านักลงทุนผู้ใดยอมให้ความตื่นกลัวหรือความไม่เหมาะสมเข้ามาครอบงำจิตใจ และกังวลใจจากการตกต่ำของตลาดอย่างไม่เหมาะสม นักลงทุนผู้นั้นจะถูกแปลงสภาพจากความได้เปรียบไปสู่ความเสียเปรียบ การแกว่งตัวของราคานั้นมีความหมายที่สำคัญอย่างเดียวกับนักลงทุน คือ มันสร้างโอกาสให้ซื้ออย่างชาญฉลาดเมื่อราคาตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว และขายอย่างชาญฉลาดเมื่อราคาพุ่งสูงมากอย่างไม่เหมาะสม”

ข้อ 12 อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา

วอ เร็น พูดว่า”การตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้องปีละครั้ง นั้นถือว่าทำได้ดีมากแล้ว” การตัดสินใจลงทุนน้อยคร้ังก็สามารถรับประกันความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

ทั้ง นี้เขาเปรียบนักลงทุนว่า เหมือนกับผู้เล่นเบสบอลที่ยืนอยู่บนโฮมเบสที่พร้อมจะตีลูก ตลาดหุ้นก็เหมือนกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามที่ขว้างลูกมาให้นักลงทุนตีอยู่ตลอด เวลา

แต่บัฟเฟตต์แนะนำว่า อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา จงอดทนแล้วให้ลูกบอลถูกขว้างผ่านไป ให้รอเฉพาะลูกสวยๆ ตีง่ายๆ ที่ถูกขว้างมาแล้วค่อยตี

เขาอธิบายว่า ให้ซื้อธุรกิจที่ดีที่มาพร้อมด้วยกำไรในอนาคดที่เข้มแข็ง บริหารโดยผู้ที่มีความสามารถ และมีจริยธรรม สามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม แต่ถ้าบอลที่ขว้างมาไม่เข้าข่ายเหล่านี้ เขาก็จะปล่อยให้ผ่านไป

ข้อ 13 อย่าสนใจเรื่องมหภาค สนใจแต่เรื่องจุลภาค

บัฟเฟตต์ เคยพูดไว้ว่า เรื่องใหญ่ๆอย่างเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นเรื่องภายนอกธุรกิจอย่าไปใส่ใจ กับมัน จงสนใจแต่เรื่องเล็กๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง

เขาแนะนำ ว่า อย่าสนใจเรื่องระยะสั้นของตลาดหุ้น จงสนใจแต่เรื่องโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวในหุ้นที่จะลงทุน เพราะถ้าคุณใช้เวลาไปกับการกังวลว่าตลาดจะไปในทิศทางไหนในเดือนหน้าหรือปี หน้า คุณจะเสียเวลาเปล่า คุณควรจะเป็นนักวิเคราะห์ธุรกิจ มากกว่าที่จะเป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศ, ตลาดหุ้น หรือหลักทรัพย์

คุณควรใช้เวลาที่มีกับข้อมูลของบริษัทที่แน่ชัด มันไม่คุ้มกับการที่คุณจะนำเอาข้อมูลที่ไม่ชัดเจน(การเดา) มาทดแทนกับข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของคุณซึ่งคุณได้ไตร่ตรอง มาเป็นอย่างดีแล้ว

ข้อ 14 จับจ้องมองการบริหาร

วอเร็น บัฟเฟตต์ มักจะมองหาธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่เสมอ ต่อไปนี้คือสิ่งสำคัญที่ควรจะพิารณาก่อนที่จะเริ่มลงทุน

1. ทีมผู้บริหารทำงานเพื่อผู้ถือหุ้น หรือทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเขาเองโดยใช้ทรัพยากรของผู้ถือหุ้น (เช่น เงินเดือนก้อนโต, โบนัสก้อนใหญ่, สิทธิในการซื้อหุ้น และสิ่งของฟุ่มเฟือยต่างๆ)
2. ผู้บริหารใช้งบประมาณของบริษัทอย่างรอบคอบ หรือเป็นผู้บริหารที่ใช้เงินสิ้นเปลือง
3. ผู้บริหารทุ่มเทเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นและใช้จ่ายเงินลงทุนอย่างเหมาะสมหรือไม่
4. ผู้บริหารมีโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและหลีกเลีี่ยงการออกหุ้นใหม่ที่จะทำให้มูลค่าของหุ้นลดลงหรือไม่
5. ผู้ถือหุ้นถูกปฏิบัติอย่างหุ้นส่วนหรือเป็นเพียงแค่หุ่นไล่กา
6. รายงานประจำปีของบริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาหรือว่ามีแต่เรื่องไร้สาระ
7. ผู้บริหารรายงานข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง หรือพยายามที่จะปกปิดข้อมูลความจริง

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ จริยธรรมและความสามารถของผู้บริหาร เมื่อบัฟเฟตต์ตัดสินใจที่จะลงทุนเขาจะต้อง ลงเรือลำเดียวกันกับผู้นำของบริษัท บัฟเฟตต์พูดว่า คุณสามารถขาดทุนกับผู้บริหารที่ดีๆได้ แต่คุณไม่มีวันที่จะทำกำไรได้จากผู้บริหารที่แย่ๆ (นอกจากจะมีการตกแต่งตัวเลข)

ข้อ 15 ราชาแห่งวอลสตรีทนั้น ไม่ใส่เสื้อผ้า

การวิเคราะห์ทางเทคนิกนั้นสวนทางกับกรอบแนวความคิดการลงทุนของบัฟเฟตต์โดยสิ้นเชิง การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นอยู่บนพื้นฐานของการดูปริมาณ กราฟ และการเคลื่อนไหวของตลาดในการเลือกหุ้น ส่วนวิธีของบัฟเฟตต์นั้นอยู่บนพื้นฐานของการดู’มูลค่าของธุรกิจ’

(คาดว่า การไม่ใส่เสื้อผ้า น่าจะเป็นอะไรที่กล่าวถึงความไม่ซับซ้อนของการวิเคราะห์ข้อมูล แต่คำนึงถึงพื้นฐานและมูลค่าของธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าคุณปู่ของเราไม่ใส่เสื้อผ้านะฮะ)

ข้อ 16 ฝึกที่จะคิดให้เป็นอิสระ

บัฟเฟตต์ เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญมาจาก เบน เกรแฮม นั่นคือ “คุณไม่ถูก และไม่ผิด เพราะว่าคนอื่นๆเห็นด้วยกับคุณ แต่คุณจะถูกเพราะว่าข้อเท็จจริงและเหตุผลของคุณนั้นถูกต้อง”

