RSS

Tag Archives: การเมืองภาคพลเมือง

ชวนถกประเด็นต่างๆ ในกระบวนการประชาธิปไตยที่ใช้วิจารณญาณ

ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา คำว่า ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (พัชรี สิโรรส / ชำนาญ จันทร์เรือง / สมเกียรติ ตั้งนะโม / พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์/ ไชยันต์ ไชยพร) ประชาธิปไตยแบบร่วมปรึกษาหารือ (บูฆอรี ยีหมะ) ประชาธิปไตยที่ใช้วิจารณญาณ (ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์) ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ไตร่ตรองร่วมกัน (เอนก เหล่าธรรมทัศน์) ประชาธิปไตยพลเมือง (พลเดช ปิ่นประทีป) ประชาธิปไตยแบบถกแถลง และสนทนาปรึกษาหารือ (ประภาส ปิ่นตบแต่ง)  ประชาธิปไตยแบบร่วมไตร่ตรอง (สารานุกรมปรัชญาออนไลน์) หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้คำที่เหมือนกันว่า deliberative democracy นั้น ถูกเขียนและกล่าวถึงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมไทยย่างก้าวเข้าสู่สงครามกีฬาสี ด้วยเชื่อว่ากระบวนการพูดคุยของสาธารณะ (ไม่เฉพาะแกนนำของสีเท่านั้น) อย่างพิจารณาใคร่ครวญ (public deliberation) จะช่วยลดช่องว่างความแตกต่างของความคิดความเชื่อได้

ความสำคัญของประชาธิปไตยในชื่อเรียกต่างๆ ข้างต้น ตามความเห็นของผม

ก็คือ ทางเลือกหนึ่งของกระบวนการพัฒนาความเป็นพลเมืองและประชาธิปไตยทางตรง โดยดึงเอาประเด็นปัญหาส่วนรวม (public issue) เข้าสู่การพิจารณาของปัจเจกและต้องทำการตัดสินใจในฐานะกลุ่มหรือชุมชน ซึ่งก็มีทั้งส่วนคล้ายและแตกต่างไปจากความเห็นของอาจารย์รัฐศาสตร์จากสำนักต่างๆ เช่น น่าจะเหมาะกับระดับท้องถิ่น (บูฆอรี ยีหมะ, 2551) เหมาะกับระดับชุมชนและท้องถิ่น (เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 2553) เป็นแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยที่กำลังเป็นทางเลือกจากประชาธิปไตยแบบตัวแทน (บูฆอรี ยีหมะ 2551, พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ 2549) เป็นพัฒนาการของประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ (พัชรี สิโรรส)  ในขณะที่แผนพัฒนาการเมือง ที่จัดทำโดย สถาบันพัฒนาการเมือง (2552 – ซึ่ง อ.พัชรี สิโรรส ก็เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการกำหนดเรื่องนี้เข้าไว้ในแผน) ก็ระบุถึง deliberative democracy ให้ฐานะทางเลือกใหม่ทางการเมืองที่ต้องนำพาสังคมไทยที่ความแตกต่างหลากหลายได้ปรากฏตัวมากยิ่งขึ้น เดินไปในเส้นทางนี้

กล่าวโดยสรุป ผมเห็นว่าเรื่อง deliberative democracy ได้มายืนรอเคาะประตูเรียกต่อหน้าสังคมไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี จากการติดตามอ่านงานเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่ใช้วิจารณญาณ หรือในชื่ออื่นๆ ของ deliberative democracy ในภาคภาษาไทยจากนักวิชาการรัฐศาสตร์ (ซึ่งผมจัดให้อยู่ในกลุ่มนักทฤษฎี) ที่มีปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่องนั้น ผมเห็นว่ามีประเด็นที่ชวนให้ถกเถียงจากมุมความคิดของผม (ในฐานะนักปฏิบัติการอยู่บ้าง) จึงขอยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาชวนให้เกิดการถกเถียงเพื่อความเข้าใจที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้นเป็นประเด็นๆ ดังนี้

สนใจก็โหลดอ่านต่อกันนะครับ ชวนถกแถลงประเด็นต่างๆ   ขนาด 432 KB

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 7, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ฟื้นเมืองเก่า..ให้มีชีวิต หนังสือจากบางกอกฟอรั่ม

