RSS

Tag Archives: การเมือง

“คุยกันฉันคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์ (2)” โดย เกษียร เตชะพีระ



วีรพงษ์ รามางกูร vs. Stanley Fischer

(เรียบ เรียงจากคำบรรยายของผู้เขียนเรื่อง “คุยกันฉันคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์: ว่าด้วยความ (ไม่) รู้เศรษฐ ศาสตร์ของ อ.นิธิ” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 28 พ.ค.2555

2) คิดแบบเศรษฐศาสตร์คือคิดแบบไทยๆ

ชื่อ หัวข้อนี้คงยั่วอารมณ์นักเศรษฐศาสตร์ให้ขัดเคืองบ้างไม่มากก็น้อย เพราะคล้ายกับกล่าวหากลายๆ ว่าการคิดแบบเศรษฐศาสตร์นั้นมันไม่เข้มข้นเข้มงวดทางหลักวิชา (ไม่ rigorous) สักเท่าไหร่-ซึ่งเอาเข้าจริงก็ตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้นนะครับ แหะๆ

แต่จริงๆ แล้วข้อเสนอของผมก็คือ [คิดแบบไทย=คิดแบบวิทยาศาสตร์=คิดแบบเศรษฐศาสตร์=คิดอย่างไม่คำนึงถึง เงื่อนไขหรือไม่ดูสถานการณ์เฉพาะของแต่ละสังคมนั่นเอง

คิดแบบวิทยา ศาสตร์คือ คิดอย่างไร? คิดแบบวิทยาศาสตร์คือ คิดแบบจำลองสภาวะอุดมคติ ที่ตัดทอนเหล่าปัจจัยแทรกซ้อนออกไปให้หมดเหมือนในห้องทดลอง จนเหลือแต่ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง และต้องการพิสูจน์ จะได้ดูความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเหล่านั้นว่าเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับน้ำ ว่าร้อนกี่องศาจึงจะเดือดกลายเป็นไอ โดยลดลัดตัดทอนปัจจัยแทรกซ้อนที่ย่อมต้องมีอยู่ในความเป็นจริง อย่างคุณภาพน้ำหรือแรงกดอากาศออกไปก่อน เป็นต้น

คิดแบบไทยจึงละม้าย เหมือนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ในความหมายนี้ คือตัดเงื่อนไขปัจจัยซับซ้อนหลากหลาย และสถานการณ์เฉพาะที่เปลี่ยนแปรไปในแต่ละบริบทกาลเทศะสังคมวัฒนธรรมออกไป แล้วคิดพิจารณาปัญหาอย่างเถรตรง หัวสี่เหลี่ยม มีคำตอบสูตรสำเร็จอย่างง่ายๆ เช่น

เมื่อเผชิญปัญหาสังคมก็คิดแก้โดยเทศนาสั่งสอนอบรมศีลธรรมให้ “จงทำดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์ พึงขจัด อีกทั้งโลภและโกรธหลง” ท่าเดียว โดยหวังใช้การเทศน์ทางศีลธรรมนั้นไปทดแทนการเข้าใจเหตุปัจจัยแห่งปัญหา (เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การถูกแย่งชิงทรัพยากร การเอารัดเอาเปรียบไม่เป็นธรรม ฯลฯ) และการวางมาตรการกลไกแก้ไขปัญหา (เช่น การกระจายรายได้ เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า วางหลักและกลไกปกป้องสิทธิชุมชนเหนือทรัพยากรท้องถิ่น ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมฯลฯ)

เมื่อเผชิญปัญหาการเมืองการ ปกครองไม่ว่าอะไรซับซ้อนแค่ไหน ก็คิดแก้โดยเทศนาสั่ง สอนอบรมศีลธรรมราชาชาตินิยมให้ว่า “ชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์?ต้องตอบแทนบุญคุณ แผ่นดิน” ท่าเดียว โดยไม่วิเคราะห์เหตุปัจจัยแห่งปัญหา (เช่น อำนาจรวมศูนย์สูงแต่ขาดเอกภาพของ โครงสร้างรัฐราชการ, อำนาจการเมืองการปกครองเสียดุล เอียงเทกระเท่เร่ไปทางอำนาจรัฐและอำนาจทุน แต่ชาวบ้านขาดไร้ปัจจัยหรือโอกาสในการใช้อำนาจ ฯลฯ) และวางมาตรการกลไกแก้ไข ปัญหา (เช่น เสริมสร้างกลไกและทรัพยากรแห่งอำนาจชาวบ้านในการจัดตั้งรวมตัวเป็นองค์กร อิสระเพื่อปกป้องสิทธิและต่อรองกับอำนาจรัฐและอำนาจทุนอย่างทัดเทียม, การให้อำนาจปกครอง ตนเองแก่ท้องถิ่นระดับต่างๆ ฯลฯ)

การคิดแบบ เศรษฐศาสตร์ก็เป็น subset หรือแขนงย่อยของอาการคิดแบบวิทยาศาสตร์นั่นเอง ดังที่อาจารย์เศรษฐศาสตร์และอดีตคอลัมนิสต์ชื่อดังท่านหนึ่งเคยแสดงความปลาบ ปลื้มภาคภูมิใจว่า เศรษฐศาสตร์เป็นสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์หนึ่งเดียวที่มีรางวัลโนเบลอันทรง เกียรติระดับโลกให้ ส่วนสาขาอื่น (เช่น รัฐศาสตร์ของผม มิพักต้องพูดถึงประวัติศาสตร์ของ อ.นิธิ ซึ่งถูกจัดเป็นมนุษยศาสตร์) ไม่มี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเศรษฐศาสตร์ (economic science) มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ใกล้เคียงวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างฟิสิกส์, เคมี ฯลฯ (scientism) ยิ่งกว่าสาขาอื่นของสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์นั่นเอง

และ เช่นเดียวกันเศรษฐศาสตร์ก็มีแนวโน้มที่จะคิดอย่างไม่คำนึงถึงเงื่อนไขหรือ ไม่ดูสถานการณ์เฉพาะของแต่ละสังคมแบบวิทยาศาสตร์ด้วย โดยแสดงอาการยึดมั่นถือมั่นว่ามีสิ่งที่ถูก ต้องดีงามทางเศรษฐศาสตร์บางอย่างที่ไม่ต้องถาม ห้ามท้า ห้ามถาม อาทิ กลไกตลาด, โลกาภิวัตน์, ความเชื่อมั่นของนักลงทุน, วินัยทางการคลัง ฯลฯ

ดัง ที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน เคยเล่าถึงประสบการณ์ที่เผชิญการคิดแบบเศรษฐศาสตร์จังๆ จาก Dr.Stanley Fischer รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ไอเอ็มเอฟ (ปัจจุบันเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล) เมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ.2540 ว่า :

“เมื่อตอนที่เรากำลังเจรจาทำข้อตกลงเงื่อนไขฉบับแรก กับไอเอ็มเอฟ (2540) ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี วันหนึ่ง ดร.สแตนลี่ ฟิชเชอร์ (รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอเอ็มเอฟ) บินมาเมืองไทย ขอเชิญผมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไปรับประทานอาหารเช้ากับเขาที่ โรงแรมโอเรียนเต็ล ผมบอกเขาว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ที่เจรจาเงื่อนไขทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงแล้ว เราสองคนซึ่งก็เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งคู่ เพราะ ดร.ฟิชเชอร์เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่ง แมสซาชูเซตส์หรือ MIT เราควรจะมาตรวจดูเหมือนกับการตรวจวิทยานิพนธ์แล้วปรึกษากันว่า เงื่อนไขที่จะใส่ในหนังสือแสดงความจำนงนั้นจะถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ยาที่ใช้จะถูกกับโรคหรือไม่

“เขาตอบผมว่า เขาไม่มีเวลาดูหรอก เพราะเขาไม่มีเวลา เขาต้องดูแลประเทศต่างๆ ทั่วโลก ขอให้เชื่อนายฮูแบร็ต ไนส์ ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของไอเอ็มเอฟ เพราะเคยให้ยากับประเทศต่างๆ มาทั่วโลกแล้ว ผมแย้งว่า ′ประเทศต่างๆ มีโครงสร้างเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทาง เศรษฐกิจต่างกัน จะใช้ยาขนานเดียวกันทั่วโลกได้อย่างไร′ เขาตอบว่า ′ไม่เป็นไร ยาขนานเดียวใช้ได้หมด′ ผมเดินออกมาอย่างเศร้าใจกับวิธีทำงานของ ดร.ฟิชเชอร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ไอเอ็มเอฟ”

วีรพงษ์ รามางกูร, คอลัมน์คนเดินตรอก

ประชาชาติธุรกิจ, 12 ก.ค.2547 , น. 2

3) ความน่ากลัวของคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์

ความ ไม่รู้เศรษฐศาสตร์ของคนอย่างอาจารย์นิธิจึงเอเลี่ยน (ต่างด้าว), เป็นอื่น, น่ากลัว, อ่านแล้วฟังแล้วไม่ใคร่สบายใจ (uneasy) สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ค่อยอยากอ่านอยากฟัง เพราะรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้าหรือถูกรุกล้ำที่หวงห้ามอันศักดิ์สิทธิ์ของ วิชาเศรษฐศาสตร์

และวิธีจัดการทางวาทกรรมกับความไม่รู้ของคนไม่รู้ เศรษฐศาสตร์ก็คือ ผลักไสให้ห่างตัว ออกไปด้วยคำปรามาสว่า “อนุบาล” บ้าง, “โง่” บ้าง, “บ้า” บ้าง ฯลฯ ด้วยอำนาจที่ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ “ครอบ” (subjection) แล้ว “บันดาล” ให้มีในฐานะ “นักเศรษฐศาสตร์” (subject)

4) นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีเป็นอย่างไร?