ไม่ว่า คนส่วนมากหรือคนที่มีชื่อเสียงจะเห็นด้วยกับคุณ มันไม่ได้ทำให้คุณถูกหรือผิด ความคิดที่ถูกนั้นต้องมาจากข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง นั่นจะทำให้คุณถูก นี่คือหัวใจของการคิดอย่างอิสระ และนั่นคือการใช้ข้อมูลและเหตุผลเพื่อหาบทสรุป แล้วยึดอยู่กับบทสรุปนั้น โดยไม่สนใตว่าจะมีหรือไม่มีคนเห็นด้วยกับคุณ

มองย้อนกลับไปในช่วงฟอง สบู่ดอทคอม แสดงให้เห็นคุณค่าของการคิดอย่างอิสระของบัฟเฟตต์ เพราะถ้าเขาหลงมัวเมาไปกับราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นอย่างมากมายและตัดสินใจลงทุน ไปกับมวลชน ก็อาจจะไม่มีคุณปู่ในตำนานอย่างตอนนี้ แต่คุณปู่เลือกที่จะมองคนอื่นเริงระบำไปบนกำไรก้อนโตจากหุ้นไฮเทค อีกทั้งยังถูกเยาะเย้ยจากนักลงทุนและนักวิชาการหลายๆคนถึงความสามารถของเขา แต่เขาก็ไม่สนใจ เพราะบริษัทไฮเทคเหล่านี้อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเขา

เมื่อฟองสบู่แตกคนอื่นได้รับผลกระทบและเจ็บหนัก แต่คุณปู่ของเราไม่ได้รับผลกระทบน้อยมากถ้าเทียบกับคนอื่นๆ

กลยุทธ์ การลงทุนใดๆที่อยู่บนพื้นฐานของการทำโพลความคิดเห็นของผู้อื่นมากกว่าการใช้ ความคิดของตัวเอง กลยุทธ์แบบนั้นคือกลยุทธ์ที่แย่ที่สุด

ข้อ 17 จงอยู่ในขอบเขตความรู้ของคุณ

เมื่อถึงเวลาที่บัฟเฟตต์ต้องเลือกว่าจะลงทุนในธุรกิจไหนดี เขาจะลงทุนในอุตสาหกรรมและบริษัทที่เขารู้สึกสบายใจที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วย แล้วเขายังเคร่งครัดมากในเรื่องที่เกี่ยวกับขอบเขตของความรอบรู้

เขาจะไม่ลงทุนในอะไรก็ตามที่อยู่นอกขอบเขตนั้น และเขายังอดกลั้นต่อความเย้ายวนที่จะทำให้ขอบเขตของเขาใหญ่ขึ้น

ที่จริงแล้วเขาพูดว่าขนาดของขอบเขตความรู้นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการรู้ว่าขอบเขตของมันอยู่ที่ไหน และให้อยู่แต่ภายในขอบเขตนั้น

ขอบเขตที่เลือนลางจะเป็นหนทางสู้ความ ผิดพลาดในการลงทุนอย่างมหันต์ เรื่องที่อยู่นอกขอบเขต เรื่องใหม่ๆ เรื่องน่าตื่นเต้นนั้นจะนำไปสู่ความอลหม่านของฝูงชน

ข้อ 18 อย่าสนใจการพยากรณ์ตลาดหุ้น

สิ่งสำคัญก็คือ ให้มองที่ผลการดำเนินงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มากกว่าการมองด้วยการคาดคะเนและการคาดเดา อย่าปล่อยให้การทำนายแหกลูกตาคุณ จงจับจ้องอยู่กับอะไรก็ตามที่สำคัญจริงๆ จงอยู่กับฐานะบริษัท ไม่ใช่ฐานะของตลาด

ใช้เวลาของคุณไปกับการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานในอดีตและในปัจจุบันของบริษัท เพื่อที่จะได้ข้อมูลและไอเดียเกี่ยวกับบริษัทในอนาคต

มองหาโอกาสที่น่าเชื่อถือ และอย่าปล่อยให้เสียงรบกวนของการทำนายตลาดเข้ามาขวางทางในการติดสินใจของคุณ

ยิ่งตลาดมีการเก็งกำไรมาก มีการแปรปรวนมาก ยิ่งจะทำให้คนหันไปพึ่งพาความช่วยเหลือของการพยากรณ์ตลาดมากเท่านั้น แต่ในเมื่อการพยากรณ์นั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะถูก ยิ่งมีคนอ้างว่าการพยากรณ์ของเขานั้นแม่นยำมากเพียงใดในตลาดที่แปรปรวน คุณยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น

ข้อ 19 รู้จักกับ นายตลาด และ Margin of Safety

บัฟเฟตต์ อธิบายถึงนายตลาดว่า เขาคือหุ้นส่วนทางธุรกิจของคุณคนหนึ่งที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ เขาจะปรากฏตัวขึ้นทุกๆวัน และเขาจะเสนอราคาที่จะขอซื้อหุ้นในส่วนของคุณ และไม่ต้องการขายหุ้นของเขา เมื่อเขามองเห็นแต่สิ่งดีๆในธุรกิจ แต่เขาจะขายหุ้นในส่วนของเขาให้กับคุณ เมื่อเขาเห็นว่าทุกอย่างในตลาดเป็นปัญหาไปหมด

บัฟเฟตต์บอกว่ากุญแจ สำคัญอยู่ที่คำพูดของเกรแฮมที่ว่า “อย่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายตลาด” ความหดหู่ของเขาสามารถปกคลุมไปได้ทั่วและความอิ่มเอิบใจของเขาก็สามารถทำให้ คุณหลงมัวเมาได้เช่นกัน

บัฟเฟตต์พูดว่า “อ่านอารมณ์ของเขาให้ออก และควรพิจารณาอารมณ์นั้นอย่างถี่ถ้วน แต่อย่าตกลงไปอยู่ในหลุมพรางของอารมณ์นั้นซะเอง”

หลักการสำคัญอีกข้อหนึ่งของ เบน เกรแฮม ก็คือ Margin of Safety นั่นคือ ราคาของหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าของธุรกิจนั้นมากๆ คุณคงไม่ต้องการให้ราคาของหุ้นที่ซื้อกับมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจใกล้ เคียงกัน แต่คุณคงต้องการช่องว่างมากๆ นั่นคือ การที่คุณซื้อหุ้น 1 ดอลล่าร์ ในราคา 40 เซ็นต์

คุณควรใช้ความไร้เหตุผลของนายตลาดให้เป็น ประโยชน์ เมื่อเขาเกิดอาการหดหู่อย่างร้ายแรง เขาจะทำให้ตลาดหุ้นดิ่งลงเหว นั่นจะเป็นโอกาสสำหรับคุณที่สามารถสร้าง Margin of Safety ให้กับคุณได้เมื่อซื้อหุ้น

ข้อ 20 จงกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกำลังกลัว

เมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังโลภ บัฟเฟตต์จะระมัดระวังตัว แต่เมื่อใดที่นักลงทุนส่วนใหญ่ตื่นกลัว บัฟเฟตต์ก็จะโลภ และช่วงนี้เป็นเวลาที่เขารอคอย เพราะเขาจะฉกฉวยโอกาสในการซื้อบริษัทที่ดีในราคาหุ้นที่ตกต่ำ