ลอง d/l ไปอ่านกันนะครับ

เป็นการเก็บประเด็นข้อมูลและความรู้จากการ trip ที่จัดให้กับ นักวิชาการจากญี่ปุ่นและแกนนำที่ทำงานเมืองเก่าบ้านเก่าในประเทศไทย โดยเนื้อหาหนงสือจะเริ่มเก็บความตั้งแต่ สัมมนาเปิด trip ที่ ม.ธรรมศาสตร์

จากนั้นก็เดินทางไปเยี่ยมเยี่ยนชุมชนเมืองเก่า โดยเริ่มจาก แพร่งนรา น่าน แพร่ และเชียงใหม่

และไปปิด trip ด้วยการสัมมนา ที่ ม.เชียงใหม่ อีก 1 รอบ

 

 

 

 

Town revitalization book _ pdf_press  file ขนาด 18.5 MB

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 11, 2012 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

-ร่าง-ความมั่นคงทางอาหาร กับ พลังงานถ่านหิน : ความขัดแย้งบนพื้นที่เกษตรกรรมและวิถีชุมชนคนลุ่มน้ำคลองท่าลาด

เป็นรายงานการศึกษา CHIA ของชาวบ้านบางคล้า ครับ

น่าสนใจมากๆ  หากสนใจ d/l ได้เลยครับ   http://goo.gl/sOrMP

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 28, 2012 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

คู่มือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานอาสาสมัครในสภาวะวิกฤติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขียนโดย พี่หนูหริ่ง นะครับ

ขนาด file 4.08 MB  plugin-volunteer_aa

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 20, 2011 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

นักวิชาการญี่ปุ่นชี้ “เสื้อแดง” กำลังสร้าง “ชาติใหม่” ด่าปัญญาชนไทยยกย่อง “ชนชั้นกลาง” เกินจริง

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเวทีอภิปราย  “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” โดยมีการนำเสนอบทความจากโครงการวิจัย “พัฒนาการจิตสำนึกและขบวนการทางการเมืองของชาวเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” ของอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศ.ทามาดะ โยชิฟูมิ แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในผู้วิจารณ์งานวิจัยชุดนี้ เห็นด้วยกับการนำเสนอของผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ที่ระบุว่า ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่ข้ามชนชั้น  เป็นการรวมตัวกันของคนหลายชนชั้น หลายสถานะอาชีพ ซึ่งทำให้สามารถคิดต่อไปได้ว่าคนเสื้อแดงกำลังสร้างความหมายของคำว่า “ชาติ” ขึ้นมาใหม่ ที่หมายถึงประชาชน เพื่อต่อสู้กับนิยามความหมายของคำว่า “ชาติ” ของฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้นจึงน่าสนใจว่าขบวนการเสื้อแดงในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยรายละเอียดของคำวิจารณ์มีดังนี้

เมื่ออ่านบทความและฟังการนำเสนอแล้วของทั้งสี่ท่านแล้ว   รู้สึกว่าได้ความรู้อย่างกว้างและลึกซึ้ง  เข้าใจหมดไม่มีอะไรจะถาม  เพราะคิดว่าเข้าใจขบวนการเสื้อแดงหมดแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่รู้คือ อนาคตจะเป็นอย่างไร

อยากพูด 2 เรื่อง คือ เรื่องชาตินิยม “การสร้างชาติใหม่”  อ.ปิ่นแก้วบอกว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่ข้ามชนชั้น  เป็นการรวมตัวกันของคนหลายชนชั้น หลายสถานะอาชีพ ซึ่งหมายความว่าคนเสื้อแดงกำลังจะสร้างชาติใหม่  “ชาติใหม่” ที่ว่า ไม่ใช่รัฐ แต่เป็นชุมชนจินตนาการทางการเมือง  ประเทศไทยมีชาติแล้ว  แต่เราทราบกันดีว่าชาติไทยนั้นเป็นอะไรไม่รู้สำหรับประชาชน  มันไม่ได้หมายถึงประชาชน  แต่ฟังจากทีมวิจัยแล้วทำให้เข้าใจว่า คนเสื้อแดงกำลังจะสร้างประชาชาติหรือชาติของเสื้อแดง ที่ต่างไปจากนิยามคำว่า “ชาติ” ของฝ่ายตรงข้าม  และอยู่ในช่วงของการต่อสู้เพื่อชิงความหมายกัน ฝ่ายไหนจะชนะไม่อาจทราบได้  แต่ถ้าคิดตามประวัติศาสตร์สากล  ใคร ที่มีจำนวนมากกว่าจะชนะ  ใครที่มากกว่าก็จะเป็นเจ้าของอธิปไตย  ถ้าขบวนการเสื้อแดงเคลื่อนไหวต่อ  ไม่หยุด  ชาติของเสื้อแดงจะใหญ่ขึ้น  ชาติของเสื้อแดงจะเป็นปลาใหญ่กินปลาเล็ก  จะกลายเป็นชาติใหม่ที่ไม่เหมือนกับชาติที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ผมอ่านหนังสือ อ.ศิโรตม์  คล้ามไพบูลย์  ซึ่งพูดถึงภาพยนตร์สร้างชาตินิยมหลายเรื่องในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ใน ช่วงแรกๆ เป็นชาตินิยมที่ประชนชนร่วมกับชนชั้นปกครองสู้กับพม่า  เช่นเรื่องบางระจัน  แต่ในหนังเรื่องพระนเรศวร  ไม่เน้นประชาชนหรือไพร่ เน้นผู้นำเท่านั้น

