RSS

Tag Archives: ความเหลื่อมล้ำ

การเปลี่ยนแปลงทางประชากร ความไม่เป็นธรรม และนโยบายหลักประกันสุขภาพ

บทความนี้ผู้เขียนมีความเห็นและเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้ นโยบายหลักประกันสุขภาพที่ใช้ อยู่ในทศวรรษที่ผ่านมา (พ.ศ.
2545 – 2555) ซึ่งสามารถขจัดความไม่เป็ นธรรมด้ านสุขภาพและความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้นั้น กำลังจะต้องเผชิญกับประเด็นความไม่เป็ นธรรมด้านสุขภาพแบบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและแรงงานข้ ามชาติ และนั่นย่อมจะทำให้เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดต่อการมองความเป็นธรรมทางสุขภาพและสังคมที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะความคิดแบบเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขอาจใช้ไม่ได้ต่อไป กับความไม่เป็นธรรมนี้

อ่านต่อ file ขนาด 1.6 MB ความท้าทาย…นโยบายหลักประกันสุขภาพ

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

เปิดศึกจำนำข้าว!’อัมมาร-นิพนธ์’เขียนบทความร่ายยาวตอบโต้’นิธิ’

‘อัม มาร-นิพนธ์’เขียนบทความร่ายยาวตอบโต้’นิธิ’ยก3เหตุผลจำนำข้าว ทำร้ายประเทศ มากกว่า’เปลี่ยนแปลงประเทศ’ และไม่เข้าใจกลไกอุตสาหกรรมข้าว

บทความของนักวิชาการทั้งสองใช้ชื่อว่า”เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว:ข้อเท็จจริงสำหรับ อ.นิธิ และประชาชน”

นิพนธ์ พัวพงศกรและอัมมาร สยามวาลา

24พฤศจิกายน 2555

ระบุว่า…

อนุสนธิจากบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว” ในมติชนออนไลน์ เมื่อวันทื่ 5 พฤศจิกายน 2555 ผู้เขียนทั้งสองคนขอให้ข้อเท็จจริงทั้งจากตัวเลขของหน่วยงานราชการ และจากการวิจัยของผู้เขียน เราทั้งสองเชื่อว่าการมีข้อเท็จจริงที่ถูกต้องจะนำไปสู่การกำหนดนโยบาย สาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนาส่วนใหญ่ ประชาชนผู้เสียภาษีและภาคธุรกิจส่วนใหญ่ เรายังไม่กล้าหาญพอจะเสนอนโยบายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยแบบ อาจารย์นิธิ เพราะหากข้อเสนอให้เปลี่ยนประเทศเกิดผิดพลาดและสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อ ประเทศ เราไม่มีปัญญาและทรัพยากรพอจะแบกรับความเสียหายดังกล่าว

ก่อนอื่นขอชี้แจงจุดยืนส่วนตัวก่อนว่า เราทั้งสองต้องการให้มีนโนบายข้าวที่ประโยชน์ตกกับชาวนา “ทุกคน” โดยเฉพาะชาวนาที่ยากจนจริงๆ โดยไม่สร้างความเสียหายใหญ่โตกับคนอื่นๆ ในสังคม หรือถ้าเกิดต้นทุนต่อผู้เสียภาษีก็ต้องหาหนทางจำกัดต้นทุนดังกล่าว เราเคารพกระบวนการทางการเมืองของระบบ

ประชาธิปไตย ในเรื่องการใช้คะแนนเสียงเลือกตั้งกำหนดนโยบาย แต่เราต้องการประชาธิปไตยที่ดี

บทความของ อ.นิธิ มีหลายประเด็น แต่เราขอตอบเพียง 3 ประเด็น คือ เรื่องแรกเป็นเรื่องข้อมูลอาจารย์นิธิข้องใจฝ่ายคัดค้านโครงการจำนำข้าวที่ระบุว่าเงินจากโครงการจำนำข้าวไม่ตกถึงมือชาวนาเล็กที่ยากจน

เรื่องที่สองเกี่ยวข้องกับการให้รัฐเข้ามาแทรกแซงตลาดข้าวแทนกลไกตลาด อาจารย์นิธิเห็นว่าการขาดทุนจากโครงการจำนำเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะรัฐบาลตั้งใจขาดทุน เพื่อปฏิรูปสังคมอ.นิธิจึง เสนอให้รัฐบาลต้องวางแผนระบายข้าวให้ดี โดยการระบายข้าวตามจังหวะเพื่อรักษาตลาดข้าวไทย และจำกัดการขาดทุนให้น้อยที่สุด รวมทั้งการเสนอให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มมูลค่า เช่น การแพคเกจจิ๊ง เป็นต้น

เรื่องสุดท้ายซึ่งเป็นประเด็นหลัก คือ อาจารย์นิธิเชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้ชาวนาเพื่อการเปลี่ยนประเทศไทย

ประเด็นแรก อาจารย์นิธิโต้ แย้งผู้คัดค้านโครงการจำนำเรื่องที่ผู้คัดค้านโครงการจำนำเห็นว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จากโครงการจำนำ คือชาวนาฐานะปานกลางขึ้นไป กับโรงสี…โดยระบุว่า “ความเห็นนี้ไม่ได้มาจากการวิจัย แต่เป็นการประมาณการเท่านั้น”