ฉะนั้น หากเราตระหนักว่าเศรษฐศาสตร์ก็เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งเรียนแล้วรู้แล้วก็ เสมือนใส่แว่นมองโลก สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เห็นในโลกผ่านหลักวิชาเศรษฐศาสตร์จึงเป็นการมอง ผ่านกรอบแว่นที่ช่วยให้มองเห็นบางอย่าง แต่อาจบดบังให้มองไม่เห็นบางอย่าง, ช่วยขยายขับเน้นโฟกัสให้เห็นบางอย่างชัดขึ้น แต่อาจกลับเห็นบางอย่างที่อยู่นอกเหนือโฟกัสพร่ามัวลงเป็นธรรมดา เหมือนศาสตร์อื่นทุกแขนง

จากประสบการณ์ของผมที่ได้รู้จักครูพักลักจำ มา นักเศรษฐศาสตร์ที่น่านับถือที่สุดและเก่งที่สุดคือ นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้รู้แต่เศรษฐศาสตร์ หากรู้ศาสตร์อย่างอื่นที่จำเป็นแก่การตอบปัญหาของโลกและชีวิตอันซับซ้อนหลาก หลายด้วย

ในทางกลับกัน นักเศรษฐศาสตร์ที่โง่เขลาที่สุดและน่าหัวร่อเยาะที่สุดคือ นักเศรษฐศาสตร์ที่ ไม่รู้ว่าขีดจำกัดของความรู้เศรษฐศาสตร์อยู่ตรงไหน หลงคิดว่าเอามันไปตอบได้ทุกเรื่องในโลกและชีวิต…..

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

เปิดคำวินิจฉัยกลางศาล รธน. กรณีคำร้อง “ม.68”

หมายเหตุ – เป็นส่วนหนึ่งในสาระสำคัญของคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยกคำร้อง 5 คำร้อง ว่าการจัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ไม่เป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่รายละเอียดคำวินิจฉัยกลาง ทางเว็บไซต์ http://www.constitutionalcourt.or.th เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม

ศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้ว คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามที่ได้กำหนดไว้

ประเด็นที่หนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 68 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ

มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้? และวรรคสอง บัญญัติว่า “ในการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการ

กระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว…?

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่า มาตรา 68 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้ทราบการ

กระทำอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 68 ที่จะใช้สิทธิให้มีการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวได้ โดยให้มีสิทธิสองประการ คือ ประการที่หนึ่ง เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และประการที่สอง สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ เพราะอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการในกรณีที่ผู้ร้องใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรคสองนี้ เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดเพียงแต่มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และยื่นคำร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น หาได้ตัดสิทธิของผู้ร้องที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่

แม้ผู้ร้องได้เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะใช้สิทธิประการที่สองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้…และเป็นไปเพื่อการรับรองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 ที่ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้? เนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้เลิกการกระทำที่อาจเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้นั้น การ

กระทำดังกล่าวจะต้องดำเนินอยู่และยังไม่บังเกิดผล ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะมีคำวินิจฉัยสั่งให้เลิกการกระทำนั้นได้ หาไม่แล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรคสองนี้ก็จะพ้นวิสัย ไม่สามารถใช้บังคับได้…โดยสภาพจึงเป็นมาตรการในการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้มีโอกาสตรวจสอบและวินิจฉัย

สั่งการให้เลิกการกระทำที่จะเป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองและการล้มล้างรัฐธรรมนูญมิให้เกิดขึ้นได้…

เนื่องจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรานี้มิได้มุ่งหมายลงโทษทางอาญา หรือลงโทษทางรัฐธรรมนูญโดยยุบพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสั่งให้เลิกการกระทำที่มิชอบตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง

เสียก่อนที่การกระทำนั้นจะบังเกิดผล การมีอยู่ของมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งรัฐธรรมนูญนี้ จึงเป็นไปเพื่อรักษาหรือคุ้มครองตัวรัฐธรรมนูญ…

หากพิจารณาจากรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่ง

ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังพิจารณาได้ว่า สาระสำคัญของการอภิปรายนั้นมีเจตนาร่วมกันอยู่ที่การจะให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญผ่านกลไกของรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้เป็นสำคัญยิ่งกว่าเรื่องตัวบุคคลผู้มีสิทธิเสนอคำร้อง การตีความเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องตีความไปในแนวทางของการยอมรับสิทธิ มิใช่จำกัดสิทธิ…

กรณีอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงตามมาตรา 68 วรรคสองแล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งประการใดจากอัยการสูงสุด หากปล่อยให้กระบวนการการลงมติวาระที่สามลุล่วงไปแล้ว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นเป็นไปโดย

มิชอบตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ให้เลิกการกระทำนั้น ก็จะไม่สามารถบังคับตามคำวินิจฉัยในทางใดได้อีก รวมทั้งไม่อาจย้อนคืนแก้ไขผลที่เกิดขึ้นจากการ

กระทำดังกล่าวได้

ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง

ประเด็นที่สอง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่

เห็นว่า อำนาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองหรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของประชาชนอันเป็นที่มาโดยตรงในการให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ โดยถือว่ามีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งระบบกฎหมายและองค์กรทั้งหลายในการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครอง เมื่อองค์กรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรนั้นใช้อำนาจที่ได้รับมอบมาจากรัฐธรรมนูญนั้นเอง กลับไปแก้รัฐธรรมนูญนั้นเหมือนการใช้อำนาจแก้ไขกฎหมายธรรมดา

สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายที่ยึดหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดวิธีการหรือกระบวนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากกฎหมายโดยทั่วไป

การตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นกระบานการที่ได้ผ่านการลงประชามติโดยตรงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้

ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรจะได้ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสมและเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 291

ประเด็นที่สาม การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง หรือไม่

เห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 มีเจตนารมณ์เพื่อต้องการให้มีวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นรายมาตรา… หากพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ…) พุทธศักราช…. ที่มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และกำหนดกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังที่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่สอง และกำลังเข้าสู่การลงมติในวาระที่สาม จะเห็นได้ว่ากระบวนการดังกล่าวยังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง

อีกทั้งขั้นตอนการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญยังมิได้เป็นรูปธรรม การกล่าวอ้างของผู้ร้องจึงเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งยังไม่ปรากฏผลประการใด… ประกอบกับบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช…. ให้เหตุผลว่า “จะยังคงรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ตลอดไป? และในบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาตรา 291/11 วรรคห้า ก็ยังบัญญัติคุ้มกันเพื่อรับรองการร่างรัฐธรรมนูญที่จะไม่กระทบถึงสาระสำคัญแห่งรัฐว่า “ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้? และหากร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้าดังกล่าว “ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีอันตกไป? ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 291/11 วรรคหก

อย่างไรก็ตาม หากสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์แล้ว ทั้งประธานรัฐสภาและรัฐสภาก็มีอำนาจยับยั้งให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไปได้…

ประการสำคัญเมื่อพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง และการไต่สวนของศาลจากฝ่ายผู้ถูกร้อง อาทิ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา นายอัชพร จารุจินดา ผู้แทนคณะรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ผู้แทนพรรคเพื่อไทย นายชุมพล ศิลปอาชา ผู้แทนพรรคชาติไทยพัฒนา และนายภราดร ปริศนานันทกุล ล้วนต่างเบิกความถึงเจตนารมณ์ในการดำเนินการเพื่อให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะกระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้…

พิจารณาแล้วจึงเห็นว่า ข้อกล่าวอ้างทั้งหมดจึงคงเป็นเพียงการคาดการณ์ หรือเป็นความห่วงใยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งยังห่างไกลต่อการที่จะเกิดเหตุตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงยังไม่พอฟังได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้แต่อย่างใด