ฉะนั้นจึงอยากถามอ.ปิ่นแก้วว่า  ขบวนการเสื้อแดงที่ข้ามชนชั้น อายุ  อาชีพ  และจะสร้างชุมชนจินตนาการใหม่  อาจารย์มองขบวนการนี้ในอนาคตอย่างไร

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับงานวิจัยขบวนการเสื้อแดงโดยตรง คือ อยากจะด่าปัญญาชนหรือสื่อมวลชนบางกลุ่มที่ใช้วาทกรรมชนชั้นกลาง  คนกลุ่มนี้มักจะอ้างว่าคนเสื้อแดง เป็นคนที่อยากยกฐานะให้เท่ากับชนชั้นกลาง  ใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลาง หรือกล่าวว่าคนเสื้อแดงเป็นชนชั้นกลางระดับล่าง ผมไม่ชอบแบบนี้เลย  ทำไม ต้องยกระดับ ชนชั้นกลางไม่ได้มีฐานะสูงอะไรเลย อาจจะมีรายได้สูงกว่าหน่อย แต่เขาก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยมากกว่า และก็ไม่ได้มีคุณภาพและคุณธรรมมากกว่า

ผมคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับวาทกรรมชน ชั้นกลางที่ยกฐานะตัวเองมาตั้งแต่ปี  2535  เป็นต้นมา  ในช่วงก่อนหน้านั้นไม่มีการอ้างตนเองว่าเป็นชนชั้นกลางแล้วด่าว่าชาวบ้านโง่ แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนหรือปัญญาชนบางส่วนกล้าด่าว่าชาวบ้านโง่  ที่ญี่ปุ่นจะทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะเป็นชาติด้วยกัน เป็นคนญี่ปุ่นเหมือนกัน  แต่ที่ประเทศไทยทำได้  เป็นเพราะวาทกรรมที่ยกย่องชนชั้นกลางมากไป เพราะฉะนั้นขบวนการเสื้อแดงหรือปัญญาชนนักวิชาการศึกษาเรื่องเสื้อแดง ควรเลิกยกย่องชนชั้นกลางดีกว่า

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315478624&grpid=&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 8, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

นักวิชาการมช.ยกงานวิจัยชี้ “เสื้อแดง” ไม่ใช่แค่ “คนชั้นกลางระดับล่าง” แต่มีลักษณะ “ข้ามชนชั้น”

เมื่อวันที่ 1 กันยายน มีการจัดเวทีวิชาการ “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในการนี้ ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนองานวิจัยเรื่อง “พัฒนาการจิตสำนึกและปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโครงการวิจัยโครงการใหญ่ที่ชื่อว่า “ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมืองในชนบท” ซึ่งสำนักข่าวประชาธรรมได้เรียบเรียงมานำเสนอในเว็บไซต์ มติชนออนไลน์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนมาเผยแพร่ต่อดังนี้

ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่น่าสนใจ ในแง่หนึ่งสมาชิกมีแหล่งกำเนิดมาจากชนบท แต่ขบวนการเสื้อแดงกลับไม่ได้เกาะเกี่ยวกันด้วยความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของ ชนชั้นชาวนา เหมือนกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาเมื่อทศวรรษ 2510 ขณะเดียวกันขบวนการนี้ก็ต่างไปจากขบวนการสมัชชาคนจน

นักวิชาการที่เขียนเรื่องขบวนการเสื้อแดง ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าขบวนการเสื้อแดงมีความสลับซับซ้อนและประกอบไป ด้วยกลุ่มคนหลายสถานะ หลากความคิดทางการเมือง ยากที่จะกำหนดด้วยเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจ หรือกระทั่งความต่างระหว่างเมืองและชนบท