ข้อมูลที่เราสองคนนำเสนอต่อสาธารณชนว่าผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ เป็นชาวนาปานกลางขึ้นไปกับโรงสี มาจากข้อมูลจริงที่ได้จากหน่วยงานของรัฐและจากการวิจัย ไม่ใช่การประมาณการอย่างเลื่อนลอยอันที่จริงการวิจัยก็ต้องอาศัยการประมาณ การจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่

ข้อมูลชุดแรกมาจากผลการจ่ายเงินซื้อข้าวภายใต้โครงการรับจำนำของธนาคาร เพื่อการเกษตรฯ (ธกส.) โดยแยกแยะเงินจำนำที่ชาวนาได้รับจากการขายข้าวให้รัฐบาล ตามวงเงินขายข้าวของชาวนาแต่ละราย ก็ปรากฏชัดเจนว่า ชาวนารายเล็กที่มียอดขายข้าวไม่เกิน 2 แสนบาท (หรือขายข้าวเปลือกเจ้า 14 ตัน หรือขายข้าวหอมมะลิไม่ถึง 10 ตัน) มีจำนวนถึง 3.45 แสนราย (ข้อมูลจำนำข้าวนาปรัง ณ วันที่ 16 กรกฏาคม 2555 ซึ่งค่อนข้างเก่า) ได้เงินรวมกัน 32,636 ล้านบาท หรือร้อยละ 33 ของยอดเงินที่ชาวนาทุกคนได้รับจากการขายข้าวนาปรังให้รัฐบาล ส่วนชาวนาปานกลางและรวยที่มีวงเงินขายข้าวตั้งแต่ 2 แสนบาทขึ้นไปซึ่งมีจำนวน 2.69 แสนราย กลับมียอดเงินขายข้าวสูงกว่ามากถึง 109,197 ล้านบาท

แต่นอกจากชาวนาที่ขายข้าวให้รัฐบาลโดยตรงแล้ว ชาวนาที่ไม่ได้เข้าโครงการจำนำ แต่ขายข้าวให้โรงสีก็ได้รับอานิสงค์จากการที่โครงการจำนำทำให้ราคาข้าว เปลือกในตลาดสูงขึ้น เราจึงต้องคำนวนหาประโยชน์ทั้งสองส่วน โชคดีที่สำนักงานสถิติแห่งชาติมีการสำรวจรายได้รายจ่ายของครัวเรือนโดย ละเอียด และมีข้อมูลผลผลิตข้าวที่ครัวเรือนเกษตรกรเก็บเกี่ยวได้ รวมทั้งการบริโภคและการขายข้าว เราจะสมมติว่าครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมดขายข้าวทั้งหมดที่ผลิตได้ให้รัฐบาลใน ราคา 15,000 บาท (ซึ่งสูงกว่าราคาที่ชาวนาขายให้โรงสี) แล้วซื้อข้าวสาร(ราคาถูก) บริโภค ผลปรากฏว่าชาวนายากจน (คือ ชาวนาที่อยู่ในครัวเรือน 30% ที่มีรายได้ต่ำสุด) ได้รับผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่าง ราคาจำนำ กับราคาตลาดก่อนมีการจำนำเป็นสัดส่วนเพียง 18% ชาวนาร่ำรวย(ซึ่งอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด 30%ของครัวเรือนทั้งประเทศ) ได้ประโยชน์ 39% และชาวนาปานกลางได้ส่วนแบ่ง 42% โปรดสังเกตว่าการแบ่งกลุ่มรายได้ของชาวนาเราใช้รายได้ของครัวเรือนไทยทั่ว ประเทศ ไม่ใช่เฉพาะครัวเรือนชาวนา

อาจารย์ยังเข้าใจผิดว่าโรงสีไม่ได้กำไรอะไร เพราะรัฐบาลจ่ายค่าจ้างสี 500 บาทค่ากระสอบและค่ารถซึ่งเป็นอัตราที่เท่าทุน หรือบางโรงอาจจะบอกว่าขาดทุน แต่อาจารย์คงไม่ทราบว่ารัฐบาลกำหนดอัตราสีแปรสภาพที่ใจดีกับโรงสีมาก ปรกติการสีข้าวเปลือกเจ้า 1 ตันจะได้ต้นข้าว 500 กิโลกรัม และผลผลิตอื่น(ปลายข้าว+รำข้าว) อีก 160 กิโลกรัม แต่รัฐบาลกำหนดอัตราส่งมอบต้นข้าวขาว 5% เพียง 450 กิโลกรัม โรงสีจึงได้รับแจกข้าวสาร (หรือกำไรพิเศษ) จากการร่วมโครงการเกือบ 50 กิโลกรัมต่อข้าวเปลือก 1 ตัน หรือประมาณ 15,750 ล้านบาท (หรือ 825 บาทต่อตันข้าวเปลือก) กำไรนี้ผู้เขียนยังไม่ได้ไปรวมถึงส่วนค่าจ้างของโรงสี 21,382 ล้านบาท จึงไม่น่าแปลกใจที่มีโรงสีจำนวนมากอยากเข้าโครงการ และลงทุนขยายกำลังการผลิตนอกจากนี้ยังมีพ่อค้าบางรายที่สามารถซื้อข้าวจาก รัฐในราคาถูกกว่าราคาประมูลโดยการรับจ้างทำข้าวถุงให้รัฐ หรืออาศัยนายหน้าที่มีอิทธิพลทางการเมือง เรากำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อประมาณการกำไรดังกล่าวซึ่งล้วนมาจากเงินภาษีอากร จากประชาชน

