RSS

Tag Archives: การเมืองภาคประชาชน

แนวทางการสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง ตอนที่ 1 พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง

แนวทางการสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง ตอนที่ 1  พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง
โดย
Project for Public Space, Inc
แปลโดย วีรบูรณ์ วิสารทสกุลและสุมนา สุวรรณอำภา
โครงการชีวิตสาธารณะและท้องถิ่นน่าอยู่ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

บทนำ

บทความชุดแนวทางการ สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง  ผู้เขียนได้สรุปใจความสำคัญจากบทความของ Project for Public Spaces และบทความต่างๆ ที่ปรากฏในเว็บไซท์การพัฒนาเมือง เช่น Smart Growth Online, Smart Growth America รวมทั้งเว็บไซท์อื่นๆ โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ตอนประกอบด้วย

ตอนที่ 1 เรื่อง พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง ซึ่งบทนี้ได้กล่าวถึงบทบาทความสำคัญของสถานที่สาธารณะ (Public Spaces) ที่มีต่อเมืองและการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ตอนที่ 2 เรื่อง หลักการสร้างสถานที่สาธารณะให้มีสำคัญและสัมพันธ์กับการพัฒนาเมือง  ในบทนี้จะได้กล่าวถึงเกณฑ์ (Principles) และนโยบาย (Policy) ในการปรับปรุงฟื้นฟูสถานที่สาธารณะซึ่งเนื้อหาจะมีลักษณะกึ่งแนวทางการออก แบบและวางผัง (Planning and Design Guidelines) ที่ใช้ประชาชนเป็นแกนนำในการพัฒนา  และ

ตอนที่ 3 เรื่อง กลยุทธ์การปรับปรุงฟื้นฟูและประเมินสถานที่สาธารณะ ในบทนี้จะกล่าวถึงวิธีการนำเกณฑ์และนโยบายลงสู่การปฎิบัติ โดย บทความตอนที่ 1 และ 2 เรียบเรียงโดย วีรบูรณ์ วิสารทสกุลและสุมนา สุวรรณอำภา  ส่วนบทความตอนที่ 3 เรียบเรียงร่วมกันโดย  วีรบูรณ์ วิสารทสกุล, สุมนา สุวรรณอำภา และฐาปนา บุณยประวิตร  ทั้ง นี้บทความทั้ง 3 ตอนจะได้ทำความเข้าใจต่อสาธารณะถึงความเป็นไปได้ของการสร้างและปรับปรุง ฟื้นฟูสถานที่สาธารณะให้มีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดความสดใสและความมีชีวิต ชีวา สร้างสุขภาวะ เพิ่มพื้นที่และโอกาสในการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืน ต่อไป

ภาพสถานที่สาธารณะที่พัฒนาตามรูปแบบถนนทางเดินขนาดใหญ่ (Pedestrian Mall)  เมือง Santa Monica,

ทื่มา : http://members.virtualtourist.com/m/p/m/12f180/

ทำไม “สถานที่” จึงสำคัญสำหรับเมือง

ไม่กี่ปีมานี้ เมืองต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มจะมีหน้าตาไม่แตกต่างกันมากนัก ในขณะที่ สถานที่หลายแห่ง ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน ร้านค้า ตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่ถนนหนทางตามเมืองต่างๆ ก็หาความแตกต่างจากกันได้น้อยลง การจราจรกลายเป็นเรื่องหลักสำหรับการดำเนินชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เมืองขนาดเล็ก การขับขี่ยานพาหนะ เป็นทางเลือกหลักสำหรับการเดินทาง ส่วนการเดินเท้านั้น เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่กำลังสูญหายไปทุกที

ลองนึกภาพเมืองอีกแบบ หนึ่ง ที่การเดินเท้ากลายมาเป็นวิถีชีวิตปกติ ส่วนถนนและทางเท้าก็เอื้อแก่การเดินแบบทอดน่อง อ้อยอิ่ง หรือทำกิจกรรมทางสังคม

ลองนึกภาพ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนท้องถิ่น ที่มีบุคลิกและท่าทางเป็นของตัวเอง และคุณรู้จักชื่อพวกเขา  มีตลาดสดที่เต็มไปด้วย พืชผักผลไม้สดๆ ของท้องถิ่นวางขาย

ลองนึกภาพ สิ่งปลูกสร้างที่ไม่สามารถ ลอกแบบไปทำในอีกเมืองหนึ่งได้ เพราะการใช้งานที่สัมพันธ์กับสถานที่ที่ปลูกสร้าง

ลองนึกถึงสวนสาธารณะ และย่านการค้าที่เป็นศูนย์กลางของเมือง ที่ให้ชุมชนได้ใช้เพื่อประโยชน์ในทางสังคม วัฒนธรรม และส่วนรวม

เมื่อคุณคิดถึงชุมชนที่น่าอยู่อาศัย มีพื้นที่สาธารณะชนิดใดบ้าง ที่อยู่ในใจของคุณ

บทความนี้ไม่ได้กล่าว เฉพาะชุมชนแบบใดแบบหนึ่ง แต่กำลังกล่าวถึงชุมชนทุกๆ แห่ง เพราะเราเชื่อว่าด้วยหลักการเดียวกัน เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น ย่านใจกลางเมือง  เมืองเล็กๆ หรือ ชานเมือง ชุมชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดี่ยวๆ ในแต่ละชุมชนย่อมมีหนทางและศักยภาพที่จะคิดสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะด้วยคน ในชุมชนเอง

ภาพจาก The Perth Cultural Centre is seen here in full bloom during CHOGM 2011 / Photo: Metropolitan Redevelopment Authority

ที่มา : http://www.pps.org/creativity-placemaking-building-inspiring-centers-of-culture/

บทบาทสำคัญของพื้นที่สาธารณะในชุมชน

พื้นที่สาธารณะ เป็นสถานที่สำหรับการมีและการใช้ชีวิตสาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ เป็นที่ที่เราอาจใช้ในการเฉลิมฉลอง เป็นจุดเข้าเส้นชัยของการวิ่งมาราธอน เป็นที่ที่เด็กจะได้เรียนรู้ทักษะการกีฬา เป็นที่ที่จัดงานเทศกาล งานวัฒนธรรม หรือ จะเป็นท้องถนน ริมฟุตบาตทางเดินหน้าบ้าน ร้านรวง ที่ที่เพื่อนๆ จะเดินทางไปพบปะเจอะเจอกัน เป็นที่ที่จะเกิดการปะทะสังสรรค์ ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ หรือ จะเป็นอาคารสถานที่ อย่างหอประชุมเมือง ศาลาประชาคม ห้องสมุด ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเป็นที่ที่เราสามารถมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และระหว่างรัฐ

ภาพการใช้ชีวิตร่วมกันของประชาชนใน Bryant Park นิวยอร์ค

ที่มา: Designing Our Future: Sustainable Landscape -ASLA: http://www.asla.org/sustainablelandscapes/bryantpark.html

เมื่อไรที่ เมือง หรือ ย่านที่อยู่อาศัย ได้สร้างให้พื้นที่สาธารณะค่อยๆ เติบโต คนที่อาศัยในย่านนั้น ย่อมรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนอย่างเข้มแข็ง แต่ถ้าเราขาดในความรู้สึกที่ว่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนย่อมเปราะบางไปด้วย

สร้างเอกลักษณ์ให้เมือง

หากไม่มีพื้นที่ สาธารณะที่สำคัญๆ  ก็อาจไม่มีเมืองที่น่าสนใจก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ลานสเก็ตน้ำแข็ง และพื้นที่สาธารณะรอบๆ  ศูนย์ Rockefeller ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้ไปเยี่ยมชมมากที่สุดในนครนิวยอร์ค มีคนนับพันไปชุมนุมเพื่อรับแดดในช่วงสุดสัปดาห์ หรือไม่ก็ไปยืนออกันอยู่บนถนน ที่เป็นด้านนอกของสตูดิโอที่ถ่ายทอดรายการ “Today Show” เพื่อหวังจะออกโทรทัศน์บ้าง นี่คือ พื้นที่สาธารณะที่เป็นตัวแทนเมืองนิวยอร์ค ซึ่งก็คงเหมือนกับหอไอเฟลที่แทนกรุงปารีส

มีนักท่องเที่ยวที่ เดินทางกันหลายพันไมล์ เพื่อมาสัมผัสกับสถานที่มีมนต์ขลัง เช่น Piazza San Marco ในเวนิซ   Champs Elysee ในปารีส   Central Park ในนิวยอร์ค  หาดไมอามี่ หรือ Riverwalk ใน ซาน อันโตนิโอ และสถานที่อื่นๆ ที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหา และที่จริงแล้ว พื้นที่สาธารณะที่สำคัญสามารถมีชื่อระดับโลก หรือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญได้ ก็เพราะว่า มีผู้คน โดยเฉพาะคนในพื้นที่นั้นๆ เห็นคุณค่า

ลองนึกถึงที่สาธารณะ ที่คุณชื่นชอบ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้บ้าน ร้านกาแฟกลางแจ้งที่ที่คุณนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า หรือ เส้นทางที่คุณเดินทอดน่องไปรอบๆ บึงหลังอาหารมื้อค่ำ สถานที่เหล่านี้มีความสำคัญที่ทำให้เมืองมีความแตกต่าง พอๆ กับที่ทำให้มีชื่อเสียง เพราะว่า สถานที่แต่ละแห่ง ล้วนเป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้ดำเนินชีวิต และทำมาหากิน ร่วมกัน

สร้างเม็ดเงินให้แก่เมือง

พื้นที่สาธารณะมี ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจต่อเมือง ตัวอย่างเช่น สวนสาธารณะสามารถทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น ในนิวยอร์ค มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์รอบๆ สวน Bryant, เซ็นทรัล ปาร์ก (central park), โพสเปก ปาร์ก (prospect park) และ ริเวอร์ไซค์ ปาร์ก (riverside park) ล้วนแล้วแต่มีราคาสูงที่สุดในเมือง  พื้นที่อยู่อาศัยบริเวณ Minneapolis’ prime ที่วางตัวคู่ขนานกับส่วนที่ขยายของสวนสาธารณะ ก็ยังมีราคาสูงมาก  ชายหาดฝั่ง California’s Pacific และสวนสาธารณะแถวนั้น ทำให้บ้านในท้องถิ่นมีราคา  ใน Denver ห้องชั้นบนติดเพดานที่ยังทำไม่เสร็จของโรงทำแป้งเก่า บนฝั่งแม่น้ำ Platte River Greenway ยังมีราคาสูงกว่า ราคาเฉลี่ยในเมือง และในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่ในแถบชนบททั้งหมดของ Greenway กำลังกลายมาเป็น “ที่สาธารณะ” รูปแบบใหม่ ที่ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายในโฆษณาของอสังหาริมทรัพย์ ว่าเป็นสถานที่ที่พึงจับจอง

ในนิวยอร์ค, ตลาดสีเขียว (Greenmarket) ที่อยู่ในทางตอนเหนือของ Union square เป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้ย่านที่อยู่อาศัยในแถบนั้นมีชีวิตชีวา ภัตตาคารที่มีระดับหลายแห่ง ซื้อของจาก ตลาดสีเขียว และพัฒนาเมนูอาหารที่หลากหลายขึ้น จากตัวอย่างของ Union square , ตลาดสีเขียว 26 แห่ง กำลังปลุกความมีชีวิตชีวาให้กับย่านที่พักอาศัยทั่วเมืองนิวยอร์ค

ภาพของ Green Market, Union Square,

ที่มา : http://thecarnediem.blogspot.com/2011/11/kurts-flatiron-faves-union-square.html#!/2011/11/kurts-flatiron-faves-union-square.html

ใน Little Rock, Arkansas’ river ได้ฟื้นให้ย่านธุรกิจกลับมาชีวิตอีกครั้ง โดยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา อพาร์ตเมนท์ สร้างพิพิธภัณฑ์ ย้ายที่ตั้งห้องสมุดประชาชนและสนามกีฬาใหม่ หรือ ตลาด Seattle’s Pike ก็เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ร้านรวงกว่า 600 แห่ง ขายของได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญดอร์ล่าร์สหรัฐ

การชุบชีวิตถนน เพื่อการเดินเล่น การสังคม หรือเพื่อการซื้อสินค้า อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าจะทำ “สถานที่” ให้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร  ในเมืองหลายถนนถูกใช้ไปเพื่อการเดินทางของยานพาหนะจำนวนมากที่วิ่งด้วยความ เร็วสูง ซึ่งมีผลกระทบต่อ การเดินเท้า สวนสาธารณะ หรือกิจกรรมอย่างอื่นๆ ที่จะทำให้ชีวิตของผู้ใช้ถนนมีคุณภาพ และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ที่ New Haven, Conneticut  สภาพถนนสายใหม่ๆ ได้ทำให้มีทางเท้าที่กว้างขึ้น มีที่สำหรับต้นไม้ใหญ่ มีที่จอดรถ และมีกิจกรรมการพัฒนาที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจของชุมชน ได้ช่วยทำให้ถนนสาย Chapel กลับมามีชีวิตอีกครั้งและกระตุ้นให้ย่านที่อยู่อาศัยแถบนั้นเป็นที่ที่มี ความสำคัญสำหรับเมือง

ช่วยด้านสิ่งแวดล้อม

พื้นที่สาธารณะ ยังมีคุณประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมและจิตใจได้ เพราะช่วยบรรเทาชีวิตในเมืองที่เคร่งเครียด รีบเร่ง เนื่องจากไม่เพียงแต่ลดความต้องการและพึ่งพายานยนต์แล้ว สวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะสีเขียว อย่างพื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่สำหรับสัตว์ป่า (wildlife area) ยังช่วยเพิ่มความชื่นชมในทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนซึ่งจะนำมาสู่การดูแล รักษา นอกจากนี้ยังช่วยคงไว้ซึ่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ ตัวอย่าง เช่น สวน Brooklyn’s Prospect ที่เป็นแหล่งอาศัยของนกกว่า 200 ชนิด

ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรม

บ่อยครั้ง ที่พื้นที่สาธารณะหลายแห่งจะให้ใช้ประโยชน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เปิดโอกาสให้มีการชุมนุมของประชาชนผู้รักในศิลปะ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรม จากงานเทศกาล “เชคสเปียร์ในสวน”  ไปจนถึงการแสดงดนตรี quartets บริเวณลานย่านธุรกิจ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะมากในการกระตุ้นให้เกิดชีวิตทางวัฒนธรรมของเมือง

ภาพ Water Fire กิจกรรมทางวัฒนธรรมของเมือง Providence, RI

http://www.waterfrontcenter.org/Awards/2006Awards.html

กรณี Rhode Island’s WaterFire ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ การติดตั้งเครื่องดนตรี   เป็นสถานที่ที่จะทำให้เกิดความประทับใจทางวัฒนธรรมและเกิดผลประโยชน์ในทาง เศรษฐกิจ  เป็นที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนับแสนคนให้มาเยือนริมฝั่งแม่น้ำทั้งในเวลา เย็นของฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง Waterfire เป็นสัญญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของเมืองที่นำผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ มาสู่กลางเมือง ซึ่งแต่เดิมมักเงียบเหงาในยามค่ำคืน

อะไรทำให้สถานที่มีความสำคัญ

เมื่อผู้คนอธิบายถึง พื้นที่ที่รู้สึกสนุก คำว่า “ปลอดภัย” “สนุก” “มีเสน่ห์” และ “น่าไปเยือน” มักจะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเหล่า คำเหล่านี้อธิบายถึง คุณภาพที่จับต้องไม่ได้  แต่ก็สามารถที่จะวัดในเชิงปริมาณได้ในหลายวิธี เช่น การใช้ค่าสถิติ หรือ การทำวิจัย แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า การวัดเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดในตัวเอง

การวิจัยพื้นที่ สาธารณะมากกว่า 1000 แห่งทั่วโลก พบว่ามีคำอยู่ 4 คำ ที่เป็นเงื่อนไขของการทำให้พื้นที่สาธารณะประสบความสำเร็จ ได้แก่ การเข้าถึงได้ง่าย, สะดวกสบาย, มีกิจกรรม และความรู้จักมักคุ้น

เกณฑ์และปัจจัยสู่ความสำเร็จตามแนวทางของ Project for Public Spaces

ที่มา : http://accuracyandaesthetics.com/?page_id=21

การเข้าถึง

พื้นที่สาธารณะที่ ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าถึงได้ง่ายและสามารถเห็นได้ ประชาชนสามารถเดินเหินได้ทั่วถึง ซึ่งสะดวกที่จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่ต่างๆ

องค์ประกอบทางกายภาพ มีผลต่อการเข้าถึง (อย่าง ร้านรวงที่ตั้งตลอดแนวถนนจะมีความน่าสนใจและปลอดภัยกว่าการเดินในที่จอดรถ ว่างๆ หรือ ผนังตึก) พอๆ กับการมองเห็น (ความสามารถในการมองเห็นได้ในระยะไกล)  ความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะย่อมมีการหมุนเวียนของรถที่มาจอดสูง และโดยข้อเท็จจริงก็สะดวกสำหรับการเดินทางโดยรถประจำทาง

ภาพ The Great Place ด้านหน้า Ferry Building Gallery  ภายใน Waterfront ทิศตะวันตกของแวนคูเวอร์

ที่มา : Vancouver’s North Shore Tourism: http://www.facebook.com/SmartGrowthThailand?ref=hl#!/photo.php?fbid=10151036470435706&set=a.10150632317935706.376578.20252110705&type=1&theater

ความสะดวก

ทัศนะต่อเรื่องความ ปลอดภัยและความสะอาด กลุ่มอาคารที่ได้รับการจัดระเบียบ และลักษณะของสถานที่ หรือ ความมีเสน่ห์ คือ องค์ประกอบที่ผู้คนทั่วไปใช้ในการตัดสินใจที่จะใช้ประโยชน์จากสถานที่นั้นๆ พอๆ กับองค์ประกอบที่จับต้องได้ อย่างเช่นที่นั่งที่สบายๆ ที่สำคัญก็คือ การให้โอกาสผู้ใช้ประโยชน์ได้เลือกที่จะนั่งในที่ที่เขาต้องการ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มักไม่ได้รับความใส่ใจ

การใช้ประโยชน์และกิจกรรม

อาจกล่าวได้ว่า กิจกรรมต่างๆ คือ อิฐที่ก่อตัวเป็นสถานที่หนึ่งๆ มันเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้คนมาในครั้งแรก และทำไมเขาถึงกลับมาอีกในภายหลัง มันทำให้สถานที่ต่างๆ มีความแตกต่างออกจากกัน

เมื่อไรที่ ไม่มีการจัดกิจกรรม สถานที่จะว่างๆ และไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจหมายถึงว่า ที่นั่นมีบางอย่างผิดปกติ (รูปหน้า 19)

ความเป็นกันเอง / ความรู้จักมักคุ้น

เมื่อไรที่ผู้ที่มา เยือน เห็นการทักทาย พูดคุยระหว่างเพื่อนบ้าน และความรู้สบายๆ ที่จะพูดคุยกับคนแปลกหน้า ซึ่งเรามีแนวโน้มที่จะรู้สึกได้ถึงความเป็นกันเองและความเป็นชุมชนของสถาน ที่ ซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมทางสังคมตามมา เรื่องเช่นนี้ทำให้เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก แต่มั่นใจเถอะว่ามันจะทำให้สถานที่นั้นประสบความสำเร็จ

ชมวีดีโอ

สรุป

กล่าวโดยสรุป ในตอนที่ 1 ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นความสำคัญของสถานที่สาธารณะในด้านต่างๆ ทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมสรุปปัจจัยที่สนับสนุนให้การปรับปรุงฟื้นฟูสถานที่สาธารณะประสบผล สำเร็จ  ในบทความตอนต่อไป ผู้เขียนจะได้ชี้ให้เห็นเกณฑ์และนโยบายในการวางผังออกแบบปรับปรุงสถานที่ให้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและของเมือง ซึ่งนักผังเมือง นักออกแบบชุมชนเมือง และภูมิสถาปนิก ตลอดจนผู้สนใจโดยทั่วไปสามารถติดตามอ่านได้

เอกสารอ้างอิง

Project for Public Spaces, What Makes a Successful Place?, Available from:

http://www.pps.org/reference/grplacefeat/,  September 18,2012

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 19, 2012 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

“Shaping Our Future: How Should Higher Education Help Us Create the Society We Want?”

Issue Book เล่มล่าสุด “อุดมศึกษาจะช่วยสร้างสังคมที่เราต้องการได้อย่างไร”?

Issue Book เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการะดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้สึก ประสบการณ์ และที่สำคัญ คือ ดึงความรับผิดชอบที่ปัจเจกจะมีต่อส่วนรวม ออกมาเป็น ปฏิบัติการร่วมกัน (common ground)

d/l ได้แล้ว http://www.nifi.org/detail.aspx?catID=11496&itemID=11502

หรือ ที่นี่ shaping_our_future_ig   ขนาด 474 KB (12 หน้าเท่านั้น)

 

ป้ายกำกับ: , ,

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ปรองดอง บนศพเกลื่อนกลาด

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2555)

 

ผมขอเดาว่า พ.ร.บ.ปรองดองผ่านสภาแน่ โดยร่างของ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นร่างหลัก อีกทั้งไม่เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งใหญ่ในสังคม หรือยังไม่เป็นเหตุให้เกิดในตอนนี้หรอก

หากผมเดาถูก ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ใครที่ติดตามสัญญาณทางการเมืองมา ก็คงเดาได้อย่างเดียวกัน พ.ร.บ.ปรองดองที่มุ่งจะเอาคุณทักษิณกลับประเทศ จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเจรจาต้าอวยกันก่อน อาศัยแต่เสียงข้างมากในสภาเพียงอย่างเดียว ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

เขาเจรจาต่อรองกันที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่มีสัญญาณที่ใครๆ ก็เห็นว่า ได้ตกลงกันถึงระดับที่พอใจแก่ทั้งสองฝ่ายแล้ว จู่ๆ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จะไปงานเลี้ยงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จัดขึ้น แสดงไมตรีตอบสนองกันให้สื่อได้เห็น จนแม้แต่เปิดบ้านต้อนรับการเข้าอวยพรในวันสงกรานต์แก่นายกฯยิ่งลักษณ์ และเมื่อเร็วๆ นี้ ยังพูดชมเชยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าเป็นคนดี ย่อมจะร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ทางฝ่ายเสื้อแดงก็หยุดโจมตีพลเอกเปรม แกนนำบางคนถึงกับพูดยกย่อง บางคนไม่ยกย่อง แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าเกมส์เปลี่ยนไปแล้ว วาทกรรมอำมาตย์-ไพร่ค่อนข้างเลือนรางลง

ในข้อตกลงกันนี้จะมีรายละเอียดอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่อยากเดาว่าคงต้องมีอย่างน้อยคือ

1/ คุณทักษิณกลับประเทศได้ ภาระทางคดีที่ดินรัชดานั้น จะได้รับการนิรโทษกรรม ส่วนคดีอื่นๆ ต้องว่ากันไปในแต่ละคดี ส่วนหนึ่งคงระงับการฟ้องร้อง (เพราะการถูกฟ้องร้องเป็นการกระทำที่เนื่องกับการยึดอำนาจ ในวันที่ 19 ก.ย.49) แต่คุณทักษิณจะไม่กลับเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก ตรงกับที่คุณทักษิณได้ให้สัมภาษณ์เองก่อนหน้านี้

ข้อตกลงนี้ อย่างน้อยก็ทำความมั่นใจแก่ผู้ที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณทักษิณว่า จะไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง อย่างน้อยก็โดยยังไม่ทันตั้งตัว ส่วนตำแหน่งที่ได้มาเพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เอาไว้ต่อสู้กันใน ส.ส.ร.ต่อไปข้างหน้า

2/ ในส่วนข้าราชการประจำที่สำคัญๆ และเป็นกำลังหลักของฝ่ายปฏิปักษ์คุณทักษิณ น่าจะทำความเข้าใจกันแล้วว่า จะไม่โยกย้ายจนกว่าจะครบอายุเกษียณอายุ

3/ เมื่อเลิกแล้วต่อคุณทักษิณ ก็หมายความว่าต้องเลิกแล้วต่อฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณด้วย โดยเฉพาะทหารที่สังหารหมู่ประชาชน รวมทั้งฝ่ายพันธมิตร ที่ได้ละเมิดกฎหมายมาก่อน ข้อนี้เห็นได้ชัดในร่าง พ.ร.บ.ปรองดองอยู่แล้ว

4/ ฝ่ายคุณทักษิณคงสัญญาว่า จะไม่ทำอะไรที่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิมในประเทศไทย โดยอีกฝ่ายหนึ่งก็จะยุติการตามล้างตามผลาญฝ่ายคุณทักษิณในทางกฎหมาย (เช่น ละเมิดกฎหมายอาญา ม.112) ด้วย แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงคนอื่นซึ่งไม่ใช่คู่กรณี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังมีหน้าที่ปราบปรามผู้ที่อาจสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิมนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่น่าหวาดระแวงว่าผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์, ม.112 หรือทำหนังทำละครที่ดูจะล้ำเส้น พวกนี้ต้องกำราบเอาไว้

เป็นอันว่า “ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไป” เพราะชนชั้นนำทั้งสองกลุ่มสามารถตกลงกันได้ในกติกาของความขัดแย้ง

อันที่จริง ชนชั้นนำไทยเคยขัดแย้งกันตลอดมา แต่ในที่สุดก็ตกลงกันได้ระดับหนึ่งเสมอ (หรือเกือบเสมอ หากไม่นับกรณีท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์) ที่เกิดการนองเลือดเป็นครั้งคราว ก็เพราะมีคนหน้าใหม่ซึ่งไม่ได้อยู่วงในของชนชั้นนำเสนอหน้าเข้ามาร่วมวง จึงต้องใช้วิธีรุนแรงซึ่งทำให้เกี้ยเซี้ยกันยาก

คนหน้าใหม่เหล่านี้ ที่จริงจะว่าเข้ามาเองก็ไม่เชิงทีเดียวนัก ส่วนหนึ่งของเขาได้รับการเชื้อเชิญให้เข้ามาโดยบางกลุ่มของชนชั้นนำ ดังเช่นการลุกฮือขึ้นของประชาชนในวันที่ 14 ต.ค.2516 แต่เครื่องมือที่ใช้จนสำเร็จภารกิจแล้ว ควรกลับไปอยู่ในกล่อง ไม่ใช่มีเสียงของตัวเอง หรือไปดึงคนหน้าใหม่อื่นๆ เข้ามาในวงมากขึ้น ฉะนั้น จึงต้องเกิด 6 ตุลา ให้น่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่า 14 ตุลาเสียอีก เช่นเดียวกับพฤษฎามหาโหดใน 2535

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเกี้ยเซี้ยของชนชั้นนำเริ่มจะควบคุมความขัดแย้งได้ยากขึ้น เพราะคนหน้าใหม่ที่ถูกดึงเข้ามาร่วมวงในการต่อสู้ (หรือเข้ามาเองก็ตาม) เริ่มมีจำนวนมากขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือหลากหลายขึ้นด้วย

ดังนั้น การเกี้ยเซี้ยครั้งนี้จึงต้องข้าม “ศพ” คนจำนวนมาก ทั้งที่หายใจไม่ได้แล้ว และศพที่ยังหายใจได้อยู่

92 ศพ (ข้อมูลบางแห่งว่าในปัจจุบันมีถึง 102 ศพเข้าไปแล้ว) ที่เสียชีวิตเนื่องจากการกระทำของรัฐใน 2553 ถูกข้ามไปหน้าตาเฉยอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ยังผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ก็ถูกข้ามไปเหมือนกัน

แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งยังไม่ได้เป็นศพ ก็ถูกข้ามไปเหมือนกัน แม้พยายามดิ้นรนขัดขวางไม่ให้ข้าม เขาก็ข้ามไปจนได้

พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลมา 2 ปี และโอกาสกู้หนี้อีกก้อนมหึมา ก็ยังอุตส่าห์แพ้การเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ถูกข้ามไปเหมือนกัน เพราะถูกพิจารณาว่าเป็น “ศพ” ในทางการเมืองไปเสียแล้ว ยิ่งเล่นการเมืองแบบโต้วาทีเช่นนี้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้น (หากจะมีโอกาสฟื้น) และถึงจะเปลี่ยนการแสดงเป็นปาหี่ ก็หาทำให้สถานการณ์ดีขึ้นไม่

แม้กระนั้น ศพทั้งสองก็มิได้ถูกกระทำย่ำยีอนาจาร เพราะ พ.ร.บ.ปรองดองได้นิรโทษกรรมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

สมาชิก นปช.ที่ต่อต้านอำนาจอันมาจากการรัฐประหาร และบางคนก็อาจสนับสนุนคุณทักษิณด้วย อย่างน้อยก็เชิงสัญลักษณ์ นี่ก็เป็น “ศพ” ที่ถูกข้ามไปจาก พ.ร.บ.ปรองดองเช่นกัน พวกเขาไม่ได้เสี่ยงชีวิตสู้เพื่อช่วยคุณทักษิณ แต่สู้เพื่อให้คุณทักษิณได้รับความยุติธรรม อย่างที่พวกเขาอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพความเป็นธรรม หากคุณทักษิณทำผิดกฎหมาย คุณทักษิณก็สมควรได้รับโทษตามกฎหมาย แต่กระบวนการทางกฎหมายที่จะเอาผิดกับคุณทักษิณ ต้องโปร่งใส, เป็นธรรม และให้โอกาสสู้คดีอย่างเต็มที่เท่าที่กฎหมายซึ่งยุติธรรม (อันเปรียบเทียบได้กับนานาอารยประเทศ) มอบให้

โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนปฏิรูปอะไรในโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมเลย คุณทักษิณก็จะเดินข้ามศพคนจำนวนมากกลับบ้าน ดังนั้น พวกเขาจึงเป็น “ศพ” อีกชนิดหนึ่งที่คุณทักษิณต้องก้าวข้าม (แล้วลืมพวกมันไป) เหมือนกัน

คนพวกนี้จะมีสักเท่าไร ผมตอบไม่ได้ แต่รู้แน่ว่ามีจำนวนมาก (อย่างน้อยก็มากกว่าศพพันธมิตรไม่เกิน 5,000 คนที่ชนชั้นนำได้ก้าวข้ามไปแล้ว) ผมประเมินจากปัจจัยสองสามอย่าง อาจารย์ธิดา ประธาน นปช.ในปัจจุบัน ซึ่งมีสามีเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทย ได้แสดงจุดยืนให้เห็นว่า ไม่อาจเห็นด้วยกับข้อเสนอนิรโทษกรรมทุกฝ่ายในร่าง พ.ร.บ.ปรองดองได้ วิทยุเสื้อแดงในจังหวัดที่ผมอยู่ระดมสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.เกือบ 24 ชั่วโมง เสียงสะท้อนของคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ออกมาในสื่อออนไลน์ และในการประชุมสัมมนาตามที่ต่างๆ รวมทั้งการกลับลำของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ถ้าคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก ก็ไม่ต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้

แต่คนพวกนี้ ทั้งที่อยู่ในพันธมิตร, ใน นปช. รวมกับคนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง เพราะคิดว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จะเป็นศพให้ข้ามไปเฉยๆ กระนั้นหรือ

ขออนุญาตใช้สำนวนของคุณ “ใบตองแห้ง” ที่ว่า คนเหล่านี้เป็นยักษ์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว (คงจะกลับลงขวดหรือตะเกียงอีกได้ยาก)

แต่ยักษ์ไม่ได้ตื่นเพียงเพราะเหตุการณ์ชุมนุมใน 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าพวกเขาถูกปลุกให้ตื่นจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมที่เกิดในเมืองไทยมากว่า 20 ปีแล้ว จากคนที่ไม่อินังขังขอบทางการเมือง กลายเป็นคนที่กระตือรือร้นจะมีส่วนร่วมทางการเมือง และเมื่อไม่มีพื้นที่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมได้มากกว่าหีบบัตรเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องใช้ท้องถนน

ผมไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่า การเคลื่อนไหวของยักษ์เหลืองยักษ์แดงเหล่านี้มีชนชั้นนำบางกลุ่มสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่พอหรอกครับ ไม่ว่าจะสนับสนุนอย่างไร ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยบางอย่างที่ช่วยให้เขาเลือกจะตอบสนองต่อการสนับสนุนนั้นด้วย ชนชั้นนำที่คิดว่า เมื่อตนถอนการสนับสนุน ยักษ์ก็ต้องกลับลงขวดหรือลงตะเกียงไปเอง ออกจะคิดตื้นและสั้นไปหน่อย

ผมเห็นด้วยกับคุณ “ใบตองแห้ง” ว่า ยักษ์ไม่กลับลงไปแน่ ไม่ว่าแกนนำจะถอดสีไปอย่างไร เสื้อแดงและเหลืองจำนวนหนึ่ง ย่อมกระเสือกกระสนที่จะมีพื้นที่ทางการเมืองของตนเองต่อไปอย่างแน่นอน แม้อาจต้องเปลี่ยนสีเสื้อไปตามสถานการณ์ก็ตาม

ร่าง พ.ร.บ.นี้จึงไม่นำไปสู่อะไรสักอย่างเดียว นอกจากเอาคุณทักษิณกลับบ้าน (อย่างสง่างามไม่มากไปกว่าการหลบเข้าเมืองสักเท่าไรนัก) ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ต่อไป แต่เมื่อขาดการสนับสนุนของชนชั้นนำ ก็อาจไม่บานปลายถึงขนาดยึดทำเนียบ-สนามบิน หรือยึดสี่แยกราชประสงค์ ที่สำคัญก็คือร่าง พ.ร.บ.ไม่ได้สร้างเงื่อนไขใหม่ และกติกาใหม่ สำหรับเปิดให้ความขัดแย้งสามารถดำเนินไปได้ โดยไม่กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ชนชั้นนำเกี้ยเซี้ยกันได้อีกครั้งหนึ่ง บนซากศพนานาชนิดอย่างเคย แต่ครั้งนี้จะไม่สามารถผัดผ่อนความขัดแย้งระดับรากฐานในสังคมได้เสียแล้ว ในที่สุด เมื่อชนชั้นนำลงมาหาประโยชน์จากความขัดแย้ง ก็จะกลับไปสู่การนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1338801149&grpid=03&catid=&subcatid=

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 4, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

เสวนาปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ ถึงเวลาสามัญชนลุกยืนตัวตรง

27 พ.ค. 2555 นักวิชาการผู้ร่วมรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, นิธิ เอียวศรีวงศ์, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และพวงทอง ภวัครพันธุ์ ร่วมเสวนาหัวข้อปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาธรรมศาสตร์ ในโอกาสปิดการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังจากดำเนินต่อเนื่องมาทั้งสิ้น 112 วัน โดยมีจำนวนประชาชนเข้าร่วมลงชื่อทั้งสิ้น 39,185 คน

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มาตรา 112- พ.ศ. 2475 จุดร่วมมุมมองแตกต่าง ความเปลี่ยนแปลงบนเหรียญสองด้าน หัว-ก้อย

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มธ. กล่าวว่า ได้ปรับทุกข์กับอาจารย์นิธิว่าคนวัยเราไม่น่าจะต้องมาอยู่กับนักวิชาการรุ่น ใหม่แล้ว แต่เมื่อได้ทบทวนสถานการณ์และบทบาทของตนเองในฐานะนักวิชาการและปัญญาชนแล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าร่วม จากนั้นได้กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ไทยกับมาตรฐานสากลและกฎหมายหมิ่นมาตรา 112

จากการศึกษาและการสอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองสยามประเทศไทยมาเป็นเวลา นานหลายสิบปี ขณะนี้สังคมและประชาชนคนไทยเผชิญปัญหาที่ท้าทายอย่างยิ่ง คล้ายปี 2475 ในเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่ถ้ามองจากเหรียญด้านหัวของคณะเจ้าก็กล่าวได้ว่าคณะราษฎรใจร้อนชิงสุกก่อน ห่าม แต่ถ้ามองจากเหรีญด้านก้อยก็จะเห็นว่าคณะเจ้านั่นเองที่ล่าช้า อืดอาดไม่ทันโลก

จากการปฏิรูปการปกครองของรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 ทดลองดุสิตธานี รัชกาลที่ 7 ให้ที่ปรึกษาต่างชาติร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่มีการมอบรัฐธรรมนูญเสียที จึงจำเป็นต้องมีการปฏิวัติ 24 มิ.ย. 2475

เราจะสามารถปฏิรูปและแก้ไขกฎหมายหมิ่น ม. 112 ได้ทันท่วงทีกับสถานการณ์ภายในและสังคมระหว่างประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเหรียญด้านหัว-ก้อย กลุ่มอำนาจเดิมกับอำนาจใหม่

โดยชาญวิทย์กล่าวว่า ได้พบการชี้ถึงปัญหา ม.112 ในหนังสือล่าสุดที่ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นบรรณาธิการ คือ King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work

ในหนังสือเล่มดังกล่าวมีอยู่บทหนึ่งที่พูดเรื่องกฎหมายหมิ่น กล่าวว่า จากพ.ศ. 2536-2547 เป็นเวลา 11 ปี จำนวนคดีหมิ่นใหม่ๆ ลดลงครึ่งหนึ่ง และไม่มีคดีหมิ่นเลยในปี 2545 ซึ่งน่าจะเป็นยุคต้นของรัฐบาลทักษิณ อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมาเร็วๆ นี้จำนวนคดีหมิ่นที่เข้ามาสู่ระบบศาลไทยเพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต ปี 2552 สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ (เป็นปีเดียวกับที่มีปัญหามรดกโลกและเขาพระวิหาร)

นอกจากนั้นยังมีการขยายความว่ากฎหมายหมิ่นของไทยนั้นมีโทษรุนแรงที่สุดใน รอบหนึ่งร้อยปี โทษขั้นต่ำของไทยเท่ากับโทษสูงสุดของจอร์แดน และสูงกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับในยุโรป ทำให้ราชอาณาจักรไทยในสมัยปัจจุบันมีคดีหมิ่นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ โลกเช่นเดียวกัน ข้อความนี้มาจากหนังสือ King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work

ข้อมูลเชิงประจักษ์จากหนังสือเล่มนี้น่าจะเพียงพอที่ทำให้ท่านทั้งหลายจะ ต้องนำมาพิจารณาเพื่อปฏิรูป ปรับปรุงแก้ไข โดยไม่ต้องพูดถึงอดีตที่ค้างคา รวมถึงคดีอากงที่เสียชีวิตไปแล้วในคุก

ทั้งนี้ข้อเสนอของครก. 112 คณะนิติราษฎร์ และกลุ่มสันติประชาธรรม คนหนุ่มสาว กวี และประชาชนหากสามารถผลักดันให้ผ่านสภา มี ส.ส. ส.ว. ที่มีทัศนะกว้างไกล มีความกล้าหาญทางจริยธรรมทางการเมือง รับลูกที่จะดำเนินการต่อในกรอบของกฎหมาย และกรอบรัฐธรรมนูญ ก็จะช่วยให้สังคมไทยมีสันติสุข และทำให้สถาบันกษัตริย์มั่นคงสถาพร และที่สำคัญคือได้มาตรฐานสากล ดังเช่นนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักรและยุโปรตะวันตก ไม่ทำให้สถาบันอ่อนแอและล่มสลายอย่างในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกและเอเชียใต้

จากการศึกษาทางวิชาการพบว่าสหราชอาณาจักรและยุโรปตะวันออก อาจจะรวมหรือไม่รวมญี่ปุ่นที่แพ้สงคราม ต่างก็มีสถาบันกษัตริย์ที่มั่นคงเพราะได้ปฏิรูปให้เป็นสถาบันที่ให้พระคุณ กอปรด้วยเมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา มากกว่าการใช้พระเดช ที่ข่มขู่ด้วยคุกตาราง ทำให้เกิดความกลัว

เราได้เห็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับ ปรีดี พนมยงค์ เหยื่อคดีสวรรคต ร. 8 เหยื่อพฤษภาอำมหิต หรือเหตุการณ์ที่เกิดกับผู้คนชนบท ชายแดนห่างไกลที่ห่างไกลจากคนที่อยู่ในเมืองหลวง

บรรดาอารยะประเทศในยุโรปตะวันตก ส่วนใหญ่ก็มีกฎหมายหมิ่น แต่การบังคับใช้ไม่สาหัสสากรรจ์และพร่ำเพรื่อ และไม่ปล่อยให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ถ้าเราจะรักษาสถาบันประชาธิปไตยให้ควบคู่กับการรักษาสถาบันกษัตริย์ต้อง ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นมาตรา 112 ดูประเทศที่สถาบันกษัตริย์อยู่ควบคู่กับสถาบันประชาธิปไตย และหนีไม่พ้นต้องดูแบบประเทศอังกฤษที่เราเลียนแบบมาแม้แต่คำขวัญ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หรือแม้แต่เพลงสรรเสริญพระบารมี ในสมัยรัชกาลที่ 4 เครื่องราชย์ฯ การถอนสายบัว นานานัปการ มาจากอังกฤษที่เป็นมาตรฐานสากลของสถาบันกษัตริย์และประชาธิปไตยซึ่งทำให้ รักษาสถาบันกษัตริยไว้ได้ ไม่ใช่ทำให้สถาบันกษัตริย์ขัดแย้งกับสถาบันประชาธิปไตย