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงให้ยกคำร้องทั้งห้าคำร้อง

 
 

ป้ายกำกับ: ,

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ปรองดอง บนศพเกลื่อนกลาด

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2555)

 

ผมขอเดาว่า พ.ร.บ.ปรองดองผ่านสภาแน่ โดยร่างของ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นร่างหลัก อีกทั้งไม่เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งใหญ่ในสังคม หรือยังไม่เป็นเหตุให้เกิดในตอนนี้หรอก

หากผมเดาถูก ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ใครที่ติดตามสัญญาณทางการเมืองมา ก็คงเดาได้อย่างเดียวกัน พ.ร.บ.ปรองดองที่มุ่งจะเอาคุณทักษิณกลับประเทศ จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเจรจาต้าอวยกันก่อน อาศัยแต่เสียงข้างมากในสภาเพียงอย่างเดียว ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

เขาเจรจาต่อรองกันที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่มีสัญญาณที่ใครๆ ก็เห็นว่า ได้ตกลงกันถึงระดับที่พอใจแก่ทั้งสองฝ่ายแล้ว จู่ๆ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จะไปงานเลี้ยงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จัดขึ้น แสดงไมตรีตอบสนองกันให้สื่อได้เห็น จนแม้แต่เปิดบ้านต้อนรับการเข้าอวยพรในวันสงกรานต์แก่นายกฯยิ่งลักษณ์ และเมื่อเร็วๆ นี้ ยังพูดชมเชยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าเป็นคนดี ย่อมจะร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ทางฝ่ายเสื้อแดงก็หยุดโจมตีพลเอกเปรม แกนนำบางคนถึงกับพูดยกย่อง บางคนไม่ยกย่อง แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าเกมส์เปลี่ยนไปแล้ว วาทกรรมอำมาตย์-ไพร่ค่อนข้างเลือนรางลง

ในข้อตกลงกันนี้จะมีรายละเอียดอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่อยากเดาว่าคงต้องมีอย่างน้อยคือ

1/ คุณทักษิณกลับประเทศได้ ภาระทางคดีที่ดินรัชดานั้น จะได้รับการนิรโทษกรรม ส่วนคดีอื่นๆ ต้องว่ากันไปในแต่ละคดี ส่วนหนึ่งคงระงับการฟ้องร้อง (เพราะการถูกฟ้องร้องเป็นการกระทำที่เนื่องกับการยึดอำนาจ ในวันที่ 19 ก.ย.49) แต่คุณทักษิณจะไม่กลับเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก ตรงกับที่คุณทักษิณได้ให้สัมภาษณ์เองก่อนหน้านี้

ข้อตกลงนี้ อย่างน้อยก็ทำความมั่นใจแก่ผู้ที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณทักษิณว่า จะไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง อย่างน้อยก็โดยยังไม่ทันตั้งตัว ส่วนตำแหน่งที่ได้มาเพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เอาไว้ต่อสู้กันใน ส.ส.ร.ต่อไปข้างหน้า

2/ ในส่วนข้าราชการประจำที่สำคัญๆ และเป็นกำลังหลักของฝ่ายปฏิปักษ์คุณทักษิณ น่าจะทำความเข้าใจกันแล้วว่า จะไม่โยกย้ายจนกว่าจะครบอายุเกษียณอายุ

3/ เมื่อเลิกแล้วต่อคุณทักษิณ ก็หมายความว่าต้องเลิกแล้วต่อฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณด้วย โดยเฉพาะทหารที่สังหารหมู่ประชาชน รวมทั้งฝ่ายพันธมิตร ที่ได้ละเมิดกฎหมายมาก่อน ข้อนี้เห็นได้ชัดในร่าง พ.ร.บ.ปรองดองอยู่แล้ว

4/ ฝ่ายคุณทักษิณคงสัญญาว่า จะไม่ทำอะไรที่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิมในประเทศไทย โดยอีกฝ่ายหนึ่งก็จะยุติการตามล้างตามผลาญฝ่ายคุณทักษิณในทางกฎหมาย (เช่น ละเมิดกฎหมายอาญา ม.112) ด้วย แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงคนอื่นซึ่งไม่ใช่คู่กรณี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังมีหน้าที่ปราบปรามผู้ที่อาจสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิมนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่น่าหวาดระแวงว่าผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์, ม.112 หรือทำหนังทำละครที่ดูจะล้ำเส้น พวกนี้ต้องกำราบเอาไว้

เป็นอันว่า “ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไป” เพราะชนชั้นนำทั้งสองกลุ่มสามารถตกลงกันได้ในกติกาของความขัดแย้ง

อันที่จริง ชนชั้นนำไทยเคยขัดแย้งกันตลอดมา แต่ในที่สุดก็ตกลงกันได้ระดับหนึ่งเสมอ (หรือเกือบเสมอ หากไม่นับกรณีท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์) ที่เกิดการนองเลือดเป็นครั้งคราว ก็เพราะมีคนหน้าใหม่ซึ่งไม่ได้อยู่วงในของชนชั้นนำเสนอหน้าเข้ามาร่วมวง จึงต้องใช้วิธีรุนแรงซึ่งทำให้เกี้ยเซี้ยกันยาก

คนหน้าใหม่เหล่านี้ ที่จริงจะว่าเข้ามาเองก็ไม่เชิงทีเดียวนัก ส่วนหนึ่งของเขาได้รับการเชื้อเชิญให้เข้ามาโดยบางกลุ่มของชนชั้นนำ ดังเช่นการลุกฮือขึ้นของประชาชนในวันที่ 14 ต.ค.2516 แต่เครื่องมือที่ใช้จนสำเร็จภารกิจแล้ว ควรกลับไปอยู่ในกล่อง ไม่ใช่มีเสียงของตัวเอง หรือไปดึงคนหน้าใหม่อื่นๆ เข้ามาในวงมากขึ้น ฉะนั้น จึงต้องเกิด 6 ตุลา ให้น่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่า 14 ตุลาเสียอีก เช่นเดียวกับพฤษฎามหาโหดใน 2535

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเกี้ยเซี้ยของชนชั้นนำเริ่มจะควบคุมความขัดแย้งได้ยากขึ้น เพราะคนหน้าใหม่ที่ถูกดึงเข้ามาร่วมวงในการต่อสู้ (หรือเข้ามาเองก็ตาม) เริ่มมีจำนวนมากขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือหลากหลายขึ้นด้วย

ดังนั้น การเกี้ยเซี้ยครั้งนี้จึงต้องข้าม “ศพ” คนจำนวนมาก ทั้งที่หายใจไม่ได้แล้ว และศพที่ยังหายใจได้อยู่

92 ศพ (ข้อมูลบางแห่งว่าในปัจจุบันมีถึง 102 ศพเข้าไปแล้ว) ที่เสียชีวิตเนื่องจากการกระทำของรัฐใน 2553 ถูกข้ามไปหน้าตาเฉยอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ยังผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ก็ถูกข้ามไปเหมือนกัน

แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งยังไม่ได้เป็นศพ ก็ถูกข้ามไปเหมือนกัน แม้พยายามดิ้นรนขัดขวางไม่ให้ข้าม เขาก็ข้ามไปจนได้

พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลมา 2 ปี และโอกาสกู้หนี้อีกก้อนมหึมา ก็ยังอุตส่าห์แพ้การเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ถูกข้ามไปเหมือนกัน เพราะถูกพิจารณาว่าเป็น “ศพ” ในทางการเมืองไปเสียแล้ว ยิ่งเล่นการเมืองแบบโต้วาทีเช่นนี้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้น (หากจะมีโอกาสฟื้น) และถึงจะเปลี่ยนการแสดงเป็นปาหี่ ก็หาทำให้สถานการณ์ดีขึ้นไม่

แม้กระนั้น ศพทั้งสองก็มิได้ถูกกระทำย่ำยีอนาจาร เพราะ พ.ร.บ.ปรองดองได้นิรโทษกรรมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

สมาชิก นปช.ที่ต่อต้านอำนาจอันมาจากการรัฐประหาร และบางคนก็อาจสนับสนุนคุณทักษิณด้วย อย่างน้อยก็เชิงสัญลักษณ์ นี่ก็เป็น “ศพ” ที่ถูกข้ามไปจาก พ.ร.บ.ปรองดองเช่นกัน พวกเขาไม่ได้เสี่ยงชีวิตสู้เพื่อช่วยคุณทักษิณ แต่สู้เพื่อให้คุณทักษิณได้รับความยุติธรรม อย่างที่พวกเขาอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพความเป็นธรรม หากคุณทักษิณทำผิดกฎหมาย คุณทักษิณก็สมควรได้รับโทษตามกฎหมาย แต่กระบวนการทางกฎหมายที่จะเอาผิดกับคุณทักษิณ ต้องโปร่งใส, เป็นธรรม และให้โอกาสสู้คดีอย่างเต็มที่เท่าที่กฎหมายซึ่งยุติธรรม (อันเปรียบเทียบได้กับนานาอารยประเทศ) มอบให้

โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนปฏิรูปอะไรในโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมเลย คุณทักษิณก็จะเดินข้ามศพคนจำนวนมากกลับบ้าน ดังนั้น พวกเขาจึงเป็น “ศพ” อีกชนิดหนึ่งที่คุณทักษิณต้องก้าวข้าม (แล้วลืมพวกมันไป) เหมือนกัน

คนพวกนี้จะมีสักเท่าไร ผมตอบไม่ได้ แต่รู้แน่ว่ามีจำนวนมาก (อย่างน้อยก็มากกว่าศพพันธมิตรไม่เกิน 5,000 คนที่ชนชั้นนำได้ก้าวข้ามไปแล้ว) ผมประเมินจากปัจจัยสองสามอย่าง อาจารย์ธิดา ประธาน นปช.ในปัจจุบัน ซึ่งมีสามีเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทย ได้แสดงจุดยืนให้เห็นว่า ไม่อาจเห็นด้วยกับข้อเสนอนิรโทษกรรมทุกฝ่ายในร่าง พ.ร.บ.ปรองดองได้ วิทยุเสื้อแดงในจังหวัดที่ผมอยู่ระดมสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.เกือบ 24 ชั่วโมง เสียงสะท้อนของคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ออกมาในสื่อออนไลน์ และในการประชุมสัมมนาตามที่ต่างๆ รวมทั้งการกลับลำของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ถ้าคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก ก็ไม่ต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้

แต่คนพวกนี้ ทั้งที่อยู่ในพันธมิตร, ใน นปช. รวมกับคนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง เพราะคิดว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จะเป็นศพให้ข้ามไปเฉยๆ กระนั้นหรือ

ขออนุญาตใช้สำนวนของคุณ “ใบตองแห้ง” ที่ว่า คนเหล่านี้เป็นยักษ์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว (คงจะกลับลงขวดหรือตะเกียงอีกได้ยาก)

แต่ยักษ์ไม่ได้ตื่นเพียงเพราะเหตุการณ์ชุมนุมใน 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าพวกเขาถูกปลุกให้ตื่นจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมที่เกิดในเมืองไทยมากว่า 20 ปีแล้ว จากคนที่ไม่อินังขังขอบทางการเมือง กลายเป็นคนที่กระตือรือร้นจะมีส่วนร่วมทางการเมือง และเมื่อไม่มีพื้นที่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมได้มากกว่าหีบบัตรเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องใช้ท้องถนน

ผมไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่า การเคลื่อนไหวของยักษ์เหลืองยักษ์แดงเหล่านี้มีชนชั้นนำบางกลุ่มสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่พอหรอกครับ ไม่ว่าจะสนับสนุนอย่างไร ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยบางอย่างที่ช่วยให้เขาเลือกจะตอบสนองต่อการสนับสนุนนั้นด้วย ชนชั้นนำที่คิดว่า เมื่อตนถอนการสนับสนุน ยักษ์ก็ต้องกลับลงขวดหรือลงตะเกียงไปเอง ออกจะคิดตื้นและสั้นไปหน่อย

ผมเห็นด้วยกับคุณ “ใบตองแห้ง” ว่า ยักษ์ไม่กลับลงไปแน่ ไม่ว่าแกนนำจะถอดสีไปอย่างไร เสื้อแดงและเหลืองจำนวนหนึ่ง ย่อมกระเสือกกระสนที่จะมีพื้นที่ทางการเมืองของตนเองต่อไปอย่างแน่นอน แม้อาจต้องเปลี่ยนสีเสื้อไปตามสถานการณ์ก็ตาม

ร่าง พ.ร.บ.นี้จึงไม่นำไปสู่อะไรสักอย่างเดียว นอกจากเอาคุณทักษิณกลับบ้าน (อย่างสง่างามไม่มากไปกว่าการหลบเข้าเมืองสักเท่าไรนัก) ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ต่อไป แต่เมื่อขาดการสนับสนุนของชนชั้นนำ ก็อาจไม่บานปลายถึงขนาดยึดทำเนียบ-สนามบิน หรือยึดสี่แยกราชประสงค์ ที่สำคัญก็คือร่าง พ.ร.บ.ไม่ได้สร้างเงื่อนไขใหม่ และกติกาใหม่ สำหรับเปิดให้ความขัดแย้งสามารถดำเนินไปได้ โดยไม่กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ชนชั้นนำเกี้ยเซี้ยกันได้อีกครั้งหนึ่ง บนซากศพนานาชนิดอย่างเคย แต่ครั้งนี้จะไม่สามารถผัดผ่อนความขัดแย้งระดับรากฐานในสังคมได้เสียแล้ว ในที่สุด เมื่อชนชั้นนำลงมาหาประโยชน์จากความขัดแย้ง ก็จะกลับไปสู่การนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1338801149&grpid=03&catid=&subcatid=

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 4, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

เมื่อโลกสำรวจการมีหลักนิติธรรมของประเทศไทย โดย : จุลพงศ์ อยู่เกษ

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติได้กำหนดหน้าที่หนึ่งของคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ

ที่มีอาจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน ว่า ให้คณะกรรมการมีอำนาจ “จัดให้มีการศึกษาและวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้อง (กับหลักนิติธรรม)” ผมจึงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการศึกษาวิจัยการมีหลักนิติธรรมของ ประเทศไทยที่มีเจ้าของโครงการ คือ The World Justice Project
ขอแนะนำโครงการ The World Justice Project เพียงว่าเป็นโครงการระดับโลกที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 โดยมีบริษัทและสถาบันการเงินข้ามชาติ และองค์กรไม่หวังผลกำไรเช่นมูลนิธิบิล แอน มีลินด้า เกตส์ เป็นต้น ร่วมกันให้การสนับสนุนทางการเงินในการศึกษาและวิจัยในเชิงความมีอยู่จริง เป็นรูปธรรมของหลักนิติธรรมในประเทศต่างๆ ทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งในต้นปี 2554 มีการวิจัยสำรวจใน 66 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเป็น 1 ใน 66 ประเทศดังกล่าว และผลการวิจัยจะถูกนำไปใช้โดยบริษัทข้ามชาติในการกำหนดนโยบายการลงทุนของตน ในประเทศต่างๆ

เมื่อเริ่มต้นโครงการ งานแรก คือ การกำหนดความหมายและขอบเขตของคำว่า หลักนิติธรรม (Rule of Law) เสียก่อนและโครงการก็ไม่ได้เอาคำจำกัดความของคำว่าหลักนิติธรรมหรือ Rule of Law ที่ให้ไว้โดยปราชญ์ราชบัณฑิตทางกฎหมายทั้งหลายไม่ว่าจะทางอังกฤษ เยอรมนี ฝากฝรั่งเศสหรือของไทยหรือย้อนไปยุคโรมันมาพิจารณามากนักเพราะคำจำกัดความ ที่ให้ไว้มักแตกต่างและหลากหลาย อีกทั้งหากเอามาใส่ในงานวิจัยรังแต่จะก่อให้เกิดความซับซ้อนวุ่นวายเป็นที่ เข้าใจยากแก่ประชาชนชาวบ้านและโดยเฉพาะแก่นักธุรกิจ (ฮา)

 

อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิชาการ โครงการยอมรับในการมองมิติของการมีหลักนิติธรรมของแต่ละประเทศในด้านตื้น หรือ Thin Conception และในด้านลึก หรือ Thick Conception ด้วย โดยในด้านตื้นนั้นหมายถึงการศึกษาวิจัยในตัวบทกฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ ส่วนในด้านลึกหมายถึงการศึกษาวิจัยในเชิงรูปธรรม การปฏิบัติต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นต้น  ยกตัวอย่างเช่นหากใครที่ออกมาพูดว่าประเทศไทยไม่มีหลักนิติธรรมเพราะรัฐ ธรรมนูญเป็นผลพวงคณะปฏิวัติ ดังนี้ถือเป็นการวิเคราะห์การมีหลักนิติธรรมเชิงตื้นเท่านั้น

เนื่องจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้กระทำในหลายประเทศทั่วโลก โครงการจึงได้ประชุมรวบรวมความคิดเห็นนักกฎหมายที่ทำงานด้านกฎหมายจริงๆ รวมทั้งนักวิชาการบางส่วนจากมหาวิทยาลัยดังๆ ระดับโลกและกำหนดเป็นหลักสากล (Universal Principle) ของการมีหลักนิติธรรมของประเทศใดประเทศหนึ่งไว้สี่ข้อ คือ

หลักการแรก คือ การที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐมีความรับผิดชอบภายใต้กฎหมาย

