RSS

Tag Archives: การเมือง

“ดร.คณิต ณ นคร” ผมไม่เห็นการเมืองเราพัฒนาอะไรเลย มันทำกันอย่างนี้แหละ (2)

ศาสตราจารย์ ดร.  คณิต ณ นคร  ประธาน  คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา  ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติหรือ คอป.  ให้สัมภาษณ์พิเศษ  กองบรรณาธิการวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในหลายประเด็นที่น่าสนใจ

มติชนออนไลน์ นำมาเสนอ ตอนแรกวันที่ 17 ก.พ.  เป็นเรื่อง บทบาทของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา  ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พร้อมวิพากษ์กระบวนการยุติธรรม

ตอนสุดท้าย 18 ก.พ.  จะเป็นประเด็นเรื่องการเมือง  นักการเมือง กระบวนการยุติธรรม  การยึดอำนาจ  และรัฐธรรมนูญ
ผู้สัมภาษณ์ : ในฐานะที่อาจารย์อยู่ในวงการยุติธรรมมานาน อยากทราบความเห็นของอาจารย์ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองไทยทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง หรือกระบวนยุติธรรมต่างๆ นี้ ต้นเหตุของปัญหานี้เป็นเพราะตัวระบบที่เป็นอยู่ในประเทศไทย หรือเป็นเพราะตัวบุคคลที่ทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่ในทุกวันนี้
ศ.ดร.คณิต : ผมไม่เคยเข้าไปแวดวงการเมืองนะ ผมหลงทางไปทีเดียวในสมัยคุณทักษิณคือตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ผมเป็น สสร. ด้วยและคุณทักษิณก็เข้ามาทาบทามผม ว่าผมก็มีอะไรที่อยากทำอยู่เยอะ ก็เป็นเรื่องจริง และผมก็คิดว่าการเมืองตอนนั้นน่าจะเป็นมิติใหม่แล้ว แต่ก็พบว่ามันไม่จริง ผมก็เลยถอย ผมก็ข้องแวะกับการเมืองแค่นี้แหละ อย่างอื่นผมก็ไม่เคย

ถามว่าการเมืองเราเป็นยังไง เมื่อต้นเดือนสิงหาที่คณะนิติศาสตร์ที่ผมอยู่ ก็ไปสัมมนากันที่ระยอง แล้วก็กินข้าวเสร็จ มีร้องเพลง มีอาจารย์ท่านหนึ่งร้องเพลงเซิ้งอีสาน เท่าที่ผมทราบแต่งโดยคุณหงา คาราวาน แต่งในสมัย ที่อเมริกาเข้ามาในสมัยสงครามเวียดนาม เขาบรรยายถึงความยากแค้นการเอารัดเอาเปรียบอะไรต่างๆ ผมฟังแล้ว เนื่องจากผมมารับหน้าที่นี้ ผมฟังแล้วผมสะท้อนใจเพราะตั้งแต่ปี 2515-2516 สภาพพี่น้องเราที่อีสานนี่นะครับกับเดี๋ยวนี้ไม่แตกต่างกันเลย

นี่แสดงว่าการเมืองไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นเลยนะ และผมก็มองว่าไม่ใช่เฉพาะคนอีสานที่อยู่ในเพลงหรอก  จริงๆ แล้วเป็นทั้งประเทศนั่นแหละ ผมไม่เห็นการเมืองเราพัฒนาอะไรเลยมันทำกันอย่างนี้แหละ ที่เขาบอกว่าเล่น ทำเป็นเล่น ฉะนั้น generation  ต่อไปเราอย่าเพิ่งสิ้นหวัง ก็ช่วยกันให้ดีขึ้นในอนาคตต่อไป

อันนี้ก็คือ  ถ้าถามการเมืองผมก็จะตอบอย่างนี้ แต่ผมไม่เคยคิดจะลงไปเล่นการเมืองที่ผมเข้าไปนั้นผมหลงทาง นี่เขียนไว้ในตำราของผม ลองไปอ่านดูในคำนำกฎหมายอาญาภาคทั่วไป ผมไปอยู่สองปีแล้วผมก็ออกมาสอนหนังสือ  ซึ่งผมก็คิดว่าสอนหนังสือมันถูกจริตผม แล้วผมก็สบายใจด้วยที่จะทำไม่ต้องไปยุ่งยากวุ่นวายกับใคร

ผู้สัมภาษณ์ : แล้วอาจารย์คิดว่าต้นเหตุอยู่ที่นักการเมืองหรือเปล่า ที่ทำให้ปัญหา ต่างๆ เกิดขึ้น

ศ.ดร.คณิต : ชัดอยู่แล้ว ไปหาเสียงทำอะไรมาไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ ผมคิดว่าอย่างนี้ด้วยนะ การเมืองระยะหลัง ถ้าผมพูดตรงๆ ก็ต้องบอกว่า ขณะนี้วงการราชการเราถูกทำลายเยอะเลย โดยผลของนักการเมืองที่เก่าๆ  วงการราชการแต่ก่อนนี้ ความน่าเชื่อถือมันค่อยๆ น้อยไปหน่อยแล้ว มันลงมาเล่นกับวงการราชการก็ไปกันใหญ่

ผู้สัมภาษณ์ : กล่าวได้ว่าอาจารย์คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม หากเปรียบเทียบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยในอดีตเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว อาจารย์เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ได้พัฒนา ดังที่อาจารย์ได้มุ่งหวังไว้หรือไม่ เพียงใด
ศ.ดร.คณิต : กระบวนการยุติธรรมของไทยปฏิรูปครั้งแรก ปี 2540 โดยรัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกว่า “ฉบับประชาชน” พวกผมหลายคนอาจารย์ ดร.กิตติพงษ์   คุณพงษ์เทพ เทพกาญจนา ช่วยผลักดันเรื่องนี้มาก

ประเด็นสำคัญที่มีการปฏิรูปเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมไทยก็คือ การให้ศาลเป็นผู้ออกกฎหมาย (หมายจับ หมายค้น) แต่ยังไม่เข้าใจเนื้อหาจริงๆ เหมือนกับว่าเปลี่ยนคนเซ็นมากกว่า จากตำรวจเป็นศาล และวางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ในรัฐธรรมนูญปี 2540

เช่น ศาลไม่มีการบังคับบัญชาเป็นลำดับชั้นเพราะหากมีจะกระทบกระเทือนความมีอิสระ ในการทำงาน และการจ่ายสำนวน เมื่อจ่ายให้ผู้พิพากษาท่านใดทำแล้วจะเพิกถอนไม่ได้ แก้ไขเปลี่ยนแปลงสำนวนไม่ได้แต่แม้มีการปฏิรูปแล้วก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน ในปัจจุบันก็ยังต้องปรับปรุงต่อไปอีกมาก ถ้าท่านติดตามข้อเขียนของผมก็จะทราบว่ามีอีกมากที่เราจะต้องปรับปรุงเกี่ยว กับข้อวิจารณ์ ตอนนี้คนก็เริ่มเข้าใจกันบ้างแต่ก็ยังเข้าใจไม่หมด

ถามว่าตอนนี้ดีกว่าเก่าไหม ผมบอกได้เลยว่า “กฎหมายของเรา ไม่เลวกว่ากฎหมายใดในโลกนี้” แต่คนของเรายังต้องศึกษาอีกเยอะ เพราะฉะนั้นการให้การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในชั้นอุดมศึกษารวมทั้งมัธยมศึกษาและประถมศึกษา ก็ดีขึ้นแต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร อาจสืบเนื่องมาจากว่าคนไทยเรามีความเป็นอำนาจนิยมสูง คนที่เกิดแบบเสรีนิยมมีน้อย เมื่ออำนาจนิยมสูงเราจึงทำงานไม่สอดประสานกัน อย่างกระบวนการยุติธรรม จริงๆ แล้วการตรวจสอบความจริงมีสองชั้นคือ  เจ้าพนักงาน กับชั้นศาล ชั้นเจ้าพนักงานเรามีเจ้าพนักงานหลายฝ่ายเราก็ต่างคนต่างทำ

เช่น  ขณะนี้มีทั้งตำรวจ มี DSI มีอัยการ มี ปปท.   ปปช. หน่วยงานทั้งหลายทะเลาะกันหมด ซึ่งเป้าหมายอันเดียวกัน ในชั้นศาลก็ยังไม่ค่อยลงรอยเท่าไหร่แต่มีปัญหาน้อย แต่ศาลก็ไม่ค่อยจะactive เป็น passive ให้อัยการต่อสู้ คดีอาญาไม่ใช่เรื่องการต่อสู้กัน ผม อ่านวิ.อาญาต่างจากคนอื่น เพราะในวิ.อาญาเราเขียนไว้เลยว่าศาลเป็นผู้สืบพยาน จะสืบในศาลหรือนอกศาลก็ได้แล้วแต่ลักษณะพยาน

ดังนั้นเราไปที่ศาลเดี๋ยวนี้เราจะพบว่าศาลไม่ได้ทำทั้งหมด จะปล่อยให้สู้กันคดีมันก็ยืดเยื้อ คดีแพ่งยิ่งไม่ต้องพูดถึงยืดเยื้อหนักเลยมีหลายๆ เรื่องการไม่ active ของศาลทำให้กระบวนการยุติธรรมเราแย่ ถ้าต่างประเทศ ถ้าให้อัยการฟ้องเท่ากับว่าเชื่อได้แน่ว่าติดคุก ไม่มียกฟ้องเยอะ การที่ยกฟ้องเยอะแสดงว่าไม่มีประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมไทย

ผมวิเคราะห์ว่ามันมีความแย่สามประการ ประการแรก คือประสิทธิภาพด้อย  ถ้าเทียบกับญี่ปุ่นคนละโลกเลย ญี่ปุ่นเขาสามารถเอานายทานากะซึ่ง เป็นนายกรัฐมนตรีติดคุกได้ เกาหลีก็ใช้ได้ ประการที่สอง คือคุกคามสิทธิของบุคคลเยอะ เช่นตีตรวจ หรือแม้กระทั่งข้อเสนอของคณะกรรมการชุดผมที่ออกไปเร็วๆ นี้ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ประการที่สาม cost ในด้านบุคลากร ผมเคยเปิดหนังสือของญี่ปุ่นดู ตำรวจญี่ปุ่นเขาน้อยกว่าเรามากจำนวนผู้พิพากษาก็น้อยกว่าเรา ในขณะที่เขามีประชากรมากกว่าเราสองเท่า เราก็สุดๆ ทั้งสามด้านในคุกเราก็ยังแน่นเพราะเราไม่ได้มีการบริหารคดี เราพอมีการฟ้องก็เข้าคุกไป แน่น ที่ไม่จำเป็นก็ขัง

ผมให้สัมภาษณ์เลยว่า ถ้าปฏิบัติตามผม ผู้ต้องขังในเรือนจำระหว่างคดีจะลดจากประมาณ 39% เหลือ 20% จะแก้ปัญหาคนล้นคุกได้ คนล้นคุกของเราอัยการญี่ปุ่นเขาบอกว่าสภาพคุกในเมืองไทยคือคุกญี่ปุ่นหลัง สงครามโลกครั้งที่สอง ของเราอนุรักษ์นิยมไว้ คือเราไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ทำเสร็จๆเป็นวันๆ มีปัญหาเยอะแยะ

นี่ก็คือกระบวนการยุติธรรมของเราผมก็คงตอบได้แค่นี้ แต่ว่าเราไม่ควรจะสิ้นหวัง เราต้องพัฒนาต่อไปอย่างตอนนี้ ผมพูดถึงเรื่องให้ศาลเป็นผู้ออกหมายจับ ผมไม่คาดคิดว่าผมจะได้เห็นในขณะที่ผมมีชีวิตอยู่ เพราะว่าตอนที่เราผลักเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ตำรวจเขาต่อต้าน อย่างมาก บอกว่าจะไม่สะดวกในการทำงาน เขาบอกทำไมไม่ไปแก้กฎหมายทีหลัง

ผมบอกว่าถ้าไปแก้กฎหมาย ผมตายสิบชาติก็ไม่เกิดหรอก และจริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อเรารับระบบยุโรปมาในสมัยก่อน ศาลก็เป็นคนออกหมาย แล้วก็นอกจากความคิดของเราที่เป็นอำนาจนิยมที่ผมว่า ความคิดในวงการราชการ รวมทั้ง วงการยุติธรรมด้วย คือความคิดในเชิงราชการที่เขาเรียกในเชิง“Bureaucracy” คือจะพยายามตั้งหน่วยงานออกมาเยอะ

และที่น่าสนใจที่สุดก็คือว่าคณะชุดผม ที่ผมเรียนแล้ว ช่วยผลักดันเรื่องการคุ้มครองพยานเข้าไปไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เพราะเราพบว่าพอไปเป็นพยานในศาล ลงมาจากบัลลังก์ ออกจากศาลก็ถูกยิงตาย ไม่มีใครไปดูแลความปลอดภัยให้เลย ความจริงมีคนไปดูแลเยอะ ตำรวจก็มีหน้าที่ใครก็มีหน้าที่ แต่ปรากฏว่า พอไปอยู่ตรงนั้นก็ถือโอกาสสร้างสำนักงานคุ้มครองพยานขึ้นมาในกระทรวง ยุติธรรม และสำนักงานคุ้มครองพยาน หากใครอยากได้รับการคุ้มครองผมก็จะพิจารณาก่อนที่ผมจะสั่งบางที อาจเป็นอันตรายก่อน ต้องเข้าไปดูแลทันที แล้วหน่วยงานที่เกิดขึ้นมันไม่มีเล็ก มันจะใหญ่ ผมบอกว่าไอ้ที่คุณทำอย่างนี้มันภาษีผม เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องมาดูว่าสิ่งไหนที่ไม่จำเป็น หรือมีอยู่แล้ว ก็ไม่ควรจะมีให้ซ้ำซ้อน พอมีซ้ำซ้อนก็มีภาษีเยอะ

ที่น่าสนใจ คือว่ากฎหมายว่าด้วยการตั้งสำนักงานคุ้มครองพยานเข้าคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ผม นั่งอยู่ด้วย ผมพูดให้ฟังไม่มีใครฟัง เขาก็เข็นออกมาจนได้ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ของของเราก็จะยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ ของเราในประวัติศาสตร์ก่อนการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 มีกรมเกิดเยอะแต่ไม่เคยยุบเลยมีกรมเดียวที่ยุบไปก็คือ สำนักนโยบายและแผนกระทรวงมหาดไทย มีกรมเดียวนะในอดีตเพราะผมก็เคยทำงานที่ กพ. กรมที่เกิดขึ้นมาเกิดตามคน ไม่ตามภารกิจ
ตอนที่ผมอยู่สำนักงานอัยการสูงสุดมีน้องๆ มาถามผมตลอดเวลาว่าปีนี้จะได้อัตราเพิ่มซักเท่าไหร่ สิ่งที่ผมตอบว่าอะไร ผมตอบว่าผมยังไม่ทราบเลย ว่าจะหางานอะไรให้พวกคุณทำ ถ้าได้งานแล้วคนจะตาม ไม่ใช่มีคนโดยไม่มีงาน แล้วก็หน่วยงานไหนก็ตาม มีคนแล้วว่างงานเป็นปัญหาหน่วยงาน แต่พวกอัยการไม่ค่อยชอบเพราะผมไม่เคยขยายBureaucracy อย่างที่เกินความจำเป็น และผมพยายามจะยุบ แต่ยุบได้ไม่หมดเหมือนกัน

อย่างเช่นสมัยก่อน สำนักงานอัยการสูงสุดมีกองฎีกากองอุทธรณ์ กองฎีกา อุทธรณ์ไม่ทำอะไรเลยจนกระทั่งเราเรียกว่ากองไม่อุทธรณ์ กองไม่ฎีกา สมัยผม ผมได้ยุบรวมสองกองนี้เหลือกองเดียวเรียกว่าสำนักงานอัยการศาลสูง ความต้องการของผมคือต้องการให้อัยการชุดนี้ดูแลกฎ ข้อกฎหมายให้ดี แล้วนอกจากนั้นก็วิเคราะห์การทำงานของอัยการศาลล่าง เพื่อประโยชน์ในการเลื่อนยศ ปลดย้าย แล้วก็เป็นเช่นนี้ ผมก็เลยเป็นอัยการสูงสุดคนเดียวที่พอปลดเกษียณมาถูกสำนักงานอัยการสูงสุด ฟ้อง

ผู้สัมภาษณ์ : อาจารย์ได้เคยเสนอเรื่องคุณธรรมทางก ฎ ห ม า ย อัน เ ป็นแนวคิดของประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายอ า จ า ร ย์คิด ว่า ใ นปัจจุบันได้มีการศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่ และองค์กรตุลาการได้นำมาปรับใช้มากขึ้นหรือไม่อย่างไร
ศ.ดร.คณิต : ผมคิดว่ามี แต่ก่อนนี้ไม่มีใครพูดถึงในเรื่องนี้ ในเรื่องคุณธรรมทางกฎหมายไม่ใช่ผมคนแรกที่เอามาพูด แต่เรียกคนละอย่างกัน คนแรกที่ผมทราบ คือ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ก็เป็นอาจารย์ที่นี้ แต่ท่านไม่ได้เรียกว่าคุณธรรมทางกฎหมาย แต่ท่านเอามาจากคำเดียวกับภาษาเยอรมันท่านเรียกว่า นิติสมบัติ ถ้าใครอ่านหนังสือของอาจารย์ปรีดี และขณะนี้เริ่มเข้าใจแล้วนะ เพราะฎีกาบางฎีกาพูดถึงอำนาจปกครองในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ซึ่งอำนาจปกครองก็คือคุณธรรมทางกฎหมายอันหนึ่ง

แต่ความจริงอำนาจปกครองแคบไป ต้องเรียกว่าสิทธิที่จะให้การศึกษาอบรมและดูแล และถ้าท่านอ่านตำราของผมก็จะพบคำนี้ เพราะการพรากผู้เยาว์มันเป็นการพรากไปจากบรรดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ผู้ดูแลไม่มีอำนาจปกครองตามความหมายที่กฎหมายเขียน และผมเจอฎีกาหลายๆ เรื่องที่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เริ่มติดตลาด อาจารย์ปรีดีท่านพูด
ไม่ ติดตลาดเลย พอผมมาพูดก็เริ่มติดตลาดขึ้น เดี๋ยวนี้คนเรียนกฎหมายถ้าไม่รู้จักคำนี้ เชย และเรื่องคุณธรรมทางกฎหมายมันไม่ใช่แค่เรื่องของทางกฎหมายอาญาเท่านั้น ตอนที่ผมนำมาพูดใหม่ๆ มันมีที่ไหนในระบบกฎหมายเรา ความจริงเรามี ท่านที่เรียนละเมิดมาแล้วก็จะเห็น

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิตก็ดี ร่างกายก็ดี เสรีภาพก็ดี อนามัยก็ดี หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด” อย่างนี้มันก็คือคุณธรรมทางกฎหมายทั้งนั้น ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน เป็นภาพในทางความคิด professor ญี่ปุ่นเขาเคยมา lecture ที่นี้ สมัยท่านอาจารย์เกียรติขจรเป็นคณบดี ผมก็เอานักศึกษาปริญญาโทเข้ามานั่งฟัง เขาพูดว่า ‘Legal Interest’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และการที่เรานำมา มันเป็นการที่ใช้ประโยชน์ได้เยอะ เพราะทำให้เราเห็นการเป็นผู้เสียหายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
และหลายๆ อย่างที่ทำให้เกิดพัฒนาอย่างผู้เสียหายในปัจจุบัน ส่วนใหญ่คือผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่ผมไม่สอนอย่างนั้น ผมสอนว่าผู้เสียหายคือผู้ที่คุณธรรมทางกฎหมายที่เป็นส่วนบุคคลถูกล่วงละเมิด และผมใช้แนวคิดนี้ไปต่อสู้คดีให้นายกอานันท์  ปันยารชุน และถ้าท่านสนใจลองไปอ่านดูใน ข้อกฎหมายในคดีนายก อานันท์ ผมเป็นทนายใหญ่ ทนายในเมืองไทย สู้ผมไม่ได้ เพราะว่าลูกความผม ที่ผมว่าความดำเนินคดีให้ อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์  ปันยารชุน อดีตประธานศาลฎีกา สวัสดิ์ โชติพาณิชย์ อดีต รมต.
กระทรวงยุติธรรม