เป็น ที่รู้กันว่าบัฟเฟตต์ตื่นกลัวในช่วงของตลาดกระทิงอินเตอร์เน็ต เมื่อทุกคนกำลังซื้อหุ้นด้วยความโลภ เขาไม่เสียเงินเลยสัก:-)ลล่าร์ในขณะที่คนอเมริกันเป็นล้านจบลงด้วยความสูญ เสีย บางคนถึงกับหมดตัวออกจากตลาดไปเลย

ข้อ 21 อ่าน อ่านให้มาก แล้วคิดให้ดี

บัฟเฟตต์ เชื่อว่า อุตสาหกรรมการลงทุนนั้นไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ การที่จะลงทุนนั้นคุณต้องสะสมความรู้ แต่เราก็ควรที่จะเลือกอ่านแต่หนังสือที่มีประโยชน์เหมาะสมต่อนักลงทุนแบบ เน้นคุณค่า (หรือที่เหมาะกับการลงทุนของคุณ) แล้วหนังสือประเภทไหนที่ไม่เหมาะกับคุณก็อย่าไปสนใจเพราะมันจะทำให้คุณเสีย เวลาเปล่า

ข้อ 22 ใช้แรงม้าของคุณให้เต็มที่

วอเร็น บัฟเฟตต์ บอกว่าคนทั่วๆไปมีเครื่องยนต์ขนาด 400 แรงม้า แต่สามารถใช้ได้จริงเพียง 100 แรงม้าเท่านั้น (อีกนัยหนึ่ง คนที่ฉลาดมักจะถูกกวนใจจากงานที่ล้นมือ และจะทำในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล)

บัฟเฟตต์ พูดว่าใครก็ตามที่สามารถใช้แรงม้าได้เต็มที่จากเครื่องยนต์ขนาดแค่ 200 แรงม้า ก็สามารถทำได้ดีกว่าคนอื่นๆมาก

ข้อ 23 อย่าทำพลาด แต่ให้เรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น

ชาลี มังเกอร์ เพื่อนและหุ้นส่วนของบัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญกับการศึกษาความผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะไม่ทำมันซ้ำสอง

ข้อ 24 ก้าวสู่การเป็นนักลงทุนผู้รอบรู้

บัฟเฟตต์ พูดว่า การลงทุนของเบน เกรแฮม นั้นเป็นการลงทุนแบบรอบรู้ เขาไม่ใช่นักลงทุนอัจฉริยะ หรือนักลงทุนผู้บ้าคลั่งและลงทุนตามสมัยนิยม

สิ่ง ที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการลงทุนแบบรอบรู้ก็คือ มันสามารถสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้ ถ้าคุณไม่รีบร้อนจนเกินไปและมันจะไม่ทำให้คุณจนลง

สไตล์การลงทุนของ บัฟเฟตต์นั้นไม่ใช่สไตล์รวยเร็ว แต่เป็นการรวยช้าๆอย่างมีแบบแผน มันใช้เวลาที่จะปลูกต้นกล้าให้เป็นต้นไม้ใหญ่ ฉะนั้นคุณควรฝึกที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ที่มา:http://www.sarut-homesite.net/2012/1…es-it-artemis/

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

หุ้นปันผล: ขุมทรัพย์ของการลงทุน (งานวิจัย)

บทสรุปผู้บริหาร  

ตลาดทุนเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลือนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทําหน้าทีเสมือน
สะพานเชือมระหว่ างผู้มีเงินทุนส่วนเกินกั บภาคธุรกิจทีต้องการเงินทุนเพือการดําเนินกิจการ ในขณะที
จํานวนนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) ยังมี
ค่อนข้างน้อยมาก เพียงร้อยละ 1.92 ของประชากรในประเทศเท่านั้น โดยผู้มีเงินออมส่วนใหญ่นิยมฝากเงิน
ในธนาคารและลงทุนในตลาดตราสารหนี้ทีมีผลตอบแทนค่อนข้างตําและตํากว่ าอัตราเงินเฟ้ อ ส่งผลให้
อํานาจซื้อในอนาคต (power of purchase) ของผู้มีเงินออมลดลง ขณะเดียวกั นเมือพิจารณาการลงทุนใน
ตลาดหุ้นไทย พบว่ า บริษัทจดทะเบียนไทยมีศักยภาพสูงในการปรับตัวต่อการเปลียนแปลงของสภาวะ
แวดล้อมทางธุรกิจ สังเกตได้จากกําไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนในปี 2554 ทีมีมูลค่าสูงถึง 597,574.19
ล้านบาท ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกยังอยู่ ในสถาวะซบเซาและเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากอุทกภัย กำไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2554 ยังมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์
แห่งประเทศไทยเริมดําเนินการซื้อขายในปี 2518

อ่านต่อครับ

http://www.set.or.th/setresearch/files/cmresearch/201201_CMRI_Research_Paper_dividend.pdf

 
 

ป้ายกำกับ: ,

หุ้นปันผล:ขุมทรัพย์ของการลงทุน

มีงานวิจัยของตลาดหลักทรัพย์ที่ผมได้มีโอกาสอ่าน เป็นบทวิจัยที่แนะนำการลงทุนสำหรับมือใหม่ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับพี่ๆเพื่อนๆชาว S2M และเป็นบทวิจัยที่มือใหม่ที่เพิ่งหัดลงทุนในหุ้นควรอ่านครับ

โดยบทวิจัยบอกว่า มือใหม่ควรที่จะเลือกลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลอย่างต่อเนื่องก่อน เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด และมีความผันผวนน้อยกว่าตลาด

งานวิจัยได้ศึกษาข้อมูลของหุ้นที่จ่ายปันผลอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2549-2553 ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ

1.ตลท.มีหุ้นที่จ่ายปันผลต่อเนื่องจำนวน 288 บริษัทหรือคิดเป็น 56.3% ของบริษัทที่จดทะเบียนทั้งหมด และหุ้นกลุ่มเป็นหุ้นที่อยู่ใน SET100 เพียง 78 ตัว
2.ผลตอบแทนรวมเฉลี่ย 5 ปี (ส่วนต่างราคา+ปันผล) หุ้นปันผลดีกว่าตลาด คือให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 36.5% ขณะที่ตลาดให้ผลตอบแทนคือ 21.1%
3.แย่ที่สุดคือในปี 2551 หุ้นปันผลติดลบน้อยกว่าตลาด โดยลบน้อยที่สุดคือ -17.04% ขณะที่ตลาดติดลบคือ -30%
4.กำไรจากส่วนต่างราคาเฉลี่ย 5 ปี สูงกว่าตลาดโดยกำไรจากส่วนต่างมากที่สุดคือ +31.08ขณะที่ตลาดอยู่ที่ +17%
5.อัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ดีกว่าตลาดโดยมีอัตราปันผลสูงสูงที่สุดคือ 10.31% ขณะที่ตลาดให้อัตราเงินปันผลที่ 4.18%
6.หุ้นปันผลมี Free Float ต่ำกว่าตลาด นั่นหมายความว่ารายย่อยไม่ค่อยจะถือหุ้นปันผลกัน