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาจารย์อรรถจักร สัตยานุรักษ์  เสนอเรื่องแนวคิดชนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและชนบท อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และอ.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ก็เรียกขบวนการนี้ว่าเป็นกลุ่มที่ผสมกันระหว่างกลุ่มที่คัดค้านรัฐประหารกับมวลชนผู้สนับสนุนทักษิณ อ.เกษียร เตชะพีระ ก็มองว่าขบวนการนี้เป็นแนวร่วมระหว่างชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นนายทุนใหญ่ อ.คายส์ (ชาร์ลส์ คายส์) ก็เรียกชาวชนบทที่เข้าร่วมขบวนการนี้ว่าเป็น “กลุ่มคนชนบทผู้เห็นโลกกว้าง” (cosmopolitan villagers) อ.พัฒนา กิติอาษา ก็เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้ประกอบการทางการเมือง

มีหลายคนพยายามตั้งคำถามและหาคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการนี้ งานของตนก็พยายามทำอะไรแบบนั้นเหมือนกัน โดยมีคำถามหลักอยู่ 3 คำถาม คือ

1.ขบวน การเสื้อแดงในเชียงใหม่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนสถานะใด ก่อรูปขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงได้อย่างไร และมีพัฒนาการเช่นไร (ที่เลือกศึกษาเสื้อแดงในเชียงใหม่เพราะว่าเชียงใหม่เป็นหนึ่งในเมืองหลวง ของเสื้อแดง)

2.เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอะไร ที่มีอิทธิพลต่อการก่อรูปของจิตสำนึกทางการเมืองของพวกเขาเหล่านั้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเข้าร่วมในปฏิบัติการทางการเมือง การสวมรับความเป็นแดงของพวกเขามีนัยยะเช่นไร สะท้อนตัวตนความเป็นพลเมืองที่ต่างไปจากเดิมอย่างไร และมีนัยยะที่เปลี่ยนแปลงไปจากการประทะทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร  

3.สื่อเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น อาทิ วิทยุชุมชน มีบทบาทเช่นไรในการสร้างและขับเคลื่อนขบวนการเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น ขบวนการนี้มีความแตกต่างจากขบวนการก่อนหน้านี้ถ้าเทียบกับสหพันธ์ชาวไร่ ชาวนาหรือสมัชชาคนจน เพราะมีการใช้สื่อค่อนข้างมาก มีสื่อเป็นของตัวเอง ด้วยความแตกต่างนี้มันทำให้ขบวนการนี้แตกต่างจากขบวนการอื่นอย่างไร

ความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับคนเสื้อแดงสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มความคิดหลัก ความคิดแรกมองว่าเป็นชนชาวรากหญ้าที่มีการศึกษาต่ำ  เป็นชาวชนบทที่จงรักภักดีต่อทักษิณ และถูกลากเข้าสู่การเมืองของชนชั้นนำ ทัศนะนี้สะท้อนความคิดของผู้ปกครอง ชนชั้นกลาง และนักวิชาการบางท่านก็มองเช่นนี้ คือมองว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามายุ่งทางการเมือง

กลุ่มความคิดอันที่สอง มองจากฐานความคิด เรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก คือมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นชนชั้นกลางระดับล่างในชนบท ที่ชีวิตทางเศรษฐกิจนั้น “ปริ่มน้ำ” นโยบายไทยรักไทย ได้ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นจากอาการปริ่มน้ำหรือความเสี่ยงได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา เมื่อมีการรัฐประหารได้ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจอันนี้ พวกเขาจึงรวมตัวกันทวงสิทธิให้กับพรรคการเมืองของตนเองที่ได้เลือกขึ้นมา

ความคิดทั้งสองแบบไม่ผิด แต่มันไม่พอ ความคิดที่ว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตนไม่มีความเห็นเพราะเป็นวิธีอธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยที่มันดำเนินมา ตลอดช่วงสมัยอยู่แล้ว คือมองว่าประชาชนไม่มีสมองหรือปัญญาเป็นของตนเองที่จะวิเคราะห์การเมือง สามารถที่จะถูกลากมาประหนึ่งว่าเป็นวัวควาย จึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงทางวิชาการ
ความคิดแบบที่สองอาจจะเป็นหลักคิดที่น่าสนใจกว่า คือ การมองว่าการรวมตัวของกลุ่มคนรากหญ้าเหล่านี้ มีแรงผลักทางด้านเศรษฐกิจ  ซึ่งเคยเถียงกับนักวิชาการหลายท่าน เพราะคิดว่ามันไม่พอที่จะนำมาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของ ชนบททั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา พูดง่ายๆ คือ การอธิบายแบบใช้เศรษฐกิจกำหนดนั้น ไม่ช่วยให้เข้าใจว่า ความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร และเพราะอะไร