และผมเคยคิดอยากเป็นทนาย ตอนที่ผมมาสอบอัยการ เพราะว่าสมัยก่อนเวลาเราได้เนตินะ หน่วยงานที่เราอยู่จะมองว่าเราเป็นกาฝากและผมมาสอบอัยการ และถ้าสอบไม่ได้ ผมจะลาออกไปตั้งสำนักทนายความเป็นของตัวเอง เป็นทนายความ แต่บังเอิญผมสอบได้ก็เลยโชคช่วยไป หลังจากที่ปลดเกษียณไปแล้ว ผมไม่ทำเพราะว่าเหตุที่ไม่ทำเพราะว่าผมคิดว่าผมมองอะไรออกเยอะ และถ้าคิดว่าผมใช้กฎหมาย ใช้ไปในทางนั้น บางทีอาจจะไม่เป็นไปกับประโยชน์ของสังคมก็ได้

ผมเลยอยู่เฉยๆ สอนหนังสือดีกว่า และในคดีนายกอานันท์  ผมต่อสู้โดยใช้หลักนี้ คุณธรรมทางกฎหมาย ผมก็บอกว่าคนฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหาย ฟ้องตามมาตรา 157 มาตรานี้ไม่ใช่คุณธรรมทางกฎหมาย เป็นส่วนบุคคลแต่เป็นความบริษัทสะอาดอันเป็นเรื่องส่วนรวม แต่ผมก็แพ้ในข้อกฎหมาย สู้ไปแต่ในที่สุดนายกอานันท์ก็ถูกศาลชั้นต้นยกฟ้องส่วนอีก 3 ท่านก็ไปถูกยกฟ้องในศาลฎีกา มันนำมาใช้ได้ แต่ว่าในส่วนของมาตรา 157 นี้ ความจริงมันไม่มีโอกาสที่เอกชนจะฟ้อง แต่เราก็ได้ยอมรับให้มีการฟ้อง อย่างนี้เป็นต้น

ผู้สัมภาษณ์ : ในฐานะที่อาจารย์เคยเป็นสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อาจารย์คิดว่ารัฐธรรมนูญปีปัจจุบันปี 2550 มีข้อบกพร่องหรือไม่ อย่างไรบ้าง

ศ.ดร.คณิต : รัฐธรรมนูญปี 2550 ผมยังอ่านไม่จบ เหตุที่ผมอ่านไม่จบนั้นเพราะว่าผิดคิดต่างไปจากคนอื่น ผมว่าคนร่างไม่มี ‘justification’   แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ดี ไม่ได้พูดอย่างนั้น ผมพยายามรักษาตัวเองว่าที่ไหนที่มีสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมก็ไม่ไปทำ สำหรับตัวรัฐธรรมนูญนั้น ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่ผู้ร่างไม่ได้ไปในทิศทางที่ถูกไงไม่มี ‘justification’ คือหมายความว่าเราจะทำอะไร เราจะต้องมีความชอบธรรมในการทำ หมายถึงการเข้าร่าง ผู้เข้าร่างไม่มีความชอบธรรมในเบื้องต้น

สมัยปี 2540 เรามี ‘justification’ เราเข้าไปโดยถูกต้อง เพราะขณะนั้นมีการเลือกโดยรัฐสภา ผมเข้าไปในฐานะผู้เชี่ยวชาญเพราะฉะนั้นในการที่เรามีความถูกต้องชอบธรรม เข้าไปเราก็มีสิทธิที่จะร่าง ส่วนจะดีหรือไม่ดี  ผมไม่รับรอง แต่ในปี 2550 นี้ เขารังเกียจว่าคนร่างเข้าไปโดยไม่ถูกต้องผมไม่มีความจำเป็นในการที่จะอ่าน มันจนจบ แต่ผมก็อ่านบ้าง เช่น  หากผมจะต้องแต่งตำรา เช่นข้อเสนอแนะก็มีพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมก็เอามาอ้าง แต่ผมไม่มีความจำเป็นต้องอ่าน และใครมาถามผม ผม ก็ไม่รู้และผมก็ไม่สนใจ ส่วนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเขาก็ทำไป อย่างนั้นเอง และไม่ใช่วาจะมีผลอะไรเท่าไหร่เพราะเป็นเรื่องการเมือง

แต่ผมออกห่างจากการเมืองอยู่แล้ว ผมถอยห่าง ผมไม่กลับไปยุ่ง ผมคิดว่านอกจากนั้นแล้ว หลังจากที่ผมรับหน้าที่หลังจากที่เข้าไปสัมผัสแล้วทุกคนพูดเป็นเสียงเดียว กันว่ารังเกียจการยึดอำนาจ ผมว่าประเทศที่เจริญด้วยเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กระบวนการยุติธรรมเขามีประสิทธิภาพ  ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่มีประสิทธิภาพ แบบบ้านเราหรือประเทศที่ด้อยๆ ทั้งหลาย การพัฒนาประชาธิปไตยมันเป็นไปไม่ได้

เพราะฉะนั้นผมเลยวิจารณ์ แต่เรื่องกระบวนการยุติธรรมทั้งนั้น ผมต้องการให้ดี เป็นหลักได้ เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่ดี จะพัฒนาไปไม่ได้ เช่น ดูเกาหลี ญี่ปุ่น หรือประเทศที่เจริญแล้วเช่นฝรั่งเศส เยอรมัน หรือทั้งหลายในยุโรปล้วนแล้วแต่กระบวนการยุติธรรมดีทั้งสิ้น เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่ดีจะไปไม่รอด ของเราก็มีการยึดอำนาจกันมาตลอด

ตอนที่ผมศึกษาอยู่ที่เยอรมัน เคยมีนายพลใหญ่ของกองทัพเยอรมันได้รับเชิญจากนายพล Franco ไปร่วมในพิธีสวนสนามที่สเปน ซึ่ง Franco เป็นเผด็จการ ต่อมานายพลนี้ก็ถูกปลด ส่วนประเทศอัฟริกาในสมัยเหยียดผิวไปร่วมอย่างนี้กลับมาโดนปลด ในประเด็นนี้ผมสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเรื่องว่าบ้านเมืองอื่นเขาจัดการกับ เรื่องอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดการปฏิวัติทหารต้องจัดการอย่างไร ผมไปอ่านในรัฐธรรมนูญเยอรมัน เขาพูดถึงผู้ตรวจการทหารไม่ใช่กรรมาธิการทหารที่เราพบในสภา ซึ่งเขาเลือกมาให้มีการวิจัยเรื่องนี้ ประเทศที่เจริญแล้วเขาจะมีความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับอำนาจ

ผมไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมทำวิจัย เราต้องการเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องการให้คนอื่นเห็นว่าการเจริญเป็นเช่นนี้ ผมเคยพบปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านใหญ่สุดรองจากรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่ใช่หรอกนายพลจากกองทัพที่ใหญ่จริง แต่ความจริงต้องเป็นปลัดต้องมีบทบาทที่สำคัญ ถ้ากองทัพไม่มีงบประมาณมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้และสองสามวันต่อมาก็เชิญผมไป พูดอีก นายพลจากกองทัพก็มานั่งกันเต็ม ผมพูดไปทุกคนก็เห็นด้วยหมด แต่มันไม่เกิดความเป็นจริงขึ้นมา ถ้าตีแผ่ออกมาได้จะเป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างมาก เราไม่ได้หมายความว่าเราจะไปห้ามเขาได้ ผมแค่ต้องการให้เห็นภาพ ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่า งานของพวกผมที่ออกมา มองในด้าน ‘prevention’ ที่จะป้องกันไม่ให้มันซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำซอยอยู่กับที่

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1298005670&grpid=&catid=02&subcatid=0201

 

 

ป้ายกำกับ: ,

“ดร.คณิต”วิพากษ์”ความเชื่อถือในองค์กรยุติธรรมถึงจุดศูนย์” ไม่ใช่ ‘Double Standard’แต่ไม่มีมาตรฐาน (1)

หลัง จากที่ประเทศไทยของเราได้เผชิญเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในช่วงเดือน เมษายนถึงเดือน  พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา  ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติหรือ คอป. ขึ้นภายใต้การนำของท่านศาสตราจารย์ ดร.  คณิต ณ นคร

คณะกรรมการชุดนี้มีภารกิจในการตรวจสอบและค้นหาความจริงโดยเฉพาะ   อย่างยิ่งความรุนแรงทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิต บาดเจ็บทาง  ร่างกายและจิตใจ ความเสียหายทางทรัพย์สิน และความเสียหายอ่านๆ ตลอดถึงประเด็นที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงใน ประเทศเพื่อให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

เมื่อไม่นานมานี้    “กองบรรณาธิการวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”    สัมภาษณ์พิเศษ  ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ประธาน คอป. เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการทำงานในคณะกรรมการชุดนี้ รวมทั้ง มุมมองของต่อกระบวนการยุติธรรมของ ประเทศไทย

“มติชนออนไลน์ ” นำบทสัมภาษณ์ทางวิชาการ มานำเสนอดังนี้

ผู้สัมภาษณ์ : หน้าที่หนึ่งของ คอป. คือตรวจสอบความจริงของเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 อาจารย์มีวิธีตรวจสอบอย่างไรว่าข้อมูลที่ได้มานั้นถูกต้องและเชื่อถือได้
ศ.ดร.คณิต : ผมได้ตั้งอนุกรรมการเกี่ยวกับ คอป. ขึ้นสามชุด ชุดหนึ่งคือชุดตรวจสอบความจริงของเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 โดยมีคุณสมชาย  หอมลออ เป็นประธาน คุณมานิจ สุขสมจิตเป็นรองประธานและมีคณะกรรมการ อนุกรรมการอื่นๆ อีกหลายท่าน มีท่านหนึ่งเป็นอดีตอัยการ อดีตรองอัยการสูงสุด ผมก็ดึงเข้ามาช่วยคณะกรรมการชุดนี้ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น และไปพบบุคคลต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล

เราใช้วิธีการที่เรียกว่าไม่เป็นรูปแบบที่เป็นทางการมากนักคือใช้วิธีไป พบ ผมคิดว่าวิธีที่เป็นรูปแบบอาจทำให้ได้ข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงเท่าไร วิธีนอกรูปแบบก็คิดว่าน่าจะดี และเนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้เกิด หลายที่เช่น ที่ราชประสงค์ ที่บ่อนไก่ ที่ดินแดง ที่วัดปทุมวนาราม รวมทั้งบางคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้คือเสธ.แดง และนักข่าวที่เป็นช่างภาพของญี่ปุ่นคนหนึ่งและอิตาลีคนหนึ่ง

เพราะฉะนั้นในอนุกรรมการชุดนี้ ยังแยกย่อยออกไปดูจุดต่างๆ ที่ผมเรียนมา แต่งานยังไม่เรียบร้อย  เราจะไม่ผลีผลามสรุปว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไง เราจะต้องตรวจกันละเอียด และทางรัฐบาลก็ให้เวลาทั้งหมดไม่เกินสองปี

เราก็อยากทำให้เร็ว เราเข้าใจดีว่าการทำงานนี้มันใช้ภาษีของราษฎร เราตระหนักใน  เรื่องนี้เราก็จะพยายามทำให้ไม่สูญเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจริงๆ

นอก จากนั้นเราก็ได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศหลายประเทศ ทั้งข้อมูลและการส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยในเรื่องที่คณะกรรมการหรือคนไทยไม่มี ความชำนาญ เราได้รับความร่วมมือจากทูตสวิสเซอแลนด์ประจำ ประเทศไทยและทูตอื่นๆ หลายแห่ง และการหาความจริงนี้เราไม่ได้ทำ คนเดียว เราทำโดยร่วมกับองค์กรอื่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ก็คงจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร  แล้วเราก็จะพยายามไม่ทำให้ผิดพลาด

นี่ก็เป็นประเด็นสำคัญเพราะว่าทางประชาชนทั้งหลายก็ให้ความสนใจ เรื่องนี้ค่อนข้างมาก แต่เราตรวจสอบนี้ก็ไม่ได้หมายความรวมถึงว่าเราจะตรวจสอบไปถึงการที่จะลงโทษ ซึ่งกระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่อยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาล ฝ่ายตำรวจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมทั้งอื่นๆ อีก  เรามุ่งไปสู่การป้องกันมากกว่าคือ ถ้าความจริงปรากฏอย่างไรแล้ว เราก็จะตีแผ่ให้ประชาชนรับรู้

คือ เราถือว่า ‘Public Accountability’หรือความรับผิดชอบต่อประชาชนมาก่อน เราไม่ได้เป็นเครื่องมือให้ใคร   คณะกรรมการเราก็จะทำงานอย่างที่ผมเรียนก็จะขอใช้เวลาอีกตามสมควร และเมื่อความจริงเกิดขึ้นแล้วเราก็จะมุ่งไปที่ว่าแล้วเราจะป้องกันอย่างไร ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตคือ มองในด้าน ‘Prevention’ มากกว่า   ส่วนการที่ข้อเท็จจริงจะไปลงเอย จะไปดำเนินคดีกับใครอย่างไรมัน  ไม่ใช่ภาระของเรา

ผู้สัมภาษณ์ : ในอนุกรรมการสามชุดที่อาจารย์ตั้งมานั้น ชุดไหนที่เป็นชุดกลั่นกรองข้อมูลที่ได้มาว่าถูกต้องเพื่อใช้เป็นหลักฐานเวลา ที่จะนำมาสรุปเวลาที่อาจารย์นำมาทำความเห็น

ศ.ดร.คณิต : ความจริงคนที่กรองจริงๆ ก็คือคณะกรรมการใหญ่ ก็คือเขาจะไปทำมาแล้วก็ต้องรายงานเข้ามา และมาปรึกษาหารือกันว่าฟังได้ไม่ได้ยังไง  แล้วผมก็คิดว่าคงหาได้ มั่นใจว่าอย่างนั้น แล้วอีกสองชุดคือชุดเยียวยา เหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ ก็มีคุณหมอรณชัย คงสกนธ์  เป็นประธานอนุกรรมการ คณะนี้ก็ทำไปได้เยอะแล้ว การเยียวยานี่เรามุ่งไปที่การเยียวยาทางด้านจิตใจ ซึ่งเราคิดว่าในด้านทรัพย์สิน   รัฐเขาก็เข้าไปดูแลแล้ว

เมื่อตอนที่ฟอร์มงานใหม่ๆ ผมก็ได้ไปที่เชียงใหม่ได้ไปฟังและเมื่อวันที่ 30 ที่ผ่านมาก็ได้ไปที่ขอนแก่น สำหรับอนุกรรมการชุดนี้ได้รับความร่วมมือจากทั้งภาคเอกชนและภาคราชการค่อน ข้างดีทีเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสุขภาพจิตที่ทุ่มเทลงไปทำงาน เนื่องจากกรมสุขภาพจิตมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศก็ดำเนินการไปได้เยอะ

สิ่งที่เรา จะต้องสนับสนุนเขาก็คือ เราจะพยายามพูดกับรัฐบาลเพื่อที่จะให้งบประมาณในการดำเนินงาน วันที่ผมไปอธิบดีกรมสุขภาพจิตก็ไปด้วยเราก็ได้แบ่งสายไปเยี่ยมผู้ที่เป็น เหยื่อ บางคนถูกยิงกระสุนยังฝังในอยู่เลยยังไม่ได้ผ่าออก ได้ความว่าไม่กล้าไปพบเจ้าพนักงานเพราะกลัวว่าจะถูกกล่าวหาก็เป็นเรื่องที่ เราจะต้องเข้าไปดูแล แล้วเราก็ได้ไปเยี่ยมผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำ  อันนี้ผมไม่ได้ไปแต่เขามารายงานให้ฟัง ผมประมวลดูก็เห็นว่าคนที่ต้องขังอยู่ในเรือนจำบางคนไม่มีความจำเป็นต้องเอา ไว้เลย อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่ผมนำมาเขียนบทความและเสนอแนะรัฐบาลว่าให้ลงไปตรวจ สอบดูว่าถ้าคนไหนไม่จำเป็นต้องขังเราก็น่าจะปล่อยหรือปล่อยชั่วคราวก็ยังได้

จริงๆ ระเบียบอันนี้อยู่ในระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดที่ได้วางเอาไว้ตั้งแต่ตอน ที่ผมอยู่ในตำแหน่ง แต่ดูเหมือนว่าทางอัยการไม่ค่อยจะขับเคลื่อนเท่าที่ควร คือเราประกาศว่าสำนักงานอัยการมีหน้าที่รักษาประโยชน์รัฐ คุ้มครองสิทธิ ทำให้เสมอภาคให้เกิดความเชื่อถือแก่ประชาชน  แต่เราก็นั่งอยู่เฉยๆ คือ ระเบียบมีแล้วแล้วก็มีขั้นตอนทั้งหมดว่าเราจะรวบรวมข้อเท็จจริงอย่างไร แต่คนในกระบวนการยุติธรรมของเราชอบอยู่สบายๆ ไม่ลงไปดู

อันนี้มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของนักกฎหมาย คือนักกฎหมายที่มีภารกิจแล้วก็ทำเฉยๆ นี่มันก็ไม่ถูก คือผมมองว่าจริยธรรมนักกฎหมายก็คือหลักวิชาชีพไม่ใช่สิ่งล่องลอยแต่มันคือ การปฏิบัติภารกิจให้ถูกต้องเหมาะสม ผมก็คงต้องใช้สิ่งที่เล่าเรียนมามาเสนอแนะ สิ่งที่เสนอไปทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งสิ้น เป็นของที่มีอยู่แล้ว

แม้กระทั่งก่อนหน้านี้เราเสนอเรื่องการตีตรวจ ซึ่งถ้าเราดูกฎหมายราชทัณฑ์ของเราเรื่องการจองจำอะไรต่างๆ กับ Minimum Standard Rules ของ UN มันไปด้วยกันเลย แสดงว่ากฎหมายของเรามันเกิดขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2479 มีความทันสมัยมาก แต่คนของเราไม่ทันสมัยตาม  จริงๆ แล้วคือว่าเรายังไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้เท่าไร อย่าว่าแต่กฎหมายราชทัณฑ์เลย  ซึ่งก็เพิ่งจะมีการศึกษากันเมื่อเร็วๆ นี้ และมหาวิทยาลัยที่ศึกษาเรื่องนี้เป็นที่แรกก็คือมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งตอนนี้เราไปให้ความรู้ในชั้นปริญญาโทด้วย

จริงๆ แล้วคนที่เข้าไปอยู่ในคุก เขามองเป็นประธานของสิทธิ แต่เราก็มักจะมองว่าคนที่เข้าไปอยู่ในลักษณะนี้เป็นกรรม ซึ่งจริงๆ เป็นกรรมไม่ได้ ในสมัยก่อนอาจจะใช่ เช่น เรื่องเปาบุ้นจิ้น แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นประธานของสิทธิ ในกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาก็เช่นกันเขาเป็นประธานในกฎหมาย เขามีสิทธิมีอะไรต่างๆเยอะแยะ เราเรียนกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังไม่ถึงแก่น เราก็รู้กันคร่าวๆ