หลักการที่สอง คือ กฎหมายในประเทศมีความชัดเจน  ถูกพิมพ์เผยแพร่แก่สาธารณชน พิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานรวมทั้งความปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน

หลักการต่อมา คือ ขั้นตอนการออกกฎหมาย  การปฏิบัติตามกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายต้องสามารถเข้าถึงได้ รวมทั้งมีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันและมีประสิทธิภาพ

หลักการสุดท้าย คือ กระบวนการยุติธรรมต้องมีประสิทธิภาพ  มีอิสระและจรรยาบรรณ  และมีจำนวนเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมต้องมีเพียงพอ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการยุติธรรม

เมื่อกำหนดหลักการสี่ประการข้างต้นแล้ว เพื่อให้การวิจัยสำรวจได้ผลงานเป็นรูปธรรมเชิงปฏิบัติอย่างแท้จริง โครงการได้กำหนดปัจจัย 10 ประการ ในการศึกษาการมีหลักนิติธรรมของทุกประเทศและปัจจัยทั้งสิบ ได้แก่ อำนาจที่จำกัดของรัฐบาล ปัญหาการคอร์รัปชัน การมีกฎหมายที่ชัดเจน แพร่หลายและไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย ความมั่นคงปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สิน สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การเป็นรัฐบาลที่โปร่งใส การบังคับใช้กฎหมาย ความสามารถในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน การดำเนินคดีทางอาญาที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพและประการสุดท้าย คือ ความยุติธรรมในเชิงไม่เป็นทางการ (เช่น วิธีการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธีของชาวบ้านกันเอง)

ขั้นตอนการศึกษาวิจัยได้แบ่งเป็นสองส่วน คือ การศึกษาวิจัยเชิงตื้นคือการศึกษาวิเคราะห์ตัวบทรัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ คำพิพากษาของศาล ตามหลักสากลสี่ประการข้างต้น การศึกษาเชิงตื้นนี้โครงการจะทำทุกสามปีเว้นแต่จะได้รับแจ้งจากผู้ศึกษา วิจัยในประเทศใดประเทศหนึ่งถึงการมีการเปลี่ยนแปลงโดยนัยสำคัญ ส่วนการศึกษาเชิงลึก ซึ่งโครงการกระทำทุกปีนั้น โครงการจะจัดทำหัวข้อสำรวจขึ้นจำนวนหลายร้อยข้อและแต่ละข้อจะเป็นการสำรวจ เชิงชีวิตประจำวันของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น คำถามว่าหากท่านถูกขโมยทรัพย์สินในบ้านของท่าน ท่านจะทำเช่นใดโดยให้เลือกข้อเลือกต่างๆ เช่น ไปแจ้งความตำรวจ ไปร้องเรียนหัวหน้าหมู่บ้านหรือนิ่งเฉย และหากตอบว่านิ่งเฉย ก็จะมีคำถามต่อไปว่าสาเหตุที่นิ่งเฉยนั้นเพราะอะไร เช่นเพราะแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจก็ช่วยอะไรไม่ได้ หรือเสียเวลาหรือของมีค่าเล็กน้อย เป็นต้น การสำรวจนี้จะมีการว่าจ้างบริษัททำการสำรวจมืออาชีพในแต่ละประเทศ เพื่อออกสำรวจภาคสนามเป็นเวลา 3 เดือน

นอกจากนี้ โครงการยังทาบทามนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ในแต่ละประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการเช็คข้อมูลการศึกษาวิจัยทั้งเชิงตื้นและเชิงลึกอีกครั้ง ก่อนไปร่วมกันจัดทำบทศึกษาโดยแบ่งเป็นรายประเทศ รายภูมิภาคและของโลก และขั้นตอนสุดท้าย คือ การจัดทำดัชนีเปรียบเทียบการมีหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law ของประเทศต่างๆ โดยแยกเปรียบเทียบเป็นภูมิภาคและระดับโลก

ผมเคยเขียนบทความลงกรุงเทพธุรกิจในผลการศึกษาการจัดอันดับประเทศไทยในการ มีหลักกฎหมายในระดับโลกและภูมิภาคเอเชียของปี 2553 มาครั้งหนึ่งแล้ว หากท่านผู้อ่านสนใจ ผมหาโอกาสเขียนถึงอันดับประเทศไทยในปี 2554 และผลการวิจัยที่น่าวิตกกังวลสำหรับประเทศไทย
เมื่อกล่าวถึงคำว่า หลักนิติธรรมแล้ว ชวนให้คนทั่วไปเวียนหัวเหมือนคำว่า หลักการแพทย์หรือหลักการบัญชีเป็นอย่างยิ่ง ในรายงานของโครงการ World Justice Project ในปี  2554 เราจึงตั้งคำถามง่ายๆ จากชีวิตประจำวันเพื่อให้คนเห็นความสำคัญของการมีการปกครองด้วยหลักนิติธรรม เช่น หากท่านไม่สามารถชำระเงินค่าซื้อสินค้าให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าของท่านได้ ท่านคิดว่าเจ้าหนี้ควรใช้วิธีการทวงหนี้โดยใช้กำลังหรือข่มขู่หรือไม่ หรือเช่น หากอาคารที่ทำงานของท่านหรือสะพานสาธารณะที่ท่านใช้ทุกวันนั้นถูกสร้างไม่ ถูกต้องตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดเนื่องจากการมีคอร์รัปชัน ท่านคิดว่ามีผลกระทบแก่ท่านหรือไม่ เป็นต้น

ความสำคัญของการมีหลักนิติธรรมจะเห็นได้ทางหนึ่งในการศึกษาเปรียบเทียบ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการลงทุนในประเทศต่างๆ ในเอเชีย 12 ประเทศของ Business In Asia  โดยนำปัจจัยต่างๆ รวมจำนวนทั้งสิ้น 22 ปัจจัยมาเป็นข้อพิจารณาและหนึ่งในปัจจัยนั้น คือ การมีหลักนิติธรรมของประเทศซึ่งได้ถูกนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการเปรียบเทียบ ข้อดีข้อเสียของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ด้วย

ย้อนกลับไปดูหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระชุดของอาจารย์อุกฤษอีกครั้งหนึ่ง ผมหวังว่าการศึกษาวิจัยคงเป็นทั้งเชิงตื้นและทั้งเชิงลึกตามที่เขียนมาแล้ว เพราะมิฉะนั้นหากรายงานของคณะกรรมการได้ข้อสรุปเพียงว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ แล้วประเทศไทยของเราจะมีหลักนิติธรรมขึ้นมาในทันที ผมเกรงว่าจะไม่ได้ประโยชน์เป็นโล้เป็นพายอะไรแก่ประชาชนในชีวิตประจำวัน เว้นแต่การศึกษาวิจัยของคณะกรรมการชุดนี้มีความประสงค์เรื่องอื่น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมไม่ได้เป็น “ดอกเตอร์” ตามคุณสมบัติที่อาจารย์อุกฤษตั้งไว้เพื่อเป็นกรรมการหรือแม้แต่ในคณะอนุกรรม การของท่าน เลยขอเขียนไว้แค่นี้ครับ… อาจารย์

http://bit.ly/rfeeib

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 18, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

นักวิชาการญี่ปุ่นชี้ “เสื้อแดง” กำลังสร้าง “ชาติใหม่” ด่าปัญญาชนไทยยกย่อง “ชนชั้นกลาง” เกินจริง

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเวทีอภิปราย  “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” โดยมีการนำเสนอบทความจากโครงการวิจัย “พัฒนาการจิตสำนึกและขบวนการทางการเมืองของชาวเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” ของอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศ.ทามาดะ โยชิฟูมิ แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในผู้วิจารณ์งานวิจัยชุดนี้ เห็นด้วยกับการนำเสนอของผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ที่ระบุว่า ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่ข้ามชนชั้น  เป็นการรวมตัวกันของคนหลายชนชั้น หลายสถานะอาชีพ ซึ่งทำให้สามารถคิดต่อไปได้ว่าคนเสื้อแดงกำลังสร้างความหมายของคำว่า “ชาติ” ขึ้นมาใหม่ ที่หมายถึงประชาชน เพื่อต่อสู้กับนิยามความหมายของคำว่า “ชาติ” ของฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้นจึงน่าสนใจว่าขบวนการเสื้อแดงในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยรายละเอียดของคำวิจารณ์มีดังนี้

เมื่ออ่านบทความและฟังการนำเสนอแล้วของทั้งสี่ท่านแล้ว   รู้สึกว่าได้ความรู้อย่างกว้างและลึกซึ้ง  เข้าใจหมดไม่มีอะไรจะถาม  เพราะคิดว่าเข้าใจขบวนการเสื้อแดงหมดแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่รู้คือ อนาคตจะเป็นอย่างไร