นักวิจัยเขาได้แบ่งหุ้นปันผลออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ หุ้นที่จ่ายปันผลทั้งหมด(DIV จำนวน 288 ตัว) กลุ่มที่อยู่ในดัชนี SETHD(30ตัว) หุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงสุด 30 อันดับ(Top30DIV) หุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงสุด 50 อันดับ(Top50DIV) หุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงสุด 100 อันดับ(Top100DIV)

โดยกลุ่มที่ที่โดดเด่นที่สุดคือกลุ่ม Top30DIV ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้มีการขยายตัวของสินทรัพย์ รายได้และกำไรสุทธิที่สูงที่สุด ทั้งนี้ราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยก็สูง และการจ่ายเงินปันผลก็สูงอีกด้วย ซึ่งราคาเฉลี่ยของกลุ่มนี้อยู่ที่ 12 บาทหุ้นที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ PATO ESSO SPACK ASK เป็นต้น

ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้จะบอกว่า ถ้าเราเป็นนักลงทุนมือใหม่ แค่ลงทุนซื้อหุ้นที่ให้อัตราปันผลสูงและจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถที่จะทำกำไรได้ดีกว่าตลาดแล้วครับ

แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมนะครับว่าการคำนวณของงานวิจัยนี้เขาคำนวณผลตอบแทนจากลุ่มของหุ้นที่ คัดมารวมๆกัน ซึ่งก็จะมีตัวที่ดีบ้างแย่บ้าง เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นหน้าที่ของเราอีกที่ที่จะต้องคัดเอาหุ้นที่ดีที่สุดมา ไว้ในพอร์ตของเรา

บทวิจัยเต็มๆดูได้ที่ http://www.set.or.th/setresearch/fil…r_dividend.pdf

ซึ่งหุ้นตัวไหนอยู่ในกลุ่มอะไรให้ดูได้ที่ภาคผนวกนะครับ

อ้างอิงจาก : http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31949&page=1

 

ป้ายกำกับ: ,

ต้นทุนที่จำเป็นสำหรับการ “ทบต้น”

หลายต่อหลายคนรู้ดีว่าความสำเร็จของนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรระดับโลกส่วน ใหญ่ล้วนเกิดขึ้นจากผลของการ “ทบต้น” แทบทั้งสิ้น แต่พวกเขามักไม่รู้ว่าการทบต้นนั้นย่อมต้องมีต้นทุนของมันอยู่ และนี่คือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องมีเพื่อดึงเอาพลังของการทบต้นออกมา

1. ระบบการลงทุนที่มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพ

น่าเสียดายที่หลายๆคนที่หลงไหลในสมการทบต้นนั้นไม่รุ้ว่าสิ่งที่จำเป็น สำหรับพวกเขาอย่างแรกเลยก็คือระบบการลงทุนหรือแนวทางในการลงทุนที่มีความ เสถียร (Robust) … ระบบการลงทุนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องสัญญาว่าจะทำให้คุณลงทุนถูกที่ถูกทางอยู่ ตลอดเวลาหรือมีกำไรเป็น XXX% เท่าภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน (ซึ่งอันที่จริงแล้วพวกมันมักถูกสร้างมาเพื่อทำการตลาดในการขายระบบ โดย Curve Fit ระบบกับฐานข้อมูลในอดีตจนมากเกินไปแทบทั้งนั้น) ความสม่ำเสมอของการเติบโตต่างหากที่เป็นหัวใจในการทบต้น ในระยะยาวแล้วระบบการลงทุนที่อึดที่สุดและเสถียรที่สุดคือสิ่งที่มีค่ายิ่ง กว่าทองสำหรับคุณ

2. เวลา

แม้การเติบโตของเงินทุนแบบทบต้นไปเรื่อยๆนั้นอาจไม่ต้องการผลตอบแทนที่ หวือหวามากๆแต่มันกลับต้องการช่วงเวลาที่ยาวนานในการบ่มเพาะ หลายๆคนเมื่อพูดถึงระยะเวลาของการสร้างผลตอบแทนจากระบบขึ้นมานั้น พวกเขามักที่จะฝันหวานถึงความร่ำรวยจนเร็วเกินไป โดยเฉลี่ยแล้วมันไม่ได้กินเวลาเพียงแค่ 1 – 2 ปีเท่านั้นแต่เป็น 5 – 10 ปีต่างหาก ดังนั้นไม่ว่าคุณจะลงทุนด้วยระบบการลงทุนทางเทคนิคหรือพื้นฐานแล้ว จงนึกถึงคำว่า Long Run อยู่เสมอ เพราะมันคือต้นทุนของการทบต้นนั่นเอง

image thumb3 ต้นทุนที่จำเป็นสำหรับการ “ทบต้น”

ภาพที่ 1 : แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเงินทุนตามอัตราผลตอบแทนทบต้นหรือ CAGR ในแต่ละระดับตามจำนวนปี

เราจะสังเกตุได้ว่าจากกราฟแสดงการเติบโตของเงินทุนจากการทบต้นในระดับ CAGR ที่ 10% และ 20% ต่างก็ต้องใช้เวลาในการทำให้เงินทุนเติบโตเป็น 2 เท่าด้วยกันทั้งสิ้น โดยมันใช้เวลาราว 3.8 ปีสำหรับ CAGR ที่ 20% และราว 7.2 ปีสำหรับ CAGR ที่ 10%

3. ความสม่ำเสมอและอดทน

พวกเราที่รู้จักสมการหรือตารางการ “ทบต้น” ของเงินทุนนั้นมักที่จะมองโลกสวยงามจนเกินไป เพราะสิ่งที่เราได้เรียนรู้กันมานั้นเป็นเพียงตัวเลขในเชิงอุดมคติเท่านั้น! โดยเมื่อมองไปยังกราฟแสดงการเติบโตของเงินทุนแบบทบต้นนั้นเราจะพบว่า ความจริงแล้วพวกมันเป็นเพียงแค่บทสรุปแบบ Snapshot ในแต่ละช่วงเวลาที่เราทำการวัดการเติบโตออกมาเท่านั้นเอง แต่เมื่อ Zoom เข้าไปในใส้ของมันแล้วเราจะพบว่า การลงทุนในโลกของความเป็นจริงนั้นต้องพบเจอกับอุปสรรค, หลุมและบ่ออย่างมากมาย พวกมันคือสิ่งที่เรียกว่า Drawdown และมันไม่มีทางที่คุณจะหนีมันไปพ้น คุณจึงต้องการความอดทนอดกลั้นและความสม่ำเสมอเพื่อที่จะยืนหยัดผ่านช่วงเวลา เหล่านี้ไปให้ได้

image thumb4 ต้นทุนที่จำเป็นสำหรับการ “ทบต้น”