อย่างที่ผมชี้ออกไป อย่างการจับในปัจจุบันนี้สิ่งที่มันเป็นอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก่อนอาจไม่ดีพอเพราะว่าคนที่ออกหมายจับเป็นเจ้าพนักงานเอง แต่ปัจจุบันให้เป็นเรื่องของศาล ศาลเองก็ไม่ค่อยจะตรวจสอบ คือ กรณีไปยิงตู้เย็นชาวบ้านที่อยุธยาก็แสดงว่าการออกหมายนี่หละหลวม ซึ่งกฎหมายเราก็ให้มีการตรวจสอบทั้งก่อนออกหมายอย่างดีแล้วไปปฏิบัติแล้วก็ ต้องรายงานศาล แต่เราก็เพียงแต่ทำเพื่อให้จบขั้นตอนไปอย่างนั้นไม่ได้ลงไปในเนื้อจริงๆ แล้วก็เหตุจับจริงๆ มันมีสี่เหตุหนึ่งก็คือความร้ายแรงของความผิด สองคือหลบหนี สามคือเข้าไปยุ่งเหยิงเกี่ยวกับพยานหลักฐาน สี่ก็คือการไปก่ออันตรายประการอื่น ความจริงเหตุจับสามประการหลังคือ  หลบหนี ยุ่งเหยิงแล้วก็ก่อ  อันตรายประการอื่นประกันไม่ได้ แต่เราก็ไม่ค่อยเข้าใจส่วนเหตุที่ว่าเป็นความผิด  ร้ายแรงประกันได้

ผู้สัมภาษณ์ : อาจารย์ได้เสนอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวที่ได้ตีพิมพ์บนสื่อมวลชนทั่วไป

ศ.ดร.คณิต : คือ ปล่อยเลยยังได้ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นเราจะต้องไม่เอาคนไว้ในอำนาจรัฐได้เรียนไปแล้วว่าเหตุจำ เป็นจริงๆ มีสามอย่างที่ต้องเอาไว้ หนึ่งหลบหนีต้องเอาไว้ สองไปยุ่งกับพยานหลักฐานก็ต้องเอาไว้ สามก่ออันตรายอื่นๆเช่นไปทำผิดซ้ำ อย่างผู้ต้องหาที่ทำผิดเกี่ยวกับเพศ ถ้าปล่อยออกไปก็จะไปทำผิดกับคนอื่นก็ต้องเอาไว้ และในบทความผมยังกล่าวเอาไว้ว่าการชักใยอยู่เบื้องหลังก็เป็นการก่ออันตราย ประการอื่น แต่เราก็ให้ประกันไป  พอประกันไปตอนนี้ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ คือของเรานี่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักกฎหมายเลย

จริงๆ แล้วปล่อยชั่วคราว ถ้าศึกษาวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้เรียกร้องหลักประกัน แต่เราก็ยังเรียกหลักประกันอยู่  พอเราเรียกคนจนๆ ก็ไม่มีปัญญาจะไปประกันเพราะไม่มีเงิน   นอกจากนั้นเราก็ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมในทางอาญาผมว่า  ปัจจุบันนี่เป็นช่องทางทำมาหากินของผู้ที่ไม่สุจริตเยอะเลย เช่น เรามีนายประกันอาชีพลองไปติดต่อดูที่ศาลวันหนึ่งๆ ที่ศาลใหญ่ๆ เงินที่มันสะพัดในศาลเยอะทีเดียว และนายประกันอาชีพนี่สร้างความเสื่อมเสียให้วงการยุติธรรมมานานมากแล้ว

ครั้งหนึ่งอาจารย์โสภณอยายามจะขจัดพวกเหล่านี้ก็โดนขู่จะวางระเบิด เพราะอิทธิพลมันเยอะ แล้วเมื่อ รัฐบาลคุณทักษิณยังให้บริษัทประกันภัยมาหากินด้วย แล้วบริษัทประกันภัยไม่ได้เสี่ยงอะไรเลย นี่เป็นนโยบายที่บอกว่าช่วยคนจนแต่ความจริงทำ ให้บริษัทมีรายได้มากขึ้น ในรัฐบาลปัจจุบันจะออกกฎหมายเกี่ยวกับการทวงหนี้ คือ การทวงหนี้นี่มีเสธ.เยอะ อันนี้ก็คือการกลับไปสู่ยุคมืด เพราะในสมัยก่อนในทางคดีแพ่งมุ่งบังคับเขา ไม่ได้มองว่านิติสัมพันธ์มีต่อกันจริงหรือไม่ เมื่อบังคับคดีไม่ได้ก็ใช้กำลัง มันก็เกิดเสธ. พวกเสธ.เหล่านี้เขากำลังจะให้จดทะเบียนเป็นบริษัททวงหนี้ซึ่งจริงๆ มันผิดกฎหมายแต่กระบวนการยุติธรรมเราไม่ลงไปจัดการแต่เอาพวกนี้ขึ้นมา เป็นนโยบายที่ผมคิดว่าแย่มากทำนองเดียวกับการ ประกันในบริษัทประกันภัย

ผู้สัมภาษณ์ : เรื่อง ‘Double Standard’ หรือสองมาตรฐานได้ถูกนำมาใช้ในการปลุกระดมในการชุมนุม อาจารย์คิดว่าเรื่องนี้มันมีอยู่จริงหรือไม่

ศ.ดร.คณิต : เรื่อง นี้ชี้แจงมา คือมันไม่มีมาตรฐานเลย เพราะเรายังทำผิดกฎหมายเยอะจริงๆ แล้วสองมาตรฐานสามารถมีได้ในทุกองค์กร ทั้งตำรวจในฐานะที่ทำอะไรไม่ตรงไปตรงมา ทั้งอัยการและศาลยังเป็นไปอีก ทำให้ตอนนี้ความเชื่อถือในองค์กรยุติธรรมถึงจุดศูนย์อีกแล้ว คือไม่มีstandard เพราะเราไม่ยอมทำอะไรให้ถูกหลักกฎหมาย เราก็ยังไม่มีstandard ขณะนี้การสอบผู้พิพากษายังมีตั้งสามสนาม สนามใหญ่ทั่วถึงสนามเล็ก ปริญญาโท สนามจิ๋ว มันกระทบกับหลักเสมอภาค ผมไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่เพราะมันกลายเป็นไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์เมื่อก่อนสนาม เล็ก จะข้างนอกข้างในก็สามารถแข่งกันได้ แต่ตอนนี้คนจากข้างในแข่งกับคนที่จบข้างนอกไม่ได้ เช่นนี้ไม่ใช่ ‘Double Standard’ มันเป็นเรื่องไม่มีความเสมอภาค ผมคิดเพราะเราปฏิบัติกันแบบนี้มามีเยอะ

ผู้สัมภาษณ์ : สืบเนื่องมาจากคำถามเรื่องสองมาตรฐานนั้น อาจารย์ได้แสดงทรรศนะว่า ไม่มีมาตรฐานเลยนั้น เรื่องนี้ในช่วงสามถึงสี่ปีที่ผ่านมาองค์กรตุลาการถูกพาดพิงว่าสองมาตรฐาน หรือถูกแทรกแซงจากแรงกดดันจากข้างนอก  อาจารย์มีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร
ศ.ดร.คณิต : ตอนแรกนี้เรากำลังเห่อเรื่องตุลาการภิวัฒน์ ผมไม่เข้าใจว่าตุลาการภิวัฒน์หมายความว่าอะไร

ทีนี้ผมลองนึกเปรียบเทียบสมัยที่ผมเรียนอยู่ ประเทศเยอรมัน ในเยอรมัน การทำทำแท้งเข้มงวดมาก ไม่มี indication  ที่เขียนไว้ในกฎหมายเลยและต่อมาประเทศเนเธอแลนด์ได้ยกเลิกการทำแท้งปล่อยให้ เสรีสาวเยอรมันสามารถข้ามไปทำแท้งและกลับมาที่เยอรมันก็จะไม่ผิด

ศาลเยอรมันได้แสดงบทบาทผลักดันให้แก้ไขความผิดประเภทนี้ โดยการที่ลงโทษผู้ที่ถูกฟ้องความผิดฐานนี้เบามาก สมัยผม 20 มาร์ค สมัยเรียน 1 มาร์ค เท่ากับ 8 บาท ซึ่งถูกมาก แค่นักศึกษา  ที่ไปทำงานเก็บแล้วโดยไม่ต้องล้างก็ได้ชั่วโมงละ 20 มาร์คแล้ว แสดงว่ากฎหมายของรัฐแย่มาก จนมีการให้แก้กฎหมายที่ทำโดยฝ่ายตุลาการเช่นนี้เรียกว่าตุลาการภิวัฒน์น่าจะ ถูก แต่ของประเทศไทยนี้ไม่ใช่เช่นนั้น  ค่อนข้างทับซ้อนกัน เพราะฉะนั้นบ้านเราไม่ค่อยจะมีบทบาทในด้านที่จะทำให้เกิดความถูกต้องชอบธรรม หรือผลักดัน

ถ้าท่านเคยอ่านบทความของผมเรื่องหักดิบกฎหมาย อันนี้แสดงว่านักกฎหมายแย่ เรื่องคุณทักษิณถูกฟ้องเรื่องซุกหุ้นเราเข้าใจว่าคุณทักษิณชนะคดีด้วยคะแนน 8 ต่อ 7  แต่ความจริงแพ้ด้วยคะแนน 7 ต่อ 6 ตามคำวิเคราะห์ของผม ที่ว่าแพ้  เช่นนั้นเพราะเหตุว่าเวลาเราจะตัดสินคดีเราจะต้องตัดสินด้วยเรื่อง‘Pre- requisite’

เรื่องเงื่อนไขในอำนาจว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาล หรือไม่  ศาลรัฐธรรมนูญลงมติว่าจะอยู่ในอำนาจ เมื่ออยู่ในอำนาจก็ต้องไปวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีว่าซุกหุ้นจริงหรือไม่ ในจำนวนตุลาการที่บอกว่าซุก 7 คนที่บอกว่าไม่ซุก 6 คน อีก 2 คนบอกว่าเมื่อคดีไม่อยู่ในอำนาจไม่วินิจฉัย แต่เอา 2 เสียงนี้มาบวกลงไปด้วย ผมเรียกว่า ‘หักดิบกฎหมาย’ คือทำไม่ตรงไปตรงมา

เปรียบเทียบให้เห็นสมัยฮิตเลอร์  ฮิตเลอร์เป็นคนออสเตรียแล้วมาเป็นทหารรับจ้างในกองทัพ บาวาเรียและได้เหรียญตราและต่อมาถูกฟ้องกบฏ ซึ่งสมัยนั้นกฎหมายจะต้องพิพากษาให้ลงโทษแล้วจะต้องเนรเทศด้วย แต่ศาลในคดีฮิตเลอร์ บอกว่าฮิตเลอร์ที่มีความรู้สึกเป็นเยอรมันและนอกจากนั้นแล้วยังเป็นผู้ทำคุณ งาม  ความดีให้แก่กองทัพเยอรมัน จึงไม่เป็นคนต่างด้าวในความหมายของกฎหมาย อันนี้คือหักดิบ และมี professor ท่านหนึ่งเขียนบทความว่า  ถ้าตุลาการ ศาลหรือผู้พิพากษาใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ฮิตเลอร์ก็จะไม่ได้ขึ้นสู่อำนาจ สงครามโลกครั้งที่สองอาจจะยังไม่เกิดเหตุการณ์ที่ชาวยิวต้องตายเป็นล้านๆ คนก็จะไม่เกิดขึ้น

เหมือนกับเหตุการณ์ ของบ้านเรา ถ้าศาลว่าตรงไปตรงมา คุณทักษิณก็จะไม่มีโอกาสเป็น นายก ที่ตายกันก็จะไม่เกิดขึ้นและในสังคมเราผมมีความรู้สึกว่าไม่ค่อยยึดหลัก เป็นความผิดของนักกฎหมายเราด้วย อันนี้คือรากเหง้าที่นำมาทำให้ผมต้องเข้าไปดูแล ถ้าตัดสินตรงไปตรงมาอย่างที่ผมว่าแบบฮิตเลอร์ แต่แรกก็จบ ปัจจุบันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหมดหวังนะ มันก็เป็นภาระหน้าที่สำคัญที่ผมจะต้องทำต่อ

ผู้สัมภาษณ์ : กรณีอย่างที่สถาบันตุลาการถูกกล่าวอ้างว่าสองมาตรฐานหรือไม่  ตรงไปตรงมาอย่างที่อาจารย์ได้เรียนไว้ ใน กรณีเช่นนี้ย่อมมีผลต่อความเชื่อมั่นศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย อาจารย์ มีคำแนะนำอย่างไร

ศ.ดร.คณิต : ผม วิเคราะห์พฤติกรรมคนแล้วกัน ถ้าพูดว่าไปแนะนำเขาก็ไม่ดี คนในกระบวนการ ยุติธรรมเรามีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจสามประการ หนึ่งคือทำงานสบายๆ ไม่ทำให้เป็นภาระวิสัย มีความถูกต้อง  ผมกับอาจารย์อุดมเพิ่งสอนด้วยกันมา ก็บอกว่าพฤติกรรมแบบนี้คือ ขี้เกียจ สอง คือกลัว กลัวนั่นกลัวนี่ กลัวการเมือง อะไรสารพัด ซึ่งนักกฎหมายถ้าขี้กลัวก็จบเลย

และสุดท้ายก็คือพฤติกรรมที่เรียกว่า ประจบ คือทำ อะไรเอาหน้า พฤติกรรมนี้ผมคิดว่าไม่ควรมีในตัว นักกฎหมาย เราจะต้องทำให้ถูกต้องตามภาระหน้าที่ของเรา เราต้อง  ไม่กลัว และก็ไม่ประจบด้วย ทำอย่างตรงไปตรงมา ผมเองก็พยายามรักษาสามสิ่งนี้อยู่ตลอดชีวิต สมัยที่ผมเป็นอัยการสูงสุด ก็มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับผมค่อนข้างมาก มาบีบนู่นบีบนี่แต่ผมก็ไม่เคยยอมให้ ผมก็ว่าไปตามเนื้อผ้า ผมก็แทบเอาตัวไม่รอด แต่ว่าถึงยังไงก็ตามถ้าเราทำอย่างนี้ เราก็เป็นที่เชื่อถือ และการที่ผมปฏิบัติอย่างนี้ผมก็เลยมีภาระ  อยู่เรื่อย (หัวเราะ)

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 17, 2011 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: ,

Practical Utopia สัมภาษณ์ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์”

Siam Intelligence Unit และรายการ Practical Utopia สัมภาษณ์พิเศษ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” อดีตประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 2 สมัย คือ รัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

พ่อของเขาเคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ พันศักดิ์จบการศึกษาด้านกฎหมายจากอังกฤษ เคยทำงานอยู่ในสหรัฐนับสิบปี หลังกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ พันศักดิ์เคยเริ่มทำหนังสือพิมพ์ “จตุรัสรายสัปดาห์” และภายหลังเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Asia Times (ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว) นอกจากนี้ยังเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) องค์การมหาชนที่ดูแลด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าไทย

อ่านประวัติอย่างละเอียดของพันศักดิ์ได้จาก Political Base

ถอดความจากวิดีโอสัมภาษณ์

อะไรเป็นแรงจูงใจของการทำหนังสือ “จัตุรัส” ในอดีต

ผมอยากปลดปล่อย (unfreeze) ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ซึ่งถูกแช่แข็ง (freeze) โดยการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส (french colonialism) และตามด้วยยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐ (US strategic will) ในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ของเรากับลาว เขมร เวียดนาม ถูกตีความผ่านมหาอำนาจของโลก ดังนั้นการแกะ puzzle แรกของภูมิภาค ก็ต้องทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ไม่มีสงครามระหว่างกัน

คุณพันศักดิ์มีบทบาทอะไรบ้างในนโยบาย “แปรสนามรบเป็นสนามการค้า” ในสมัยรัฐบาลคุณชาติชาย

ช่วยคิด ช่วยอธิบาย ช่วยบอกท่านว่าความหมายของมันคืออะไรบ้าง

ผมเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าผมเป็นคนให้คำปรึกษา แต่คนที่รับความเสี่ยง (take risk) จริงๆ คือคนที่รับคำปรึกษาไปทำ เพราะฉะนั้นความดีต้องยกให้คนตัดสินใจ เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดถึงผมมาก

จากที่เคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมาพอสมควร เห็นอะไรมาบ้าง

คุณชาติชายอยากจะ manage กระทรวงกลาโหม ก็ถูกเตะไป นั่นหมายความว่าการทำหน้าที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “นายกรัฐมนตรีไทย” นั้นเป็นการหลงผิด เป็นภาพลวงตาในทะเลทราย เพราะในความเป็นจริงคุณไม่ใช่นายกรัฐมนตรีไทยใน “นิยามปกติ” ของคำว่านายกรัฐมนตรี

คุณอภิสิทธิ์ก็เจอปัญหานี้แล้ว เจอว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “นายกรัฐมนตรีไทย” จริงหรือไม่

คิดว่าทำไมรัฐบาลที่เคยให้คำปรึกษา จึงถูกรัฐประหารถึง 2 ครั้ง เป็นเพราะคุณพันศักดิ์ไปทำงานที่คุกคามใครเข้าหรือเปล่า?

คุณชาติชายให้ผมเข้าไปในฮานอยตอนที่ B52 กำลังบอมบ์อยู่ ผมไปคุยกับเวียดนามว่าคนไทยอยากสานเสวนาด้วย ในช่วงที่อเมริกันกำลังถอนตัวจากเวียดนาม งานของผมคุกคามประเทศไทยตรงไหน งานของผมทำให้ธนาคารทหารไทยสามารถเปิดสาขาที่ไซ่ง่อนได้ตอนที่สงครามเลิก มันคุกคามตรงไหน คงไม่ใช่ผมมั้ง

ผมว่าที่เค้ามีปัญหากัน มันเป็นเรื่องทัศนคติของอำนาจ (perception of power) มันไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย

รัฐประหารเมืองไทย ผมสองในเท่าไรนะ สิบกว่า? คุณก็ต้องไปถามคนอื่นด้วยนะ ไปถามเขาด้วยว่าทำอะไรถึงโดน

ถ้าผมไม่ถูกรัฐประหารสิ น่าสนใจมากเลย คนที่เคยครองอำนาจอยู่ มีความเป็นเหตุเป็นผล (get rational) และเข้าใจอนาคต ผมโดนรัฐประหารก็หมายความว่า it stays the same ก็เท่านั้น

มันเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของสังคมไทยด้วยหรือเปล่า

หรือว่าอาจมีคนบางกลุ่มเห็นว่า “ความชัดเจนในการมองอนาคต” ที่ผมให้คำแนะนำไป มันคุกคามเขาด้วย นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผมเหมือนกัน

หรือว่าสังคมไทยต้องการให้ผู้คนกระแดะปริญญาโท ปริญญาเอกกัน โดยให้ปริญญาโท ปริญญาเอก เป็น ”หน้าตา” ของคนไทย แต่ไม่อยากให้มีความเข้าใจในเนื้อหา ก็เท่านั้น

หรือไม่อยากให้วิเคราะห์พุทธศาสนาให้ทะลุ ถ้าคนไทยคนไหนวิเคราะห์พุทธศาสนาได้ทะลุจนคุกคาม “ความเป็นอยู่ปกติ” ของสังคมไทย มันไม่ได้

ผมว่าเราอยู่อย่างนั้นน่ะอยู่ได้ มีแต่ form ไม่ต้องมี substance เราอยู่ได้ ถ้าเราแค่ “รับทำของ” ไปเรื่อยๆ เรายอมเป็นประเทศที่เอาส่วนเกินของการผลิต (surplus) มาชดเชยความล้มเหลวของภาคการเกษตร (agriculture failure) เพราะนั่นเป็นสิ่งที่สังคมไทยเคยชินในการหาเศษหาเลยจาก failure ถ้าเกิดภาคเกษตรไทยไม่มี failure สักสิบปี รายได้ของโครงสร้างสถาบันไทยต่างๆ จะมีปัญหา

แต่ในขณะเดียวกัน ความล้มเหลวของโลกตะวันตก ในยุโรป เกิดขึ้นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตในหมู่บ้านกับชีวิตในเมืองมีปัญหาใน การผ่องถ่ายแรงงานกันไม่ได้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมของยุโรปตะวันตกช่วยเปลี่ยนสภาพ “ไพร่” มาเป็น “แรงงาน” แต่กลับไปสู่ความเป็นไพร่ไม่ได้ อันนี้มีคำถามว่าเป็นทิศทางของประเทศจีนปัจจุบันหรือเปล่า?