สำหรับประเด็นที่สองของอาจารย์นิธิที่ว่าการขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวเป็น เงินเล็กน้อย และเป็นการขาดทุนโดยตั้งใจ เพราะฉะนั้นจึงสามารถบริหารจัดการได้ เราขอแยกความเห็นของอาจารย์ในประเด็นที่สองออกเป็น 3 เรื่อง คือ (ก) อาจารย์นิธิเห็นว่าการขาดทุนหนึ่งแสนล้านบาทจากโครงการจำนำข้าวเป็น “เรื่องเล็กน้อย”เมื่อเทียบกับงบประมาณจำนวนนับล้านล้านบาทต่อปี (ข) เพราะโครงการจำนำด้วยราคาสูง เป็นการปฏิรูปสังคม ชาวนาจะนำเงินขาดทุนไปลงทุนสร้างเนื้อสร้างตัว และ (ค) อาจารย์นิธิเสนอ ให้รัฐบาลต้องวางแผนระบายข้าวให้ดีเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด เราจะเปรียบเทียบผลงานการระบายข้าวของรัฐบาลกับกระบวนการผลิตและการค้าข้าว ที่ควบคุมด้วยกลไกตลาด

(ก) ขาดทุนเป็นเรื่องเล็กน้อย:อาจารย์นิธิอ้าง ตัวเลขของนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง ที่ระบุว่าการขาดทุนไม่เกิน 50,000 ล้านบาท แต่ดูเหมือนอาจารย์คงไม่ค่อยเชื่อตัวเลขนี้ จึงเพิ่มตัวเลขขาดทุนให้อีกเท่าตัว กลายเป็น 100,000 ล้านบาท แล้วบอกว่าขาดทุนแค่นี้ไม่เป็นไร เพราะเรามีงบแผ่นดินปีละหลายล้านล้านบาท เพราะถ้าหากช่วยแล้ว ชาวนานำเงินดังกล่าวไปสร้างเนื้อสร้างตัวก็จะเป็นผลดีต่อชาวนาในระยะยาว ประเด็นหลังนี้เป็นการคาดคะเนของอาจารย์นิธิ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลวิเคราะห์ในภายหลัง

แต่ประเด็นสำคัญกว่า คือ เงินขาดทุนจำนวน 1 แสนล้านบาทไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างที่อาจารย์คิด เพราะเงินก้อนนี้มีต้นทุนเสียโอกาสที่กระทบต่อการทำนโยบายอื่นที่สำคัญของ รัฐบาลชุดนี้ ขณะนี้ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าการใช้เงินจำนวนมากในโครงการจำนำข้าวเริ่ม เกิดผลกระทบทางการคลังต่อโครงการสำคัญอื่นๆ เช่นงบประมาณของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคถูกจำกัดไว้เท่าเดิมใน 3 ปีข้างหน้า เม็ดเงินงบประมาณแท้จริงที่ใช้รักษาพยาบาล จะลดลงตามภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของบริการรักษาโรคของประชาชนทั้ง ประเทศ ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดของอาจารย์นิธิอาจ แย้งว่าถ้าชาวนาเอาเงินไปสร้างเนื้อสร้างตัวได้สำเร็จโดยทำงานนอกภาคเกษตร (ดูประเด็นนี้เพิ่มเติมข้างล่าง) ก็คุ้มค่า แต่นั่นเป็นเพียงการคาดเดา

นอกจากนั้นเงินกู้ที่นำมาใช้ในการจำนำอย่างไม่จำกัดจำนวนเริ่มส่งผลกระทบ ต่อการใช้จ่ายในโครงการเงินกู้อื่นๆของรัฐบาลแล้ว ในปีงบประมาณ 2555/56 รัฐบาลจะมีภาระค้ำประกันหนี้จากโครงการจำนำพืชผลเกษตรเป็นจำนวน 3.17 แสนล้านบาท หรือ 66% ของการค้ำประกันหนี้สาธารณะและการให้กู้ต่อเป็นเงินบาท ทำให้รัฐบาลมีวงเงินที่จะค้ำประกันการก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำไปใช้ในโครงการ อื่นๆ ตามนโยบายของรัฐบาลเพียง 34% เช่น โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจำนวน 2.7 ล้านๆบาท เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป คือ เงินขาดทุนจากการจำนำข้าวมีต้นทุนเสียโอกาส ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจารย์นิธิมี ความเข้าใจมากกว่านักเศรษฐศาสตร์บางคนเสียอีก ถ้าจำไม่ผิดอาจารย์เคยเขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในอดีต ยิ่งกว่านั้นเงินกู้ที่รัฐบาลนำมาใช้ในโครงการจำนำ ยังเป็นเงินนอกงบประมาณที่อยู่นอกเหนือกระบวนการพิจารณางบประมาณประจำปีของ รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย

(ข) การปฏิรูปสังคมชาวนา: เราเห็นด้วยกับบทวิเคราะห์ของอาจารย์นิธิเรื่อง ชีวิตของชาวนาไทยว่าปัจจุบันชาวนาได้หลุดออกไปเป็นแรงงานประเภทต่างๆซึ่ง เป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นในการพัฒนาของทุกประเทศ ข้อมูลการสำรวจรายได้-รายจ่ายครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็ยืนยันว่า ครอบครัวชาวนามีรายได้ที่หลากหลายทั้งจากการส่งลูกหลานไปทำงานนอกภาคเกษตร และทำงานเกษตรอื่นๆที่มีรายได้สูงกว่าการทำนา (ดูข้อมูลเรื่องการอบรมผู้สื่อข่าว ในเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ 22 พย. 2555) ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวกลับเพิ่มมากขึ้นจากการที่ชาวนาหาทางเพิ่มผลผลิตต่อ ไร่ ทำให้ไทยมีผลผลิตข้าวเหลือส่งออกมากขึ้นมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

แต่เราขอตั้งข้อสงสัยกับความเห็นที่ว่าอาจเป็นไปได้ที่ชาวนาจะนำเงินขายข้าวในราคาจำนำ 15,000 บาทไปทำอาชีพอื่นๆมากกว่าการทำนา

ตรงกันข้าม การกำหนดราคาจำนำข้าว15,000 บาทกำลังดึงดูดแรงงานที่อยู่นอกภาคเกษตรให้กลับเข้ามาทำนา รวมทั้งการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรที่ใช้ปลูกพืชชนิดอื่น มาปลูกข้าวแทนเพราะปลูกข้าวได้รายรับมากกว่า ถ้าเช่นนั้นเงินสงเคราะห์ชาวนาก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย กลุ่มชาวนาที่มีฐานะก็จะกดดันไม่ให้รัฐบาลเลิกโครงการรับจำนำ (จนกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แล้วเราต้องไปกู้เงินไอเอ็มเอฟ และถูกบังคับให้ตัดรายจ่ายแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540-41 และเพิ่งเกิดขึ้นในกรีก) ทำไมเราถึงต้องเอาเงินจำนวนมหาศาลไปโอบอุ้มพ่อค้าและชาวนาที่มีฐานะ แต่ละเลยไม่เหลียวแลชาวนายากจน (แม้คำนี้จะมีปัญหานิยามก็ตาม) ที่ไม่สามารถปรับตัวออกจากความยากจนของภาคเกษตร (ซึ่งเราประมาณการจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติว่ามีจำนวนประมาณ 1 ล้านครัวเรือนในปี 2554โดยนับครัวเรือนชาวนาที่มีรายได้อยู่ในกลุ่มครัวเรือน 20 %ที่มีรายได้ต่ำที่สุด)

(ค) ข้อเสนอให้รัฐเข้ามาแทรกแซงตลาดข้าวแทนกลไกตลาด โดยการวางแผนระบายข้าวให้ขาดทุนน้อยที่สุด:ก่อนอื่นเราขอเปิดเผยว่าเรามี อคติต่อการแทรกแซงของรัฐที่เกิดขึ้นจากการคิดไปทำไปของผู้กำหนดนโยบายไม่กี่ คน เราทั้งสองไม่ได้หลงคลั่งไคล้ในกลไกตลาด แต่เราไว้ใจกลไกตลาดที่วิวัฒนาการมาจากการเรียนรู้ร่วมกันของชาวนาและผู้ ประกอบการหลายฝ่ายจะมีพลังเหนือกลไกรัฐ

ก่อนที่จะมีการจำนำข้าวทุก เม็ด กระบวนการผลิตและการค้าข้าวของไทยถูกกำหนดโดยกลไกตลาด จนช่วยให้ประเทศไทยสามารถผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงที่สุด แถมยังมีผลผลิตส่วนเกินส่งออกไปเลี้ยงพลเมืองทั่วโลก รวมทั้งประเทศที่ยากจน ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการผลิตและค้าข้าวมีบทบาทในการปรับปรุงและควบคุมคุณภาพ ข้าว และได้รับผลตอบแทนเป็นสัดส่วนกับต้นทุนและหยาดเหงื่อแรงงานของตน ชาวนาพยายามลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลิตภาพการผลิตไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือก พันธุ์ข้าวที่ดี การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน มีการรวมกลุ่มเพื่อหาหนทางการใช้ปุ๋ยสั่งตัดที่เกิดประสิทธิภาพ การรวมกลุ่มเพื่อผลิตข้าวอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีเกษตร และผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพที่รายได้ราคาดี ฯลฯ

แต่การจำนำข้าวกำลัง ทำลายกระบวนการเหล่านี้ บัดนี้ชาวนาพยายามเพิ่มผลผลิตข้าวให้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพข้าว มีการเพิ่มรอบการผลิตโดยการหาเมล็ดพันธุ์อายุสั้น (เป็นข้าวคุณภาพต่ำ) มีการใช้ปุ๋ยใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตกำลังพุ่งขึ้นตามราคาจำนำ 15,000 บาท ราคาจำนำจึงเป็นตัวกำหนดต้นทุนการผลิต และต้นทุนคงไม่ลดลงเมื่ออุปสงค์สมดุลกับอุปทานอย่างที่อาจารย์นิธิให้ความเห็น