สังคมไทยถึงจุดที่กำลังถูกท้าทายอย่างมาก เราต้องไม่ฝืนกระแสโลก ยิ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีการสื่อสารรวดเร็ว การบอกว่าประเทศเราไม่ควรนำไปเปรียบกับสังคมโลก แน่นอนแม้เราจะมีลักษณะพิเศษแต่เราก็อยูในสังคมโลก ถามว่าประเทศส่วนใหญ่ 15 หรือ 30 ประเทศเป็นสถาบันกษัตริย์ ที่เหลืออีก 85 เปอร์เซ็นต์เป็นระบบประธานาธิบดี

ถ้าเราทำให้สถาบันกษัตริย์กับสถาบันประชาธิปไตยขัดแย้งกัน จะทำให้สังคมเรามีปัญหาแน่ๆ แต่ถ้าทำให้อยู่ร่วมกันได้ก็จะไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้น หลายครั้งไม่ว่าจะเป็น 14 ต.ค.2516, 6 ต.ค.2519 พฤษภาคม 2535 ทั้งนี้ ไม่ใช่พฤษภาทมิฬ “ทมิฬ” ที่เป็นผู้สร้างอารยธรรม ทมิฬไม่เกี่ยวอะไรกับราชดำเนินและราชประสงค์เลย ดังนั้นขอให้ยกเลิกคำว่าทมิฬ

ท้ายสุดก็ค่อนข้างเป็นห่วงว่าการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นนี้น่าจะยากเย็นเพราะ มีอำนาจเดิมที่เต็มไปด้วยนโมหะและอวิชชาสูงมาก ส่วนพลังใหม่ อำนาจใหม่ก็มีทั้งที่เฉื่อยชา เมินเฉย ได้ดีแล้วทำเป็นวัวลืมตีน บางคนเกี๊ยะเซี๊ยะ บางคนมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในสังคมชั้นสูงที่ผมจำเป็นต้องพบปะเป็นครั้งคราว คุยทีไรก็บอกเห็นด้วยกับเรื่องการแก้ไขนี้ แต่น้อยคนที่จะกล้าพูดในที่สาธารณะ แสดงความคิดเห็นขีดเขียนเพื่อสังคม ผมจึงเห็นว่าถ้าเป็นอย่างนี้ก็มีโอกาสที่สังคมนี้จะแตกหักไปสู่การนองเลือด เหมือน พ.ค. 53 เกิดกาลียุคดังที่ปรากฏในเพลงยาวพยากรณ์ และบนหน้าบรรณปราสาทเขาพนมรุ้ง เขาพระวิหาร

สังคมไทยเรายังพอมีโอกาสปลดล็อกเงื่อนไขกาลียุคหรือนองเลือดได้ แต่ก็ต้องการผู้มีความกล้าหาญทางจริยธรรมสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ใน ปีกพลังอำนาจเดิม

การปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของสากลโลกใช้คนไม่มากเพียงสิบเพียงร้อย ที่จะก้าวมาเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลง และต้องได้รับความสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ที่เป็นตัวจริงของจริง ณ บัดนี้ สังคมสยามประเทศเรามีตัวจริงของจริงจำนวนไม่น้อย มีประชาชนที่หลากหลายจำนวนมากมายมหาศาลทั้งในกรุง ในชนบท อย่างไม่เคยเกิดมาก่อน ที่พร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายหมิ่น มาตรา 112 ที่จะให้สถาบันกษัตริย์อยู่ร่วมกับประชาธิปไตยได้อย่างสงบสันติ เสมอภาค ภราดรภาพ ตามเจตนารมณ์ของการปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิ.ย. 2475 และการปฏิวัติประชาชน 14 ต.ค. 2516

“คบเพลิงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อศักดิ์ศรีควาเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันได้ส่งต่อมายังประชาชนรุ่นเรา ท่าน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่า 14 ต.ค. 2516 กลางเก่ากลางใหม่-พ.ค. 2535 หรือรุ่นล่าสุด เม.ย.-พ.ค. 2553” ชาญวิทย์กล่าวในที่สุด

 

นิธิ เอียวศรีวงศ์: หกสิบกว่าปีที่ยาวนานมากที่สถาบันกษัตริย์ควบคุม เลือกการปรับตัวได้ แต่คราวนี้ไม่ใช่ มีคนหน้าไพร่ๆ อย่างพวกเราเข้ามาขอมีส่วนบ้าง

หากอยากพูดเรื่องการปรับปรุงสถาบันกษัตริย์ ก็คงต้องใช้สติอย่างเต็มที่ในการอภิปรายอย่างระมัดระวัง เรื่องนี้น่าเศร้าไม่ใช่เรื่องน่าขำ เราอยู่ในอาณาจักรไรซ์ที่3 หรือโซเวียตกันแน่ ผมคาดว่าในฐานะคนที่มีลูกมีหลานที่จะต้องมีชีวีตอยู่ในประเทศนี้ต่อไปมันน่า เศร้ามากๆ เพราะโซเวียตได้ล่มสลายไปแล้ว

เราได้ยินเสมอมาว่าสถาบันกษัตริย์ไทยดำรงอยู่มาตั้งแต่ก่อนสุโขทัยถึงบัด นี้โดยไม่เปลี่ยนแปลง ผมอยากถามว่าคุณบ้าหรือเปล่าเพราะไม่มีสถาบันใดในโลกนี้ที่ดำรงอยู่ได้โดย ไม่ปรับเปลี่ยน แม้แต่ตัวเราเองก็ต้องปรับเปลี่ยน โดยคนอื่นเปลี่ยนแปลงเราบ้างหรือเปลี่ยนโดยเรานึกได้แล้วปรับตัวเองบ้าง ดังนั้นสถาบันอะไรก็แล้วแต่ในโลกนี้ต้องถูกเปลี่ยนเสมอ ไม่เช่นนั้นก็อยูไม่ได้

ย้อนกลับมาที่สถาบันกษัตริย์ไทยใน 100-200 กว่าปีที่ผ่านมา มีวิกฤตหลายครั้งที่สถาบันต้องชิงปรับตัวเอง การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของสถาบันในการสถาปนาอำนาจสูงสุดและเด็ดขาดเหนือขุน นางทั้งส่วนกลางและภูมิภาค และเหนือพระ ให้ต้องอยู่ใต้อำนาจอาณัติบัญชาของการเมือง

ความล้มเหลวครั้งสำคัญก็คือ การเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตย รัชกาลที่ 7 ก็คิดว่าจะตั้งนายกฯ แต่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ก็บอกว่าจะตั้งไปทำไม ถ้าตั้งนายกฯ เขาก็ด่านายกฯ แทนท่าน เพราะท่านเป็นคนตั้งนายกฯ ไปบอกให้ฝรั่งเขียนรัฐธรรมนูญแล้วก็ไม่กล้าประกาศ ไม่ทันการณ์ตลอดเวลา ผลจึงเกิด 2475 หลังจากนั้นฝ่ายสถาบันกษัตริย์ที่ไม่ได้หมายถึงกษัตริย์องค์เดียว แต่หมายถึงเจ้านายทั้งหลายก็พยายามทุกวิถีทาง เช่น อยู่ๆ นายกฯ ประกาศปิดสภา ทั้งๆ ที่อยู่ในสมัยประชุม ง่ายๆ คือรัฐประหารโดยมีพระปรมาภิไธย รัชกาลที่ 7 รับรองการรัฐประหารนั้นเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นเกิดกบฏบวรเดช ซึ่งหลักฐานชัดเจนมากขึ้นว่าอย่างน้อย รัชกาลที่ 7 ทรงรู้เห็นมาก่อน และไม่ได้เตือนรัฐบาลว่าจะเกิดการรัฐประหาร ช่วงเวลาดังกล่าวที่ความพยายามที่จะชิงอำนาจกลับคืนมา ถือว่าเป็นความพยายามปรับตัวแต่ไม่สำเร็จ

หลังจากปี 2476-2490 เป็นครั้งแรกที่สถาบันกษัตริย์ถูกปรับตัวโดยคนอื่น คนอื่นบังคับให้ต้องปรับ มีรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดของประเทศไทย พ.ศ. 2489 ที่ร่างขึ้นโดยสถาบันกษัตริย์ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ก่อนหน้านั้นเข้ามาเกี่ยวข้องเกือบจะหลายๆ มาตราด้วยซ้ำไป ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ฝ่ายสถาบันกษัตริย์ที่ประกอบด้วยเจ้านายหลาย พระองค์ ขุนนางและนายทุนที่ได้รับเงินกู้จากพระคลังข้างที่  หมดกำลังอย่างสิ้นเชิง

การเคลื่อนไหวเพื่อแก้มาตรา 112 เป็นเวลาอันเหมาะสมที่ อ.ชาญวิทย์กล่าวว่าสถาบันกษัตริย์ต้องปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และผมเชื่อว่าผู้ใหญ่ที่ อ.ชาญวิทย์พูดว่า “เห็นด้วยๆ” นี่ เขาเห็นด้วยจากใจจริง แต่ปัญหาคือใครจะเป็นคนปรับ เพราะนี่เป็นครั้งแรกของความเคลื่อนไหวในสังคมไทยหลัง พ.ศ. 2476-2490 ที่คนหน้าตาไพร่ๆ อย่างพวกเรามีส่วนร่วมในการปรับ และสิ่งนี้ต่างหาก ท่าทีอันนี้ต่างหากเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เพราะจากช่วงเวลา พ.ศ. 2476-2490  ก็ 60 กว่าปีที่ยาวนานมากที่สถาบันกษัตริย์ควบคุม เลือกการปรับตัวได้ แต่คราวนี้ไม่ใช่ มีคนหน้าไพร่ๆ อย่างพวกเราเข้ามาขอมีส่วนบ้าง กรณีที่อ.เวรเจตน์โดนชกไม่ใช่เรื่องเล็กไม่ใช่เรื่องคนดีคนเลว แต่เพราะท่าทีที่บังอาจถึงขนาดที่จะเป็นผู้หนึ่งที่จะปรับเปลี่ยนสถาบันกษัต ิย์ อันนี้ต่างหากที่เขารับไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่พวกเราต้องรับต่อไป อาจจะไม่ใช่กำปั้นโดยตรง แต่เราทุกคนจะต้องโดนอย่างเดียวกับที่อ.วรเจตน์โดน เพราะคุณกำลังทำสิ่งที่มันท้าทายต่ออำนาจที่ดำรงอย่างค่อนข้างยืนนานใน ประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา ไม่มีหนทางเรียบง่ายหรือสบาย อะไรจะเกิดก็ต้องพร้อมยอมรับมัน

วรเจตน์ ภาคีรัตน์: ปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ คือสัญญาณว่าสามัญชนกำลังจะลุกขึ้นยืนตัวตรง

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวว่า การเกิดปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากมีสัญญาณชัดเจนว่าประชาชนสามัญชนกำลังจะลุกขึ้นยืนตัว ตรง และความพยายามนี้หลายคนยังรับไม่ได้ อย่างที่อ.นิธิได้กล่าวมา ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 15 ม.ค.55 ที่ผ่านมาเขาได้นั่งอยู่บนเวทีนี้และอธิบายตัวร่างแก้ไขมาตรา 112 โดยหวังว่าคนที่ไม่เข้าใจจะเปิดใจรับฟัง เมื่อย้อนรำลึกกลับไป หลัง 15 ม.ค. สัก 1 สัปดาห์ก็ยังไม่เป็นข่าวใหญ่  แต่เริ่มเป็นข่าวเพราะว่าหนังสือพิมพ์ไปเสนอเรื่องนิติราษฎร์เสนอให้ กษัตริย์ต้องสาบานตนว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอเรื่องกษัตริย์ไม่ควรมีพระราชดำรัสสด จากนั้นกระแสข่าวก็โหมโจมตีคณะนิติราษฎร์อย่างรุนแรง และทำให้ 112 ได้รับรู้สู่สังคมวงกว้างขึ้น

วรเจตน์กล่าวว่าเมื่อเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เข้าสู่ความรับรู้ของสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาที่ตัวเขาค่อนข้างมาก และแม้ทางเดินจะยาวก็ต้องเดินต่อไป สำหรับวันนี้เป็นจุดที่น่าดีใจที่มีรายชื่อเพียงพอ และเมื่อประชาชนพยายามลุกขึ้นยืนแล้วก็ต้องยืนให้ได้ ยืนให้ตรง และการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ต่อสภา ต่อเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน

“คำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยคือว่ามันจะประสบความสำเร็จไหม ผมคิดว่าเราหลายคนในที่นี้ก็รู้แก้ใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เรากำลังพยายามพูดถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมไทย 112 เป็นประเด็นที่สาธารณชนต้องพูดถึงต่อไป ท่าทีของนักการเมืองนั้นเห็นอยู่แล้วว่าไม่ประสงค์จะแก้ไข พรรคที่เป็นรัฐบาลก็ปฏิเสธการแก้ไขอย่างเด็ดขาด หลายคนก็สงสัยว่าแล้วจะทำไปทำไม เพราะโอกาสที่จะผ่านสภาคงมีไม่มาก ผมเรียนว่าความสำเร็จนั้นเป็นคนละเรื่องกับความพยายาม เราพยายาม ความสำเร็จเป็นเรื่องในอนาคต ผมรู้สึกว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ผมรู้สึกว่าอาจจะช้าเกินไปแล้ว หรืออาจจะสายเกินไปแล้ว แต่ว่าแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่ฝ่ายชนชั้นนำควรต้องประเมินว่าความรู้สึกของคนในสังคมได้ เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วในกระแสโลกาภิวัตน์ การปรับตัวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