Pansak

แบบนี้เมืองไทยควรมีโครงสร้างทางสังคมอย่างไรครับ

วิธีการของเราก็คือ ต้องพยายามเชื่อมระหว่างการเป็นชาวไร่ชาวนากับการเป็นคนงานไปได้เรื่อยๆ ผ่องถ่ายไปได้เรื่อยๆ และจะทำแบบนี้ได้เราต้อง “อัพเกรด” ชีวิตเกษตรในเชิงคุณภาพของการผลิต (qualitative change in production value)

ตอนนี้ความสามารถในการผ่องถ่ายกันระหว่างแรงงานในโรงงานกับชาวไร่ชาวนาก็ มีอยู่บ้างแล้ว ทั้งที่รัฐบาลไม่ได้ไปแตะต้องเลย ถ้าหากคุณไปคุยกับคนขับแท็กซี่ เขาก็จะบอกว่าปีนึงจะหยุดขับแท็กซี่สองหรือสามหน เพื่อกลับไปดูแลไร่นาของเขา เสร็จแล้วก็กลับมาขับแท็กซี่ต่อ

เมื่อเร็วๆ นี้มีวาณิชธนกิจไปสัมภาษณ์แผนการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัล เขาบอกว่าเปิดเซ็นทรัลในขอนแก่น ในอุดร ในจันทบุรี อะไรพวกนี้ ทีแรกเปิดแบบไม่ค่อยมีคุณภาพ ตอนหลังเปลี่ยนให้มันหรูเลย เอา Patek Phillippe แท้เรือนละล้านกว่าไปขายที่ขอนแก่น ปรากฎว่าขายหมดเลย คนก็เดินห้างกันใหญ่เลย

คุณคิดว่าใครไปเดินห้างพวกนี้? ก็ “ไพร่ขอนแก่น” คนพวกนี้เป็นกลุ่มคนที่เริ่มมีกิจการขนาดเล็กของตัวเอง

เราสามารถเชื่อมโยงเรื่องนี้กับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้หรือเปล่า

คุณจะเห็นปรากฎการณ์ (phenomena) ของเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ถ้ามองด้วยการวิเคราะห์สังคม พวกนี้มักจะมาโดยมีรถญี่ปุ่น รถกระบะ มากันหมด มีป้าคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในประชาไท บอกว่าเอารถจักรยานของหลานมาขายเพื่อเป็นทุนในการมาร่วม คุณจะเห็นว่าคนพวกนี้มีสินทรัพย์ (asset) และคนพวกนี้ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในนโยบายทางการเมือง ในแบบที่ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์เหล่านี้ โดยผ่านขบวนการของเสื้อแดง

ขบวนการเสื้อแดงเป็นการเคลื่อนไหวแบบมาร์กซิสต์หรือเปล่า ไม่ใช่เลย ผมเรียกว่ามันเป็น “Petite Bourgeoisie Thai Style” (นายทุนน้อยแบบไทยๆ)

พวกเสื้อแดงเนี่ยมีแรงบันดาลใจ (inspiration) และความหวัง (aspiration) ที่อยากถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองแบบคนเสื้อเหลือง เราจะเห็นได้จากมุขที่พูดกันบนเวทีที่ราชประสงค์ว่า “ถ้าทหารบุกมาแล้วจะชี้ให้ดูว่าหลุยส์วิตตองอยู่ตรงไหน” โอ้โห คนอีสานที่มาร่วมชุมนุมเป็นหมื่นๆ มันเฮ

เอ คนเสื้อแดงที่เป็นไพร่ที่ถูกเรียกว่าควาย ทำไมรู้จักหลุยส์วิตตองวะ

ระบอบการปกครองในอุดมคติของคุณพันศักดิ์

ระบบอะไรก็ได้ที่คุณอยากจะเป็น แต่ต้องคิดให้ทะลุว่าระบบนั้นสามารถสร้างมูลค่า (value creation) ให้กับสังคมได้หรือไม่ สร้างส่วนเกิน (surplus) มาชดเชยกับสิ่งที่คุณเรียกว่าพันธะทางศีลธรรม (moral obligation) ของรัฐได้หรือไม่ และถ้าได้ก็มีคำถามต่อไปว่า “at what cost?”

ที่ผมเสนอประชาธิปไตยก็เพราะว่าต้นทุน (cost) มันน้อยที่สุด

ประชาธิปไตยหมายความว่ามีต้นทุนในการคัดเลือกสิ่งที่เป็นมูลค่าต่ำ (low cost selection of value) และ cost นั้นถูกผลักไปที่ประชาชน ไม่ใช่ที่รัฐ

ความล้มเหลวทางการเมือง (political failure) จะทำให้เกิดต้นทุนไปยังสมาชิกของพรรคการเมืองที่เลือกตั้งแพ้ ไม่ใช่เกิดต้นทุนไปยังรัฐ

ประชาชนจะตอบสนองต่อนโยบายที่ผิดพลาด (policy failure) โดยการเตะนักการเมืองออกไป ตัวอย่างก็อย่างพรรคแรงงานของอังกฤษ อยู่มาตั้งสองสามสมัย โดนเตะออกไปโดยคนที่เคยเลือกพรรคนี้เอง

มีมุมมองต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

เราต้องยอมให้ประชาชนมี “สิทธิ์ที่จะเสี่ยงและเสียภาษี” เพิ่มขึ้น เราต้องเสริมพลังในการจ่ายภาษีให้ประชาชน

ถ้าเรารีดภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% จากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ซีพี ปูนซีเมนต์ไทย ฯลฯ เพียงอย่างเดียว จะมีบริษัทระดับนี้อยู่สักกี่รายกันเชียวในเมืองไทย ประเทศเพื่อนบ้านเรารีดภาษีนิติบุคคลน้อยกว่าเราตั้งเยอะ คุณคิดว่าถ้าทำแบบนี้เราจะไปไหวเหรอ? ก็ต้องรีดจากไพร่ใช่มั้ย

ทีนี้จะรีดจากไพร่ได้ยังไง มีทางเดียวคือต้องเพิ่มพลังในการเสียภาษีให้กับไพร่ จะได้สามารถลดภาษีของบริษัทลงได้

คนที่เสียภาษีเค้ามีศักดิ์ศรีนะ คนที่เสียภาษีเค้ามีพลังที่จะเสี่ยง และต้นทุนในการเสี่ยงก็เป็นของพวกเขาเอง ไม่ใช่ของรัฐ เป็นการโอนย้ายความเสี่ยงในการหารายได้จากรัฐมายังประชาชน

วิธีคิดของสังคมไทยมีธรรมาสน์เทศน์ 2 ธรรมาสน์ อันแรกคือ “ธรรมาสน์คุณธรรม” เทศน์ไปไม่รู้เนื้อหาอยู่ตรงไหน อีกอันคือ “ธรรมาสน์ MBA” ทั้งสองอันเหมือนกันคือเนื้อกลวง อย่างธรรมาสน์ MBA กำลังพังฉิบหายในยุโรป ในอเมริกา วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปีครึ่ง อเมริกาพิมพ์แบงก์มาเกือบตายปีครึ่ง แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย

เราชอบพูดกันนักว่าตลาดต่างประเทศวูบวาบ เราต้องสร้างการบริโภคในประเทศ (domestic growth) ไหนบอกหน่อยสิว่าทำไง ไม่เห็นมีใครพูดว่าจะสร้าง domestic growth ได้ยังไง

การที่ผมให้ไพร่มีศักดิ์ศรี (dignity) ในชีวิต คุณไม่เรียกนั่นเป็นคุณธรรมสูงสุดเหรอ

การสร้างมูลค่า (value creation) เป็นสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่ระดับจุลภาค (micro) ขึ้นไปจนบนสุด รัฐมีหน้าที่เตรียมเครื่องมือ (facilitate) ให้กับการสร้างมูลค่า รัฐไม่มีหน้าที่ดูถูกดูหมิ่นไพร่ว่าเป็นควาย หน้าที่ของรัฐคือเตรียมโครงสร้างให้เกิดปริมาณภาษีทั้งหมดที่เพียงพอ (volume collection of tax)

คุณพันศักดิ์เคยพูดถึงยุทธศาสตร์กางเขนหัวกลับ (Reversed Cross) ที่มีรถไฟจีนกับถนนของญี่ปุ่น ตอนนี้ยังมีความเห็นอย่างไรบ้าง

(หมายเหตุ: อ่านรายละเอียดเรื่องยุทธศาสตร์ Reversed Cross ได้จากบทความ พันศักดิ์ วิญญรัตน์: ยุทธศาสตร์ Reversed Cross สำหรับประเทศไทยในทศวรรษหน้า)

Reversed Cross ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ (strategy) แต่เป็นความจริงทางลอจิสติกส์ (logistic reality) ซึ่งมีผลกระทบที่จับต้องได้โดยตรง (tangible impact) กับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

รถไฟจะช่วยลดต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้มหาศาล คนจะย้ายออกไปอยู่นอกเมือง เรื่องอะไรผมจะอยู่กรุงเทพ ผมต้องทำตัวแบบคนนิวยอร์ก มีแฟลตเท่ารูหนูอยู่ในเมืองสำหรับตอนไปดูโอเปร่าแล้วต้องค้างคืนเท่านั้น แต่บ้านจริงๆ อยู่ที่คอนเนคทิคัตแทน

ประเด็นของเราคือจะส่งออกรายได้ของเมือง (income of metropolitant area) ออกไปยังชนบทได้อย่างไร ตอนนี้มันทำได้บ้างในตอนสุดสัปดาห์จากการออกต่างจังหวัดของคนเมือง

แต่อีกหน่อยถ้ารถไฟออกมาจากคุณหมิงแล้ว กรุงเทพจะทำอย่างไร where is your role?

คุณจะห้ามจีนมาเปิดธนาคารตามเส้นทางรถไฟนี้หรือ บริษัทการเงิน การขนส่งและสต๊อกสินค้า เราจะห้ามไม่ให้เขาเข้ามาหรือ

หมายความว่าบทบาทในฐานะศูนย์กลางของกรุงเทพจะหายไป กรุงเทพต้องหาบทบาทใหม่ของตัวเองโดยเร็วที่สุด ก่อนจะหมดความสำคัญลงไป ก่อนสิบปีจะผ่านไป

พูดถึงรถไฟที่เชื่อมอาเซียนในแนวดิ่งไปแล้ว มองถนนของญี่ปุ่นที่จะเชื่อมอาเซียนในแนวขวางอย่างไร

ญี่ปุ่นใช้กระบวนการให้ทุนผ่านองค์กรต่างๆ เช่น อาเซียน เอเปก เพื่อเอาเงินมาสร้างถนนวิ่งไปยังทวาย เพื่อเชื่อมทางทะเลไปยังมาดราส (เมืองเชนไนในอินเดีย)

ญี่ปุ่นเขาบอกว่าเมืองไทยจะเอายังไงกับถนนก็เอาเสียทีเถอะ

ตอนนี้ญี่ปุ่นหิ้วเศรษฐกิจไทยอยู่ คุณรู้ใช่ไหม ถ้าเราถือว่า GDP ของเรา 65% มาจากการส่งออก ใน 65% นี่คุณคิดว่าเกิดจากบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 1,000 บริษัทของญี่ปุ่นสักเท่าไร หมายความว่ารายได้ของข้าราชการไทยถูกหิ้วโดยเพื่อนญี่ปุ่นของผมนะ ชีวิตคุณจะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ เหรอ

อีกหน่อยถ้าเราส่งออกไปเมืองจีน คิดเป็น 30% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ถ้าเกิดเรามีปัญหากับจีน การส่งออกลดลง อาจจะสัก 10% พอ คุณยุ่งไหม ดังนั้นตรงนี้ต้องเอาการบริโภคในประเทศมาสร้างสมดุล

รัฐจึงมีหน้าที่ต้องสร้างการลงทุนที่จะก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าภายใน ประเทศ และนี่เป็นนโยบายด้านความมั่นคงที่สำคัญของประเทศ ไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจนะ เป็นนโยบายด้านความมั่นคง (security policy)

ประเทศไทยควรวางตัวอย่างไรในภูมิภาคเอเชีย

เราจะเป็นตัวกลาง เมืองไทยควรหัดทำตัวเป็นเลบานอน ในสมัยก่อนที่จะฆ่ากันในยุค 1960s

เลบานอนคืออะไร? คือผู้ดี เป็นที่ที่อาหาร ผลไม้อร่อย วัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียนสุดยอด เป็นที่ที่อาหรับกับยิวมา “เกี๊ยะเซียะ” กัน ขายของกัน เป็นที่ที่ทุกคนเอาเงินมาฝาก ธนาคารของเลบานอนครั้งหนึ่งเคยมั่งคั่งมาก ถือเป็นกลุ่มประเทศอาหรับที่เคยรวย

เราต้องทำตัวเป็นเลบานอนในสมัยนั้น ให้ความสะดวกทั้งญี่ปุ่นและจีน มาบริหารทรัพย์สินของตัวเองได้อย่างสงบสุขในประเทศไทย แล้วเราก็เกาะทั้งถนนและทางรถไฟ เอามาช่วยสร้าง domestic growth ของเราเองด้วย เป็นหนทางในการสร้างการเติบโตในประเทศ

แต่เราต้องนิ่ง นิ่งกับเพื่อนบ้านให้หมด อย่าแสดงความคลั่งชาติ เพื่อนบ้านก็อย่าคลั่งชาติ เราก็ไม่คลั่งชาติ ทั้งเวียดนาม ไทย ลาว เขมร

กลับมาที่นโยบายในสมัยทักษิณบ้าง นโยบายอย่าง “ประชานิยม” ถูกวิจารณ์มากว่าทำให้คนเป็นหนี้ มีคำอธิบายต่อเรื่องนี้อย่างไรครับ

ผมพูดเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า ผมอยากให้ชาวไร่ชาวนาไทยมีความสามารถในการเป็นหนี้อย่างมีคุณภาพ (ability to have quality debt) แหม โกรธผมกันใหญ่ หาว่าผมทารุณโหดร้ายกับชาวไร่ชาวนา อยากให้ชาวไร่ชาวนามีหนี้

ถามหน่อยในทางเศรษฐศาสตร์ว่าถ้าทุกคนไม่มีหนี้ ไม่มีผลผลิตส่วนเกิน (surplus) จะเกิดอะไรขึ้น

Interviewing with Pansak Interviewing with Pansak

มีเคล็ดลับอะไรบ้างในการคิดนโยบายที่โดนใจประชาชนเป็นอย่างมาก

เอาง่ายๆ นโยบายปกติที่มาจากสภาพัฒน์ (NESDB) มันเป็นนโยบายที่มหภาคมาก ประชาชนก็เบื่อ เราก็รู้ว่าคนเบื่อ และในขณะที่คนมีพัฒนาการตลอดเวลา แต่กลับถูกกีดกัน (alienate) จากนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นเราต้องเข้าไปสัมผัสสิ่งที่เขาทำ (function) และหวัง (hope) อยู่ในชีวิต ที่ผ่านมาเราได้แต่สร้างความหวังระดับมหภาคมากๆ (super macro hope) มันเลี่ยน คนก็เบื่อ คนต้องการสิ่งที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม อันนี้คุณทักษิณก็รู้ ยิ่งไปต่างจังหวัดยิ่งชัด

เราก็แค่ทำนโยบายออกมาให้ตรงกับสิ่งที่เขาทำอยู่และหวังอยู่ ให้เป็นรูปธรรม และต้องสามารถอธิบายได้ในทางการเงินการคลัง

สังคมไทยตอนนี้มีความขัดแย้งกันมากทุกระดับชั้น คุณพันศักดิ์มองเรื่องนี้อย่างไร

เอาอย่างนี้ดีกว่า เราทำยังไงให้คนมุสลิมที่เคยถูกดูถูกว่ากินกาแฟ เล่นนกเขา ขี้เกียจ วันๆ ไม่ทำอะไร มีประสิทธิภาพในการทำระเบิดที่กดด้วยอิเล็กทรอนิกส์ได้ เอ๊ะ กระทรวงศึกษาไม่ได้สอนซะหน่อย โรงเรียนสอนศาสนาก็ไม่ได้สอน อะไรไปกระตุ้นต่อมคิด ต่อม passion ให้กลายเป็นคนที่มีความสามารถและทักษะด้านนี้ ห้าหกปีที่ผ่านมาตายไปสี่พันกว่าคน ปีนึงเกือบพันกว่าคน

ระเบิดที่นนทบุรี ใช้ปุ๋ยยูเรีย อ้าว ระเบิดมึงทำไมไม่ไปขโมยมาจากกองทัพล่ะ เอ๊ะ ทำไมขยันถึงขนาดนี้ ทำขึ้นเอง อะไรไปกระตุ้นให้หัดทำอย่างที่คนมุสลิมเขาหัด

คุณต้องตั้งคำถาม ธรรมดาเค้าต้องไปขโมยระเบิดในกองทัพไม่ใช่เหรอ ง่ายดี ประเด็นไม่ใช่ไประเบิดตัวเองหรือระเบิดใคร ประเด็นอยู่ที่ว่า เอ๊ะ อะไรเกิดขึ้นในสังคมแบบพุทธ ซึ่งมีคนมุสลิมอยู่ข้างเคียง ทำไมคนสร้างระเบิดเก่งขึ้นจมเลย ทั้งที่ระบบการศึกษา สังคมไม่ได้สอน อะไรไปกระตุ้น passion ในการเรียนทักษะเหล่านี้

แล้วสังคมเราจะอยู่อย่างนี้น่ะเหรอ มีคนเรียนการสร้างระเบิดด้วยยูเรีย เพื่อแสดงถึงความต้องการทางการเมืองของตัวเอง

คิดจะกลับสู่วงการการเมืองอีกเหรือเปล่า?