อยากพูด 2 เรื่อง คือ เรื่องชาตินิยม “การสร้างชาติใหม่”  อ.ปิ่นแก้วบอกว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่ข้ามชนชั้น  เป็นการรวมตัวกันของคนหลายชนชั้น หลายสถานะอาชีพ ซึ่งหมายความว่าคนเสื้อแดงกำลังจะสร้างชาติใหม่  “ชาติใหม่” ที่ว่า ไม่ใช่รัฐ แต่เป็นชุมชนจินตนาการทางการเมือง  ประเทศไทยมีชาติแล้ว  แต่เราทราบกันดีว่าชาติไทยนั้นเป็นอะไรไม่รู้สำหรับประชาชน  มันไม่ได้หมายถึงประชาชน  แต่ฟังจากทีมวิจัยแล้วทำให้เข้าใจว่า คนเสื้อแดงกำลังจะสร้างประชาชาติหรือชาติของเสื้อแดง ที่ต่างไปจากนิยามคำว่า “ชาติ” ของฝ่ายตรงข้าม  และอยู่ในช่วงของการต่อสู้เพื่อชิงความหมายกัน ฝ่ายไหนจะชนะไม่อาจทราบได้  แต่ถ้าคิดตามประวัติศาสตร์สากล  ใคร ที่มีจำนวนมากกว่าจะชนะ  ใครที่มากกว่าก็จะเป็นเจ้าของอธิปไตย  ถ้าขบวนการเสื้อแดงเคลื่อนไหวต่อ  ไม่หยุด  ชาติของเสื้อแดงจะใหญ่ขึ้น  ชาติของเสื้อแดงจะเป็นปลาใหญ่กินปลาเล็ก  จะกลายเป็นชาติใหม่ที่ไม่เหมือนกับชาติที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ผมอ่านหนังสือ อ.ศิโรตม์  คล้ามไพบูลย์  ซึ่งพูดถึงภาพยนตร์สร้างชาตินิยมหลายเรื่องในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ใน ช่วงแรกๆ เป็นชาตินิยมที่ประชนชนร่วมกับชนชั้นปกครองสู้กับพม่า  เช่นเรื่องบางระจัน  แต่ในหนังเรื่องพระนเรศวร  ไม่เน้นประชาชนหรือไพร่ เน้นผู้นำเท่านั้น

ฉะนั้นจึงอยากถามอ.ปิ่นแก้วว่า  ขบวนการเสื้อแดงที่ข้ามชนชั้น อายุ  อาชีพ  และจะสร้างชุมชนจินตนาการใหม่  อาจารย์มองขบวนการนี้ในอนาคตอย่างไร

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับงานวิจัยขบวนการเสื้อแดงโดยตรง คือ อยากจะด่าปัญญาชนหรือสื่อมวลชนบางกลุ่มที่ใช้วาทกรรมชนชั้นกลาง  คนกลุ่มนี้มักจะอ้างว่าคนเสื้อแดง เป็นคนที่อยากยกฐานะให้เท่ากับชนชั้นกลาง  ใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลาง หรือกล่าวว่าคนเสื้อแดงเป็นชนชั้นกลางระดับล่าง ผมไม่ชอบแบบนี้เลย  ทำไม ต้องยกระดับ ชนชั้นกลางไม่ได้มีฐานะสูงอะไรเลย อาจจะมีรายได้สูงกว่าหน่อย แต่เขาก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยมากกว่า และก็ไม่ได้มีคุณภาพและคุณธรรมมากกว่า

ผมคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับวาทกรรมชน ชั้นกลางที่ยกฐานะตัวเองมาตั้งแต่ปี  2535  เป็นต้นมา  ในช่วงก่อนหน้านั้นไม่มีการอ้างตนเองว่าเป็นชนชั้นกลางแล้วด่าว่าชาวบ้านโง่ แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนหรือปัญญาชนบางส่วนกล้าด่าว่าชาวบ้านโง่  ที่ญี่ปุ่นจะทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะเป็นชาติด้วยกัน เป็นคนญี่ปุ่นเหมือนกัน  แต่ที่ประเทศไทยทำได้  เป็นเพราะวาทกรรมที่ยกย่องชนชั้นกลางมากไป เพราะฉะนั้นขบวนการเสื้อแดงหรือปัญญาชนนักวิชาการศึกษาเรื่องเสื้อแดง ควรเลิกยกย่องชนชั้นกลางดีกว่า

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315478624&grpid=&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 8, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

นักวิชาการมช.ยกงานวิจัยชี้ “เสื้อแดง” ไม่ใช่แค่ “คนชั้นกลางระดับล่าง” แต่มีลักษณะ “ข้ามชนชั้น”

เมื่อวันที่ 1 กันยายน มีการจัดเวทีวิชาการ “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในการนี้ ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนองานวิจัยเรื่อง “พัฒนาการจิตสำนึกและปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโครงการวิจัยโครงการใหญ่ที่ชื่อว่า “ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมืองในชนบท” ซึ่งสำนักข่าวประชาธรรมได้เรียบเรียงมานำเสนอในเว็บไซต์ มติชนออนไลน์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนมาเผยแพร่ต่อดังนี้

ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่น่าสนใจ ในแง่หนึ่งสมาชิกมีแหล่งกำเนิดมาจากชนบท แต่ขบวนการเสื้อแดงกลับไม่ได้เกาะเกี่ยวกันด้วยความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของ ชนชั้นชาวนา เหมือนกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาเมื่อทศวรรษ 2510 ขณะเดียวกันขบวนการนี้ก็ต่างไปจากขบวนการสมัชชาคนจน

นักวิชาการที่เขียนเรื่องขบวนการเสื้อแดง ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าขบวนการเสื้อแดงมีความสลับซับซ้อนและประกอบไป ด้วยกลุ่มคนหลายสถานะ หลากความคิดทางการเมือง ยากที่จะกำหนดด้วยเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจ หรือกระทั่งความต่างระหว่างเมืองและชนบท

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาจารย์อรรถจักร สัตยานุรักษ์  เสนอเรื่องแนวคิดชนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและชนบท อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และอ.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ก็เรียกขบวนการนี้ว่าเป็นกลุ่มที่ผสมกันระหว่างกลุ่มที่คัดค้านรัฐประหารกับมวลชนผู้สนับสนุนทักษิณ อ.เกษียร เตชะพีระ ก็มองว่าขบวนการนี้เป็นแนวร่วมระหว่างชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นนายทุนใหญ่ อ.คายส์ (ชาร์ลส์ คายส์) ก็เรียกชาวชนบทที่เข้าร่วมขบวนการนี้ว่าเป็น “กลุ่มคนชนบทผู้เห็นโลกกว้าง” (cosmopolitan villagers) อ.พัฒนา กิติอาษา ก็เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้ประกอบการทางการเมือง

มีหลายคนพยายามตั้งคำถามและหาคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการนี้ งานของตนก็พยายามทำอะไรแบบนั้นเหมือนกัน โดยมีคำถามหลักอยู่ 3 คำถาม คือ

1.ขบวน การเสื้อแดงในเชียงใหม่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนสถานะใด ก่อรูปขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงได้อย่างไร และมีพัฒนาการเช่นไร (ที่เลือกศึกษาเสื้อแดงในเชียงใหม่เพราะว่าเชียงใหม่เป็นหนึ่งในเมืองหลวง ของเสื้อแดง)

2.เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอะไร ที่มีอิทธิพลต่อการก่อรูปของจิตสำนึกทางการเมืองของพวกเขาเหล่านั้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเข้าร่วมในปฏิบัติการทางการเมือง การสวมรับความเป็นแดงของพวกเขามีนัยยะเช่นไร สะท้อนตัวตนความเป็นพลเมืองที่ต่างไปจากเดิมอย่างไร และมีนัยยะที่เปลี่ยนแปลงไปจากการประทะทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร  

3.สื่อเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น อาทิ วิทยุชุมชน มีบทบาทเช่นไรในการสร้างและขับเคลื่อนขบวนการเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น ขบวนการนี้มีความแตกต่างจากขบวนการก่อนหน้านี้ถ้าเทียบกับสหพันธ์ชาวไร่ ชาวนาหรือสมัชชาคนจน เพราะมีการใช้สื่อค่อนข้างมาก มีสื่อเป็นของตัวเอง ด้วยความแตกต่างนี้มันทำให้ขบวนการนี้แตกต่างจากขบวนการอื่นอย่างไร

ความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับคนเสื้อแดงสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มความคิดหลัก ความคิดแรกมองว่าเป็นชนชาวรากหญ้าที่มีการศึกษาต่ำ  เป็นชาวชนบทที่จงรักภักดีต่อทักษิณ และถูกลากเข้าสู่การเมืองของชนชั้นนำ ทัศนะนี้สะท้อนความคิดของผู้ปกครอง ชนชั้นกลาง และนักวิชาการบางท่านก็มองเช่นนี้ คือมองว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามายุ่งทางการเมือง