ภายใต้กลไกตลาดที่ต้องแข่งขันกันโรงสีมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการสีข้าว ให้สูงขึ้น โดยการเลือกซื้อข้าวเปลือกที่มีคุณภาพ(ทำให้ชาวนาต้องผลิตข้าวคุณภาพ) สร้างไซโลอบข้าวแทนเกษตรกรที่ไม่มีพื้นที่ตากข้าวเปลือก ลงทุนในเครื่องสีข้าวที่มีประสิทธิภาพ พื้นที่ใดที่มีข้าวมาก ก็จะมีโรงสีเข้ามาแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงสีเพิ่ม หรือเข้าไปเปิดจุดรับซื้อ ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเต็มที่ ทำให้เกษตรกรไม่ถูกกดราคา โรงสีที่อยู่รอดจึงต้องมีประสิทธิภาพสูง มีฝีมือในการคัดเลือกข้าวและความสามารถในการเก็งกำไรราคาข้าว

แต่การจำนำลดแรงกดดันจากการแข่งขันให้กับโรงสี โรงสีกลายมาเป็น “ลูกจ้าง” ของรัฐบาลที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าค่าตอบแทนจากการแข่งขัน การจำกัดจำนวนโรงสีทำให้โรงสีมีอำนาจผูกขาดเหนือเกษตรกร ในช่วงนี้ ชาวนาในภาคอีสานกำลังเกี่ยวข้าว แต่ปรากฏว่าชาวนาจำนวนมากกลับต้องยอมขายข้าวหอมมะลิให้โรงสีในราคา 14,000-15,000 บาทต่อตัน แทนที่จะขายให้รัฐบาลในราคา 20,000 บาท เพราะ

นอกจากจะมีโรงสีในโครงการเป็นจำนวนน้อยแล้ว ถ้าชาวนาขายข้าวให้รัฐบาล ชาวนายังต้องรอรับใบประทวนจากโรงสีนานถึง 10-14 วัน เพราะมีกระบวนการเตะถ่วงในการออกในประทวน ยิ่งกว่านั้นโรงสีในภาคอื่นที่ต้องการข้ามเขตไปซื้อข้าวในอีสานยังถูกโรงสี ท้องถิ่นรวมหัวกีดกันไม่ให้จังหวัดออกใบอนุญาติ ลงท้ายโรงสีในภาคอื่นก็ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่เพื่อได้ใบอนุญาติ ข้ามเขต ผิดกับในระบบตลาดที่โรงสีสามารถข้ามเขตไปแข่งแย่งซื้อข้าวในพื้นที่ใดก็ได้ การจำนำกำลังส่งเสริมการวิ่งเต้นและสร้างอำนาจผูกขาดให้กับกลุ่มโรงสีกลาย ป็นกลุ่มล๊อบบี้ที่มีพลังทางการเมืองมากขึ้น แต่ทำลายโรงสีชุมชนและวิสาหกิจชุมชนที่รัฐบาลเพียงพยายามสนับสนุนมานานด้วย นโยบายเอสเอ็มแอล ตัวอย่างเช่น โรงสีชุมชนในตำบลเจดีย์หัก จังหวัดราชบุรีที่เคยมีชาวบ้านนำข้าวมาสีเดือนละ 100 ตัน ตอนนี้มีข้าวสีเพียง 10 ตันต่อเดือนวิสาหกิจชุมชนของกลุ่มที่ผลิตพันธุ์ข้าว และสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวงอก รวมทั้งจัดให้มีสวัสดิการชุมชนกำลังล่มสลาย เราทราบว่ามีโรงสีชุมชนจำนวนมากทั่วประเทศ แต่เรายังไม่มีสถิติที่ชัดเจน

ในกระบวนการค้าตามระบบตลาด พ่อค้าส่งออกไทยสร้างขีดความสามารถในการส่งออกข้าวจนไทยกลายเป็นผู้ส่งออก ข้าวรายใหญ่ที่สุด และเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ หรือข้าวนึ่งที่ได้ราคาสูงกว่าข้าวขาวธรรมดา (ทั้งๆที่ใช้ข้าวเปลือกชนิดเดียวกัน) พ่อค้าแต่ละรายมีความชำนาญในตลาดข้าวแต่ละประเภท (เช่น ข้าวนึ่ง ข้าวหอม) และแต่ละประเทศ (เช่น บางบริษัทเก่งส่งออกไปมาเลเซีย ขณะที่อีกบริษัทถนัดส่งข้าวไปอิหร่านหรือไนจีเรีย) ความชำนาญนี้มาจากการเรียนรู้มานานนับปี แต่รัฐบาล (โดยเฉพาะคุณทักษิณ) เชื่อว่าจะสามารถควบคุมผูกขาดตลาดส่งออกได้ ทว่าผลการระบายข้าวของรัฐตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา แสดงว่ารัฐสามารถระบายข้าวทั้งในและนอกประเทศแค่1.46 ล้านตัน (ตามคำพูดของนายกรัฐมนตรีในรายการยิ่งลักษณ์พบประชาชนเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2555) ทั้งๆที่รัฐบาลมีข้าวสารอยู่ในมือถึง 13 ล้านตัน ผลก็คือ ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทยตั้งแต่มีการจำนำข้าวในเดือนตุลาคม 2554 ถึงสิ้นกันยายน 2555 มีเพียง 6.7 ล้านตัน ลดลงจาก 12.13 ล้านตัน ในช่วงตุลาคม 2553- กันยายน 2554 (ก่อนการจำนำข้าว) (ดูรายละเอียดในเอกสารการอบรมผู้สื่อข่าวเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2555 ในเวปไซต์ของทีดีอาร์ไอ)