“มาตรา 112 คงเป็นอุปสรรคสำคัญอันหนึ่งทำให้การทำงานทางวิชาการเป็นไปได้ยากลำบาก โอกาสที่พัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าก็ไม่ง่าย โอกาสที่จะแก้ไขหรือปฏิรูปหรือยกเลิกเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ใช่แค่เรื่องนัก โทษที่เป็นลำดับแรกที่เราคำนึงถึง แต่รวมถึงการพัฒนาประเทศในอนาคตต่อไปด้วย ตลอดระยะเวลา 112 วันผมเฝ้ารอคอยการโต้เถียงอย่างเป็นอารยะจากฝ่ายที่เห็นว่ามาตรา 112 ควรดำรงอยู่ต่อไป ทุกครั้งที่มีจดหมายมาถึงผม ผมหวังว่าจะได้เห็นความเห็นที่แตกต่างอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ 112 วันผ่านไป ผมไม่พบความเห็นที่เป็นเหตุเป็นผลทั้งในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว ว่าทำไม 112 จึงแก้ไม่ได้”

วรเจตน์กล่าวว่าข้อโต้แย้งที่มักพบคือกฎหมายนี้มีมานานแล้ว ซึ่งจริงๆ กฎหมายมาตรานี้มีปัญหาอย่างน้อยที่สุดในทางหลักการ และทางทฤษฎี และมีคนได้รับความเดือดร้อนจริงๆ จึงไม่สามารถปฏิเสธปัญหาของมาตรานี้อีกต่อไป

“ผมคิดว่าวันนี้การเมืองไทยมาถึงทางแยกที่สำคัญ ปรากฏการณ์ 112 จะเป็นปัจจัยสำคัญ มีหลายคนที่ผมคิดว่าเขาอยู่ใกล้ผม แต่เมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้เขาอยู่ห่างจากผมมาก แต่บางคนในความมืด ผมไม่เคยคิดว่าเขาอยูใกล้ผม ผมก็พบว่าเขาอยู่ใกล้ๆ ผมนี่เอง”

ถึงทางแยก 112 vs ปรองดอง จะเดินต่อบนหนทางประชาธิปไตย หรือจะแยกไปเส้นทางอื่น

วรเจตน์กล่าวว่า ความพยายามเสนอเรื่องนี้ด้วยใจบริสุทธ์และซื่อตรงนี้อาจจะสร้างความขุ่น เคืองใจขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการเมืองอาจจะประเมินเรื่องเหล่านี้ต่ำเกินไป ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นวันนี้จะละเลยเรื่อง 112 ไม่ได้ อำนาจไม่ได้อยู่ในมือชนชั้นนำไม่กี่คนอีกต่อไปแล้ว แม้แต่หมู่คนเสื้อแดงด้วยกันเอง อำนาจของพ.ต.ท.ทักษิณที่มีต่อการชี้ประเด็นต่างๆ นั้นอาจจะไม่เพียงพอ เมื่อพูดถึง 112 ตอนนี้สังคมไปไกลมากแล้วและดำเนินมาถึงทางแยกสำคัญ หลังจาก 29 พ.ค. นี้ที่เสนอต่อสภา ก็คงตามมาด้วยพ.รบ.ปรองดอง สองเรื่องนี้เมื่อรวมกันเข้าก็แยกคนออกว่าใครจะเดินต่อไปบนเส้นทาง ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ใครจะเดินไปบนเส้นทางอื่น ซึ่งก็ยากที่จะเดินร่วมกันไปได้ ที่สุดต้องตัดสินใจ จำนวนคนที่เดินไปในทางนี้อาจจะไม่มาก แต่คงจะมากขึ้นเป็นลำดับ โดยส่วนตัวผมเองอยากจะขอบคุณหลายคนที่สร้างปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ขึ้นมา ท่านหนึ่งที่ผมอยากจะเอ่ยคือ อาจารย์สมศักดิ์ [เจียมธีรสกุล] ที่ได้แสดงความเป็นห่วง แม้ความเห็นจะแตกต่างกัน แต่ท่านเป็นคนหนึ่งที่ทำให้การอภิปรายเรื่องนี้มีวิตชีวาในหมู่นักวิชาการ ทั่วไป ผมได้รับกำลังใจจากคนจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่ในจุดที่นำในทางความคิดในลักษณะแบบนี้ แต่ผมเชื่อว่าความคิดนี้ได้เข้ามาสู่สังคมแล้ว และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะขยายออกไป

“การรณรงค์เรื่องนี้คงไม่สำเร็จในเร็ววัน กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องจะต้องดำเนินต่อไป จากนี้ถ้าใครด่าผม ผมอาจจะทำข้อสอบปรนัย 10 ข้อ ถ้าผ่านก็มีสิทธิด่าผมได้ แต่ถ้าไม่ผ่านก็อยากให้ไปทำความเข้าใจเสียก่อน แล้วค่อยมาด่าต่อไป”

“เราพยายามลุกขึ้นยืนตรง และเรายืนตรงคนเดียวไม่พอ เราต้องพยายามชวนคนในสังคมให้ลุกขึ้น มีคนจำนวนไม่น้อยพอใจที่จะนั่งพับเพียบต่อไป เราอาจจะต้องบอกกับเขาว่านั่งพับเพียบนานๆ มันเมื่อย และอธิบายให้เขาเข้าใจถึงการยืนตัวตรง และในที่สุดปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์จะได้เปลี่ยนสังคมไทย ปรับทัศนะสถาบันกษัตริย์ ศาล และกองทัพให้อยู่ร่วมกันได้โดยสันติและปลดวงจรความสูญเสียเสียที”

วรเจตน์กล่าวถึงข้อกล่าวหาว่าการแก้ไขมาตรา 112 จะทำให้คนด่าเจ้าได้โดยอิสระนั้น เขาเห็นว่าการเปิดโอกาสให้คนได้วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตจะลดทอนอารมณ์เช่น นั้นออกไป เหมือนรูระบายให้แก่กาน้ำที่กำลังเดือด และเขาย้ำว่า การแก้ไขมาตรา 112 ในเวลานี้อาจจะช้าเกินไปแล้วด้วย

 

ถาม-ตอบ

 ถาม  กษัตริย์มาจากการเลือกตั้งได้หรือไม่

วรเจตน์: ปกติเราอธิบายว่ากษัตริย์มาจากการสืบสันตติวงศ์ แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งก็จะเป็นประธานาธิบดี ไม่ใช่ราชอาณาจักรแล้ว แต่มีกรณีที่กษัตริย์มาจากการเลือกได้ เป็นการเลือกในหมู่ราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายมา แต่ที่มาจากประชาชนไปลงคะแนน ระบอบแบบนี้ไม่มีอยู่เพราะระบอบกษัตริย์ใช้ระบบการสืบสันตติวงศ์ และจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีปัญหาตลอดเวลาที่มีการเปลี่ยนรัฐเข้าสู่รัฐ สมัยใหม่

ถาม กษัตริย์ไม่รับรองการรัฐประหารได้ไหม

วรเจตน์: ท่านคิดว่าได้หรือไม่ ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ขอตอบว่าในประเทศสเปนเคยมีกรณีกษัตริย์ไม่รับรองการรัฐประหาร แต่ถ้าพูดกันทางหลักการ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสุ่มเสี่ยง โดยกษัตริย์สเปนถือว่ามีหน้าที่ต้องพิทักษ์รัฐธรรนูญและนี่เป็นเหตุผลอัน หนึ่งที่นิติราษฎร์เสนอว่าก่อนขึ้นครองราชย์ให้กษัตริย์ปฏิญาณ หรือแสดงออกว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อแสดงให้เห็นว่า ประมุขของชาติ รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระองค์พิทักษ์รัฐธรรทนูญไว้ ต่อมาเมื่อทหารคิดจะทำรัฐประหารจะไปกำหนดให้พระมหากษัตริย์ ลงนามก็ทำให้กษัตริย์ต้องทรงฝ่าฝืนคำปฏิญาณ ผมตอบได้เท่านี้

ถาม กษัตริย์มาจากสามัญชนได้ไหม

ชาญวิทย์:  ต้องตอบด้วยวิชาประวัติศาสตร์ เพราะถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์ก็เหมือนตาบอดข้างหนึ่ง แต่ถ้าเชื่อประวัติศาสตร์ฉบับกระทรวงศึกษาธิการก็ตาบอดสองข้าง คำถามนี้ ถ้าดูประวัติศาสตร์ ก็ต้องตอบแบบ น.ม.ส. ว่า “อันผู้ดีมีมาแต่ไหนแน่ สืบไปแน่แท้ก็คือไพร่” จักรพรรดินโปเลียนที่สถาปนาพระองค์ขึ้นมายิ่งใหญ่มาก ก็มาจากสามัญชน

สมเด็จพระเจ้าตากสิน พระเจ้ากรุงธนบุรี พระพุทธยอดฟ้ารัชกาลที่ 1 คือต้องเริ่มต้นจากเป็นสามัญชนทั้งนั้น เพียงแต่ว่าโลกในอดีต โลกสมัยเก่าสามารถสถาปนาราชวงศ์ใหม่ได้ แต่ปัจจุบันโลกสมัยใหม่เป็นไปไม่ได้แล้ว โลกสมัยใหม่ไม่สามารถมีราชวงศ์ใหม่ๆ ได้ ล่าสุดไม่กี่สิบปีนี้ที่อังกฤษสถาปนาให้เป็นกษัตริย์ในตะวันออกกลาง เดิมเป็นหัวหน้าเผ่าเล็กๆ เช่นซาอุดิอาระเบีย จอร์แดน สวาซิแลนด์ เลโซโธ เป็นต้น

ปัจจุบันถ้าดูสถิติจากบทความที่เกษียร เตชะพีระ แปลจากงานของเบน แอนเดอร์สัน ก็จะมีรายชื่อสถาบันกษัตริย์อยู่ราว 27-30 ประเทศ เป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของสหประชาชาติ ที่ปัจจุบันมีสมาชิก 193 ประเทศ

โดยชาญวิทย์กล่าวว่าปัจจุบันนี้โลกไม่ยอมรับราชวงศ์ใหม่ๆ แล้ว ที่จะมีผู้ปกครองโดยคนๆ เดียว

ถาม อาจารย์นิธิคิดอย่างไรกับ พ.ร.บ. ปรองดอง

นิธิ: ขอตอบสั้นๆ ว่าไม่เห็นด้วย แต่เมื่อถามว่าความเป็นไปได้ในทางการเมือง จะปลดปล่อยผู้กระทำผิดสังหารประชาชน เราจะต่อต้านอย่างไร ก็สารภาพว่าตันมากๆ แต่แน่นอนจะไม่ไปร่วมกับพธม. ในการต่อต้าน ขณะที่เราต้องการพลังในการที่จะควบคุมนักการเมืองไว้ต่อไปให้ได้ ฉะนั้นก็ตอบไม่ได้

และคิดว่าประชาชนเล่นการเมืองเรื่องการเลือกตั้งน้อยเกินไป เราต้องคิดให้ดีว่าเราจะใช้การหย่อนบัตรเพื่อคุมนักการเมืองอย่างไร นักการเมืองส่วนใหญ่เลวทั้งนั้น แต่เราอย่าเกลียดคนเลว คนดีที่คุมไม่ได้อันตรายกว่าคนเลว ปัญหาของเราคือต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำสร้างองค์กรและขบวนการที่ประชาชนอย่างเราสามารถคุมคนชั่วได้ และหนึ่งในการคุมคนชั่วก็คือมีการเลือกตั้ง เราต้องกลับมาคิดเรื่องนี้ให้ดีว่าทำอย่างไรจะคุมนักการเมืองได้

ประเด็นที่สอง เป็นความจริงที่ว่าทุกราชวงศ์ในโลกนี้กลัว ไม่ว่าราชวงศ์ใดก็แล้วแต่ถ้าคุณพบว่าเลิกไปล้มไปก็จะไม่เกิดราชวงศ์ใหม่อีก พูดง่ายๆ ก็คือตัวระบบมันอยู่ไม่ได้อีกแล้วในโลกปัจจุบันนี้ และความรู้อันนี้ผมคิดว่าสำหรับเราประชาชนไม่ได้สนใจเท่าไร แต่สำหรับคนที่อยู่ในราชวงศ์เขารู้ดี และเขารู้ดีนี่แหละที่น่ากลัว

นิธิกล่าวถึงฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องควีนส์ กรณีท่าทีของราชวังต่อการตายของเลดี้ไดอานา หลังจากที่รัฐบาลบอกร้อยแปดว่าไดอานานั้นมีคนรักมาก คนเริ่มออกมารำลึก วางดอกไม้ไว้อาลัย แล้วราชวังจะยังเฉยอยู่ไม่ได้ ที่สุดแล้วรัฐบาลก็ถวายคำแนะนำแนวทางปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่าในสังคมประชาธิปไตย อำนาจจะงัดกันไปมา แต่ที่สุดแล้วต้องมีอำนาจหนึ่งที่เป็นสุดยอดที่จะตัดสินและผู้มีอำนาจนั้นก็ คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่แทนที่จะเป็นคำสั่งก็เป็นการถวายคำแนะนำให้ปฏิบัติ

นิธิกล่าวว่า มีนักวิชาการรายหนึ่งอธิบายว่า ก่อน 24 มิ.ย. อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ หลัง 24 มิ.ย. อำนาจธิปไตยกลับมาเป็นของประชาชน ทำให้หลังรัฐประหารอำนาจคืนมาสูกษัตริย์นี่ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหาร แต่จริงๆ แล้ว  24 มิ.ย 2475 ร. 7 ได้ลงพระนามในฐานะพระมหากษัตริย์ไทยรับรองว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เป็นการผูกมัดกษัตริย์ทุกพระองค์

http://prachatai3.info/journal/2012/05/40703

 
 

ป้ายกำกับ: , , ,

นักวิชาการญี่ปุ่นชี้ “เสื้อแดง” กำลังสร้าง “ชาติใหม่” ด่าปัญญาชนไทยยกย่อง “ชนชั้นกลาง” เกินจริง