มีคนถามผมว่าจะกลับไปวงการเมืองอีกไหม ไม่แล้ว เหตุผลว่าไม่แล้วเพราะอะไร? ก็ให้พวกคุณเนี่ย เมืองไทย Next Generation, Go on Man! ไม่งั้น “ตาแก่คนนี้เอาอีกแล้ว”

Pansak

หมายเหตุในการแปล: บทถอดเทปนี้ได้ปรับแก้สำนวนการให้สัมภาษณ์ของคุณพันศักดิ์บางส่วน โดยเพิ่มคำแปลภาษาไทยสำหรับคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เพิ่มคำขยายและเปลี่ยนวิธีการเรียงคำในประโยคเป็นบางจุด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น รวมถึงเพิ่มเนื้อหาในส่วนที่ไม่มีในวิดีโอด้วยข้อจำกัดด้านเวลา เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อความ

ด้วยข้อจำกัดในการแปลนี้ อาจส่งผลให้บทถอดเทปสูญเสียความหมายหรืออารมณ์ดั้งเดิมของการสัมภาษณ์ในฉบับ วิดีโอไปบ้าง ทางทีมผู้จัดทำขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้

http://www.siamintelligence.com/pansak-interview/

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

คำถามคาใจในคำวินิจฉัยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดย “นิติเกิน” (จากเว็บไซต์ “นิติราษฎร์” 3 ธันวาคม 2553)

ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุก ท่าน คำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการที่ท่านได้อ่านไปในคดียุบไม่พรรคประชาธิปัต ย์นั้น ทำให้ผู้น้อยเกิดความสงสัยหลายประการ อยากให้ท่านช่วยอธิบายให้กระจ่างชัดด้วย

1. วิธีการอ่านคำวินิจฉัยที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร

เคยเข้าใจมาตลอดว่า ศาลไทยและต่างประเทศมีวิธีปฏิบัติเหมือนกันคือ เขียนคำพิพากษาให้เสร็จ ตรวจทานแล้วจึงให้ตุลาการทุกท่านที่เป็นองค์คณะลงนามกำกับไว้ ท่านใดมีความเห็นแย้ง หรือมีเหตุผลเป็นอย่างอื่นก็จะแนบเข้าไปกับตัวคำพิพากษา จากนั้น จึงนำมาอ่านต่อหน้าคู่ความ

หากเทียบกับกรณีศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยที่สุด คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็น่าจะต้องแล้วเสร็จพร้อมอ่านต่อหน้าผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ส่วนความเห็นในการวินิจฉัยส่วนตน แม้ไม่มีสภาพบังคับในทางกฎหมาย แต่ก็น่าจะเปิดเผยไปพร้อมกันด้วย

แต่คดีนี้ ปรากฎว่า คำวินิจฉัยของศาลยังไม่เสร็จ เปิดดูเว็ป ก็มีแต่คำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการ

จริง ๆ แล้ว ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไรครับ

2. ตกลงคดีนี้ ถือว่าได้วินิจฉัยในเนื้อคดีแล้วหรือยังครับ

เท่าที่อ่านข่าว คดีนี้ศาลลงมติ 4 ต่อ 2 คือ 4 เสียง ยกคำร้อง อีก 2 เสียง ไม่ยกคำร้องและวินิจฉัยในเนื้อคดี

เข้าใจเอาเองว่า ถ้าศาลยกคำร้องด้วยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์หรืออำนาจยื่นคำร้องของผู้ร้อง เช่นนี้ ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อคดี ดังนั้น มาฟ้อง มาร้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย (ป.วิ.พ. ม. 148; ป.วิ.อ. ม. 39 (4) และ ม. 185; ระเบียบฯ วิธีพิจารณาคดีปกครอง ข้อ 97)

ปัญหาแรก ก็คือ ข้อกำหนดศาลว่าด้วยวิธีพิจารณา ไม่ได้เขียนเรื่องห้ามฟ้องซ้ำไว้ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาเข้าใจว่ายังไม่ผ่านสภา จะถือตามหลักเกณฑ์ใดดี จะอ้างอิง วิ.แพ่ง วิ. อาญา หรือระเบียบศาลปกครอง มาใช้ได้มั้ย

ในปัญหาที่สอง ด้านหนึ่ง ถ้าดูคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งผูกพันทุกองค์กรของรัฐตามรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคห้า (เข้าใจว่าคงไม่แตกต่างจากที่เผยแพร่ทางเว็ปมากนัก – เพราะถ้าต่างเยอะล่ะก็ ยุ่งแน่!) ศาลยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อคดีเลย

แต่อีกด้านหนึ่ง ความเห็นในการวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละคน ซึ่งไม่มีผลผูกพันใครในทางกฎหมาย ตามข่าวว่า ได้วินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นรายประเด็นไปแล้ว อย่างนี้ ถือว่าลงเนื้อคดีแล้วแน่ ๆ

ตกลง จะถืออย่างไรดีครับ

3. บรรทัดฐานที่องค์กรของรัฐอื่นควรยึดถือปฏิบัติคืออะไร

เรื่องนี้สำคัญจริง ๆ นะครับ เพราะมีกฎหมายอีกหลายสิบฉบับเขียนเนื้อความในทำนองเดียวกันกับกฎหมายพรรคการ เมืองมาตรา 93 เลย ก็คือ “เมื่อความปรากฎต่อ A ว่า…  ให้ A โดยความเห็นชอบของ B ดำเนินการ…”

เหตุผลข้อแรก (ตุลาการ 3 ท่าน) บอกว่า ต้องมีทั้งความเห็นชอบของ A และ B จึงจะดำเนินการได้

เหตุผลข้อสอง (ตุลาการ 1 ท่าน) บอกว่า A ไม่สำคัญ จะมีหรือไม่ก็ได้ ขอเพียง B เห็นชอบก็พอแล้ว

ทั้งสองเหตุผล ปรากฎในคำวินิจฉัยศาลทั้งคู่ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคห้า รับรองสถานะคำวินิจฉัยไว้สูงยิ่งขนาดนั้น ผูกพันทั้งหมด แต่พอเหตุผลขัดกันเอง ก็ไม่รู้ว่า จะเชื่อและทำตามเหตุผลข้อไหนดี

4. ตกลงระยะเวลา 15 วันเริ่มนับแล้วหรือไม่

ตุลาการ 3 ท่านอธิบายว่า การยื่นคำร้องไม่ถูกต้อง เพราะขาดความเห็นชอบของนายทะเบียนพรรคการเมือง ผิดขั้นตอนของกฎหมายในสาระสำคัญ ไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง

เข้าใจเอาเองว่า ถ้าเงื่อนไขการใช้อำนาจยังไม่ครบถ้วน ระยะเวลาก็ยังไม่เริ่มนับ เพราะ “ความยังไม่ปรากฎต่อนายทะเบียน” เช่นนี้ ถูกหรือไม่

แต่ก็ยิ่งสงสัยหนักเข้าไปใหญ่  เมื่อตุลาการอีกหนึ่งท่าน บอกว่า ระยะเวลาเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่ 17 ธันวาคม 2552 จึงเกิน 15 วันมานานแล้ว  งงครับงง

5. ตกลงนายทะเบียนต้องเห็นชอบก่อน กกต. หรือไม่

เคยเข้าใจมาตลอดว่า กรณีที่กฎหมายเขียนให้องค์กรสององค์กร เจ้าหน้าที่สองเจ้าหน้าที่ ใช้อำนาจร่วมกัน  อย่างเช่น นายทะเบียนกับ กกต. นี้  แม้การวินิจฉัยตัดสินใจของสององค์กร จะสลับที่ ผิดคิว กันบ้าง ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญอยู่ตรงที่ ต้องมีความเห็นชอบทั้งสององค์กร สองเจ้าหน้าที่ จึงจะมีอำนาจดำเนินการต่อไปได้

แต่ในเหตุผลข้อแรก กลับบอกว่า นายทะเบียนต้องมีความเห็นก่อน จากนั้น ก็ กกต. มีความเห็นตกลงว่า ถ้านายทะเบียนยังไม่ทำความเห็น ส่งเรื่องเข้า กกต. ซึ่งเห็นชอบแล้ว ต่อมาส่งเรื่องกลับมาที่นายทะเบียน ซึ่งก็เห็นชอบด้วย และได้ยื่นคำร้องต่อศาล เช่นนี้ ผิดขั้นตอนหรือไม่ครับ

เมื่อไปอ่านกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองก็ยิ่งสงสัยหนัก เพราะหลักในมาตรา 41 บอกไว้ว่า

“คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่สมบูรณ์… (4) คำสั่งทางปกครองที่ต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อน ถ้าเจ้าหน้าที่นั้นได้ให้ความเห็นชอบในภายหลัง”

แปลไทยเป็นไทยได้ว่า ลำดับก่อนหลัง – ไม่ใช่สาระสำคัญ ถูกต้องมั้ยครับ

แม้แต่ “คำสั่งทางปกครอง” ซึ่งมีผลกระทบสิทธิสร้างภาระหน้าที่ให้แก่บุคคลแล้ว ยังไม่ถือเรื่องลำดับขั้นตอนก่อนหลังให้เป็นสาระสำคัญเลย แล้วเหตุไฉน การดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการออกคำวินิจฉัยของศาลให้กระทบสิทธิ เสรีภาพเป็นอันดับถัด ๆ ไป  จึงถือลำดับขั้นตอนเคร่งครัดกันนัก

กรณีนี้ จะขอยืมสุภาษิตการตีความกฎหมาย “ยิ่งต้องเป็นเช่นนั้น” (a fortiori) อย่างเช่นที่ศาลท่านเองก็เคยใช้ในคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ไปพร้อม ๆ กันทั้งสามพรรค ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคสอง มาพิจารณาประกอบได้หรือไม่ครับ

(คดีพรรคมัชฌิมาธิปไตย – คำวินิจฉัยที่ 18/2551 คดีพรรคชาติไทย – ที่ 19/2551 ลงราชกิจจานุเบกษา วันที่ 2 ธันวาคม 2551 เล่ม 126 ตอนที่ 16ก วันที่ 19 มีนาคม 2552 ในหน้า 17 และ หน้า 99 ตามลำดับ ส่วนคดีพรรคพลังประชาชน – ที่ 20/2551 ลงตอนที่ 20ก วันที่ 31 มีนาคม 2552 ในหน้า 24)

6. นายทะเบียนกับประธาน กกต. มีเพียงใจเดียวได้หรือไม่ครับ

ยิ่งซับซ้อนเข้าไปใหญ่ ในเมื่อนายทะเบียนกับประธาน กกต. มีชื่อว่า อภิชาต สุขัคคานนท์ คนเดียวกัน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญท่านเองก็เคยเชื่อเช่นนั้น

(คำวินิจฉัยที่ 52/2548 คดียุบพรรคชาติประชาธิปไตย ลงราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 13 ก วันวาเลนไทน์ 14 กพ. 2549 ในหน้า 144 – 145 ซึ่งสมัยนั้น เผอิญ คนๆ เดียวกันที่นั่งสองเก้าอี้มีชื่อว่า “วาสนา เพิ่มลาภ” ก็คนที่ย้ายสำมะโนครัวไปอยู่บางขวาง โดยไม่ได้ประกันตัวอยู่หลายวัน นั่นแหละครับ)

ในเรื่องนี้ มีตัวอย่างสมมุติที่ยังหาคำตอบไม่ได้ อยากเรียนถามท่านสักหน่อย

ระเบียบศาลเขียนว่า “นายทะเบียนพรรคการเมือง และ กกต. ทั้งคู่ ต้องมาศาล จึงจะเปิดประตูรับ”

กรณีแรก ท่านอภิชาต ในป้าย “นายทะเบียน” ไม่มา มีมาแต่ กกต. 4 ท่านคือ ท่านสดศรี ท่านประพันธ์ ท่านสมชัย และท่านวิสุทธิ์ อย่างนี้ ประตูศาลต้องปิด ไม่เปิดรับ ใช่มั้ยครับ

กรณีที่สอง ท่านอภิชาต ในป้าย “นายทะเบียน” ไม่มา แต่มี กกต. มาครบ ทั้ง 5 ท่านเลย   4 ท่านที่เอ่ยนามข้างต้นยืนหน้าศาล พร้อม ๆ กับท่านอภิชาติ ซึ่งติดป้ายคาดหน้าอกว่า “ประธาน กกต.” อย่างนี้ ประตูศาลจะเปิดรับท่านเหล่านั้นหรือไม่

ถ้าตีความตามหลักลายลักษณ์อักษร (Literal Rule) ไม่เปิดประตูแน่ ๆ เพราะท่านอภิชาตไม่ได้คาดหน้าอกว่า

“ประธาน กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง” จึงไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย

แต่หากตีความตามหลักมิให้ผลการตีความกฎหมายผิดเพี้ยนเหลวไหล (Golden Rule) ประตูต้องเปิดรับพวกท่านครับ ก็ในเมื่อท่านอภิชาติ มายืนเท่ ๆ อยู่หน้าประตูแล้ว อย่างนี้ หากจะฝืนบอกว่า นายทะเบียนไม่ได้มาด้วย ก็คงขัดสามัญสำนึกการรับรู้ข้อเท็จจริงของมนุษย์อยู่นะครับ

ฉันใดก็ฉันนั้น แม้นายทะเบียนไม่ได้ทำความเห็นให้แจ้งชัด หากประธาน กกต. ซึ่งแน่นอนต้องมีใจเดียวกันกับนายทะเบียน (เว้นแต่ท่านอภิชาตเป็นคนหลายใจ) ลงมติในที่ประชุม กกต. ด้วยตนเองว่า ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เช่นนี้ จะถือว่า นายทะเบียนให้ความเห็นชอบแล้วโดยปริยาย ได้หรือไม่ครับ

หมายเหตุ  Literal Rule / Golden Rule ที่ว่ามาข้างต้น เป็นหลักการตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรของอังกฤษเค้า ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่ ว่าศาลรัฐธรรมนูญไทยจะถือหลักการนี้ด้วยหรือไม่ เพราะมือท่านถือพจนานุกรมเล่มเบ้อเร่ออยู่ครับ

(คดีทำกับข้าวออกทีวี ที่ 12-13/2551 ลงราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 122ก 19 พย. 2551 ในหน้า 14 – 15) “เบ้อเร่อ” อยู่ในพจนานุกรมหน้า 637 แปลว่า ใหญ่โตกว่าปกติครับ

 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1291381248&grpid=&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 5, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

ถ้าฉันเป็นนายกฯ ในประเทศที่กำลังมีน้ำท่วมหนัก

โดย รุจ ธนรักษ์

หมายเหตุ รุจ ธนรักษ์ ได้เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้น และเผยแพร่ในเว็บไซต์ http://www.roodthanarak.com ของเขา มติชนออนไลน์เห็นว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้

 

———-

หมายเหตุ: คัดลอกจากเรียงความของนักเรียน ป.4 คนหนึ่ง ซึ่งเขียนส่งอาจารย์เป็นการบ้านวิชาสังคมศึกษา
 

ถ้าฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ในประเทศที่กำลังมีภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี
กินพื้นที่กว่า 30 จังหวัดหรือเกือบครึ่งประเทศ
ผู้คนเดือดร้อนหลายล้านคน
เป็นเวลายาวนานเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็ม
…. ฉันจะ

ฉันจะสั่งทำถุงยังชีพ ให้ข้างถุงเขียนว่า “มาจากภาษีประชาชน” ไม่ต้องให้ใครได้ “เอาหน้า” เพราะประชาชนเป็นคนทำงานเสียภาษีให้รัฐทุกปีอยู่แล้ว

ฉันจะจัดตั้ง “ศูนย์กลางแก้วิกฤติ” อย่างด่วนที่สุด ไม่รอให้เนิ่นช้ากว่า 7 วัน ไม่ปล่อยให้ “รัฐบาล” ซึ่งกินภาษีประชาชน ทำงานเชื่องช้ากว่าประชาชนด้วยกันเอง

ฉันจะเอา “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ศอฉ.” นั่นแหละมาปัดฝุ่นแล้วลุยงานเลย เพราะฉันเชื่อว่า “น้ำท่วม” ก็เป็นเรื่อง “ฉุกเฉิน” ของชาติเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะภารกิจปราบม็อบเสื้อแดงเท่านั้นที่ฉุกเฉิน

ฉันจะตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าศูนย์ เพราะฉันคือผู้นำประเทศ และนี่คือช่วงเวลาที่ประเทศต้องการผู้นำ

ฉันจะไม่ตั้งที่ปรึกษาฯของฉันซึ่งไม่มีอำนาจอะไรทางกฏหมาย เป็นหัวหน้าศูนย์ โดยเฉพาะหากที่ปรึกษาคนนั้นเคยต้องลาออกจากตำแหน่งการเมืองด้วยเรื่องอื้อ ฉาวในอดีต

ฉันจะเอาข้อมูลทั้งหมดมาประมวลในภาพกว้าง ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่า “น้ำ” ที่ท่วมหนักที่สุดในรอบ 50 ปีนั้นมาจากไหน มาอย่างไร มาเมื่อไหร่ แล้วมันแตกต่างจากน้ำในปีก่อนๆอย่างไร และทำไมถึงต่าง
ฉันจะต้องรู้ด้วยว่าพื้นที่ไหนบ้างที่เดือดร้อนไปแล้ว พื้นที่ไหนกำลังเดือดร้อนในตอนนี้ และ พื้นที่ไหนที่น้ำจะท่วมต่อไปในวันพรุ่งนี้

และที่สำคัญคือ เมื่อไหร่ทุกอย่างจะคลี่คลาย

พื้นที่ไหนกำลังเดือดร้อน ฉันจะจัดแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ (แดง เหลือง เขียว) ฉันอยากรู้ด้วยว่าในพื้นที่แต่ละแบบนั้นมีประชาชนอยู่กี่คน จุดไหนบ้าง พื้นที่ไหนเป็นสภาพเมือง พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่การเกษตร ฉันจะได้ส่งการช่วยเหลือไปอย่างเหมาะสม
 

ฉันจะกำหนดให้ศูนย์กลางแก้วิกฤติเป็นมากกว่า “คนประสานงาน” ระหว่างหน่วยงานราชการที่เชื่องช้า
ศูนย์กลางของฉันจะต้องทำหน้าที่ “บริหารทรัพยากร” ที่มีอยู่ให้ใช้ไปอย่างถูกที่ ถูกเวลา ด้วย

เงินทองที่เบิกจ่ายต้องโปร่งใสรวดเร็ว
ประมวลข้อมูลจากภาคสนามอย่างทันท่วงที
และประสานรับ “น้ำใจ” จากภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

ดังนั้น ศูนย์ของฉันจะมีข้อมูลรายละเอียดว่าวันนี้ อำเภอไหนบ้างที่ขาดไฟฉายเข้าขั้นวิกฤต
ตำบลใดรับข้าวสารไปหุงกินเองได้ ตำบลใดต้องการอาหารสำเร็จรูปมากกว่า
เส้นทางไหนต้องใช้เรือ ใช้กี่ลำ มีคนติดอยู่แถวนั้นกี่คน

ฉันจะรู้ด้วยว่าถึงนาทีนี้ข้าวสาร น้ำดื่ม ทั้งที่จัดซื้อมาเอง และประสานกับภาคเอกชนนั้น มีกี่ขวด
แจกจ่ายไปจุดไหนบ้างแล้ว ไปถึงที่หมายช้าเร็วแค่ไหน
มีใครได้เกินความจำเป็นหรือไม่ มีใครที่ขาดแคลนอย่างหนักแต่ยังไม่ได้หรือเปล่า

เงินบริจาคทุกบาทจะต้องทำบัญชี แสดงที่มาที่ไป หน่วยงานไหนรับบริจาคมาเท่าไหร่ ต้องแสดงให้ชัดเจน เพราะมันจะมีผลต่อการกล่าวอ้างเพื่อยกเว้นภาษี อีกทั้งป้องกันไม่ให้เกิดการฉ้อฉลโดยใช้ความเดือดร้อนของคนร่วมชาติเป็น เครื่องมือ
อ้อ .. ฉันจะแจ้งให้กลุ่ม “ชาตินิยม” ทั้งหลายทราบด้วยว่า ตอนนี้แหละคือเรื่องของ “ชาติ” จริงๆ เพราะมันคือเรื่องของคนตัวเป็นๆที่อยู่ในประเทศเดียวกัน ไม่ใช่ที่ดินผืนน้อยที่มีปัญหามาแต่โบราณ ใครอยากกู้ชาติ อยากพลีชีพ เชิญได้เต็มที่ในครั้งนี้ อย่ามัวแต่ไปต่อแถวกินโดนัท