อันที่จริงประวัติความพยายามผูกขาดการส่งออกข้าวล้มเหลวมาตั้งแต่สมัยคุณ ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี บริษัทเพรสซิเด้นท์อะกริ สามารถประมูลข้าวของรัฐ 2 ครั้ง รวมกว่า 2 ล้านตัน แต่บริษัทกลับประสบปัญหาไม่สามารถส่งออกได้ทั้งๆที่มีการขอแก้สัญญาหลังการ ประมูลจนทำให้วุฒิสภาต้องตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนและตีพิมพ์รายงานออกมา ต่อมาบริษัทนี้ประสบปัญหาไม่สามารถชำระหนี้แก่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ในเวลาต่อมาผู้บริหารของบริษัทนี้หันมาตั้งบริษัทใหม่และได้สัญญาขายข้าวให้ อินโดนีเซีย แต่หนังสือพิมพ์รายงานว่ารัฐบาลอินโดนีเซียไม่ยอมรับข้าวบางส่วน เพราะปัญหาด้านคุณภาพ นี่คือ เหตุผลที่เวลานี้ เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มเปลี่ยนท่าทีหันมาขอความร่วมมือจากสมาคมผู้ส่งออกข้าว ไทยในการส่งออกข้าวหอมมะลิ ขณะที่สมาคมฯขอเจรจาส่งออกข้าวหอมเพียง 2 แสนตัน เจ้าหน้าที่รัฐบางคนกลับให้ข่าวว่าจะมีการส่งออกข้าวหอมมะลิแบบ ex-factory 7 แสนตัน คำถามคือ ส่วนต่างนี้รัฐจะมอบให้ใคร หลักเกณฑ์การขายจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนกระทรวงพาณิชย์ยังละเลยมิได้ประกาศหลักเกณฑ์นี้ให้ประชาชนได้รับ ทราบทั้งๆที่คณะรัฐมนตรีมีความเห็นชอบกับข้อเสนอของรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ตามหนังสือเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555

ขณะเดียวกันกลับปรากฏข้อเท็จจริงบางอย่างว่ามีพ่อค้าบางรายสามารถซื้อ ข้าวของรัฐบาลได้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด จนกลายมาเป็นคู่แข่งรายใหม่ในตลาดค้าส่งข้าวสารถุงในประเทศ แต่เป็นคู่แข่งที่มีต้นทุนข้าวต่ำกว่าพ่อค้าที่ไม่มีเส้นสายการเมือง นอกจากนั้นยังปรากฏว่าทุกวันนี้มีการส่งออกข้าวนึ่ง เช่นในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ระหว่างเดือนเมษายน ถึงกันยายน 2555 ไทยสามารถส่งออกข้าวนึ่งจำนวน 1.06 ล้านตัน โดยหลักการแล้ว ไทยจะต้องไม่มีข้าวนึ่งส่งออก เพราะรัฐบาลซื้อข้าวเปลือกนาปรังทั้งหมด (14.8 ล้านตัน) สั่งสีแปรสภาพเป็นข้าวสารภายใน 7 วันและส่งเข้าโกดังกลาง แต่ข้าวนึ่งจะต้องนำข้าวเปลือกมานึ่งก่อน คำถาม คือ มีนายหน้าที่มีอิทธิพลคนใดที่สามารถสั่งให้โรงสีในโครงการจำนำส่งข้าวเปลือก ในโครงการจำนำไปให้โรงสีของผู้ส่งออก ถ้ารัฐขายข้าวเปลือกให้ผู้ส่งออก ทำไมจึงจึงไม่ปรากฏในตัวเลขการระบายข้าวของรัฐ ทำไมนายกรัฐมนตรีจึงไม่ทราบ เพราะตัวเลขการระบายข้าว 1.46 ล้านตันที่ท่านแถลงในรายการนายกฯพบประชาชนไม่มีข้อมูลการขายข้าวเปลือกจำนวน มาก ถ้ามีการขายข้าวเปลือก ได้เงินเท่าไร เงินอยู่ที่ไหน รัฐบาลจ่ายค่าจ้างสีข้าวให้โรงสีที่แอบส่งข้าวเปลือกไปให้ผู้ส่งออกข้าว หนึ่งหรือเปล่า และมีข้าวสารในโกดังกลางหรือเปล่า หรือมีแต่ลมอยู่ในโกดัง ฯลฯ

ระบบค้าขายข้าวของรัฐบาลทุกวันนี้กำลังกลายเป็นระบบพรรคพวกที่อาศัย อิทธิพลทางการเมือง มีการร่วมกันปิดบังข้อมูลมิให้คนอื่นรู้ ฉะนั้นข้อเสนอของอาจารย์นิธิให้รัฐบาลวางแผนระบายข้าวเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด คงไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