กลุ่มความคิดอันที่สอง มองจากฐานความคิด เรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก คือมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นชนชั้นกลางระดับล่างในชนบท ที่ชีวิตทางเศรษฐกิจนั้น “ปริ่มน้ำ” นโยบายไทยรักไทย ได้ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นจากอาการปริ่มน้ำหรือความเสี่ยงได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา เมื่อมีการรัฐประหารได้ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจอันนี้ พวกเขาจึงรวมตัวกันทวงสิทธิให้กับพรรคการเมืองของตนเองที่ได้เลือกขึ้นมา

ความคิดทั้งสองแบบไม่ผิด แต่มันไม่พอ ความคิดที่ว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตนไม่มีความเห็นเพราะเป็นวิธีอธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยที่มันดำเนินมา ตลอดช่วงสมัยอยู่แล้ว คือมองว่าประชาชนไม่มีสมองหรือปัญญาเป็นของตนเองที่จะวิเคราะห์การเมือง สามารถที่จะถูกลากมาประหนึ่งว่าเป็นวัวควาย จึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงทางวิชาการ
ความคิดแบบที่สองอาจจะเป็นหลักคิดที่น่าสนใจกว่า คือ การมองว่าการรวมตัวของกลุ่มคนรากหญ้าเหล่านี้ มีแรงผลักทางด้านเศรษฐกิจ  ซึ่งเคยเถียงกับนักวิชาการหลายท่าน เพราะคิดว่ามันไม่พอที่จะนำมาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของ ชนบททั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา พูดง่ายๆ คือ การอธิบายแบบใช้เศรษฐกิจกำหนดนั้น ไม่ช่วยให้เข้าใจว่า ความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร และเพราะอะไร

งานวิจัยชิ้นนี้จึงพยายามอธิบายแบบกลับหัวกลับหาง คือแทนที่จะมองการเมืองจากด้านบนลงมา ตนพยายามทำความเข้าใจในความขัดแย้งทางการเมืองจากฐานคิดของรากหญ้า ชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการนี้เขาคิดอย่างไร ขบวนการนี้ต่างไปจากขบวนการทางสังคมอื่นในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง

ข้อค้นพบเบื้องต้นพบว่า ก็จริงที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้ง ( Election Politic)  มีผลอย่างยิ่งต่อจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชนบท ในทุกหมู่บ้านที่ตนเข้าไปศึกษา ในยุคก่อนไทยรักไทย ชาวบ้านไม่เคยคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และไม่คิดว่าการเลือกตั้งคือปริมณฑลทางการเมือง คือเป็นปริมณฑล (ทางการเมือง) ของคนกรุงเทพ แต่ไม่เคยคิดว่าปริมณฑลของการเลือกตั้งจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในชนบท

รัฐบาลไทยรักไทยสองสมัยได้เปลี่ยนความคิดนี้ แล้วก็ช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้งนั้นมีผลโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นตัวทำให้ชาวบ้านมองว่าสิทธิทางการเมืองจะนำมาซึ่งความมั่นคงทาง เศรษฐกิจในชนบท คือการเชื่อมโยงของสองอันนี้มันทำให้จิตสำนึกทางการเมืองของชาวบ้านในชนบท ปัจจุบันไม่ต่างไปจากสำนึกทางการเมืองของปัญญาชนหรือชนชั้นกลางทั่วไป แต่ก่อนเรามองว่าชาวบ้านนั้นไม่เข้าใจการเมืองในระบอบเลือกตั้ง หรือมองการเมืองในระบอบการเลือกตั้งห่างไกลจากชนบท ซึ่งแต่ก่อนนั้นอาจจะใช่ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการมองแบบนี้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อีก ต่อไป

เวลามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียวตนพบว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่า มันมีพหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่างๆที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ

จากคำบอกเล่าของแกนนำ เหตุผลการขึ้นมาค้านรัฐประหารของเสื้อแดงเชียงใหม่ไม่ใช่เพราะทักษิณ แต่เป็นเรื่องของการประกาศกฎอัยการศึกในเชียงใหม่ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวตกต่ำ เมื่อกลุ่มแกนนำไปประท้วงกัน ทหารก็จับไปขัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขบวนการต่อเนื่องตามมา
มันมีเหตุผลมากมายของผู้คนที่เข้ามาร่วมกับขบวนการเสื้อแดง ความหลากหลายเหตุนี้มันจึงน่าสนใจถ้าเทียบกับขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการ สังคมในยุคก่อนๆ  ขบวนการชาวนาชาวไร่ประเด็นคือค่าเช่านา ขบวนการของสมัชชาคนจน ประเด็นคือค้านโครงการขนาดใหญ่  เสื้อแดงอาจจะเป็นขบวนการแรกในประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ มีเหตุผลที่มากมายแต่สามารถที่จะเหลาประเด็นให้เป็นประเด็นเดียวกันได้ใน เวลาต่อมา

ขบวนการดังกล่าวมีความเป็นเอกเทศ และรวมตัวกันแบบหลวมๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคำอธิบายกระแสหลักที่ว่า เป็นประเด็นที่สั่งการมาจากศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ ตนพบจากการศึกษาว่า ขบวน การนี้รวมตัวกันแบบหลวมๆไม่มีใครสั่งใครได้ ถ้าเห็นพ้องกันว่าการเคลื่อนไหวมีเป้าหมายสำคัญก็รวมตัวกัน เป็นขบวนการแนวนอนเชื่อมโยงในรูปแบบเครือข่ายและพึ่งพาตัวเองในแง่ทุน เราพบว่า กลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงในระดับอำเภอ หรือท้องถิ่น พัฒนายุทธศาสตร์อย่างหลากหลาย กล่าวคือ สมัชชาคนจนอาจจะได้ทุนมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากการระดมทุน ส่วนหนึ่งเอ็นจีโอสนับสนุนทุนด้วย แต่ขบวนการของชาวบ้านเสื้อแดงพึ่งพาตัวเองในแง่จัดหาทุนค่อนข้างเติบโตและเป็นตัวของตัวเอง

การเกิดขึ้นของชมรมเสื้อแดงในแต่ละอำเภอมีโทนใหญ่มาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และนปช.เสื้อแดง ซึ่งแตกต่างจากขบวนการสังคมในอดีต เรา พบว่าในขณะที่ขบวนการชาวไร่ชาวนา กลุ่มจัดตั้งหลักเป็นกลุ่มนักศึกษา หรือชนชั้นกลาง ปัญญาชนในเมือง ขบวนการสมัชชาคนจนกลุ่มที่จัดตั้งเป็นขบวนการเอ็นจีโอ ในขบวนการเสื้อแดงเราพบว่าชาวบ้านธรรมดาผันตัวเองขึ้นมาเป็นนักกิจกรรมชนบท ทำงานจัดตั้งกันเอง ทำงานสร้างเครือข่ายกันเอง ซึ่งเป็นมิติที่ไม่มีในขบวนการสังคมในอดีต

งานวิจัยยังพบอีกว่าสิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ ทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น มีการเปลี่ยนผ่าน มันไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด ความเชื่อเดียวกัน (ตอนแรกเขาอาจจะคิดง่ายๆว่า เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่) มีการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของคนเสื้อแดงในการมองความ สัมพันธ์ของตนเองกับสถาบันต่างๆสองระลอก (จริงๆแล้วเปลี่ยนผ่านหลายระลอก) โดยเหตุการณ์พฤษภา 53 ถือเป็นระลอกที่สำคัญ

ความเชื่อที่ว่าคนเสื้อแดงเกิดขึ้นมาเป็นแขนขาพรรคไทยรักไทยเพื่อ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ก็ไม่จริงทีเดียว เพราะหลังจากพรรคไทยรักไทยถูกโค่นใหม่ๆ กลับไม่มีปฏิบัติการทางการเมืองใดๆ จนกระทั่งมีรัฐประหารแล้ว กรณีของเสื้อแดงเชียงใหม่ มันเริ่มต้นจากในเมืองก่อนชนบท มีการก่อตัวของชนชั้นกลางในเมืองที่รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมาแล้วค่อยๆขยาย ลงสู่ชนบท และเครื่องมือหรือกลไกสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มในระดับอำเภอคือ วิทยุชุมชน 92.5 MGH