งานวิจัยชิ้นนี้จึงพยายามอธิบายแบบกลับหัวกลับหาง คือแทนที่จะมองการเมืองจากด้านบนลงมา ตนพยายามทำความเข้าใจในความขัดแย้งทางการเมืองจากฐานคิดของรากหญ้า ชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการนี้เขาคิดอย่างไร ขบวนการนี้ต่างไปจากขบวนการทางสังคมอื่นในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง

ข้อค้นพบเบื้องต้นพบว่า ก็จริงที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้ง ( Election Politic)  มีผลอย่างยิ่งต่อจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชนบท ในทุกหมู่บ้านที่ตนเข้าไปศึกษา ในยุคก่อนไทยรักไทย ชาวบ้านไม่เคยคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และไม่คิดว่าการเลือกตั้งคือปริมณฑลทางการเมือง คือเป็นปริมณฑล (ทางการเมือง) ของคนกรุงเทพ แต่ไม่เคยคิดว่าปริมณฑลของการเลือกตั้งจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในชนบท

รัฐบาลไทยรักไทยสองสมัยได้เปลี่ยนความคิดนี้ แล้วก็ช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้งนั้นมีผลโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นตัวทำให้ชาวบ้านมองว่าสิทธิทางการเมืองจะนำมาซึ่งความมั่นคงทาง เศรษฐกิจในชนบท คือการเชื่อมโยงของสองอันนี้มันทำให้จิตสำนึกทางการเมืองของชาวบ้านในชนบท ปัจจุบันไม่ต่างไปจากสำนึกทางการเมืองของปัญญาชนหรือชนชั้นกลางทั่วไป แต่ก่อนเรามองว่าชาวบ้านนั้นไม่เข้าใจการเมืองในระบอบเลือกตั้ง หรือมองการเมืองในระบอบการเลือกตั้งห่างไกลจากชนบท ซึ่งแต่ก่อนนั้นอาจจะใช่ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการมองแบบนี้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อีก ต่อไป

เวลามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียวตนพบว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่า มันมีพหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่างๆที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ

จากคำบอกเล่าของแกนนำ เหตุผลการขึ้นมาค้านรัฐประหารของเสื้อแดงเชียงใหม่ไม่ใช่เพราะทักษิณ แต่เป็นเรื่องของการประกาศกฎอัยการศึกในเชียงใหม่ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวตกต่ำ เมื่อกลุ่มแกนนำไปประท้วงกัน ทหารก็จับไปขัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขบวนการต่อเนื่องตามมา
มันมีเหตุผลมากมายของผู้คนที่เข้ามาร่วมกับขบวนการเสื้อแดง ความหลากหลายเหตุนี้มันจึงน่าสนใจถ้าเทียบกับขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการ สังคมในยุคก่อนๆ  ขบวนการชาวนาชาวไร่ประเด็นคือค่าเช่านา ขบวนการของสมัชชาคนจน ประเด็นคือค้านโครงการขนาดใหญ่  เสื้อแดงอาจจะเป็นขบวนการแรกในประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ มีเหตุผลที่มากมายแต่สามารถที่จะเหลาประเด็นให้เป็นประเด็นเดียวกันได้ใน เวลาต่อมา

ขบวนการดังกล่าวมีความเป็นเอกเทศ และรวมตัวกันแบบหลวมๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคำอธิบายกระแสหลักที่ว่า เป็นประเด็นที่สั่งการมาจากศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ ตนพบจากการศึกษาว่า ขบวน การนี้รวมตัวกันแบบหลวมๆไม่มีใครสั่งใครได้ ถ้าเห็นพ้องกันว่าการเคลื่อนไหวมีเป้าหมายสำคัญก็รวมตัวกัน เป็นขบวนการแนวนอนเชื่อมโยงในรูปแบบเครือข่ายและพึ่งพาตัวเองในแง่ทุน เราพบว่า กลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงในระดับอำเภอ หรือท้องถิ่น พัฒนายุทธศาสตร์อย่างหลากหลาย กล่าวคือ สมัชชาคนจนอาจจะได้ทุนมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากการระดมทุน ส่วนหนึ่งเอ็นจีโอสนับสนุนทุนด้วย แต่ขบวนการของชาวบ้านเสื้อแดงพึ่งพาตัวเองในแง่จัดหาทุนค่อนข้างเติบโตและเป็นตัวของตัวเอง