ประเด็นเล็กๆ อีกประเด็นหนึ่ง คือ อาจารย์นิธิเสนอ ให้รัฐลงทุนเพิ่มมูลค่า เช่นการแพคเกจจิ้ง ไปจนถึงผ่านกระบวนการรักษาคุณภาพให้คงทน เท่ากับโครงการรับจำนำช่วยเปิดตลาดข้าวระดับสูงไปพร้อมกันโดยร่วมมือกับผู้ ส่งออกเอกชน

การเพิ่มมูลค่า การแพคเกจจิ๊ง การเปิดตลาดข้าวระดับสูง เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนไทยทำกันมานานแล้วและประสบความสำเร็จมาก จนข้าวไทยมีคุณภาพสูงสุด และได้รับการยอมรับทั่วโลก หากท่านผู้อ่านเคยร่วมงานแสดงการค้าข้าวระหว่างประเทศ หรือเคยเดินดูข้าวที่ขายคนมีเงินในห้างพารากอน ก็จะเห็นการบรรจุหีบห่อข้าวไทยที่ดูแล้วนึกว่ามาจากต่างประเทศ ตรงกันข้าม ถุงข้าวธงฟ้าเทียบไม่ได้กับถุงข้าวหงษ์ทอง ยิ่งกว่านั้นการจำนำกำลังทำลายตลาดข้าวคุณภาพของไทย รัฐรับจำนำข้าวหอมมะลิมาเก็บไว้ในโกดังนานเป็นปี แค่เก็บข้าวหอมไว้นานสามเดือน สารระเหยความหอมก็หมดไป

ขณะนี้บริษัทส่งออกข้าวที่เก่งที่สุดของไทยเกือบทุกราย (ที่เก่งเรื่องเพิ่มมูลค่า และทำแพคเกจจิ๊ง) กำลังผันตัวเองไปทำธุรกิจค้าข้าวที่เขมร และประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า และกำไรมากกว่าการทำธุรกิจในประเทศ หากรัฐยังคงจำนำข้าวต่อไปอีก 1-2 ปี แล้วเลิกโครงการ พ่อค้าเหล่านี้คงไม่หวนกลับมาทำธุรกิจในประเทศอีก

โครงการจำนำข้าวจึง เป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จากระบบการค้าขายที่อาศัยการแข่งขันบนความสามารถ ไปเป็นตลาดของพรรคพวก ขณะเดียวกันชาวนากำลังเร่งผลิตข้าวคุณภาพต่ำเป็นจำนวนมากที่สุด โดยอาศัยสารเคมีการเกษตรที่จะทำลายระบบนิเวศเกษตรเรากำลังสร้างกลุ่มโรงสี ที่มีพลังต่อรองทางการเมือง แต่ทำลายกลุ่มเกษตรกรที่รัฐเพียรพยายามสนับสนุนมาเป็นเวลานานระบบการผลิตและ การค้าข้าวที่ดีที่สุดจะหมดไป

นี่หรือครับ การเปลี่ยนประเทศไทย

ประเด็นที่สามซึ่งเป็นประเด็นหลักในบทความของอาจารย์นิธิ คือ อาจารย์เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวจะมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้ชาวนาเพื่อการเปลี่ยนประเทศไทย

งานวิจัยหลายชิ้นที่พยายามพยากรณ์ความต้องการข้าวในตลาดต่างๆ ต่างก็มีข้อสรุปเหมือนกันว่า ปริมาณการบริโภคข้าวต่อหัวในเอเซียมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากรายได้ของคนเอเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เงินที่ใช้ในการซื้อข้าวมิได้ลดลงตาม ซึ่งชี้ให้เห็นว่า คนเอเซียเริ่มต้องการบริโภคข้าวที่มีคุณภาพสูงขึ้น ในเรื่องนี้ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดี การบริโภคข้าวหอมมะลิในประเทศได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ปริมาณการบริโภคข้าวโดยทั่วไปสูงขึ้นในอัตราที่ต่ำ เพราะประชากรไทยเพิ่มขึ้นน้อย และการบริโภคข้าวต่อหัวลดลง ในเมื่ออนาคตจะเป็นเช่นนี้ ย่อมหมายความว่ายุทธศาสตร์ที่ฉลาดสำหรับประเทศไทยจึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ สนับสนุนการผลิตข้าวคุณภาพดีทั้งสำหรับตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ

ความจริงแล้ว กระบวนการผลิตและค้าข้าวของไทยได้ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพข้าวมา และจากชื่อเสียงของข้าวไทย ตลาดต่างประเทศก็พร้อมที่จะให้ข้าวไทยได้ราคาสูงกว่าข้าวของประเทศอื่นๆ แต่นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดในปีที่ผ่านมากำลังคุกคามชื่อเสียงของข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ (และแม้กระทั่งในประเทศ)

ทั้งนี้ เพราะชื่อเสียงและคุณภาพข้าวไทยมิได้เกิดขึ้นในสูญญากาศ แต่จากกระบวนการผลิตและค้าข้าวไทยที่ชาวนา โรงสี และพ่อค้าส่งออกได้ร่วมกันสร้างมาแต่อดีต และที่อาศัยกลไกตลาดเป็นเครื่องมือ กระบวนการดังกล่าวนี้มีความละเอียดอ่อนพอสมควร สามารถแยกแยะเกรดข้าวต่างๆ เช่นสามารถแยกแยะแม้กระทั่งข้าวหอมมะลิจากจังหวัดต่างๆ ได้ กระบวนการดังกล่าวกำลังถูกกวาดล้างออกไปโดยนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดซึ่งหยาบกว่า