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเวทีอภิปราย  “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” โดยมีการนำเสนอบทความจากโครงการวิจัย “พัฒนาการจิตสำนึกและขบวนการทางการเมืองของชาวเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” ของอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศ.ทามาดะ โยชิฟูมิ แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในผู้วิจารณ์งานวิจัยชุดนี้ เห็นด้วยกับการนำเสนอของผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ที่ระบุว่า ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่ข้ามชนชั้น  เป็นการรวมตัวกันของคนหลายชนชั้น หลายสถานะอาชีพ ซึ่งทำให้สามารถคิดต่อไปได้ว่าคนเสื้อแดงกำลังสร้างความหมายของคำว่า “ชาติ” ขึ้นมาใหม่ ที่หมายถึงประชาชน เพื่อต่อสู้กับนิยามความหมายของคำว่า “ชาติ” ของฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้นจึงน่าสนใจว่าขบวนการเสื้อแดงในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยรายละเอียดของคำวิจารณ์มีดังนี้

เมื่ออ่านบทความและฟังการนำเสนอแล้วของทั้งสี่ท่านแล้ว   รู้สึกว่าได้ความรู้อย่างกว้างและลึกซึ้ง  เข้าใจหมดไม่มีอะไรจะถาม  เพราะคิดว่าเข้าใจขบวนการเสื้อแดงหมดแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่รู้คือ อนาคตจะเป็นอย่างไร

อยากพูด 2 เรื่อง คือ เรื่องชาตินิยม “การสร้างชาติใหม่”  อ.ปิ่นแก้วบอกว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่ข้ามชนชั้น  เป็นการรวมตัวกันของคนหลายชนชั้น หลายสถานะอาชีพ ซึ่งหมายความว่าคนเสื้อแดงกำลังจะสร้างชาติใหม่  “ชาติใหม่” ที่ว่า ไม่ใช่รัฐ แต่เป็นชุมชนจินตนาการทางการเมือง  ประเทศไทยมีชาติแล้ว  แต่เราทราบกันดีว่าชาติไทยนั้นเป็นอะไรไม่รู้สำหรับประชาชน  มันไม่ได้หมายถึงประชาชน  แต่ฟังจากทีมวิจัยแล้วทำให้เข้าใจว่า คนเสื้อแดงกำลังจะสร้างประชาชาติหรือชาติของเสื้อแดง ที่ต่างไปจากนิยามคำว่า “ชาติ” ของฝ่ายตรงข้าม  และอยู่ในช่วงของการต่อสู้เพื่อชิงความหมายกัน ฝ่ายไหนจะชนะไม่อาจทราบได้  แต่ถ้าคิดตามประวัติศาสตร์สากล  ใคร ที่มีจำนวนมากกว่าจะชนะ  ใครที่มากกว่าก็จะเป็นเจ้าของอธิปไตย  ถ้าขบวนการเสื้อแดงเคลื่อนไหวต่อ  ไม่หยุด  ชาติของเสื้อแดงจะใหญ่ขึ้น  ชาติของเสื้อแดงจะเป็นปลาใหญ่กินปลาเล็ก  จะกลายเป็นชาติใหม่ที่ไม่เหมือนกับชาติที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ผมอ่านหนังสือ อ.ศิโรตม์  คล้ามไพบูลย์  ซึ่งพูดถึงภาพยนตร์สร้างชาตินิยมหลายเรื่องในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ใน ช่วงแรกๆ เป็นชาตินิยมที่ประชนชนร่วมกับชนชั้นปกครองสู้กับพม่า  เช่นเรื่องบางระจัน  แต่ในหนังเรื่องพระนเรศวร  ไม่เน้นประชาชนหรือไพร่ เน้นผู้นำเท่านั้น

ฉะนั้นจึงอยากถามอ.ปิ่นแก้วว่า  ขบวนการเสื้อแดงที่ข้ามชนชั้น อายุ  อาชีพ  และจะสร้างชุมชนจินตนาการใหม่  อาจารย์มองขบวนการนี้ในอนาคตอย่างไร

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับงานวิจัยขบวนการเสื้อแดงโดยตรง คือ อยากจะด่าปัญญาชนหรือสื่อมวลชนบางกลุ่มที่ใช้วาทกรรมชนชั้นกลาง  คนกลุ่มนี้มักจะอ้างว่าคนเสื้อแดง เป็นคนที่อยากยกฐานะให้เท่ากับชนชั้นกลาง  ใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลาง หรือกล่าวว่าคนเสื้อแดงเป็นชนชั้นกลางระดับล่าง ผมไม่ชอบแบบนี้เลย  ทำไม ต้องยกระดับ ชนชั้นกลางไม่ได้มีฐานะสูงอะไรเลย อาจจะมีรายได้สูงกว่าหน่อย แต่เขาก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยมากกว่า และก็ไม่ได้มีคุณภาพและคุณธรรมมากกว่า

ผมคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับวาทกรรมชน ชั้นกลางที่ยกฐานะตัวเองมาตั้งแต่ปี  2535  เป็นต้นมา  ในช่วงก่อนหน้านั้นไม่มีการอ้างตนเองว่าเป็นชนชั้นกลางแล้วด่าว่าชาวบ้านโง่ แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนหรือปัญญาชนบางส่วนกล้าด่าว่าชาวบ้านโง่  ที่ญี่ปุ่นจะทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะเป็นชาติด้วยกัน เป็นคนญี่ปุ่นเหมือนกัน  แต่ที่ประเทศไทยทำได้  เป็นเพราะวาทกรรมที่ยกย่องชนชั้นกลางมากไป เพราะฉะนั้นขบวนการเสื้อแดงหรือปัญญาชนนักวิชาการศึกษาเรื่องเสื้อแดง ควรเลิกยกย่องชนชั้นกลางดีกว่า

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315478624&grpid=&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 8, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

นักวิชาการมช.ยกงานวิจัยชี้ “เสื้อแดง” ไม่ใช่แค่ “คนชั้นกลางระดับล่าง” แต่มีลักษณะ “ข้ามชนชั้น”

เมื่อวันที่ 1 กันยายน มีการจัดเวทีวิชาการ “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในการนี้ ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนองานวิจัยเรื่อง “พัฒนาการจิตสำนึกและปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโครงการวิจัยโครงการใหญ่ที่ชื่อว่า “ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมืองในชนบท” ซึ่งสำนักข่าวประชาธรรมได้เรียบเรียงมานำเสนอในเว็บไซต์ มติชนออนไลน์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนมาเผยแพร่ต่อดังนี้

ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่น่าสนใจ ในแง่หนึ่งสมาชิกมีแหล่งกำเนิดมาจากชนบท แต่ขบวนการเสื้อแดงกลับไม่ได้เกาะเกี่ยวกันด้วยความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของ ชนชั้นชาวนา เหมือนกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาเมื่อทศวรรษ 2510 ขณะเดียวกันขบวนการนี้ก็ต่างไปจากขบวนการสมัชชาคนจน

นักวิชาการที่เขียนเรื่องขบวนการเสื้อแดง ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าขบวนการเสื้อแดงมีความสลับซับซ้อนและประกอบไป ด้วยกลุ่มคนหลายสถานะ หลากความคิดทางการเมือง ยากที่จะกำหนดด้วยเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจ หรือกระทั่งความต่างระหว่างเมืองและชนบท

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาจารย์อรรถจักร สัตยานุรักษ์  เสนอเรื่องแนวคิดชนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและชนบท อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และอ.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ก็เรียกขบวนการนี้ว่าเป็นกลุ่มที่ผสมกันระหว่างกลุ่มที่คัดค้านรัฐประหารกับมวลชนผู้สนับสนุนทักษิณ อ.เกษียร เตชะพีระ ก็มองว่าขบวนการนี้เป็นแนวร่วมระหว่างชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นนายทุนใหญ่ อ.คายส์ (ชาร์ลส์ คายส์) ก็เรียกชาวชนบทที่เข้าร่วมขบวนการนี้ว่าเป็น “กลุ่มคนชนบทผู้เห็นโลกกว้าง” (cosmopolitan villagers) อ.พัฒนา กิติอาษา ก็เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้ประกอบการทางการเมือง

มีหลายคนพยายามตั้งคำถามและหาคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการนี้ งานของตนก็พยายามทำอะไรแบบนั้นเหมือนกัน โดยมีคำถามหลักอยู่ 3 คำถาม คือ

1.ขบวน การเสื้อแดงในเชียงใหม่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนสถานะใด ก่อรูปขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงได้อย่างไร และมีพัฒนาการเช่นไร (ที่เลือกศึกษาเสื้อแดงในเชียงใหม่เพราะว่าเชียงใหม่เป็นหนึ่งในเมืองหลวง ของเสื้อแดง)

2.เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอะไร ที่มีอิทธิพลต่อการก่อรูปของจิตสำนึกทางการเมืองของพวกเขาเหล่านั้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเข้าร่วมในปฏิบัติการทางการเมือง การสวมรับความเป็นแดงของพวกเขามีนัยยะเช่นไร สะท้อนตัวตนความเป็นพลเมืองที่ต่างไปจากเดิมอย่างไร และมีนัยยะที่เปลี่ยนแปลงไปจากการประทะทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร  

3.สื่อเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น อาทิ วิทยุชุมชน มีบทบาทเช่นไรในการสร้างและขับเคลื่อนขบวนการเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น ขบวนการนี้มีความแตกต่างจากขบวนการก่อนหน้านี้ถ้าเทียบกับสหพันธ์ชาวไร่ ชาวนาหรือสมัชชาคนจน เพราะมีการใช้สื่อค่อนข้างมาก มีสื่อเป็นของตัวเอง ด้วยความแตกต่างนี้มันทำให้ขบวนการนี้แตกต่างจากขบวนการอื่นอย่างไร

ความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับคนเสื้อแดงสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มความคิดหลัก ความคิดแรกมองว่าเป็นชนชาวรากหญ้าที่มีการศึกษาต่ำ  เป็นชาวชนบทที่จงรักภักดีต่อทักษิณ และถูกลากเข้าสู่การเมืองของชนชั้นนำ ทัศนะนี้สะท้อนความคิดของผู้ปกครอง ชนชั้นกลาง และนักวิชาการบางท่านก็มองเช่นนี้ คือมองว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามายุ่งทางการเมือง

กลุ่มความคิดอันที่สอง มองจากฐานความคิด เรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก คือมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นชนชั้นกลางระดับล่างในชนบท ที่ชีวิตทางเศรษฐกิจนั้น “ปริ่มน้ำ” นโยบายไทยรักไทย ได้ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นจากอาการปริ่มน้ำหรือความเสี่ยงได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา เมื่อมีการรัฐประหารได้ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจอันนี้ พวกเขาจึงรวมตัวกันทวงสิทธิให้กับพรรคการเมืองของตนเองที่ได้เลือกขึ้นมา

ความคิดทั้งสองแบบไม่ผิด แต่มันไม่พอ ความคิดที่ว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตนไม่มีความเห็นเพราะเป็นวิธีอธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยที่มันดำเนินมา ตลอดช่วงสมัยอยู่แล้ว คือมองว่าประชาชนไม่มีสมองหรือปัญญาเป็นของตนเองที่จะวิเคราะห์การเมือง สามารถที่จะถูกลากมาประหนึ่งว่าเป็นวัวควาย จึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงทางวิชาการ
ความคิดแบบที่สองอาจจะเป็นหลักคิดที่น่าสนใจกว่า คือ การมองว่าการรวมตัวของกลุ่มคนรากหญ้าเหล่านี้ มีแรงผลักทางด้านเศรษฐกิจ  ซึ่งเคยเถียงกับนักวิชาการหลายท่าน เพราะคิดว่ามันไม่พอที่จะนำมาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของ ชนบททั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา พูดง่ายๆ คือ การอธิบายแบบใช้เศรษฐกิจกำหนดนั้น ไม่ช่วยให้เข้าใจว่า ความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร และเพราะอะไร

งานวิจัยชิ้นนี้จึงพยายามอธิบายแบบกลับหัวกลับหาง คือแทนที่จะมองการเมืองจากด้านบนลงมา ตนพยายามทำความเข้าใจในความขัดแย้งทางการเมืองจากฐานคิดของรากหญ้า ชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการนี้เขาคิดอย่างไร ขบวนการนี้ต่างไปจากขบวนการทางสังคมอื่นในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง

ข้อค้นพบเบื้องต้นพบว่า ก็จริงที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้ง ( Election Politic)  มีผลอย่างยิ่งต่อจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชนบท ในทุกหมู่บ้านที่ตนเข้าไปศึกษา ในยุคก่อนไทยรักไทย ชาวบ้านไม่เคยคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และไม่คิดว่าการเลือกตั้งคือปริมณฑลทางการเมือง คือเป็นปริมณฑล (ทางการเมือง) ของคนกรุงเทพ แต่ไม่เคยคิดว่าปริมณฑลของการเลือกตั้งจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในชนบท

รัฐบาลไทยรักไทยสองสมัยได้เปลี่ยนความคิดนี้ แล้วก็ช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้งนั้นมีผลโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นตัวทำให้ชาวบ้านมองว่าสิทธิทางการเมืองจะนำมาซึ่งความมั่นคงทาง เศรษฐกิจในชนบท คือการเชื่อมโยงของสองอันนี้มันทำให้จิตสำนึกทางการเมืองของชาวบ้านในชนบท ปัจจุบันไม่ต่างไปจากสำนึกทางการเมืองของปัญญาชนหรือชนชั้นกลางทั่วไป แต่ก่อนเรามองว่าชาวบ้านนั้นไม่เข้าใจการเมืองในระบอบเลือกตั้ง หรือมองการเมืองในระบอบการเลือกตั้งห่างไกลจากชนบท ซึ่งแต่ก่อนนั้นอาจจะใช่ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการมองแบบนี้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อีก ต่อไป

เวลามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียวตนพบว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่า มันมีพหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่างๆที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ

จากคำบอกเล่าของแกนนำ เหตุผลการขึ้นมาค้านรัฐประหารของเสื้อแดงเชียงใหม่ไม่ใช่เพราะทักษิณ แต่เป็นเรื่องของการประกาศกฎอัยการศึกในเชียงใหม่ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวตกต่ำ เมื่อกลุ่มแกนนำไปประท้วงกัน ทหารก็จับไปขัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขบวนการต่อเนื่องตามมา
มันมีเหตุผลมากมายของผู้คนที่เข้ามาร่วมกับขบวนการเสื้อแดง ความหลากหลายเหตุนี้มันจึงน่าสนใจถ้าเทียบกับขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการ สังคมในยุคก่อนๆ  ขบวนการชาวนาชาวไร่ประเด็นคือค่าเช่านา ขบวนการของสมัชชาคนจน ประเด็นคือค้านโครงการขนาดใหญ่  เสื้อแดงอาจจะเป็นขบวนการแรกในประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ มีเหตุผลที่มากมายแต่สามารถที่จะเหลาประเด็นให้เป็นประเด็นเดียวกันได้ใน เวลาต่อมา

ขบวนการดังกล่าวมีความเป็นเอกเทศ และรวมตัวกันแบบหลวมๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคำอธิบายกระแสหลักที่ว่า เป็นประเด็นที่สั่งการมาจากศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ ตนพบจากการศึกษาว่า ขบวน การนี้รวมตัวกันแบบหลวมๆไม่มีใครสั่งใครได้ ถ้าเห็นพ้องกันว่าการเคลื่อนไหวมีเป้าหมายสำคัญก็รวมตัวกัน เป็นขบวนการแนวนอนเชื่อมโยงในรูปแบบเครือข่ายและพึ่งพาตัวเองในแง่ทุน เราพบว่า กลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงในระดับอำเภอ หรือท้องถิ่น พัฒนายุทธศาสตร์อย่างหลากหลาย กล่าวคือ สมัชชาคนจนอาจจะได้ทุนมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากการระดมทุน ส่วนหนึ่งเอ็นจีโอสนับสนุนทุนด้วย แต่ขบวนการของชาวบ้านเสื้อแดงพึ่งพาตัวเองในแง่จัดหาทุนค่อนข้างเติบโตและเป็นตัวของตัวเอง

การเกิดขึ้นของชมรมเสื้อแดงในแต่ละอำเภอมีโทนใหญ่มาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และนปช.เสื้อแดง ซึ่งแตกต่างจากขบวนการสังคมในอดีต เรา พบว่าในขณะที่ขบวนการชาวไร่ชาวนา กลุ่มจัดตั้งหลักเป็นกลุ่มนักศึกษา หรือชนชั้นกลาง ปัญญาชนในเมือง ขบวนการสมัชชาคนจนกลุ่มที่จัดตั้งเป็นขบวนการเอ็นจีโอ ในขบวนการเสื้อแดงเราพบว่าชาวบ้านธรรมดาผันตัวเองขึ้นมาเป็นนักกิจกรรมชนบท ทำงานจัดตั้งกันเอง ทำงานสร้างเครือข่ายกันเอง ซึ่งเป็นมิติที่ไม่มีในขบวนการสังคมในอดีต

งานวิจัยยังพบอีกว่าสิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ ทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น มีการเปลี่ยนผ่าน มันไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด ความเชื่อเดียวกัน (ตอนแรกเขาอาจจะคิดง่ายๆว่า เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่) มีการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของคนเสื้อแดงในการมองความ สัมพันธ์ของตนเองกับสถาบันต่างๆสองระลอก (จริงๆแล้วเปลี่ยนผ่านหลายระลอก) โดยเหตุการณ์พฤษภา 53 ถือเป็นระลอกที่สำคัญ

ความเชื่อที่ว่าคนเสื้อแดงเกิดขึ้นมาเป็นแขนขาพรรคไทยรักไทยเพื่อ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ก็ไม่จริงทีเดียว เพราะหลังจากพรรคไทยรักไทยถูกโค่นใหม่ๆ กลับไม่มีปฏิบัติการทางการเมืองใดๆ จนกระทั่งมีรัฐประหารแล้ว กรณีของเสื้อแดงเชียงใหม่ มันเริ่มต้นจากในเมืองก่อนชนบท มีการก่อตัวของชนชั้นกลางในเมืองที่รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมาแล้วค่อยๆขยาย ลงสู่ชนบท และเครื่องมือหรือกลไกสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มในระดับอำเภอคือ วิทยุชุมชน 92.5 MGH

นอกจากนี้พบว่าสมาชิกเสื้อแดงในระดับอำเภอมีความหลากหลายทางอาชีพมาก กลุ่มแดงดอยสะเก็ด มีประธานเป็นพ่อค้าในตลาดดอยสะเก็ด แกนนำของกลุ่มประกอบไปด้วย ครู นักธุรกิจท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ข้าราชการในอำเภอ เกษตรกร แรงงานรับจ้าง และแม่ค้า-แม่บ้าน ซึ่งแทบทุกกลุ่มจะมีสมาชิกที่สังกัดสถานะทางสังคมทุกสถานะ ไม่ใช่แค่เป็นเกษตรกรหรือชาวนารับจ้างอย่างเดียว

กรณีกลุ่มรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ ก็เช่นเดียวกัน  แกนนำมาจากหลายหมู่เหล่า ทั้งผู้นำทางการของชุมชน อดีตสหาย กลุ่มครู  นักธุรกิจท้องถิ่น  โดยมีคหบดีท้องถิ่นเป็นประธานกลุ่ม ในสันกำแพง กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย กลุ่มหลักประกอบด้วยแม่ค้า และนักธุรกิจ

การยกกลุ่มหลากอาชีพเพื่อจะชี้ให้เห็นว่ามัน เป็นขบวนการข้ามชนชั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ ซึ่งขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะความเชื่อว่าคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่างกันจะมีอุดมการณ์ทางการเมือง ร่วมกันได้อย่างไร

คำถามใหญ่ซึ่งมักจะถูกถามอย่างยิ่งจากนักรัฐศาสตร์ คือเสื้อแดงนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคการเมือง ตนพบว่าพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคไทยรักไทยมีบทบาทสำคัญในขบวนการเสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจในช่วงการก่อตัวในยุคแรก พรรคการเมืองหรือนปช.ส่วนกลางมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง หรือไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในระดับท้องถิ่นทำกันเอง พรรคการเมืองไม่ได้สนับสนุน แกนนำให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำไปว่า “อยากให้พรรคการเมืองท้องถิ่นสนับสนุน” แต่หลายส่วนค่อนข้างกลัวเพราะอยู่ในช่วงของการรัฐประหาร

เมื่อมีกิจกรรมขึ้นมาแล้ว พรรคการเมืองจึงเริ่มเข้ามาสัมพันธ์ด้วย แต่ความสัมพันธ์เป็นไปในเชิงเครือข่ายพันธมิตร พรรคการเมืองสนับสนุนเรื่องเงินบ้าง แต่ส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนกันเอง  เป็นลักษณะของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรม เป็นมวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย

ประเด็นที่สองคือเรื่องการกลายเป็นแดง เสื้อแดงไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ที่จะเป็นกันง่ายๆ ในช่วงหลายปีของการเข้าร่วมขบวนการ หรือกลายเป็นแดงค่อนข้างหลากหลายจนสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นมาได้ ในที่สุดก็ถามว่าความเป็นแดงคืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆกัน คือ “ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม”

คำพูดของแกนนำนปช.จังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่งในระดับชาวบ้านพูดชัดว่า
“ผมว่าเรื่องที่เราต่อสู้ช่วงแรกเนี่ย ต้องถือว่าปัญหาเป็นหลักใหญ่ใจความก็คือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็คือ ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ปวงชน ฉะนั้นนั่นหมายความว่าสามอำนาจต้องถูกเลือกจากประชาชน…แล้วทุกคนพูดถึง ระบอบ ถึงโครงสร้างตัวนั้นเนี่ย ผมบอกว่าตัวนั้นถ้าไม่ปรับตัวนะ ผมว่าพัฒนาการขับเคลื่อนทางสังคม ผมทายไว้ก่อนเลยนะครับ มิคสัญญีจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยล้านเปอร์เซ็นต์ ตราบใดสังคมนี้ไม่ได้ประชาธิปไตย หนึ่ง โครงสร้างไม่ปรับ สอง ยาก ผมบอกเลย ยาก ที่สังคมจะสงบนะครับ”

คำพูดของชาวบ้านสันทรายคองน้อย  อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ก็น่าสนใจ โดยกล่าว ว่ากระบวนการกลายเป็นแดงหรืออัตลักษณ์แดงมันไม่ได้คล้ายกับสมบัติที่ไปซื้อ มาแล้วอยู่ๆก็เป็น แต่เห็นว่าผู้ขึ้นมามีอำนาจไม่ทำตามกติกาจึงกลายมาเป็นแดงคนเสื้อแดงบางส่วน กลายเป็นแดงด้วยเหตุผลนี้

“แต่ก่อนน่ะเหรอ เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองน่ะสิ เมื่อก่อนนี้ก็เป็นเสื้อเหลือง อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม  พวกนี้ ในป่า ในอะไรพวกนี้ แล้วที่นี้เรื่องที่เป็นเสื้อแดงก็หมายถึงว่า ความไม่ยุติธรรม หมายความว่า กติกาคนเราจะต้องมีกติกาใช่ไหม กติกาก็หมายถึงสัญญา แล้วทีนี้ รัฐบาลมันไม่ทำตามสัญญาเราใช่ไหม ไม่ทำตามสัญญา ก็หมายความว่า ไปละเมิดข้อสัญญาเรา ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีการไปแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีการเลือก แต่งตั้งแล้วเอาอภิสิทธิ์เป็นนายก อันนี้คือประชาชนเราไม่ได้เลือกตั้งขึ้นมา อันนี้หมายความว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนกับชาวบ้านเราเหมือนกันน่ะ เมื่อมีการประชุม เราก็จะมีการกติกานะ ให้ทำตามแบบนี้ แล้วที่นี้ ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามกติกาเรา  ตาก็เลยเริ่ม เออ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมา ก็เลยเป็นเสื้อแดง เป็นเสื้อแดงแบบนี้แหละครับ”

อันนี้คือสิ่งที่พยายามจะแยกให้เห็นว่า แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรของพรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นแขนขา ดังตัวอย่างคำพูดของแกนนำนปช.อำเภอดอยสะเก็ดที่ให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้ง ว่า “แต่ถ้าสมมติว่าพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลนะครับ แล้วทำไม่ดี ทำห่วยยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เราก็จะจัดการคนของเราเองนะครับ อันนี้ก็จองกฐินไว้ล่วงหน้าเลย กลุ่มของเราชนะแล้วไม่ใช่จะเลิก” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป็นกระบวนการตามกติกาของระบอบการเลือกตั้งที่ ถ้าพรรคการเมืองไม่ทำตามนโยบายที่ได้รับปากไว้ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะกดดันเรียกร้องให้เปลี่ยนพรรคการเมือง

มีคำสองคำที่พูดในขบวนการเสื้อแดงมาก คือ ความเป็นแดง กับ ความเป็นไพร่ ซึ่งเมื่อไปถามคนเสื้อแดงว่า เสื้อแดงคืออะไร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันว่า เสื้อแดงคือ คนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เป็นผู้ที่รักความจริง

อันสุดท้ายสำคัญมาก คือชาวบ้านมองสื่อกระแส หลัก และสิ่งที่รัฐพูดนั้นเป็นข้อมูลด้านเดียว เสื้อแดงเป็นผู้ที่จะมาเปิดข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้โลกรู้ นี่เป็นที่มาว่า สื่อเสื้อแดงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะพยายามเปิดเผยความจริงด้านที่สังคมไทยปิด นี่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยทางการเมือง
ส่วนความเป็นไพร่สะท้อนความเป็นพลเมืองชั้นสองภายใต้ความสัมพันธ์กับรัฐไทย  แต่พอผ่านการเลือกตั้งมาก็ไม่แน่ใจว่า วาทกรรมอันนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนการเลือกตั้งวาทกรรมนี้เป็นวาทกรรมใหญ่ ซึ่งนิยามให้เห็นว่า แม้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแต่เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าทำอะไรรัฐไม่เคยรับรู้ และพยายามกดทับอยู่ตลอดเวลา

ความเป็นแดงและความเป็นไพร่ เป็นอัตลักษณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าอยู่ชนชั้นไหน แต่ด้วยความเป็นผู้ที่รักความจริง รักประชาธิปไตย เป็นผู้ไม่มีอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย  จึงกลายเป็นเสื้อแดง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315385552&grpid=no&catid=02&subcatid=0202

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 8, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่ในยุคการเมืองมวลชน

โดย เกษียร เตชะพีระ



(เรียบเรียงเพิ่มเติมจากคำอภิปรายของผู้เขียนในวงสนทนาแบบเปิดข้างต้น)

เบื้องหน้าทิศทางการเปลี่ยนแปลงใหญ่ 3 ด้านของสังคมการเมืองไทยที่ได้นำไปสู่วิกฤต รุนแรงในระยะหลายปีที่ผ่านมา (ดังที่เขียนถึงในสัปดาห์ก่อน) พอจะมีทางออกอะไรจากวิกฤตดังกล่าวได้บ้าง ในอันที่จะนำสังคมการเมืองไทยผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่บอบช้ำเสียหาย ยิ่งไปกว่านี้?