การเกิดขึ้นของชมรมเสื้อแดงในแต่ละอำเภอมีโทนใหญ่มาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และนปช.เสื้อแดง ซึ่งแตกต่างจากขบวนการสังคมในอดีต เรา พบว่าในขณะที่ขบวนการชาวไร่ชาวนา กลุ่มจัดตั้งหลักเป็นกลุ่มนักศึกษา หรือชนชั้นกลาง ปัญญาชนในเมือง ขบวนการสมัชชาคนจนกลุ่มที่จัดตั้งเป็นขบวนการเอ็นจีโอ ในขบวนการเสื้อแดงเราพบว่าชาวบ้านธรรมดาผันตัวเองขึ้นมาเป็นนักกิจกรรมชนบท ทำงานจัดตั้งกันเอง ทำงานสร้างเครือข่ายกันเอง ซึ่งเป็นมิติที่ไม่มีในขบวนการสังคมในอดีต

งานวิจัยยังพบอีกว่าสิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ ทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น มีการเปลี่ยนผ่าน มันไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด ความเชื่อเดียวกัน (ตอนแรกเขาอาจจะคิดง่ายๆว่า เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่) มีการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของคนเสื้อแดงในการมองความ สัมพันธ์ของตนเองกับสถาบันต่างๆสองระลอก (จริงๆแล้วเปลี่ยนผ่านหลายระลอก) โดยเหตุการณ์พฤษภา 53 ถือเป็นระลอกที่สำคัญ

ความเชื่อที่ว่าคนเสื้อแดงเกิดขึ้นมาเป็นแขนขาพรรคไทยรักไทยเพื่อ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ก็ไม่จริงทีเดียว เพราะหลังจากพรรคไทยรักไทยถูกโค่นใหม่ๆ กลับไม่มีปฏิบัติการทางการเมืองใดๆ จนกระทั่งมีรัฐประหารแล้ว กรณีของเสื้อแดงเชียงใหม่ มันเริ่มต้นจากในเมืองก่อนชนบท มีการก่อตัวของชนชั้นกลางในเมืองที่รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมาแล้วค่อยๆขยาย ลงสู่ชนบท และเครื่องมือหรือกลไกสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มในระดับอำเภอคือ วิทยุชุมชน 92.5 MGH

นอกจากนี้พบว่าสมาชิกเสื้อแดงในระดับอำเภอมีความหลากหลายทางอาชีพมาก กลุ่มแดงดอยสะเก็ด มีประธานเป็นพ่อค้าในตลาดดอยสะเก็ด แกนนำของกลุ่มประกอบไปด้วย ครู นักธุรกิจท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ข้าราชการในอำเภอ เกษตรกร แรงงานรับจ้าง และแม่ค้า-แม่บ้าน ซึ่งแทบทุกกลุ่มจะมีสมาชิกที่สังกัดสถานะทางสังคมทุกสถานะ ไม่ใช่แค่เป็นเกษตรกรหรือชาวนารับจ้างอย่างเดียว

กรณีกลุ่มรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ ก็เช่นเดียวกัน  แกนนำมาจากหลายหมู่เหล่า ทั้งผู้นำทางการของชุมชน อดีตสหาย กลุ่มครู  นักธุรกิจท้องถิ่น  โดยมีคหบดีท้องถิ่นเป็นประธานกลุ่ม ในสันกำแพง กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย กลุ่มหลักประกอบด้วยแม่ค้า และนักธุรกิจ

การยกกลุ่มหลากอาชีพเพื่อจะชี้ให้เห็นว่ามัน เป็นขบวนการข้ามชนชั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ ซึ่งขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะความเชื่อว่าคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่างกันจะมีอุดมการณ์ทางการเมือง ร่วมกันได้อย่างไร