ฉันจะต้องรู้ด้วยว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ในแต่ละอำเภอ แต่ละจังหวัดนั้นมีที่ไหนบ้าง จุดไหนที่สามารถอพยพผู้คนเข้าไปได้ จุดไหนยังเสี่ยง

ฉันจะจัดทำแผนอพยพที่ชัดเจน จะไปเส้นทางใด ใช้พาหนะใด ใช้เวลาเดินเท่าไหร่ และที่สำคัญ วันนี้ปลอดภัยแล้วพรุ่งนี้จะปลอดภัยไหม ข้อมูลวิทยาศาสตร์ทำนายว่าอย่างไร

ดังนั้นหากรู้ว่า น้ำกำลังไหลจาก อำเภอ ก. ไป อำเภอ ข. ภายใน 12 ชั่วโมง ฉันจะได้สั่ง “อพยพ” ผู้คนได้ล่วงหน้า ทันเวลา ไม่ใช่เพียงแต่ทำงาน “ตามปัญหา”

ด้วยความที่ฉัน (และศูนย์กลางของฉัน) มีข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน เห็นภาพกว้างที่สุด ฉันจะสามารถ “ประสาน” แนวทางการทำงานของแต่ละกลุ่ม ทั้งส่วนราชการต่างๆ หรือส่วนเอกชนอย่างอาสาสมัครกู้ภัย หรือกระทั่งสื่อมวลชน

ทุกคนจะได้ทำงานไปใน “ทาง” เดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน และได้ประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ซ้ำซ้อน ลักลั่น ไร้ทิศทาง

ฉันเชื่อว่าในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ การส่งทรัพยากรอันจำกัดไปให้ถูกที่ ถูกเวลา นั้นสำคัญมาก – ใครขาดน้ำดื่มต้องได้น้ำดื่ม ใครขาดอาหารแห้งต้องได้อาหารแห้ง ใครป่วยต้องได้ถูกเคลื่อนย้ายออกมาทันที – เพราะการใช้ทรัพยากรไปหนึ่งครั้ง มันมีค่าเสียโอกาสอยู่ด้วย

เรือที่ออกไปแจกข้าวสาร สามารถใช้ไปรับคนป่วยได้เช่นกัน
เราเพียงต้องรู้ให้ชัดว่าเมื่อไหร่ควรใช้อะไร ทำอะไร เพื่ออะไร
ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ มันต้องมีข้อมูลมุมกว้าง และต้องตัดสินใจอย่างจากภาพรวม
สำหรับ พื้นที่ไหนที่น้ำยังไปไม่ถึง ฉันจะสั่งให้รีบ “เตรียมตัว” รับมือ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเอากระสอบทรายมา “กั้น” น้ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหมายถึงการเตรียมทางหนี ทีไล่ ระบบแจ้งเตือน จัดพื้นที่ปลอดภัยไว้รอรับปัญหา จัดอาหาร ยารักษาโรค ไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน

พื้นที่ไหนน้ำเริ่มลดแล้ว ฉันจะเร่งช่วยเหลือประชาชน ซึ่งไม่ได้หมายถึงการ “แจกเงิน” อย่างมักง่ายเพียงอย่างเดียว เพราะฉันรู้ดีว่าเงินมีจำกัด และในสภาวะฉุกเฉินนั้น เงินอาจไม่ต่างจากกระดาษปึกหนึ่ง ที่อาจเอาไปซื้ออาหารมากินได้ไม่กี่มื้อ

ฉันจะเร่งช่วยเหลือประชาชนในช่องทางอื่นด้วย เช่น อาจได้เวลาปล่อยสต๊อกข้าวในยุ้งของรัฐ อาจประสานงานกับภาคเอกชนว่าต้องการ “สินค้าเกษตร” เป็นของบริจาค และ อาจเอางบประมาณฉุกเฉินมา “จ้างงาน” ผู้ประสบภัยให้ “ทำอาหาร” แจกจ่ายคนอื่นๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยประชาชนได้ถึงสองต่อ (มีงานทำ ได้เงิน มีกิน) – ฉันหวังว่าไอเดียแบบเด็ก ป.4 ของฉันจะไม่ไร้เดียงสาเกินไปนัก

ฉันจะทำงานด้วยสำนึกในกะโหลกว่า “ผู้นำ” ประเทศมีหน้าที่รับทราบข้อมูล ประมวลผลในภาพกว้าง กำหนดกลยุทธ์ แนวทาง เป้าหมาย และ “ตัดสินใจ” ในทางเลือกสำคัญๆ

ผู้นำประเทศไม่ได้มีหน้าที่เพียง “รับฟัง” แล้วปล่อยให้ลูกน้องทำงานไปวันๆตามมีตามเกิด
ฉันรู้ดีว่าแนวทางเช่นนี้สำคัญมากในการ “บริหารวิกฤติ” และในฐานะ “นายกฯมือใหม่” ฉันจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด
เพราะจะว่าไป “น้ำท่วม” อาจเป็นภัยพิบัติที่ “เบา” ที่สุดแล้ว หากเทียบกับ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ หรือ ไวรัสระบาด

ฉันจะไม่ออกเดินทางพร่ำเพรื่อ หรือหากจะออกภาคสนาม ก็จะใช้ทรัพยากร (เช่น เจ้าหน้าที่ หรือ ยานพาหนะ) อย่างน้อยที่สุด เพราะสิ่งเหล่านั้นควรถูกนำไป “แก้ปัญหา” มากกว่ามาดูแลฉัน

ฉันจะพูดให้น้อย ทำงานให้มาก พูดเฉพาะเรื่องสำคัญๆ
เพราะรัฐบาลของฉันมีโฆษกกินเงินเดือนอยู่แล้ว

ฉันไม่อยากไปแย่งงานเขา ….

 

ป้ายกำกับ: , ,

คุณสมเถา VS Mr.Amsterdam…….เชื่อใครดี

‘A lawyer’s half-truth’ 

For the past week now, friends of mine in America and elsewhere have been emailing me a document that appears to be by the controversial lawyer-apologist Robert Amsterdam. The header reads “The Bangkok Massacres: A Call for Accountability: The Thailand White Paper Final by Robert Amsterdam”. These emails to me invariably include comments like “Do something about this!” Though what I am supposed to do, I am not quite sure. Procrastinating as long as I could – after all, I did have Mahler 3 to conduct – I finally got around to double-clicking the icon today. It was then that I learned that the document is 75 pages long.

As I started to read it, I realised that this document has something in common with a novel by my friend Norman Spinrad called “The Iron Dream”. In this book, Spinrad used novelistic licence to alter one tiny moment in our past. He takes a real-life historical figure, a mediocre artist named Adolf Schickelgruber, and instead of leaving him in Europe, causes him to emigrate to the United States where he becomes a mediocre science fiction writer. The book, then, is the “award-winning novel” that might have been written by this person – and it’s a bizarre epic fantasy about blonde, noble Aryans conquering evil, quasi-Semitic lower orders of humanity to bring about a shining future. It’s the Lord of the Rings version of the Third Reich.

Now, in real life, Schickelgruber didn’t emigrate to America, but did change his surname to Hitler. The rest you know.

Mr Amsterdam’s White Paper has a great deal in common with Norman Spinrad’s novel, although it doesn’t purport to be a novel. Both pieces change a little bit of history and extrapolate an edifice of the imagination from that little change. The White Paper is, in its own way, as much of a masterpiece as “The Iron Dream”, but to understand why, one must first consider what it is that a novelist does, and what it is that a lawyer does.

Both novelists and lawyers build houses of cards. But although a novelist may invent anything that he likes, he is only successful insofar as the foundation he builds on is one of truth. A novel only truly speaks to the reader if in that novel the reader can recognise himself. As the Dutch novelist Gerard Reve said, “Ik lieg de waarheid” – “I lie the truth”.

What a lawyer ostensibly does is very similar. He builds up, through what is hopefully an overwhelming preponderance of evidence, a viable, sequential story – a sort of novel, if you like. But a lawyer’s primary loyalty is not to the truth. It is to the client. His sole motivation is convincing the jury – you, the reader in this case – that whatever it is his client is supposed to have done, he didn’t do it. The cards from which the house of cards is built may all be “truths” … but the foundation of the house needs not be the truth at all.

In other words, a novelist must use invention to reach a truthful conclusion … whereas a lawyer may well use truth to get to a conclusion that is pure invention.

Of course, truth by itself seldom leads to untrue conclusions. This is where the lawyer must have recourse to the most important weapon in his armoury: the half-truth.

If I were to take every half-truth in the 75-page treatise and respond to it, I could probably win every single argument; but by then the war would have been lost. And that is, of course, what Mr Amsterdam wishes people to do. If he can set a few dozen officials in the Thai government to work denouncing his arguments and dredging up the facts, no one will notice what all this is actually about.

We will take Mr Amsterdam at his word when he says that he is Mr Thaksin’s lawyer. But it may seem a little odd for him to be defending someone who has already been convicted. Nevertheless, Mr Amsterdam has a history of doing just that. While one of his previous clients, Mr Khordokhovsky of the Yukos case, was already in jail, he went on an international whitewashing binge. He was, in effect, Khordokhovsky’s lobbyist, not his lawyer. His efforts were not entirely effective, however. There is no reason his methods would work any better now, unless we allow them to. Nevertheless, there is a real danger that Thailand’s government will miss the point, rise to the bait and waste a lot of valuable time trying to “handle” Amsterdam’s posturing.

I’m not a lawyer. Therefore, I see no reason to answer point for point, as a lawyer would. Rather, I would like to respond as a novelist. Because Amsterdam’s White Paper is as fictitious as any novel. But if it somehow manages to illuminate some fundamental truths, it may still be considered valid. And that is the question we need to answer: Is it valid? Is it necessary? Or are we simply being distracted from what we should be looking at?

So let’s start by cutting to the chase. Who is Mr Amsterdam working for, and what is the actual purpose of this so-called White Paper? The answer, of course, is that his employer is Mr Thaksin, and Mr Amsterdam has been employed to rehabilitate his boss’s reputation with the eventual goal of returning him to Thailand with his wealth intact and without having to suffer any prison time.

Once we understand that the White Paper is not actually a serious call for this government to come to account, nor a genuine, balanced analysis of the political situation in Thailand, but simply one of the tools Mr Amsterdam has fashioned in order to realise his employer’s goals, it will all make very much more sense.

Let us examine this piece of Mr Amsterdam’s arsenal for what it is. You are the jury. Cutting through the PR and the rhetoric, Mr Thaksin is, at present, a condemned criminal on the lam. The governments of the major powers have accepted the findings of Thailand’s legal system. And by hiring Mr Amsterdam, Mr Thaksin himself has acknowledged what the terms of discourse are. It is up to Mr Amsterdam to shift the war back to more congenial turf.

What are the methods by which a lawyer gets a rapist, corrupt politician or mafia don off the hook? Well, there are several main ones, and the White Paper uses every single one of them.

(a) Put the victim on trial.

(b) Overwhelm the jury with irrelevant facts and figures.

(c) Construct elegant arguments from flawed premises.

(d) Use emotionally charged “power words” to alter the jury’s perspective on events.

(e) Engage the jury’s sympathy for the perpetrator.

(f) Try the case in the court of public opinion and the media.

Once the White Paper is examined from the point of view of its author’s motivation, most of its blandishments become irrelevant.

I’d like to discuss how the White Paper adheres to the classic rulebook.

We’ll start with (a): Put the victim on trial. Well, here’s where the fun begins. “She made me do it” is the rapist’s first line of defence and the White Paper’s title makes it quite clear that this will be the main thrust of Amsterdam’s argument. A historically selective introduction soon leads to an equally selective rundown of the events we all lived through this year, culminating in the chapter heading “crimes against humanity” in which Mr Amsterdam makes much of the legal definition of such crimes. He then tries to link this definition with the Rajprasong events, but by using the phrase “appears to be present”, he manages to let himself off the hook. Indeed, the phrase “appears to” is a constant mantra here, because he’s not really accusing the government of perpetrating a massacre. He is saying that there is an appearance of a massacre. This legalistic hair-splitting allows him to be as sensationalist as he wants, while affording himself deniability at every turn.

When I say that Mr Amsterdam is putting the victim on trial, I am not saying that the victim is the government, the Democratic Party or Mr Abhisit. The victim is Thailand.

Mr Thaksin has been convicted not of stealing from the Democratic Party, but of stealing from Thailand. It is the judiciary system of Thailand that has convicted him, not the yellow shirts and not the elite. When Mr Thaksin’s government ordered the extrajudicial killing of thousands of alleged drug dealers, when it permitted the torture and slaying of Muslims in the South of Thailand, these were crimes against Thailand. He has not yet been convicted of these latter crimes, but by painting Abhisit as a vicious murderer, Mr Amsterdam is launching a pre-emptive strike against the bringing of such charges against Mr Thaksin.

As a lawyer Mr Amsterdam knows perfectly well that the springtime violence does not rise to the level of a crime against humanity as defined by the laws he himself cites. If this were true, US presidents would have been on the dock for Kent State and Waco. These were terrible tragedies – but hardly the Killing Fields or Buchenwald. Surely Mr Amsterdam knows better than to equate an attempt by a recognised government to restore order, when a city has been held hostage by lawless ruffians for months, with the Holocaust.

So let’s return to the rapist analogy. What is Mr Amsterdam’s point? It is this: “Okay, so maybe my client raped Thailand. But Thailand was a bad girl. She brought it on herself.”

Let’s look at (b) now, the irrelevant facts and figures. I’ve already shown how Mr Amsterdam quotes masses of legal data, makes it look as though it’s relevant, then squirms out of the whole thing with the phrase “appears to”. His second chapter, a reductionist summary of the history of Thailand’s constitutional development, is full of indisputable facts, but for real analysis one might want to read the commentary of a genuine historian such as David Wyatt. This is the icing without the cake, and it’s there to provide a cloak of verisimilitude to Mr Amsterdam’s specious arguments.

The flawed premise (c) is evident from the very opening sentence of Mr Amsterdam’s thesis. “For four years,” he says, “the people of Thailand have been the victims of a systematic and unrelenting assault on their most fundamental right … self determination through genuine elections.”

Powerful stuff. But it is a half-truth. The entire logical thread of the White Paper leads outward from this half-truth. And as the truth gets halved again and again, recursively, we finally end up with what I would call a near-lie. It is only the constant repetition of the word “appears” that prevents the paper from being actual lies.

You see, Mr Amsterdam is protecting his client, but on a deeper level, he is protecting himself. Proud as he is of the elegance of his constructed arguments, he is forced to tell us, in the small print, that it’s a house of cards.

To tell the whole-truth version of this opening sentence would be to try to understand both sides of the issue, to comprehend not only that some people’s rights were violated in the last four years, but that the reason they were violated may have been a reaction to similar, in many cases more egregious, violations during the Thaksin era. This is not about an evil military elitist monolith clamping down on a noble, pro-people regime. Rather it is the story of a regime that began with great optimism and with the highest of hopes, supported by almost everyone as a breath of fresh air … a regime that moved steadily away from its professed principles towards repression, darkness and corruption, until the only mechanism that could be found to stop the country’s self-destruction was the unpopular and outmoded strategy of the military coup – a strategy that the military itself realised, almost immediately, was not working. That the military came to its senses and restored an elected government almost immediately and has so far in fact resisted the temptation to have another coup – though it has been at times needlessly meddlesome. It is the story of groups of people, yellows and reds and others, unable to accept that a democracy thrives on diversity of opinion, and that in a mature democracy, when you lose an election, you don’t seize airports or burn down shopping malls – you try to win the next one fair and square. It is also the story of a leader having to choose on a daily basis between unacceptable alternatives, and finally coming up with a plan that has pleased no one – and which is therefore almost certainly the only correct one.

To tell the whole truth would be to describe this last year as only one of a series of dramatic milestones in an arduous journey towards democracy that has had reverses in the past, but is still clearly, inexorably, moving in the right direction.

He may or may not be a lawyer in this case, but a historian he’s clearly not.

Mr Amsterdam does not have a responsibility to tell us the whole truth. His responsibility is to the source of his paycheque. His reasoning, by the very nature of who he is and what he does, is necessarily tainted.

Semantics are Mr Amsterdam’s stock in trade and this falls into category (d). Words like “dictatorship” are bandied about with reckless abandon. His use of the word “truth” in his conclusion (that there can be no reconciliation without truth) is positively Orwellian. And as this farrago of half-truths is destined to provoke conflict, his paper in fact proves his point.

Point (e) – to engage the jury’s sympathy for the perpetrator – Mr Amsterdam takes care right at the beginning by trotting out our “rapist” in a nice clean suit, smelling like a rose. He has instructed his client, slayer of Muslims, to speak of inclusiveness. “We must renounce all violence,”says the man under whose watch over 2,000 alleged drug dealers appear (yes, I’m using legalspeak here too) to have been murdered to fulfil a quota requirement that could lead to a declaration of victory in a “drug war”. I think we’re also supposed to feel sorry that the coup took away Mr Thaksin’s right to vote, but of course in countries like the US, criminals in many states lose that right.

My final item in my catalogue of the shyster’s arsenal is the “court of public opinion”. In this case, it is the only court that matters, because the conviction has already taken place.

You may wonder why this long review doesn’t actually take apart Mr Amsterdam’s arguments piece by piece. It is because, by and large, the arguments are perfectly sound – they are just based on incomplete or selective evidence.

Yes, of course, Mr Amsterdam, there should be accountability. Yes, of course, the government has made some missteps, and the clumsy handling of Internet censorship is one of them. Yes, of course Thailand has a duty to investigate and prosecute. Of course, actual accountability and actual investigation might land Mr Amsterdam’s client in more hot water. So why not turn off the hot air for a moment and think about what would really be good for your client?

In short, this 75-page document is a waste of our time, and a bad use of Mr Thaksin’s money. It’s unlikely to convince anyone except the already convinced. It fails to connect the dots. It’s a failure as a logical construct, and it’s a failure as fiction. It is, however, like Norman Spinrad’s novel, a triumph of the imagination. Not only have the people of Thailand been had, but I fear that Mr Thaksin has been as well.

If Mr Amsterdam cared a little more about his client and a little less about his paycheque, he would give him the following advice: Mr Thaksin, bend a little. You’re not in exile, you know. Stop pretending that you were “kicked out of Thailand”. Come home and do your time. Everyone will forgive you if you show just a little contrition. If you want to be a real saint, and not just “play one on TV”, you must be prepared for a little real suffering. You did a lot of good things for this country, but you got greedy. You got careless. But the Thai people are actually pretty good at reconciliation – it’s built into their culture. Put away your wallet and start trusting them.

In the meantime I will try to think of a practical use for this White Paper. I can only think of one so far, but it’s not going to stay white for long

http://www.nationmultimedia.com/home/2010/08/02/politics/You-be-the-judge-30135016.html

…………………………………………………………………………………………………………………………….

Robert Amsterdam responds to Somtow’s article

At the cost of drawing additional attention to it, it is probably worth our while to say a few words about the “response” to our White Paper that has appeared on Somtow Sucharitkul’s blog. Indeed, while Somtow’s retort contains little in the way of substance, highlighting its contents gives us a chance to illustrate yet again the scurrilous and fact-free nature of the reactions that our advocacy has sparked off among the government’s representatives and supporters.

In a way, Somtow provides in his own words one of the strongest endorsements for the White Paper: “You may wonder why this long review doesn’t actually take apart Mr Amsterdam’s arguments piece by piece. It is because, by and large, the arguments are perfectly sound – they are just based on incomplete or selective evidence”. We would of course welcome a vigorous debate on whatever the “complete” evidence that Somtow could provide to disprove our arguments, however in the response he chose not to deal with any of the facts we present. Instead, there is the very exhausting distraction of personal attacks and highlighting that I am retained by Thaksin Shinawatra, a fact which we have made abundantly clear in every action we have taken and every document we have published � however few can explain what this has to do with the facts presented in the paper.