ภาพที่ 2 : จากบทความเรื่อง ความอึด … ความลับของการลงทุน เผยให้เห็นถึง Drawdown ซึ่งเกิดขึ้นกับหุ้น BRK-A ซึ่งเทียบได้กับสิ่งที่ Portfolio ของ Warren Buffet ต้องเผชิญในการลงทุนของเขา

เราจะเห็นว่าถึงแม้ CAGR จากหุ้น BRK-A ตั้งแต่ปี 1991 – 2012 จะอยู่ที่ราว 11%/ปี (ซึ่งให้ผลตอบแทนพอๆกับการเติบโตในภาพที่แล้ว) แต่ในโลกของการลงทุนจริงๆนั้นการเติบโตของเงินทุนไม่ได้ราบเรียบเหมือนกับ กราฟในเชิงทฤษฏีจากในภาพที่ 2 สักเท่าไหร่ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคุณต้องรู้จักที่จะอดทนอดกลั้นเพื่อให้พลังของการทบ ต้นแสดงออกมา

4. เงินทุน (เงินเย็น)

มันอาจดูเป็นเรื่องตลกที่ผมจะพูดถึงเงินทุน เพราะทุกๆคนย่อมต้องรู้ดีอยู่แล้วว่าเราทุกคนจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อลงทุนใน ตลาด แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือเงินทุน “ที่ไม่หดหายไป” ต่างหาก เพราะการทบต้นนั้นเป็นการอาศัยเงินต่อเงินหรือที่เรียกว่าการ Re-Investment นั่นเอง ซึ่งหากว่าคุณเอาแต่ดึงเงินกำไรไปใช้อยู่ตลอดเวลาหรือแม้กระทั่งปล่อยให้ เกิดการขาดทุนครั้งใหญ่ขึ้นบ่อยๆล่ะก็ พลังของการ “ทบต้น” นั้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เลย การรู้จักคิดถึงความเสี่ยงและรักษาเงินต้นเอาไว้ (Capital Preservation) จึงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆอีกอย่างหนึ่งสำหรับสมการการทบต้น นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคุณจึงต้องพยายามรักษาระดับของเงินทุนที่มีอยู่เอา ไว้ไม่ให้หดหายจนมากเกินไป

image thumb7 ต้นทุนที่จำเป็นสำหรับการ “ทบต้น”

ภาพแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ อัตราการขาดทุนของพอร์ทโฟลิโอกับระยะเวลา (ปี) ที่ต้องใช้เพื่อที่จะกลับมาเท่าทุนจาก CAGR ในระดับ 10%/ปี และ 20%/ปี

เราจะเห็นได้ว่าเมื่อคุณขาดทุนมากกว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นไปแล้ว นั้น ระยะเวลาที่ใช้ในการกลับมาเท่าทุนจะค่อยยาวนานมากขึ้นเรื่อยๆแบบทวีคูณ และเพียงแค่คุณขาดทุนไปเกินกว่า 30% ของพอร์ทนั้น คุณต้องใช้เวลาราว 2 ปีสำหรับ CAGR ที่ 20% และราว 4 ปีสำหรับ CAGR ที่ 10% เพื่อที่จะกลับมาเท่าทุนเท่านั้น! พูดง่ายๆว่าคุณอาจต้องรอดูบอลโลกครั้งหน้าเพื่อที่จะกลับมาเห็นพอร์ทเท่าทุน ได้เลยทีเดียว (ถ้าคุณไม่ขาดทุนไปมากกว่านี้)

5. ศรัทธาและความเชื่อ

ผมเชื่อว่านี่อาจต้นทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับการทบต้นเลยก็ว่าได้ เพราะการเดินทางที่ยาวนานโดยปราศจากการรับประกันต่อความสำเร็จนั้น คุณต้องการศรัทธาและความเชื่อมั่นอันแรงกล้าเพื่อที่จะไม่เลิกล้มหรือวอกแวก ออกไปเสียก่อน นี่คือเส้นแบ่งบางๆที่แยกความเป็น Winner ออกจาก Loser หรือแยก Outlier ออกจาก Average เลยทีเดียว ดังนั้นแล้ว ก่อนที่คุณจะเริ่มเดินเครื่องหรือวางเงินลงไปในระบบการลงทุนใดๆนั้น คุณจึงควรที่จะต้องศึกษาและทดสอบมันอย่างเข้มข้นจนมั่นใจได้จริงๆเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วคุณอาจเสียเวลาและเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์จากการเปลี่ยน ระบบ/แผนการลงทุนไปมาก็เป็นได้

สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากแง่คิดหนึ่งจากเซียน Poker ที่ผมคิดว่าเข้ากันได้มากๆกับสิ่งที่พวกเราต้องเจอในการลงทุนและการสร้างผล ตอบแทนแบบทบต้น โดยที่เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า ………

 

บทความจากแมงเม่าคลับ

http://www.mangmaoclub.com/cost-of-compounding/

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 15, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือน : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ถ้าถามคนทั่วไปว่า เขามีเงินหรือความมั่งคั่งแค่ไหน ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาคิด ไม่ใช่ว่าเขามีมากเสียจนนับไม่ไหว แต่เป็นเพราะว่าคนทั่วไปมักจะไม่ได้สนใจคำนวณ หรือติดตามว่าทรัพย์สมบัติของตนนับแล้วที่เท่าไร คนส่วนมากคงรู้ว่าเงินในบัญชีของตนเป็นเท่าไรในแต่ละช่วง แต่ทรัพย์สมบัติอย่างอื่นทั้งหมดเมื่อนำมารวมกันหักด้วยหนี้สิน ซึ่งจะทำให้ได้ค่าของความมั่งคั่งนั้น คนจำนวนมากไม่ได้คิดถึง

เรื่องของความมั่งคั่ง โดยเฉพาะของคนที่เป็นลูกจ้างกินเงินเดือนประจำที่เป็นกลุ่มคนชั้นกลางของไทยนั้น ผมคิดว่ามีคนศึกษาน้อยมาก ว่าที่จริง เรื่องที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆของคนชั้นกลาง ซึ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆและมีความสำคัญต่อธุรกิจที่ขายของให้กับคนชั้นกลาง นั้น เรายังมีความรู้น้อยมาก ผมเองไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลความมั่งคั่งของใครในอาชีพของตนเอง แต่บางครั้งก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเพื่อนที่มีพื้นฐานการเรียน การทำงาน และอาชีพคล้ายๆกัน หลังจากทำงานมากว่า 20 ปี บัดนี้มีทรัพย์สมบัติที่เกิดจากความมั่งคั่งเท่าไรแล้ว เหตุผลหนึ่งก็เพื่อจะได้เปรียบเทียบความมั่งคั่งของตนเอง เพื่อจะดูว่าเราทำได้ดีแค่ไหนทางการเงิน พูดง่ายๆก็คือ อยากจะมีดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งเอาไว้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบ

การหาดัชนีวัดความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือนนั้น ถ้าจะให้ถูกต้องก็คงต้องมีการออกสำรวจ สอบถามคนจำนวนมากเป็นเรื่องเป็นราว ผมเองยังไม่เห็นการศึกษาแบบนั้น แต่จากการคุยกับเพื่อนบ้าง จากการศึกษาและการคำนวณบนกระดาษโดยใช้สมมุติฐานบางอย่างผมก็ได้สมการซึ่งน่า จะนำมาใช้อ้างอิงได้อย่างหยาบๆว่า คนที่มีรายได้ประจำแต่ละคน หรือแต่ละครอบครัวควรมีความมั่งคั่งเท่าไร

สูตรของผมก็คือ ความมั่งคั่งของคนมีรายได้ประจำควรมีช่วงระหว่าง 0.1 x รายได้ต่อปี x อายุ ถึง 0.15 x รายได้ต่อปี x อายุ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินมีเงินเดือนเดือนละ 200,000 บาท มีโบนัสปีละสองเดือน และคุณอายุ 50 ปี คุณควรจะมีความมั่งคั่งระหว่าง 0.1 x (200,000 x 14) x 50 หรือ 14 ล้านถึง 21 ล้านบาท

ถ้าข้อเท็จจริงก็คือ คุณมีทรัพย์สมบัติทั้งหมดหลังจากหักหนี้สินที่มีอยู่น้อยกว่า 14 ล้านบาท ผมคิดว่า คุณคงจะเป็นคนที่ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือไม่ก็คงจะมีภาระในการเลี้ยงดูลูกเมีย หรือสนับสนุนคนอื่นมากจนทำให้คุณมีความมั่งคั่งต่ำกว่าเพื่อนๆที่มีสถานะใน ระดับเดียวกัน

ตรงกันข้าม ถ้าคนมีความมั่งคั่งมากกว่า 21 ล้านบาท ผมคิดว่าคุณคงเป็นคนที่มัธยัส หรือมีภาระที่จะต้องใช้จ่ายเงินน้อย หรืออาจจะมีความสามารถในการหารายได้อื่น หรือประสบความสำเร็จจากการลงทุนในเงินที่มีอยู่

แน่นอนว่าคนที่มีภรรยาทำงานประจำด้วย และมีลูกน้อยคน โอกาสที่ความมั่งคั่งจะสูงกว่าครอบครัวที่สามีทำงานเพียงคนเดียว และมีลูกหลายคนก็คงจะมีมาก เพราะรายได้จะเป็นสองคนในขณะที่รายจ่ายกลับน้อยกว่า

สูตรความมั่งคั่งข้างต้นนั้นคงจะใช้ได้ดีสำหรับคนที่มีอายุเกิน 35 -40 ปีขึ้นไปแล้ว สำหรับคนที่อายุน้อยเพิ่งทำงานได้เพียงไม่กี่ปี สูตรนี้คงจะต้องปรับลดลงมา เหตุเพราะว่าคนที่อายุการทำงานน้อยโอกาสที่จะสะสมเงินจะยังมีน้อย และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ เงินสะสมและนำไปลงทุนนั้นยังมีเวลาเติบโตน้อย หรือถ้าเป็นการลงทุนซื้อบ้านราคาก็ยังไม่ปรับตัวขึ้นมามากที่จะทำให้ความ มั่งคั่งเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากมีข้อจำกัดเรื่องอายุแล้ว สมการความมั่งคั่งดังกล่าวยังเป็นเรื่องที่คิดจากอดีตที่ผ่านมา ซึ่งภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วมาก และที่สำคัญผลตอบแทนจากการฝากเงินธนาคารอยู่ในระดับที่สูงมาก จนมนุษย์เงินเดือนไม่จำเป็นต้องบริหารเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม

ดังนั้น คนที่จะใช้ดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งดังกล่าวในอนาคต เพื่อที่จะวัดผลงานของตนเองจะต้องตระหนักว่า การลงทุนในทรัพย์ที่เก็บออมไว้จะต้องมีการศึกษา และวางแผนเป็นอย่างดี โดยหลักการใหญ่ก็คือจะต้องพยายามให้ได้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปีโดยเฉลี่ยทุกปีของความมั่งคั่งทั้งหมด นอกจากนั้น จะต้องกระจายการถือครองทรัพย์สมบัติอย่างเหมาะสมทั้งที่เป็นที่ดิน บ้าน ตราสารการเงิน หุ้น เงินฝากธนาคาร และรวมถึงการกู้เงินถ้ามี

นับจากนี้ไปมนุษย์เงินเดือนที่หวังจะสร้างความ มั่งคั่งให้กับตนเอง ในอนาคตจะต้องศึกษาเรื่องการเงินส่วนบุคคลอย่างจริงจัง ซึ่งรวมไปถึงการคิดคำนวณรายได้ และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ โดยมีกฎเหล็กก็คือรายได้จะต้องมากกว่ารายจ่าย และเหลือเงินเก็บไม่น้อยกว่า 10% โดยที่วิธีเพิ่มรายได้ถ้าจำเป็นนั้นมีวิธีการมากมาย เช่นเดียวกับการตัดรายจ่ายต่างๆ ซึ่งก็ง่ายไม่แพ้กันถ้ามีความตั้งใจจริง

เรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่ารายได้และค่าใช้จ่ายก็คือ การลงทุน ซึ่ง มนุษย์เงินเดือนยุคใหม่จะต้องเรียนรู้ เริ่มตั้งแต่การซื้อบ้าน ซึ่งในอดีตมักจะมองแต่เฉพาะความสามารถในการผ่อน และขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ ผมคิดว่าจะต้องเปลี่ยนไปเป็น การพิจารณาในประเด็นของความเหมาะสมในแง่ของการลงทุนด้วย เพราะการซื้อบ้านที่ใหญ่เกินไปและลงทุนมากเกินสมควร ในที่สุดจะเป็นภาระและดึงให้ผลตอบแทนของทรัพย์สินรวมต่ำลง

การลงทุนที่สำคัญที่สุด สำหรับคนกินเงินเดือนในอนาคตก็คือเรื่องเกี่ยวกับหุ้น เพราะผมคิดว่าการฝากเงินในธนาคารนับจากนี้ไปคงให้ผลตอบแทนที่ต่ำไปอีกนานมาก คล้ายๆกับในประเทศอย่างญี่ปุ่น หรือเกาหลี ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นสิบๆปี เพราะประเทศมีเงินเหลือเฟือ ดังนั้นการที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเงินในอนาคต จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงทุนในหุ้น