คำถามใหญ่ซึ่งมักจะถูกถามอย่างยิ่งจากนักรัฐศาสตร์ คือเสื้อแดงนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคการเมือง ตนพบว่าพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคไทยรักไทยมีบทบาทสำคัญในขบวนการเสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจในช่วงการก่อตัวในยุคแรก พรรคการเมืองหรือนปช.ส่วนกลางมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง หรือไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในระดับท้องถิ่นทำกันเอง พรรคการเมืองไม่ได้สนับสนุน แกนนำให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำไปว่า “อยากให้พรรคการเมืองท้องถิ่นสนับสนุน” แต่หลายส่วนค่อนข้างกลัวเพราะอยู่ในช่วงของการรัฐประหาร

เมื่อมีกิจกรรมขึ้นมาแล้ว พรรคการเมืองจึงเริ่มเข้ามาสัมพันธ์ด้วย แต่ความสัมพันธ์เป็นไปในเชิงเครือข่ายพันธมิตร พรรคการเมืองสนับสนุนเรื่องเงินบ้าง แต่ส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนกันเอง  เป็นลักษณะของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรม เป็นมวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย

ประเด็นที่สองคือเรื่องการกลายเป็นแดง เสื้อแดงไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ที่จะเป็นกันง่ายๆ ในช่วงหลายปีของการเข้าร่วมขบวนการ หรือกลายเป็นแดงค่อนข้างหลากหลายจนสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นมาได้ ในที่สุดก็ถามว่าความเป็นแดงคืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆกัน คือ “ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม”

คำพูดของแกนนำนปช.จังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่งในระดับชาวบ้านพูดชัดว่า
“ผมว่าเรื่องที่เราต่อสู้ช่วงแรกเนี่ย ต้องถือว่าปัญหาเป็นหลักใหญ่ใจความก็คือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็คือ ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ปวงชน ฉะนั้นนั่นหมายความว่าสามอำนาจต้องถูกเลือกจากประชาชน…แล้วทุกคนพูดถึง ระบอบ ถึงโครงสร้างตัวนั้นเนี่ย ผมบอกว่าตัวนั้นถ้าไม่ปรับตัวนะ ผมว่าพัฒนาการขับเคลื่อนทางสังคม ผมทายไว้ก่อนเลยนะครับ มิคสัญญีจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยล้านเปอร์เซ็นต์ ตราบใดสังคมนี้ไม่ได้ประชาธิปไตย หนึ่ง โครงสร้างไม่ปรับ สอง ยาก ผมบอกเลย ยาก ที่สังคมจะสงบนะครับ”

คำพูดของชาวบ้านสันทรายคองน้อย  อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ก็น่าสนใจ โดยกล่าว ว่ากระบวนการกลายเป็นแดงหรืออัตลักษณ์แดงมันไม่ได้คล้ายกับสมบัติที่ไปซื้อ มาแล้วอยู่ๆก็เป็น แต่เห็นว่าผู้ขึ้นมามีอำนาจไม่ทำตามกติกาจึงกลายมาเป็นแดงคนเสื้อแดงบางส่วน กลายเป็นแดงด้วยเหตุผลนี้

“แต่ก่อนน่ะเหรอ เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองน่ะสิ เมื่อก่อนนี้ก็เป็นเสื้อเหลือง อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม  พวกนี้ ในป่า ในอะไรพวกนี้ แล้วที่นี้เรื่องที่เป็นเสื้อแดงก็หมายถึงว่า ความไม่ยุติธรรม หมายความว่า กติกาคนเราจะต้องมีกติกาใช่ไหม กติกาก็หมายถึงสัญญา แล้วทีนี้ รัฐบาลมันไม่ทำตามสัญญาเราใช่ไหม ไม่ทำตามสัญญา ก็หมายความว่า ไปละเมิดข้อสัญญาเรา ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีการไปแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีการเลือก แต่งตั้งแล้วเอาอภิสิทธิ์เป็นนายก อันนี้คือประชาชนเราไม่ได้เลือกตั้งขึ้นมา อันนี้หมายความว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนกับชาวบ้านเราเหมือนกันน่ะ เมื่อมีการประชุม เราก็จะมีการกติกานะ ให้ทำตามแบบนี้ แล้วที่นี้ ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามกติกาเรา  ตาก็เลยเริ่ม เออ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมา ก็เลยเป็นเสื้อแดง เป็นเสื้อแดงแบบนี้แหละครับ”