Aside from mimicking the government’s own reaction to our White Paper – a mixture of name-calling, racist dog whistles and conspiracy theory about the true nature of our motives – Somtow’s main complaint about the White Paper is its supposed reliance on a collection of “half-truths” skilfully woven together into what ultimately amounts to a fictional account of the events of the past several years. We are certainly grateful that Somtow decided not to overwhelm us with his superior debating skills and command of the subject, sparing us the humiliation of publicly exposing all the “half-truths” the paper supposedly contains. We take him at his word that he would have been able to “win every single argument” had he chosen to engage either the facts we present or our interpretation of the evidence. We are disappointed, however, that Somtow would deny us the opportunity to be enlightened. The one “half-truth” he does identify, in fact, reveals Somtow’s penchant for speaking only the full, unvarnished truth, a virtue we are anxious to see him apply to the remainder of the document.

No doubt coincidentally, Somtow takes issue with a statement that appears in the paper’s first paragraph:

“The people of Thailand have been the victims of a systematic and unrelenting assault on their most fundamental right – the right to self-determination through genuine elections.”

He explains to us that the purpose of the 2006 military coup was merely “to stop the country’s self-destruction” and reverse its descent into “repression, darkness and corruption”. We must confess we had previously failed to grasp the purity of the generals’ motives. In fact, we freely admit to having failed to understand that the way out of “repression, darkness and corruption” is (in retrospect quite obviously) more “repression, darkness and corruption”. Judging from the wealth of indicators suggesting that the past four years have actually seen corruption increase while freedom of expression, civil/political rights and Thailand’s human rights record have steadily deteriorated, we cannot but agree with Somtow that Thailand finds itself on the right path. We sincerely regret our error.

Because Somtow does not address any of the arguments presented in the rest of the White Paper, we are deprived of the opportunity to defer to his superior, more complete version of “the truth” on the contents of the remaining 74-and-a-half pages. As a result, the “half-truths” with which we have allegedly stacked our paper will have to stand, in the absence of further guidance from Somtow. But whereas we do not see the need to modify arguments whose substance has essentially gone unchallenged by the government (or the people it relies upon to put an acceptable spin on its shameful performance), we would like to take the opportunity to offer a defence of our motives.

First, Somtow maintains that our despicable team of shyster lobbyists knows full well that “the springtime violence does not rise to the level of a crime against humanity”, adding that tragedies like Kent State and Waco cannot compare to real crimes against humanity like the Killing Fields and Buchenwald. Because we have actually read the relevant statutes, we are in a position to correct Mr Somtow’s misapprehension. Whether or not a “crime against humanity” has been committed does not hinge on the scale of the tragedy in question. As we detail in the paper itself (admittedly, beyond the first page), for murder to amount to a “crime against humanity”, the killing must be: (1) directed against a “civilian population”, (2) as part of “a widespread or systematic attack”, (3) pursuant to or in furtherance of a “State or organisational policy to commit such attack”, (4) with knowledge of the attack.

The reason why the killings at Waco and Kent State are not crimes against humanity, while the Holocaust and the Cambodian genocide are, has nothing to do with the magnitude of the events; it has everything to do with the existence of governmental policy to systematically murder a certain group of people – it makes no difference whatsoever how many of them wind up dead as a result. We note in the White Paper that there is significant evidence pointing to the existence of such a policy of systematic persecution and violence. Incidentally, the recurrent use of qualifiers like “appears to be”, which Somtow singles out as evidence of our disingenuousness, is owed to the fact that we do not presume to elevate ourselves to the role of judge, jury and executioner, as the government has been keen to do in its labelling of the red shirts as “terrorists”. The threshold we set out to meet is to show that there is sufficient evidence of a crime (if you will, a strong enough “appearance” of a crime) to warrant the kind of independent and complete investigation required by international law. Apparently, every major human rights organisation around the world agrees with us on this count.

This brings us to Somtow’s accusation that the White Paper is somehow an “attack on Thailand”, a further assault on the victim of Thaksin’s heinous “crimes” (never mind that: 1. Had it been left up to “Thailand”, Mr Thaksin would still be prime minister; and 2. It took a military coup and the manipulation of a judicial system now almost universally recognised as rigged just to convict Mr Thaksin of the pettiest of offences.) Somtow’s line of reasoning is consistent with the government’s ongoing attempt to equate itself with the country as a whole and, by implication, accuse its critics of wanting to “destroy Thailand”. In Somtow’s (fantasy) world, see, criticism of Thaksin’s administration is a heroic act of patriotism, while criticism of Abhisit’s administration is a despicable act of treason. Still, it is interesting that a call for an “independent and complete investigation” into the deaths of almost a hundred people could earn someone the accusation of wanting to “destroy the country”. Such an investigation does not pose any threat to the country, which is more mature and eager to learn the truth than Somtow and his ilk have ever given it credit for. The hysteria of the reactions that our appeal has elicited, however, has made it all too clear that the current government considers a full inquiry into the events of April and May an existential threat to itself.

Contrary to what Somtow suggests, the goal of the paper is not to seek anyone’s absolution or dispensation. Note that we called for an investigation and not for a blanket amnesty – something that Thailand’s establishment has resorted to before when it has found it impractical to conduct the sham of an investigation it is poised to launch in the coming months. On this point, Somtow appears to apply a different standard to the investigation into the current government’s alleged crimes and the investigation into the previous government’s alleged crimes. On the one hand, he expresses no sympathy for the doubts we raise about the investigative panel to be led by Khanit na Nakorn. On the other hand, Somtow still continues to argue that “Mr Thaksin’s government ordered the extrajudicial killing of thousands of alleged drug dealers” in spite of the fact that an investigative panel led by one Khanit na Nakorn found no grounds for anyone’s prosecution for the conduct of the “War on Drugs”. We, at least, have the coherence to argue that “independent and complete” investigations should be conducted into ALL instances where there is reason to believe that human rights violations have occurred – let the chips fall where they may. Somtow wants to have the luxury to make his own judgement, in the absence of a credible investigation, about which administration is guilty of human rights abuses and which one is not – and to decide for everyone else which human rights abuses constitute “attacks on Thailand” and which human rights abuses were perpetrated in a valiant attempt to defend Thailand. This is a luxury that international law does not afford him, or anyone else for that matter.

Finally, it is beyond farcical that Somtow would be the one to accuse us of employing Orwellian language. Far from “Orwellian”, the statement “there can be no reconciliation without truth” seems to us rather obvious. The reason why Thailand has no “reconciliation” today is precisely that so many previous instances of state violence were covered up in the interest of protecting entrenched powers. What strikes us as Orwellian is that the government would ground a campaign of censorship in its commitment to freedom of expression, a slide towards authoritarianism in the need to preserve democracy and a continued attempt to crush all forms of dissent in the imperative to achieve “reconciliation”. It is similarly preposterous than an apologist for a government that has shown nothing but fear and contempt for its own citizens would have the nerve to urge someone who has won three, freely conducted elections to “trust the people”. Say what you will about Mr Thaksin, but if the current government had “trusted the people” as much as he has consistently been willing to, the hundred men and women who died because Mr Abhisit did not feel sufficiently confident in his electoral prospects would still be alive today

 http://www.nationmultimedia.com/home/2010/08/02/politics/A-novelists-fantasy-30135017.html

 

ป้ายกำกับ: ,

จดหมายเปิดผนึก ขอให้ปล่อยตัว นายสมบัติ บุญงามอนงค์…

จดหมายเปิดผนึก

ขอให้ปล่อยตัว นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553

ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังจะมุ่งไปสู่ความพยายามปรองดองโดยรัฐบาลยังคงมีการบังคับใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ซึ่งเป็นการ ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฎิบัติงานโดยไม่ต้องรับผิด จับกุมคุมขังโดยไม่มีข้อกล่าวหา ทำให้ความปรองดองที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปรองดองที่จอมปลอมและหลอกลวง เป็นเพียงการสร้างภาพไปวันๆของรัฐบาล ในวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 53 เวลาประมาณ 18.00 น. ได้มีกิจกรรมรำลึกถึงความสูญเสียในการเรียกร้องประชาธิปไตย ด้วยการผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์ โดยมิได้ก่อความไม่สงบ หรือก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด เป็นเพียงกิจกรรมตามมโนธรรมสำนึกและสิทธิของประชาชน รวมทั้งมิได้มีแกนนำแม้แต่ผู้เดียว

ทว่า เมื่อเวลา 18.00 น. ปรากฏว่ามีการจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์  ซึ่งเป็นนักกิจกรรมทางสังคม ที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม งานอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ ประสบภัยน้ำท่วมอุตรดิตถ์ ช่วยเหลือแรงงามข้ามชาติ ผู้ถูกกดขี่ ต่อต้านการค้ามนุษย์ ส่งเสริมประชาธิปไตย มีการทำงานกับเด็กไทยภูเขาเพื่อให้เรียนรู้เรื่องสิทธิทางการศึกษา รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มในการดำเนินกิจกรรมติดตามผู้สูญหายจากการสลายการชุมนุมของรัฐบาล ซึ่งนับเป็นนักกิจกรรมทางสังคมที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย สมบัติ บุญงามอนงค์ คือ ผู้บุกเบิกงานอาสาสมัครยุคใหม่ในสังคมไทย  และเป็นนักกิจกรรมทางสังคมที่ไม่เพิกเฉยความไม่เป็นธรรม

การจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการคุกคามพลเมืองที่มีคุณูปการต่อสังคม และแสดงให้เห็นถึงรัฐบาลไม่มีความจริงใจดำเนินงานตามแผนปรองดองแห่งชาติ

พวกเราตามรายนามดังต่อไปนี้ เป็นนักกิจกรรมทางสังคม เป็นสามัญชน ขอประณามการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ขอให้ปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์รวมทั้งบุคคลอื่นๆในทันที โดยไม่มีเงื่อนไข และพวกเราขอเรียกร้องให้มีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นก้าวแรกในการนำไปสู่การปรองดอง

“ด้วยความหวาดกลัว พรก.ฉุกเฉิน”

ท่านที่ต้องการลงชื่อ โปรด e-mail ไปแจ้งชื่อที่ nadn2010@gmail.com 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 28, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ความเชยของอาจารย์ปู่…บทความ อ.เกษียร เตชะพีระ

ผลพวงอย่างหนึ่งของวิกฤตการเมืองไทยรอบ 5 ปีที่ผ่านมาคือ นักคิด นักเขียน นักข่าว นักวิจัย นักวิชาการต่างชาติทั่วโลกหันมาใส่ใจติดตามค้นคว้าศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองไทยอย่างเข้มข้นถี่ยิบชนิดที่ไม่เคยเป็นมานานนับแต่หลังรัฐประหารของ รสช. เมื่อปี พ.ศ.2534 และการลุกฮือพฤษภาประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ.2535

เหมือนเมืองไทยถูกจีน แขก ฝรั่ง เกาหลี ญี่ปุ่น นานาชาติช่วยกันจับเปลื้องถนิมพิมพาภรณ์ล่อนจ้อน ยกขึ้นส่องกับแดด พลิกตะแคงกลับตาลปัตรหัวเท้าไปมา พลางหยิบแว่นขยายสอดแยงเพ่งสำรวจตรวจสอบรอบด้านทุกซอกมุมขุมขนรูเหงื่อก็มิปาน

มันย่อมทำให้อีลีตไทยผู้อาจแอบซุกอะไรต่อมิอะไรไว้ตามซอกหลืบลับตาคนนอกจอทีวีหรือบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสก็ได้ใครจะไปรู้ – พากันเสียวไส้พิกล…แหะๆ

ในบรรดาฝรั่งช่างสอดรู้สอดเห็นเหล่านี้ โจชัว เคอร์แลนท์ซิค (Joshua Kurlantzick) ชาวอเมริกันเป็นคนหนึ่งที่น่าสนใจ

หลับจบรัฐศาสตร์จากวิทยาลัย Haverford เขาทำงานเป็นนักเขียนนักข่าวของนิตยสารอเมริกันชื่อดังหลายฉบับ เช่น Time, The New Republic, American Prospect, Mother Jones, Current History เป็นต้น มีผลงานดีเด่นด้านข่าวเอเชียจนได้ทุนศึกษาฝึกอบรมและถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญการเมืองและเศรษฐกิจเอเชียอาคเนย์รวมทั้งความสัมพันธ์ของภูมิภาคนี้กับจีน สังกัดสถาบันศึกษาวิจัยนโยบายชั้นนำของสหรัฐต่างๆ เช่น University of Southern California Center on Public Diplomacy, Pacific Council on International Policy, Carnegie Endowment for International Peace และ Council on Foreign Relations

ในปัจจุบันหนังสือของโจชัวที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยล ได้แก่ Charm Offensive : How China s Soft Power Is Transforming the World (ค.ศ.2007)

หลังรัฐประหารของ คปค. เมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา โจชัวก็หันมาจับจ้องมองการเมืองไทยและเริ่มผลิตข้อเขียนบทวิเคราะห์ทยอยออกมาต่อเนื่องเป็นชุดทางสื่อสิ่งพิมพ์ เกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณ, รัฐประหาร คปค., ขบวนการเสื้อเหลือง, ขบวนการเสื้อแดง, สภาพเศรษฐกิจสังคมและสถาบันหลักต่างๆ ของไทย

ปลายเดือนพฤษภาคมศกนี้ เขาตีพิมพ์บทความชื่อ ” Democracy in Danger ” (ประชาธิปไตยในอันตราย) ลงพิมพ์ในนิตยสารการเมืองรายเดือนเก่าแก่ของอังกฤษชื่อ Prospect Magazine ฉบับที่ 171 ประจำเดือนมิถุนายน ค.ศ.2010(www.prospectmagazine.co.uk/2010/05/democracy-in-danger/)

ข้อน่าสนใจอยู่ตรงโจชัวเลือกหยิบวิกฤตการเมืองไทยเป็นตัวแบบวิเคราะห์เพื่อชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยหลายประเทศของโลกก็กำลังเผชิญอันตรายทำนองเดียวกัน อันเป็นกระแสที่นักรัฐศาสตร์เรียกโดยรวมว่า ” Reversal of democracy “(ประชาธิปไตยพลิกกลับ) นับแต่ราวปี ค.ศ.2001 เป็นต้นมา

ดังสังเกตได้ว่าผู้นำรัฐบาลจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ทยอยกันถูกยึดอำนาจด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญถี่ขึ้นเรื่อยมาเป็นลำดับ เช่น ประธานาธิบดีเอสตราดาของฟิลิปปินส์ (ค.ศ.2001), นายกฯทักษิณของไทยและนายกฯการาเซของฟิจิ (ค.ศ.2006), นายกฯหญิงเบกุม คาลีดา เซีย ของบังกลาเทศ (ค.ศ.2007), ประธานาธิบดีราวาโลมานานาของมาดากัสการ์และประธานาธิบดีเซลายาของฮอนดูรัส (ค.ศ.2009) เป็นต้น

จน Freedom House อันเป็นองค์กร NGO ในอเมริกาที่คอยติดตามสำรวจตรวจสอบออกรายงานรายปีเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยของระบอบการเมืองทั่วโลกแจ้งล่าสุดว่าเสรีภาพในโลกตกต่ำติดต่อกันมา 4 ปีแล้ว (ค.ศ.2006-2009) นับเป็นช่วงโน้มต่ำของเสรีภาพในโลกที่ยาวนานที่สุดในรอบเกือบ 40 ปีที่ Freedom House ทำรายงานสำรวจข้อมูลเรื่องนี้มา (www.freedomhouse. org/template.cfm?page=505)

นับเป็นปรากฏการณ์กระแสทวนสวน คลื่นประชาธิปไตยระลอกที่ 3 ซึ่ง Samuel P. Huntington นักรัฐศาสตร์อเมริกันผู้ล่วงลับ (ค.ศ.1927-2008) ระบุว่าเกิดขึ้นกว้างขวางทั่วโลกนับแต่ปี ค.ศ.1974 เป็นต้นมา ในหนังสือ The Third Wave : Democratization in the Late Twentieth Century (ค.ศ.1991)

o โจชัว เคอร์แลนท์ซิค วิเคราะห์ว่าที่ประชาธิปไตยตกอยู่ในอันตรายปัจจุบันนี้นั้น มูลเหตุเกิดจาก : –

1) ผู้นำจากการเลือกตั้งกลายเป็นอำนาจนิยม (ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าแนวนโยบายโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจและแนวนโยบายประชานิยมอันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางการเมืองของหลายรัฐบาล ต่างก็กดดันให้ฝ่ายบริหารมีลักษณะรวบอำนาจรวมศูนย์ยิ่งขึ้นทั้งคู่-ตามข้อวิเคราะห์ของนักเขียนนักกิจกรรมชาวแคนาดา Naomi Klein และศาสตราจารย์สังคมวิทยาชาวอเมริกัน SaskiaSassen)

2) สถาบันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารอ่อนแอ, คอร์รัปชั่นแพร่หลาย (ลองนึกถึงกลุ่มอาการอ่อนเปลี้ยระส่ำระสายของ กกต., วุฒิสภา, สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฯลฯ ตอนปลายรัฐบาลทักษิณก็จะเห็นภาพได้)

3) ความแตกแยกขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลางกับคนจน-คนชั้นล่าง
จะเห็นได้ว่านี่เป็นการกลับตาลปัตรสูตรสำเร็จประชาธิปไตยแต่เดิมของรัฐศาสตร์สมัยอาจารย์ปู่ Huntington เลยทีเดียว กล่าวคือ : –

o สูตรประชาธิปไตยเดิมสมัย Samuel Huntington (เผอิญสอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดลินิวส์, 12 มิ.ย. 2553 พอดี) :
-เศรษฐกิจเติบโต –> คนชั้นกลางเติบใหญ่เรืองอำนาจ –> ประชาธิปไตย

o ส่วนสูตรประชาธิปไตยในอันตรายของ Joshua Kurlantzick ที่ประมวลสรุปจากกรณีเมืองไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ กลับเป็นเช่นนี้คือ :

-ความไม่มั่นใจอันเกิดจากโลกาภิวัตน์ (เช่น เศรษฐกิจพังทลายช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง) นำไปสู่
–> คนชั้นกลางหันไปเป็นอนุรักษนิยม
–> คนชั้นกลางขัดแย้งกับผู้นำอำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง+พันธมิตรชนชั้นล่างของผู้นำนั้น
–> คนชั้นกลางหันไปสนับสนุนวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการโค่นรัฐบาล
–> ประชาธิปไตยพลิกกลับ หรือเกิดระบอบประชาธิปไตยแบบที่ชนชั้นนำครอบงำ

นั่นหมายความว่า หากคนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปแตกแยกขัดแย้งกันเรื่องสิทธิประชาธิปไตยแล้ว ระบบการเมืองอาจพังทลายและประชาธิปไตยพลิกกลับได้

อนึ่ง คำว่า ” คนชั้นล่างลงไป ” ข้างต้นนี้ กล่าวได้ว่าหมายถึงคนกลุ่มเดียวกับที่ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า  “คนชั้นกลางระดับล่าง” , หรือที่ทีมวิจัยของ อ.อภิชาต สถิตนิรามัย แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ระบุในขั้นต้นว่าได้แก่  “ลูกจ้างและเกษตรกร มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 17,000 บาท โดยสรุปคือ เสื้อแดงไม่ใช่คนจนแต่จนกว่าเสื้อเหลือง ฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของเสื้อเหลืองคือมีงานประจำ มีการศึกษาและฐานะทางสังคมสูงกว่า…รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 31,000 บาท”  (www.prachatai3.info/journal/ 2010/06/29973)