การลงทุนในหุ้น ที่จะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมคืออย่างน้อยประมาณ 10 % ต่อปี ผมคิดว่ามีเพียงสองวิธีถ้าคุณไม่ใช่เซียนเล่นหุ้นจริงๆก็คือ การลงทุนในหน่วยลงทุนหุ้นที่มีอยู่มากมาย พยายามเลือกหน่วยลงทุนที่กระจายการลงทุนมากที่สุด อย่าลงในกองทุนที่ลงเฉพาะหุ้นบางประเภท เช่น หุ้นไฮเทค หุ้นพลังงาน หรือแม้แต่หุ้นปันผล เมื่อเลือกบริษัทที่ดีมีมาตราฐานแล้ว ก็ถือหน่วยลงทุนไว้ยาวนาน หรือตลอดไป

ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการลงทุนในหุ้น คุณจะต้องศึกษาวิธีการลงทุนอย่างลึกซึ้ง และแน่นอนต้องเป็นการลงทุนแบบ Value Investment ที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุน จนคุณรู้สึกสบายใจที่จะลงทุนเอง และถือหุ้นไว้ยาวนานแทบจะตลอดชีวิต

ทำได้ดังที่ว่า ผมเชื่อว่า คุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือนผู้มั่งคั่ง และมีทรัพย์สินเหนือกว่าดัชนีอย่างแน่นอน

***************************

ความมั่งคั่งของมนุษย์เงินเดือน

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โลกในมุมมองของ Value Investor

ที่มา http://www.sarut-homesite.net/2009/1…9%8C%E0%B9%80/

 

ป้ายกำกับ:

— Load ได้แล้วววว App Free สำหรับผู้ซื้อกองทุนรวม —

http://itunes.apple.com/th/app/mymutualfund/id517171525?ls=1&mt=8

เป็น app ที่ d/l ได้แล้วจาก app store สำหรับใช้จัดการ กองทุนรวม นัคครับ

หลังจาก download เสร็จแล้ว
ในการเปิดใช้ครั้งแรก จะมี guideline นำทางให้  ลองดู ครับ….ของดีๆ จาก
คุณ KathyK  แห่งห้องสินธร

 
2 ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 19, 2012 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: ,

ทอง ทอง ทอง/ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในช่วงนี้ที่หุ้นดูเหมือนจะไม่ไปไหน  พันธบัตรและเงินฝากก็มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเพียง 3-4% ต่อปีเป็นอย่างมาก  ที่ดินเองก็ไม่ขยับ  ความปลอดภัยของเงินก็เริ่มมีน้อยลงเพราะภายในหนึ่งปีรัฐบาลก็จะเริ่มค้ำ ประกันเงินฝากของผู้ฝากเงินในแต่ละแบงค์ไม่เกิน 1 ล้านบาท  เหนือสิ่งอื่นใด  ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดภาวะถดถอยอย่างแรงอีกครั้ง  แต่สิ่งที่ร้อนแรงมากก็คือ  ทองคำ  เพราะราคาทองมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นเป็น  “กระทิงดุ” ราคาขึ้นวันเดียว 1,000 บาทต่อบาททองคำ แตะ 26,400 บาท เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 54  โดยที่ราคาตลาดโลกสูงถึง 1,869 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์  และเป็นการขึ้นต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ  นับได้ถึงสิบปีแล้ว  การลงทุนในทองคำดูเหมือนว่าจะเป็นการลงทุนที่  “ใช่เลย”  สำหรับหลาย ๆ  คน  เหนือสิ่งอื่นใด  ราคาทองคำ  “ไม่มีลง”  มันมีความปลอดภัยสูงมาก ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนเรียกมันว่า  “Safe Heaven”  มันเป็นสวรรค์ในยามที่เกิดวิกฤติและโกลาหลขึ้นในโลก  มาดูกันว่าเราควรลงทุนในทองคำไหม?

ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผลในแง่ของ  “พื้นฐาน”  มาดูสถิติผลตอบแทนของทองคำในระยะยาวที่ผ่านมาก่อน   เพราะนี่จะช่วยเตือนสติเราว่า  ทองคำนั้น  ไม่ได้ “เปล่งแสงวับวาว” ตลอดเวลา   และการเข้าไปลงทุนผิดจังหวะก็อาจจะทำให้เราเสียหายรุนแรงได้เหมือนกัน

มองย้อนหลังไปถึงประมาณปี 2520 ซึ่งผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ  และเคยซื้อทองเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต  ผมจำได้ว่าทองรูปพรรณในขณะนั้นราคาบาทละน่าจะประมาณพันบาทต้น ๆ  ตีเสียว่าประมาณ 1,100 บาท ถ้าผมเก็บทองชิ้นนั้นไว้ถึงวันนี้เป็นเวลา 34 ปี เท่ากับว่าเงินเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 24 เท่า นี่ดูเหมือนจะมากมโหฬาร  แต่ถ้ามาคำนวณผลตอบแทนแบบทบต้นแต่ละปีก็จะพบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยนั้นเท่ากับ ประมาณ 10% ต่อปีเท่านั้น  ไม่ได้หรูหรามากแต่ก็ดีทีเดียวเมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  หุ้น  ที่ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน “สูงที่สุด”

การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 34 ปีที่ผ่านมานั้นถ้าคิดแบบง่าย ๆ  ว่าดัชนีตลาดหุ้นก็คือราคาหุ้นโดยเฉลี่ยทั้งตลาดก็คือประมาณ 100 จุดหรือร้อยบาทในปี 2520  ถ้าเราลงทุนถือมาจนถึงวันนี้ที่ดัชนีตลาดเท่ากับ 1,069 จุดก็คือราคาเพิ่มขึ้นมาเป็น 1,069 บาท  หรือเพิ่มขึ้นมา 10.69 เท่า  เปรียบเทียบกับราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 24 เท่าก็น่าจะถือว่าการลงทุนในทองคำให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก  อย่างไรก็ตาม   การลงทุนในหุ้นนั้น  แต่ละปียังมีปันผลที่มักจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3-4%  ซึ่งเมื่อรวมกับผลตอบแทนจากการที่ดัชนีเพิ่มขึ้นก็ทำให้หุ้นให้ผลตอบแทน เฉลี่ยแบบทบต้นประมาณ  10% ต่อปีเหมือนกัน  ดังนั้น  ข้อสรุปสำหรับการลงทุนที่ผ่านมา 34 ปีก็คือ  ทองกับหุ้นให้ผลตอบแทนพอ ๆ  กันที่ประมาณ 10% ต่อปี