นอกจากนี้พบว่าสมาชิกเสื้อแดงในระดับอำเภอมีความหลากหลายทางอาชีพมาก กลุ่มแดงดอยสะเก็ด มีประธานเป็นพ่อค้าในตลาดดอยสะเก็ด แกนนำของกลุ่มประกอบไปด้วย ครู นักธุรกิจท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ข้าราชการในอำเภอ เกษตรกร แรงงานรับจ้าง และแม่ค้า-แม่บ้าน ซึ่งแทบทุกกลุ่มจะมีสมาชิกที่สังกัดสถานะทางสังคมทุกสถานะ ไม่ใช่แค่เป็นเกษตรกรหรือชาวนารับจ้างอย่างเดียว

กรณีกลุ่มรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ ก็เช่นเดียวกัน  แกนนำมาจากหลายหมู่เหล่า ทั้งผู้นำทางการของชุมชน อดีตสหาย กลุ่มครู  นักธุรกิจท้องถิ่น  โดยมีคหบดีท้องถิ่นเป็นประธานกลุ่ม ในสันกำแพง กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย กลุ่มหลักประกอบด้วยแม่ค้า และนักธุรกิจ

การยกกลุ่มหลากอาชีพเพื่อจะชี้ให้เห็นว่ามัน เป็นขบวนการข้ามชนชั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ ซึ่งขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะความเชื่อว่าคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่างกันจะมีอุดมการณ์ทางการเมือง ร่วมกันได้อย่างไร

คำถามใหญ่ซึ่งมักจะถูกถามอย่างยิ่งจากนักรัฐศาสตร์ คือเสื้อแดงนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคการเมือง ตนพบว่าพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคไทยรักไทยมีบทบาทสำคัญในขบวนการเสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจในช่วงการก่อตัวในยุคแรก พรรคการเมืองหรือนปช.ส่วนกลางมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง หรือไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในระดับท้องถิ่นทำกันเอง พรรคการเมืองไม่ได้สนับสนุน แกนนำให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำไปว่า “อยากให้พรรคการเมืองท้องถิ่นสนับสนุน” แต่หลายส่วนค่อนข้างกลัวเพราะอยู่ในช่วงของการรัฐประหาร

เมื่อมีกิจกรรมขึ้นมาแล้ว พรรคการเมืองจึงเริ่มเข้ามาสัมพันธ์ด้วย แต่ความสัมพันธ์เป็นไปในเชิงเครือข่ายพันธมิตร พรรคการเมืองสนับสนุนเรื่องเงินบ้าง แต่ส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนกันเอง  เป็นลักษณะของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรม เป็นมวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย

ประเด็นที่สองคือเรื่องการกลายเป็นแดง เสื้อแดงไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ที่จะเป็นกันง่ายๆ ในช่วงหลายปีของการเข้าร่วมขบวนการ หรือกลายเป็นแดงค่อนข้างหลากหลายจนสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นมาได้ ในที่สุดก็ถามว่าความเป็นแดงคืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆกัน คือ “ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม”

คำพูดของแกนนำนปช.จังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่งในระดับชาวบ้านพูดชัดว่า
“ผมว่าเรื่องที่เราต่อสู้ช่วงแรกเนี่ย ต้องถือว่าปัญหาเป็นหลักใหญ่ใจความก็คือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็คือ ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ปวงชน ฉะนั้นนั่นหมายความว่าสามอำนาจต้องถูกเลือกจากประชาชน…แล้วทุกคนพูดถึง ระบอบ ถึงโครงสร้างตัวนั้นเนี่ย ผมบอกว่าตัวนั้นถ้าไม่ปรับตัวนะ ผมว่าพัฒนาการขับเคลื่อนทางสังคม ผมทายไว้ก่อนเลยนะครับ มิคสัญญีจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยล้านเปอร์เซ็นต์ ตราบใดสังคมนี้ไม่ได้ประชาธิปไตย หนึ่ง โครงสร้างไม่ปรับ สอง ยาก ผมบอกเลย ยาก ที่สังคมจะสงบนะครับ”

คำพูดของชาวบ้านสันทรายคองน้อย  อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ก็น่าสนใจ โดยกล่าว ว่ากระบวนการกลายเป็นแดงหรืออัตลักษณ์แดงมันไม่ได้คล้ายกับสมบัติที่ไปซื้อ มาแล้วอยู่ๆก็เป็น แต่เห็นว่าผู้ขึ้นมามีอำนาจไม่ทำตามกติกาจึงกลายมาเป็นแดงคนเสื้อแดงบางส่วน กลายเป็นแดงด้วยเหตุผลนี้

“แต่ก่อนน่ะเหรอ เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองน่ะสิ เมื่อก่อนนี้ก็เป็นเสื้อเหลือง อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม  พวกนี้ ในป่า ในอะไรพวกนี้ แล้วที่นี้เรื่องที่เป็นเสื้อแดงก็หมายถึงว่า ความไม่ยุติธรรม หมายความว่า กติกาคนเราจะต้องมีกติกาใช่ไหม กติกาก็หมายถึงสัญญา แล้วทีนี้ รัฐบาลมันไม่ทำตามสัญญาเราใช่ไหม ไม่ทำตามสัญญา ก็หมายความว่า ไปละเมิดข้อสัญญาเรา ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีการไปแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีการเลือก แต่งตั้งแล้วเอาอภิสิทธิ์เป็นนายก อันนี้คือประชาชนเราไม่ได้เลือกตั้งขึ้นมา อันนี้หมายความว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนกับชาวบ้านเราเหมือนกันน่ะ เมื่อมีการประชุม เราก็จะมีการกติกานะ ให้ทำตามแบบนี้ แล้วที่นี้ ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามกติกาเรา  ตาก็เลยเริ่ม เออ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมา ก็เลยเป็นเสื้อแดง เป็นเสื้อแดงแบบนี้แหละครับ”

อันนี้คือสิ่งที่พยายามจะแยกให้เห็นว่า แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรของพรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นแขนขา ดังตัวอย่างคำพูดของแกนนำนปช.อำเภอดอยสะเก็ดที่ให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้ง ว่า “แต่ถ้าสมมติว่าพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลนะครับ แล้วทำไม่ดี ทำห่วยยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เราก็จะจัดการคนของเราเองนะครับ อันนี้ก็จองกฐินไว้ล่วงหน้าเลย กลุ่มของเราชนะแล้วไม่ใช่จะเลิก” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป็นกระบวนการตามกติกาของระบอบการเลือกตั้งที่ ถ้าพรรคการเมืองไม่ทำตามนโยบายที่ได้รับปากไว้ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะกดดันเรียกร้องให้เปลี่ยนพรรคการเมือง

มีคำสองคำที่พูดในขบวนการเสื้อแดงมาก คือ ความเป็นแดง กับ ความเป็นไพร่ ซึ่งเมื่อไปถามคนเสื้อแดงว่า เสื้อแดงคืออะไร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันว่า เสื้อแดงคือ คนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เป็นผู้ที่รักความจริง

อันสุดท้ายสำคัญมาก คือชาวบ้านมองสื่อกระแส หลัก และสิ่งที่รัฐพูดนั้นเป็นข้อมูลด้านเดียว เสื้อแดงเป็นผู้ที่จะมาเปิดข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้โลกรู้ นี่เป็นที่มาว่า สื่อเสื้อแดงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะพยายามเปิดเผยความจริงด้านที่สังคมไทยปิด นี่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยทางการเมือง
ส่วนความเป็นไพร่สะท้อนความเป็นพลเมืองชั้นสองภายใต้ความสัมพันธ์กับรัฐไทย  แต่พอผ่านการเลือกตั้งมาก็ไม่แน่ใจว่า วาทกรรมอันนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนการเลือกตั้งวาทกรรมนี้เป็นวาทกรรมใหญ่ ซึ่งนิยามให้เห็นว่า แม้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแต่เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าทำอะไรรัฐไม่เคยรับรู้ และพยายามกดทับอยู่ตลอดเวลา

ความเป็นแดงและความเป็นไพร่ เป็นอัตลักษณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าอยู่ชนชั้นไหน แต่ด้วยความเป็นผู้ที่รักความจริง รักประชาธิปไตย เป็นผู้ไม่มีอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย  จึงกลายเป็นเสื้อแดง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315385552&grpid=no&catid=02&subcatid=0202

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 8, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

This World, BBC Documentary – Thailand – Justice Under Fire

มีทั้งหมด 4 ตอน

ฝ่ายแดง ดูแล้วคงพอใจ อีกฝ่ายดูแล้ว ก็บอกว่าเอียง และเล่นแง่กับ ทหารและราชวงศ์ ซึ่งเป็นแกนกลางของความขัดแย้งอย่างแน่นอน และที่สำคัญที่สุด ระบบยุติธรรมของไทย ที่ไม่สามารถผดุงความยุติธรรมได้…..หลังจากดูเรื่องนี้แล้ว ลองย้อนมองดู ความรุนแรงในอังกฤษและมีผู้เสียชีวิตแล้วเช่นกัน..เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

ตอนที่ 4

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 11, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,