หรือถ้าให้ผมเปรียบเทียบ : – ขณะที่สถาบันหลักทั้ง 3 ของคนชั้นกลางระดับบนและกลางได้แก่ 1) ธนาคารพาณิชย์ (แหล่งสินเชื่อเพื่อการลงทุนและการบริโภค), 2) ตลาดหุ้น (แหล่งเสี่ยงแล้วอาจรวยจากการเก็งกำไร) และ 3) ช็อปปิ้ง มอลล์ (แหล่งบริโภคนิยม) – ซึ่งล้วนตกเป็นเป้าโจมตีเผาทำลายระหว่างการชุมนุมของ นปช.ครั้งที่ผ่านมา ทำให้คนชั้นกลางในกรุงโกรธจนควันออกหูนั้น

สถาบันหลักทั้ง 3 ของคนชั้นกลางระดับล่างจะได้แก่ 1) นายทุนเงินกู้นอกระบบ, 2) สลากกินแบ่ง-หวยใต้ดิน และ 3) ตลาดสดแบกะดินกลางแจ้งทั้งหลาย เช่น คลองถม ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกันแต่มักอยู่ชายขอบหรือนอกระบบ ถูกทางราชการกำกับควบคุมตามกฎหมายน้อยกว่า ทำให้มาตรฐานต่ำกว่าและในบางแง่ราคา/ดอกเบี้ยแพงกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็เข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้มีทุนน้อย/รายได้ต่ำกว่านั่นเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลให้คนชั้นกลางระดับล่างนิยมชมชอบโครงการของรัฐบาลทักษิณอย่างสินเชื่อเอสเอ็มอี, แปลงสินทรัพย์เป็นทุน, กองทุนหมู่บ้านละล้าน, หวยบนดิน, หวยออนไลน์, 30 บาทรักษาทุกโรค, บ้านเอื้ออาทร, แท็กซี่เอื้ออาทร, คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร

และมาตรการประชา (บริโภค) นิยมอื่นๆ ที่ภาครัฐช่วยให้พวกเขาลดรายจ่าย, เพิ่มรายได้ และเอื้อมมือถึงสินค้าบริโภคคงทนทั้งหลายอย่างไม่เคยมีมาก่อน

กล่าวให้ถึงที่สุด เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ที่ผันผวนไร้เสถียรภาพเป็นรากเหง้าที่มาของสภาพประชาธิปไตยในอันตรายเพราะมันทำให้คนชั้นกลางกลายเป็นอนุรักษนิยมเลิกคิดปฏิรูป เบื่อการเมือง เน้นทำมาหาเงินเอาตัวรอด (โดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจการเงิน พ.ศ.2540 เมื่อเทียบกับกระแสการเมืองของคนชั้นกลางสมัยหลัง 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 หรือหลังพฤษภาประชาธิปไตย พ.ศ.2535 ใหม่ๆ)

แบบแผนของประชาธิปไตยพลิกกลับก็คือ : คนชั้นกลางหันไปร่วมมือกับชนชั้นนำเก่าประท้วงต่อต้านผู้นำอำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง, ใช้วิธีการไม่ประชาธิปไตยขับโค่นรัฐบาล, สร้างระบอบประชาธิปไตยที่เน้นชนชั้นนำยิ่งขึ้น, เพื่อให้ตัวเองได้กุมอำนาจส่วนใหญ่ไว้ต่อไป

นำไปสู่การที่คนชั้นล่างรวมตัวประท้วงโต้กลับคนชั้นกลางบ้าง (เช่น ม็อบคาราวานคนจนที่จตุจักร-นปก.-นปช. vs. พธม.) เกิดความแตกแยกถาวรทางชนชั้น, พันธมิตรคนชั้นกลาง-คนชั้นล่างที่เป็นฐานค้ำจุนประชาธิปไตยแต่เดิมเสื่อมสลาย, ระบอบประชาธิปไตยจึงพังทลายลงในที่สุดด้วยรัฐประหารของกองทัพ เหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยให้คนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปหันมาขัดแย้งกันยืดเยื้อเรื้อรัง

แบบแผนทำนองนี้ [ผู้นำจากการเลือกตั้งกลายเป็นอำนาจนิยม–>รัฐประหารในนามเสรีนิยมที่คนชั้นกลางสนับสนุนเพื่อล้มประชาธิปไตย] ซึ่งอาจมีวิถีทางผลลัพธ์พลิกแพลงหลากหลายแตกต่างกันไปบ้าง อาจพบเห็นได้ไม่เพียงในเมืองไทย หากรวมทั้งฟิลิปปินส์, เวเนซุเอลา, ฮอนดูรัส, นิการากัว, รัสเซีย เป็นต้น

ดังนั้น ข้อสรุปสูตรสำเร็จของรัฐศาสตร์ยุคคลื่นประชาธิปไตยระลอก 3 ที่ว่าสร้างคนชั้นกลางแล้ว ระบอบเสรีประชาธิปไตยจะแพร่หลายไปทั่วโลกนั้น จึงถูกโจชัวตั้งข้อสงสัยว่ามันยังจะจริงอยู่ต่อไปอีกหรือไม่? ดังที่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนอเมริกันรายหนึ่งบ่นให้เขาฟังว่า : –

 “คุณมีพวกคนไทยหัวเสรีนิยมทั้งหลายที่ประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในที่อย่างพม่า แต่กลับสนับสนุนรัฐประหารในเมืองไทยปี ค.ศ.2006 พวกเขาจะทำทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ยังไง? ”

สำหรับหนทางในการกอบกู้ประชาธิปไตยให้พ้นจากอันตรายของความแตกแยกขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลาง vs. คนชั้นล่างลงไปนั้น โจชัวเสนอแนะในเบื้องต้นว่า :
-ต้องหาทางฟื้นฟูปลูกสร้างพันธมิตรระหว่างคนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปขึ้นมาใหม่บนฐานการยอมรับอำนาจการเมืองของฝ่ายหลังตามหลักประชาธิปไตย (กล่าวคือ เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข, หนึ่งคนมีหนึ่งเสียง, เสียงข้างมากได้ปกครอง)

-ในขณะเดียวกันก็ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนเพื่อปกป้องสิทธิของเสียงข้างน้อย, ให้เสียงข้างน้อยมีตัวแทนในการใช้อำนาจด้วย, เพื่อป้องกันระบอบทรราชย์ของเสียงข้างมากที่ผู้มีอำนาจนึกจะล่วงละเมิดสิทธิของเสียงข้างน้อยในนามเสียงข้างมากอย่างไรก็ทำได้

-ส่งเสริมรัฐบาลผสมของตัวแทนคนชั้นล่างลงไปกับคนชั้นกลาง

-สร้างเสริมระบอบรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม (ตามหลักเสรีนิยม – รัฐบาลมีอำนาจจำกัดหรือที่เรียกว่า limited government อำนาจของรัฐบาลถูกจำกัดด้วยสิทธิเสรีภาพในร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินของพลเมือง ไม่ใช่ว่ารัฐบาลนึกจะอ้างอำนาจพิเศษมาต้มยำทำแกงพลเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสีใดสีหนึ่งก็ได้ตามใจชอบ – โดยมีศาลตุลาการอิสระเป็นกรรมการคอยคุมเส้นจำกัดอำนาจรัฐ/ขอบเขตสิทธิพลเมืองนั้นๆ)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1277383497&grpid=&catid=02

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 26, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

ความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์…..กรณี เลขาธิการศาลปกครอง

ผมอ่านข่าว นี่แล้ว ต้องมึนงงไปตามระเบียบ ฟังอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้นว่าไม่มี ความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ อย่างน้อยก็ไม่เหลือความสง่างามของ คนเป็นเลขาธิการศาลปกครองอันใดไว้เลย…………..

ป.ป.ช.ยกคำร้อง”ชาญชัย”ตุลาการศาลปค.จ้างทำวิจัย ชี้ไร้เจตนาแสวงประโยชน์ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. นายอภินันทน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการคณะ ป.ป.ช.กล่าวถึงผลประชุมป.ป.ช.เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมป.ป.ช.ได้พิจารณาเรื่องกล่าวหานายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด สมัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง มีส่วนได้เสียกรณีจ้างสถาบันพระปกเกล้าทำคู่มือในการปฏิบัติราชการของศาลปกครอง ที่มีนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป.ป.ช.เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน จากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในปี 2543 นางกาญจนารัตน์ในฐานะประธานคณะกรรมการจ้างที่ปรึกษา ได้เสนอให้นายชาญชัยจ้างสถาบันพระปกเกล้าทำวิจัย 2 โครงการ มูลค่า 4.3 ล้านบาท ที่ต่อมาสถาบันพระปกเกล้าได้จ้างนายชาญชัยและนางกาญจนารัตน์เป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัยทั้งสองเรื่อง โดยจ่ายค่าตอบแทนให้ทั้งสองคนๆ ละ 3.8 แสนบาทนายอภินันทน์ กล่าวว่า คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินโครงการวิจัยทั้ง 2 โครงการ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานศาลปกครองและสถาบันพระปกเกล้า อันเป็นการทำวิจัยทางวิชาการ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ จึงได้ว่า จ้างนายชาญชัยและนายกาญจนารัตน์ เป็นที่ปรึกษาโครงการ กระทั่งงานวิจัยแล้วเสร็จ นางกาญจนารัตน์ได้เสนอให้แก้ไขก่อนจะตรวจรับและนำเสนอนายชาญชัยอนุมัติจ่ายค้าจ้างในปี 2547 ซึ่งเป็นการดำเนินการในขั้นตอนตามปกติของราชการ ถือเป็นการกระทำผูกพันไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นประการอื่นได้ และข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่าบุคคลทั้งสองมีเจตนาพิเศษที่จะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ จึงขาดเจตนาการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157  ที่ประชุมป.ป.ช.จึงมีมติว่าข้อกล่าวหาของทั้งสองคนไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1276926369&grpid=&catid=17

ส่วนอันนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1276870396&grpid=no&catid=17

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 19, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

รัฐบาลสามารถเอาชนะการก่อการร้ายได้หรือ?

ศอฉ. เรียกขาน กองกำลังไม่ทราบฝ่าย กองกำลังชุดดำ รวมไปถึง แกนนำแถวหน้าของ นปช. ว่าเป็น กลุ่มผู้ก่อการร้าย และศาลอาญาก็ได้ยืนยันด้วยการออกหมายจับกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งในความผิดฐานก่อการร้าย และเมื่อที่มั่นที่ราชประสงค์ได้แตกลง …การคาดการณ์ที่ตามมาก็คือ กลุ่มคนเหล่านี้จะลงใต้ดินและกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ บางคนว่า คงกลายสภาพเป็นแค่กองโจรป่วนเมือง แต่บางคนก็ยังกังวลว่าจะกลายเป็นขบวนการก่อการร้ายที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ

แต่ไม่ว่า จะเป็นกองโจรป่วนเมือง หรือ การก่อการร้าย คำถามที่ตามมา ก็คือ รัฐจะเอาชนะขบวนการดังกล่าวได้จริงหรือ

William C. Martel ซึ่งเป็นรองศาสตรจารย์ด้านการศึกษาความมั่นคงระหว่างประเทศ ได้เขียนหนังสือชื่อ Victory in War (2006) ได้ตอบคำถามนี้ ไว้ ว่า ขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า ชัยชนะ หมายถึงอะไร บนเงื่อนไขของเม็ดเงินและเวลาที่เราสามารถยอมรับได้

อ.William จัดแบ่งชัยชนะออกเป็น 3 ระดับ

ระดับแรก เป็นชัยชนะระดับยุทธวิธี หมายถึง สามารถจับกุม หรือฆ่าผู้ก่อการร้ายที่ทำหน้าที่วางแผน หรือผู้ปฏิบัติการ

ระดับสอง เป็นชัยชนะระดับยุทธศาสตร์ หมายถึง สามารถสกัดกัน หรือทำลายเครือข่าย และผู้นำที่เกี่ยวข้อง หรือระบบสนับสนุนทั้งเงิน อาวุธ รวมถึง internet ที่เชื่อมโยงเครือข่าย

ระดับสาม เป็นชัยชนะระดับยุทธศาสตร์ใหญ่ (grand strategy) หมายถึง สามารถทำลาย เหตุผลสนับสนุนเชิงอุดมการณ์ ซึ่งบ่อยครั้ง ความบาดหมาง ความเหินห่าง ความไม่พอใจ ความไม่เป็นมิตร คือ เงื่อนไขที่ทำให้เกิดผู้ปฏัติการรุ่นใหม่ๆ ของขบวนการ

หากถามว่า เมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่าน รัฐบาลเอาชนะ “การก่อการร้าย” ได้มากน้อยเพียงใด

กล่าวอย่างรวบรัด ผมประเมินเอาเองว่า รัฐไทย สามารถเอาชนะอย่างมากก็แค่ในระดับยุทธวิธีเท่านั้น เพราะ สามารถจับกุมแกนนำ นปช.  ปลิดชีพผู้ปฏิบัติการไปจำนวนไม่น้อย (ถูกผิด..ว่ากันอีกที) ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก (จัดฉากหรือเปล่าไม่รู้) ยึดรถที่เตรียมทำ car bomb รวมไปถึง การไล่ปิดสื่อทุกชนิดที่สนับสนุนเสื้อแดง

และเมื่อขยับขึ้นมาพิจารณาในระดับยุทธศาสตร์ ก็จะเห็นว่า ศอฉ. เริ่มปฏิบัติการตัดท่อน้ำเลี้ยง โดยสั่งระงับการทำธุรกรรมทางการเงินของ บุคคล/องค์กร กว่า 200 บัญชี  ซึ่ง ศอฉ. ระบุว่าเกี่ยวข้องกับ เสื้อแดง และการก่อการร้าย ….แต่กรณีนี้ก็ถูกครหาว่าอย่างมาก ว่าเป็นวิธีการเหวี่ยงแห จำกัดสิทธิส่วนบุคคล โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เพียงพอ

แต่ปฏิกิริยาที่ตามมาจากชัยชนะทั้ง 2 ระดับ ก็คือ การเกิดขึ้นของ แกนนำรุ่น 2 /3 /4 การเกิดขึ้นของสมาชิก นปช. การเสนอตัวเข้ามาทำหน้าที่นำของ “แดงสยาม”  รวมไปถึง การคาดหมายว่าจะเกิด ขบวนการใต้ดิน กลุ่มก่อกวนขึ้นในจังหวัดต่างๆ  

ยิ่งเมื่อมองไปในระดับยุทธศาสตร์ใหญ่ อาจกล่าวได้ว่า รัฐไทยอาจยังไม่เห็นเสงที่ปลายทางอุโมงค์ด้วยซ้ำ และนั่นก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั่วโลก อ.William จึงย้ำว่าในระดับนี้การเอาชนะเป็นเรื่องยากเหลือเกิน (สำหรับผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้ด้วยซ้ำ)

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า การขจัดอุดมการณ์ ที่ทำให้เกิดการแบ่งฝ่าย แบ่งสี  การขจัดความเชื่อฝังลึกที่ทำให้เกิดความหมางเมิน ไม่เชื่อใจกัน ย่อมมิอาจทำได้ดั่งการขจัดตัวบุคคลที่เป็นผู้ก่อการร้าย การกำจัดอาวุธ การตัดท่อน้ำเลี้ยง การปิดสื่อ การสื่อสาร ขณะเดียวกัน ด้วยวิธีการจัดการดังกล่าว ในทางตรงข้ามกลับยิ่งเป็นการกระตุ้น ปลุกเร้า และเป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ที่ยิ่งที่ให้เกิด นักสู้รุ่นใหม่ๆ ขบวนการใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอนั้น (negative feedback loop) ในมุมของ อ.William เขาจึงสรุปว่าเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วอายุคน และไม่ใช่ด้วยวิธีแบบที่กล่าวมา

และไม่ใช่ด้วยวิธีที่คนจำนวนไม่น้อยกระทำอยู่ นั่นคือ ประณาม ก่นด่า สาบแช่ง เหยียดหยัน ดูถูกว่าเป็นคนโง่ถูกจ้างมา วิธีการเช่นนี้จะยิ่งกลับบ่มเพาะความเกลียดชัง หมางเมิงและถ่างช่องว่างของปัญหาให้ขยายออกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  

ที่สำคัญ ผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนจะต้องรับรู้และยอมรับร่วมกันว่า การต่อสู้กับการก่อการร้ายเป็นเรื่องระยะยาว ใช้เวลาแก้ปัญหาแบบข้ามชั่วอายุคน ไม่ใช่การพยายามกดดันและเรียกร้องหาชัยชนะในวันนี้ หรือในปีนี้

ถามว่า หากไม่ใช่ด้วยวิธีแบบที่ผ่านมา แล้วต้องใช้วิธีใด อ. William บอกสั้นๆ ว่า ให้ลดต้นเหตุของการใช้ความรุนแรง

และต้นเหตุที่ว่า ได้แก่ การแบ่งฝ่าย แบ่งสี  ความหมางเมิน ไม่เชื่อใจกัน การมองว่าคนอื่นโง่ ผิด

ว่ากันตามตรงในห้วงเวลานี้ ผมมองไม่เห็นวิธีอื่นใดนอกจากการหันกลับไปทำความเข้าใจสิ่งที่หลวงพี่ไพศาล ได้ให้สัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุ FM 105 คลื่นวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัว (17 พฤษภาคม 2553) ซึ่งล้วนแต่เป็น แนวทางที่จะช่วยลดต้นเหตุของการก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็น

  •  “อันดับแรก ต้องเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ถ้าเยียวยาไม่ได้ ก็ยิ่งจะไปเพิ่มแผลให้มากขึ้น สำคัญคือ อย่าแก้แค้น อย่าตอบโต้กัน”
  • “ในยามที่เพลี่ยงพล้ำ ตกเป็นผู้แพ้ อาตมาไม่อยากเห็นคนโกรธ แก้แค้น ระบายความโกรธใส่เขา เพราะจะยิ่งทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงถูกตัดออกไป และกลายเป็นศัตรูมากกว่าเดิม การแตกแยกก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น คนเสื้อแดงก็ยิ่งฝังใจและเพิ่มจำนวนมากขึ้น”
  • ต้นตอปัญหาอย่าง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เท่าเทียม และ ระบบสองมาตรฐาน เป็นสิ่งทุกคน ทุกสี ต้องยอมรับว่ามันเป็นความจริง ไม่ยัดเยียดว่าเป็นแค่ขออ้างของกลุ่มคนเสื้อแดง
  • “ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องใช้สติ แก้ปัญหา กระบวนการทางกฏหมายก็ว่ากันตามกฏหมาย”

ก่อนจบ………..ผมอยากเรียกร้องให้ ศอฉ. และนายกรัฐมนตรี ได้ทบทวนยุทธศาสตร์ที่จะเอาชนะผู้ก่อการร้ายอย่างจริงจังว่าด้วยวิธีการที่ทำอยู่หรือที่คิดจะทำให้อนาคต เป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นการเพิ่มความหมางเมิน ความไม่ไว้วางใจ ความไม่เชื่อใจระหว่างคนในสังคม ที่จะกระตุ้นให้เกิดผู้ร่วมขบวนใหม่ๆ หรือ เป็น ยุทธศาสตร์ที่เป็นไปเพื่อการลดเหตุของการก่อการร้ายกันแน่

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20100602/118894/รัฐบาลสามารถเอาชนะการก่อการร้ายได้หรือ-.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 26, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,