อันนี้คือสิ่งที่พยายามจะแยกให้เห็นว่า แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรของพรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นแขนขา ดังตัวอย่างคำพูดของแกนนำนปช.อำเภอดอยสะเก็ดที่ให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้ง ว่า “แต่ถ้าสมมติว่าพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลนะครับ แล้วทำไม่ดี ทำห่วยยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เราก็จะจัดการคนของเราเองนะครับ อันนี้ก็จองกฐินไว้ล่วงหน้าเลย กลุ่มของเราชนะแล้วไม่ใช่จะเลิก” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป็นกระบวนการตามกติกาของระบอบการเลือกตั้งที่ ถ้าพรรคการเมืองไม่ทำตามนโยบายที่ได้รับปากไว้ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะกดดันเรียกร้องให้เปลี่ยนพรรคการเมือง

มีคำสองคำที่พูดในขบวนการเสื้อแดงมาก คือ ความเป็นแดง กับ ความเป็นไพร่ ซึ่งเมื่อไปถามคนเสื้อแดงว่า เสื้อแดงคืออะไร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันว่า เสื้อแดงคือ คนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เป็นผู้ที่รักความจริง

อันสุดท้ายสำคัญมาก คือชาวบ้านมองสื่อกระแส หลัก และสิ่งที่รัฐพูดนั้นเป็นข้อมูลด้านเดียว เสื้อแดงเป็นผู้ที่จะมาเปิดข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้โลกรู้ นี่เป็นที่มาว่า สื่อเสื้อแดงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะพยายามเปิดเผยความจริงด้านที่สังคมไทยปิด นี่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยทางการเมือง
ส่วนความเป็นไพร่สะท้อนความเป็นพลเมืองชั้นสองภายใต้ความสัมพันธ์กับรัฐไทย  แต่พอผ่านการเลือกตั้งมาก็ไม่แน่ใจว่า วาทกรรมอันนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนการเลือกตั้งวาทกรรมนี้เป็นวาทกรรมใหญ่ ซึ่งนิยามให้เห็นว่า แม้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแต่เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าทำอะไรรัฐไม่เคยรับรู้ และพยายามกดทับอยู่ตลอดเวลา

ความเป็นแดงและความเป็นไพร่ เป็นอัตลักษณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าอยู่ชนชั้นไหน แต่ด้วยความเป็นผู้ที่รักความจริง รักประชาธิปไตย เป็นผู้ไม่มีอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย  จึงกลายเป็นเสื้อแดง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315385552&grpid=no&catid=02&subcatid=0202

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 8, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

จิตอาสา การทำความดี และสำนึกพลเมือง

คำและกระแสเรื่องจิตอาสา และการทำความดีถูกปลุกให้ลุกโชนอย่างรวดเร็วในหมู่เยาวชน คนหนุ่มสาว จากเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเหตุการณ์อื่นๆ ทางสังคมที่ทำให้เกิดการรวมตัวและช่วยเหลือกันอย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่สถาบันการศึกษาในทุกระดับ ในทุกภูมิภาค ก็ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะตระหนักว่าบ้านเมืองและสังคมยามนี้ ต้องการบุคคลที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากยิ่งขึ้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องจิตอาสากลายเป็นกระแสฟีเวอร์ในขณะนี้

แต่การวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจเรื่องจิตอาสาที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ยังเป็นการวิเคราะห์ที่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึง รูปแบบและการจัดกิจกรรมอาสาสมัคร กล่าวอย่างไม่ผิดนักว่าเป็นการวิเคราะห์ในระดับปรากฏการณ์ที่ตาเห็น นั่นจึงทำให้มีการสรุปไว้อย่างรวบรัดว่า จิตอาสาเป็นเรื่องของการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม และเป็นจิตสำนึกพลเมือง

ในบทความนี้พยายามวิเคราะห์ แยกแยะ และชี้ให้เห็นว่า จิตอาสา และ จิตสำนึกพลเมือง เป็นเรื่องที่แตกต่างกันในระดับกรอบคิด (mental model) เพราะจิตอาสาแท้ที่จริงแล้วเป็นการทำงานเพื่อตอบประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก และการจะพัฒนาให้จิตอาสาเติบโตเป็นจิตสำนึกพลเมืองได้นั้น จำเป็นต้องเชื่อมโยงให้อาสาสมัคร เห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนตัวอาสาสมัครกับส่วนรวม และตระหนักว่าสาธารณะ หรือ ส่วนรวม (หรือ คนอื่น) สำคัญกว่าส่วนตัว อีกทั้งเมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ ส่วนตัวจึงจะได้ประโยชน์ตามมา

สนใจอ่านต่อ download ครับ ขนาด file 540 KB  สำนึกสาธารณะ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 15, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,