ขณะแนวคิดที่โลกตะวันตกคุ้นเคยในการใช้รับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงคือ สัญญาทางสังคมใหม่ (The New Social Contract/Le nouveau contrat social/Der neue Sozialvertrag) ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายกันกว้างขวางในช่วงก่อตั้งและขยายสหภาพยุโรปหรือ ช่วงวิกฤตซับไพรม์ และเศรษฐกิจโลกถดถอยใหญ่ในอเมริการะยะหลัง ฯลฯ

แนวคิดที่ค่อนข้างเป็นที่คุ้นเคยกว่าในสังคมไทย และอาจเหมาะกับการปรับประยุกต์มารับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงแบบเฉพาะที่เราเผชิญคือ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย (The Thai Cultural Constitution) ซึ่งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอไว้อย่างเฉียบแหลมเป็นระบบในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ.2534 และถูกนำไปอ้างอิงตีความวิเคราะห์ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายต่อมา (เช่น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, กฎหมายมหาชนเล่ม 2, 2537 ; ยุกติ มุกดาวิจิตร, “คนเสื้อแดงกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย”, วิภาษา, 3: 2, 2552; รวมทั้งมีฉบับแปลเป็นอังกฤษโดย Chris Baker ที่ http://kyotoreview.cseas.kyoto-u.ac.jp/issue/issue2/article_243.html)

 

สรุปฟันธงคือ ผมคิดว่าเพื่อหาทางออกจากวิกฤตการเมือง เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่สำหรับยุคการเมืองมวลชนปัจจุบัน ซึ่งมีแก่นสารสำคัญที่มุ่งทำให้รัฐและการเมืองมวลชนเป็นอารยะหรือศิวิไลซ์

ใน แง่เหตุผลความจำเป็นของการทำให้รัฐศิวิไลซ์ อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้เสนอไว้ อย่างพิสดารแล้วในปาฐกถารำลึกศาสตราจารย์ W.F. Wertheim ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 เรื่อง Civilising the state: state, civil society and politics in Thailand (http://www.iias.nl/asia/wertheim/lectures/WL_Phongpaichit.pdf) ผมขอไม่เอ่ยซ้ำในที่นี้

ทว่า พฤติกรรมที่เป็นจริงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนของฝ่ายต่าง ๆ รอบหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประจักษ์ชัดว่าลำพังการเรียกร้องให้รัฐใช้อำนาจอย่างศิวิไลซ์ฝ่ายเดียว เท่านั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป จำต้องเรียกร้องให้ขบวนการการเมืองของมวลชนทุกสีทุกฝ่ายเคลื่อนไหวอย่าง ศิวิไลซ์ด้วย

(ในประเด็นนี้ มุมมองของผมพ้องรับกับข้อเสนอต่างหากของอาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ ในบทความ “ประชาสังคม ความรุนแรง และการล่มสลายของประชาธิปไตย : ความสำคัญของแนวคิด เรื่องความมีอารยะและการเมืองแบบอารยะของเอ็ดเวิร์ด ชิลส์” ใน เมืองไทยสองเสี่ยง : สภาพปัญหา แนวโน้ม และทางออกวิกฤตการเมืองไทย ซึ่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์กำลังจะตีพิมพ์ออกมา)

ในทรรศนะของผม เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยที่จำต้องปรับปรุงใหม่ให้ ตอบรับกับยุคการเมืองมวลชนมีอย่างน้อย 4 ประการ ด้วยกันดังนี้: –

1) ถือความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติวิสัยของสังคมไทย

ใน โฆษณาทีวีผลิตภัณฑ์รักษาสิวของ ดร.สมชายหลายปีก่อน ปรากฏฉากหนุ่มวัยรุ่นมายืนบนเกาะกลางถนนใต้เสาสัญญาณจราจรแล้วกางแขนสอง ข้างออกพร้อมร้องตะโกนว่า:

“สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

ข้อเสนอของผมคือ อยากให้คนไทยตระหนักดังๆ ได้แล้วว่า :

“ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

ความ ขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมชาติพอๆ กับความรู้รักสามัคคี สนิทสนมกลมเกลียวนั่นแหละ ไม่มีอะไรผิดปกติวิสัยหรือไม่ธรรมชาติ หรือไม่ไทยไปกว่ากัน

การยึดมั่นถือมั่น (psycho-cultural fixation) ว่าความขัดแย้งกันทางการเมืองเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่ธรรมชาติหรือไม่ไทย ทำให้มีท่าทีหวาดระแวงเกลียดชัง “สิว”, ไม่ค้นคว้าเข้าใจสมุฏฐาน หรือเหตุแห่ง “สิว”, แก้ไขรักษา “สิว” ผิดๆ ถูกๆ เช่น เอะอะก็อับอายที่เป็น “สิว”, เกิดปมด้อยที่ใบหน้ามี “สิว”, พยายามปิดงำอำพราง “สิว”, เก็บกดกำราบ “สิว”, สุดท้ายก็ไปเที่ยวไล่บี้ “สิว” จนออกอาการอักเสบแดงบวมปูดกระทั่งเกิดรอยแผลเป็นปรุพรุนไปทั้งหน้า เป็นต้น

นี่ เป็นผลของการยึดติดความคิดยุคก่อนมีโทรศัพท์มือถือ, ก่อนมีแล็บท็อป, ก่อนมีแอปเปิล-ไอพอด-ไอแพด, เป็นความคิดย้อนยุคสมัยสงครามเย็น เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน, แล้วใช้มันมาชี้นำการใช้อำนาจบ้านเมืองในปัจจุบัน ซึ่งก็แหงอยู่แล้วว่าย่อมแสดงอาการออกไปในเชิงขัดขืนฝืนทวนกระแส ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงของบ้านเมือง แบบอวดกร่างกร้าวร้าวแต่ช่างเชยบรม

การอ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองไม่ขาดปาก ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดนั้นเชยน้อยลงแต่อย่างใด

เอา คนที่มีความคิดเมื่อวานนี้มาใช้อำนาจบังคับบัญชาใหญ่โตมหาศาลในวันนี้ มันก็ย่อมบิดเบนเฉไฉไม่มีทางก้าวไปทันพรุ่งนี้อย่างถูกทิศทางได้

คน ไทยไม่เลิกทะเลาะกันหรอก และไม่มีวันจะเลิกทะเลาะกันด้วย ควรหัดยอมรับปรับตัว ปรับใจให้เข้ากับโลกจริงนอกชุมชนหมู่บ้านในฝันหรือค่ายทหารเสีย เมื่อเห็นความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติวิสัย-ธรรมชาติ-และไทยๆ เหมือน “สิว” ก็จะได้ไม่ใช้กำลังบังคับหักห้ามชาวบ้านไม่ให้เขา แต่งหลากสี, เห็นต่างคัดค้านหรือขัดแย้งกัน แต่หาทางให้คนไทยทะเลาะกันต่อไปได้อย่างสันติ โดยไม่ต้องฆ่ากันกลางถนนทุกๆ บ่อยต่างหาก

(จะว่าไปการมองความขัดแย้งเป็นธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับคนไทย เพราะมันล่วงละเมิดทิฐิหยั่งลึกของความเป็นไทย แบบราชการที่ว่ารัฐกับสังคมเหมือนองคาพยพของร่างกาย : ทุกส่วนทุกคนเหมือนอวัยวะ ซึ่งมีหน้าที่เฉพาะตามธรรมชาติของมัน ใครมีหน้าที่ตามธรรมชาติอะไรก็ทำๆ ไป แล้วบ้านเมืองส่วนรวมหรือร่างกายก็จะดีเอง

 

อย่าไปทะลึ่งทำนอกหน้าที่ หัวมีไว้คิด ตีนมีไว้เดิน ปากมีไว้สั่ง จะเอาตีนมาคิดชี้นำแทนหัวได้อย่างไร มันผิดหน้าที่ตามธรรมชาติ

 

นักศึกษาจึงมีหน้าที่เรียน ชาวนามีหน้าที่ปลูกข้าว กรรมกรมีหน้าที่เข้ากะโรงงาน ไม่ใช่ประท้วงเดินขบวนปิดถนนก่อม็อบวุ่นวาย ความขัดแย้งระหว่างอวัยวะในร่างกายจึงไม่ควรมี หากต้องทำหน้าที่ประสานสอดคล้องกัน

 

ไม่อย่างนั้นเวลาก้าวเดิน ตีนข้างซ้ายดันมาเตะตัดตีนข้างขวาก็แย่ เดินไปไม่เป็นเท่านั้นเอง ฯลฯ ความคิดน่ารักเรียบร้อยแบบนี้ อยู่กับราชการไทยมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นอย่างช้าแล้ว)

2) ปฏิเสธเป้าหมายสุดขั้วสุดโต่งทางการเมือง

เป้า หมายสุดขั้วสุดโต่งทางการเมือง (เช่น สงครามครั้งสุดท้าย, กวาดล้างทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากแผ่นดินแบบม้วนเดียวจบ, ขอนายกฯพระราชทาน, ระบอบแต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30, ระบอบที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฯลฯ) แม้จะแหลมคมชัดเจน และสะใจมวลชนโดยเฉพาะ เวลาขึ้นไฮด์ปาร์กบนเวที (ซึ่งก็คือ การถือไมค์ประกาศความคิดเห็นของตัวดังสนั่นลั่นถนนอยู่ข้างเดียวโดยไม่มีใคร เถียงได้ นานๆ เข้าก็ชักเคลิ้มว่านั่นคือสัจธรรมนี่หว่า…..)

แต่ การเมืองสุดโต่งขัดฝืนโครงสร้างอำนาจ, โครงสร้างความรู้สึก, พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และดุลกำลังที่เป็นจริงของสังคมการเมืองเกินไป

 

ผลที่จะค่อยปรากฏก็คือ โดดเดี่ยวตัวเอง ไล่มิตร เพิ่มศัตรู เมื่อทำไม่ได้จริงเพราะเป้าไกลเกินไป มวลชนอกหักผิดหวังในราคาคุย ชักท้อแท้เสื่อมถอย แกนนำก็กลับยิ่งดื้อรั้นก้าวร้าวรุนแรงไปไกลสุดโต่งขึ้นกว่าเก่า ด้วยเชื่ออย่างสิ้นสงสัยในความถูกต้องโดยปราศจากเงื่อนไขของตัว (และความผิดพลาดอันเลวร้ายต่ำทรามของผู้เห็นต่างจากตัว มองคนอื่นว่าเห็นต่างจากตัวเองเฉยๆ ไม่ได้ มึงต้องเลวด้วย เพราะถ้ามึงไม่เลว แล้วกูจะดีไปได้ยังไง วะ, แหะๆ)

การ เมืองแบบสุดโต่งกลายเป็นเรื่องของการทำลายล้างสิ่งดีงามอื่นๆ ทั้งหมดลงไปในนามของสิ่งดีงามอย่างเดียวที่ตัวเองเชื่อ โดยที่สุดท้ายสิ่งดีงามที่ตัวเองอวดอ้างก็ไม่ได้มาจริง, ชัยชนะใดที่ได้มาแม้ฮึกเหิม แต่ก็แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา เพราะคับแคบด้านเดียวขัดฝืนความเป็นจริง และก็ไม่ยั่งยืนอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วคราว แล้วก็หดฝ่อไป เปิดทางให้ชีวิตอันหลากหลายดำเนินสืบต่อ

3) วิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย

พึง ตระหนักว่าวิธีการก็คือ เป้าหมายที่กำลังอยู่ในกระบวนการคลี่คลายปรากฏเป็นจริง (The means is the end in the process of becoming.)

หากในนามของเป้าหมายที่ถูกต้องดี งาม (เช่น ประชาธิปไตย, ปราบคอร์รัปชั่น, ปราบยา เสพติด) แต่ใช้วิธีการที่ผิดหรือเลวทรามต่ำช้าอย่างไรก็ได้ไม่เลือก (เช่น รัฐประหาร, สองมาตรฐาน, ฆ่าตัดตอน) ผลลัพธ์บั้นปลายไม่มีทางจะออกมาดีงามตามเป้าหมายที่คาดหวังได้

ปลูก เมล็ดพันธุ์ใดก็ย่อมได้ผลตามนั้น พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้วตั้งแต่ 2500 กว่าปีก่อน ถ้าไม่เชื่อก็เบิ่งตาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของวิธีการเฮงซวย สารพัดที่ใช้ๆ กันมาอย่างสิ้นคิดในหลายปีหลังนี้เถิดว่าได้อะไรมาบ้าง? เสียอะไรไปบ้าง? และเหลืออะไรอยู่บ้าง?

4) เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

 

เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ ถึงแม้อาจไม่เห็นด้วย ว่าทำไมบุคคลจึงมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างรุนแรงแบบหนึ่งๆ แต่มันเป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะเข้าใจและไม่อาจเห็นด้วยได้ว่า ทำไมจึงต้องเกลียดชังเคียดแค้นดูหมิ่นเหยียดหยามคนที่เห็นแตกต่างจากตัว ราวกับเขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่ผู้ ใช่คน ไม่อาจมองเห็นและนับถือว่าเขาก็เป็นคนที่คิดเองเป็น และมีเหตุมีผลเช่นกัน

วัฒนธรรม การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งอยู่ในหมู่คนด้วยกันที่ถือเป็นสัตว์ประเสริฐ หรืออารยชนที่เสวนา และเปลี่ยนแปลงความคิดซึ่งกันและกันได้ด้วยเหตุผลน่าเสียดายที่หลายปีหลัง นี้วัฒนธรรมดังกล่าวเสื่อมถอยลงมาก และถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมสร้างเสริมพอกพูนความเกลียดชังในหมู่มวลชน ความอนารยะป่าเถื่อนค่อยแพร่ลามจากเว็บบอร์ด เว็บไซต์ วิทยุทีวีไปสู่เวทีชุมนุมและจลาจลบนท้องถนน

อหิงสาและสันติวิธีจึงมี ไว้ใช้สำหรับมวลชนพวกเดียวกัน แต่ขีดเส้นแบ่งคั่นไม่เผื่อแผ่ไปถึง ฝ่ายตรงข้ามและคนนอกหากเป็นพวกนั้นถึงล้มหายตายจากไปบ้าง ก็ช่างหัวมัน ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อะไรด้วย

เท่ากับปล่อยให้เส้นแบ่งข้างแบ่งสี แบ่งฝ่ายกลายเป็นเส้นขีดคั่นความเป็นคนและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของตน ไป ทั้งในระดับขบวนการและมวลชนแต่ละคน

ถ้าไม่ลบเส้นแบ่งนั้น ทิ้ง ทำใจให้กว้าง มองเห็นความเป็นคนและเคารพศักดิ์ศรีของฝ่ายตรงข้าม แล้วขอโทษ ก็คงยากที่การเมืองมวลชนจะเป็นแบบศิวิไลซ์

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 18, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,