แต่ผลตอบแทนของทองนั้นก็ไม่ได้สม่ำเสมอและปลอดภัยสุด ๆ  อย่างที่หลายคนอาจจะคิด  ในช่วงปี 2522  ถึง 2523 นั้น  ราคาทองได้ปรับตัวขึ้นไปอย่างมโหฬารคือเพียงปีเดียวราคาขึ้นไปจากประมาณ 200 เหรียญต่อออนซ์ เป็นประมาณ 850 เหรียญอันเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงเป็นสองหลักหรือกว่า 10%  ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างแรงซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปฏิวัติใน อิหร่านและการยึดสถานทูตของสหรัฐในอิหร่าน  และการที่โซเวียตรุกเข้าไปในอัฟกานิสถาน    ถ้าเราเข้าไปซื้อทองเพื่อลงทุนในปี 2523  โดยคิดว่าทองน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมเนื่องจากมันปรับตัวขึ้นเร็ว มากกว่า 300%  ในปีเดียว  เราก็จะพบว่าเราคิดผิดอย่างแรง  เพราะหลังจากที่เหตุการณ์ต่าง ๆ  คลี่คลายลง  ราคาทองคำก็ตกลงมาอย่างรวดเร็วเหลือเพียงประมาณ 300 เหรียญต้น ๆ  ต่อออนซ์ในปี  2525 และหลังจากนั้น  ราคาทองคำก็ไม่ค่อยได้ไปไหน  ขยับอยู่ระหว่างประมาณ 250 ถึง 450 เหรียญเป็นเวลาเกือบ 20 ปี จนถึงปี 2544  พูดง่าย ๆ  คนที่ถือทองคำอยู่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยเป็นเวลา 20 ปี  ในขณะที่หุ้นนั้น  ทุกปียังมีปันผล  “ปลอบใจ”  แม้ว่าหุ้นอาจจะนิ่งหรือตกลงมา

ช่วงที่ดีที่สุดของทองคำและเป็นช่วงที่ “ดึง” ผลตอบแทนระยะยาวของทองคำให้สูงขึ้นจนน่าประทับใจก็คือช่วงทศวรรษหรือ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง  ตั้งแต่ปี 2544 ถึง ปัจจุบัน  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแทบจะตลอดเวลา  จากราคาประมาณ 271 เหรียญเป็นประมาณ 1850 เหรียญต่อออนซ์ในปัจจุบัน  คิดแล้วเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 583% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 21.2% ต่อปีและน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าทรัพย์สินอื่นทั้งหมด  และแม้แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 ราคาทองก็ตกลงมาเพียงประมาณ 30% น้อยกว่าตลาดหุ้นที่ตกลงมาเกือบ 50%  และหลังจากนั้นทองก็วิ่งขึ้นมาแทบจะไม่สะดุดเลยจนถึงวันนี้

ทองจะไปทางไหนต่อ  มันจะยังคงวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ  หรือมันใกล้จะเป็นฟองสบู่  เป็นเรื่องที่คาดได้ยาก  โดยทฤษฎีแล้ว  ทองนั้นจะปรับตัวขึ้นเมื่อเกิดเหตุหรือสภาวการณ์ใหญ่ ๆ  3  ประการด้วยกันคือ  เรื่องแรก  เมื่อเกิดภาวะ  “วิกฤติ” ทางการเงินหรือเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะเมื่อสถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง  เช่นเดียวกัน  ปัญหาทางการเมืองและสงครามก็มักจะทำให้ราคาทองพุ่ง  เหตุผลก็คือ  ทองนั้นสามารถรักษามูลค่าของมันได้เสมอ  เพราะมันเป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก  เรื่องที่สองก็คือ  เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงหรือลดค่าลง  เหตุผลก็คือ  ทองนั้นเป็นคล้าย ๆ  กับเงินสกุลหนึ่งที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือเงินได้ทั้งโลกเหมือน กับเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนกัน  ดังนั้น  เมื่อเงินดอลลาร์อ่อน  ทองก็มัก  “แข็ง”  หรือมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง  เรื่องที่สามก็คือ  เมื่อเงินเฟ้อมีอัตราสูง  นั่นก็คือ  มีเงินหมุนเวียนในระบบมากเกินไป  มากกว่าของหรือสินค้าที่มีอยู่  ดังนั้น  เงินก็จะมาไล่ซื้อทองจึงทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรักษาค่าของมัน

จากเหตุผล 3 ข้อข้างต้นก็จะพบว่าในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ  นี้   ภาวะวิกฤติทางการเงินยังคงอยู่ทั้งในยุโรปและอเมริกา  เช่นเดียวกัน  เงินดอลลาร์ก็อยู่ในช่วงที่ตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ  เนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ  อย่างรวมถึงการขาดดุลการค้าและงบประมาณที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันเป็นหนี้สูง ขึ้นเรื่อย ๆ  และสุดท้าย  ภาวะเงินเฟ้อก็ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นมากเช่นกัน  นอกจากนั้น  ปริมาณของทองคำ  ซึ่งในโลกนี้ดูเหมือนว่าจะมีอยู่ค่อนข้างจำกัดนั้น  กลับมีความต้องการสูงขึ้น  ทั้งจากประชาชนในอินเดียและจีนที่มีรายได้สูงขึ้นมาก  และจากธนาคารกลางของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะจีน อินเดีย  และรวมถึงประเทศอื่น ๆ  เช่นไทย  ต่างก็มีเงินสำรองที่เป็นดอลลาร์สูงมากและต้องการซื้อทองเพื่อนำมาใช้เป็น ทุนสำรองเพิ่มขึ้น  สาเหตุเหล่านี้ทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งก็ยิ่งทำให้  นักเก็งกำไร  และรวมถึงนักลงทุน  ต่างก็เข้ามาซื้อทองคำส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นไปอีก  คำถามก็คือ  นี่เป็น “ฟองสบู่ทองคำ” หรือยัง?

ผมเองตอบไม่ได้  แต่วันหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ  นี้  ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่คนดูแลแม่ยายผมซึ่งเราจ้างมา  เธอเป็นผู้หญิงอายุเกือบ 50 ปีและไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการลงทุน  และเงินก็มีไม่มาก  เธอบอกผมว่าเธออยากจะลงทุนซื้อทองซักบาทหนึ่งเพราะเห็นว่าราคามันขึ้นไปสูง มากเป็นกว่าสองหมื่นบาทแล้ว  ผมถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร   เธอบอกว่าเห็นจากทีวี   หลังจากนั้นผมก็มาคิดว่า  บางทีราคาทองน่าจะใกล้เป็นฟองสบู่แล้ว  ดังนั้น  ใครที่คิดจะซื้อทองลงทุนก็คงต้องระวัง  แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลงทุนไม่ได้เลย  ผมคิดว่าการลงทุนไม่เกิน 10% ของพอร์ตการลงทุนรวมก็ไม่น่าจะเสี่ยงมากนัก  เหนือสิ่งอื่นใด  ทองนั้น  มักจะสามารถรักษามูลค่าของมันได้ในยามที่เลวร้ายที่สุด

http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=49178

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 21, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,