ด้วยเหตุนี้ ชาวนาไทยจึงเริ่มหันไปปลูกข้าวที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ยิ่งถ้าดูในตลาดต่างประเทศแล้วความล้มเหลวของรัฐบาลในการระบายข้าว รวมทั้งข้าวหอมมะลินั้นเป็นประจักษ์พยานอย่างชัดเจนว่าต่อไปนี้ชื่อเสียงของ ข้าวไทยนั้นจะเป็นเรื่องอดีต ตราบใดที่การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดจะยังเป็นนโยบายของรัฐบาลไทย

ที่เราให้ความสำคัญแก่ประเด็นนี้ ซึ่งดูเผินๆ แล้วดูจะเป็นประเด็นไม่ใหญ่นัก เมื่อเทียบกับ “อะไรที่มีความสำคัญสุดยอดในการเปลี่ยนประเทศไทย” ที่อาจารย์นิธิเห็นในนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ที่อาจารย์นิธิให้ความสำคัญก็คือการสร้าง “ความเข้มแข็งทางการเมืองให้แก่ชาวนา” เราไม่ปฏิเสธคำพยากรณ์ของอาจารย์นิธิว่า “หากดำเนินนโยบายนี้ต่อไปอีกสักสองสามปี จะไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเลิกโครงการนี้เป็นอันขาด” แต่เรามีคำถามว่า ถ้าความเข้มแข็งทางการเมืองของชาวนาตั้งอยู่บนความอ่อนแอของเศรษฐกิจการผลิต และค้าสินค้าที่มีความสำคัญสูงสำหรับประเทศชาติ จะมิหมายความว่าอุตสาหกรรมข้าวโดยรวม (ไม่ว่าจะเป็นชาวนาร่ำรวย หรือ ชาวนาที่ “ยากจน” โรงสี และพ่อค้าที่มีเส้นสายการเมือง) จะต้องพึ่งเงินสงเคราะห์จากรัฐบาลอยู่ร่ำไปอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หรือ??? (อนึ่ง นโยบายอุ้มภาคเกษตรในประเทศเหล่านี้ได้ทำให้พื้นที่การเกษตรตกอยู่ในมือของ นักลงทุนที่ร่ำรวยมากๆ ที่มารวบซื้อที่ดินจากเกษตรกรเดิมๆ เพื่อตักตวงเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ความเข้มแข็งทางการเมืองของเกษตรกรในประเทศเหล่านี้มาจากนักลงทุนที่มารวบ ซื้อที่ดินเกษตรกรรม ขณะนี้ก็ปรากฏหลักฐานว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่ไทยบางแห่งได้กว้านซื้อที่ดินการ เกษตรเป็นจำนวนมาก)

“ความเข้มแข็งทางการเมืองของชาวนา” ที่เราเห็นในบทส่งท้ายของอาจารย์นิธินั้น เราก็เห็นว่าเกิดจากการที่ชาวนาใช้อำนาจหย่อนบัตรในการเลือกตั้ง เลือกพรรคการเมืองที่สัญญาว่าจะให้ผลทันทีต่อตน ข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยแบบประชานิยมที่กำลังเป็นชุดนโยบาย มาตรฐานของทุกพรรคการเมืองในปัจจุบัน เสน่ห์ของประชาธิปไตยแบบนี้ คือทำให้เกิดนโยบายที่บรรลุผลทันตาเห็น เราไม่ปฏิเสธว่าชาวนาเกือบทุกคนได้ราคาข้าวตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ แต่ที่เราวิตกมากก็คือ ผลเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากนโยบายนี้ทั้งแก่อุตสาหกรรมข้าวและสภาพการเงินการคลังของ รัฐบาล จะมิได้รับการกล่าวถึง

เพราะมิได้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่รัฐบาลสัญญาไว้ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องระยะยาวหรือเป็นเรื่องของกลไก “หลังจอ” แล้ว ก็จะถูกกลบโดยเสียงไชโยในความสำเร็จ กว่าผลเสียต่างๆ จะปรากฏ ประชาชนจะไม่สามารถเชื่อมโยงผลเสียกับนโยบายที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้นได้ กระบวนการเรียนรู้ที่สังคมโดยรวมควรจะได้ก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เราพยายามยกเรื่องเหล่านี้มาวิพากษ์วิจารณ์ก็ด้วยความเป็นห่วงในจุด บอดของประชาธิปไตยแบบประชานิยมที่กำลังเป็นแนวนโยบายของทุกรัฐบาลในประเทศ ไทย และเป็นห่วงอนาคตข้าวไทย ประชาธิปไตยที่ดี ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตยที่กินได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีความรับผิดต่อความเสียหายที่จะเป็นผลพวงตามมา ตลอดสาย

ทั้งนี้ข้อมูลทั้งหมดสามารถดูได้ที่www.tdri.or.th

 

ป้ายกำกับ: , ,

$$… Occupy Global 951 เมือง ใน 82 ประเทศทั่วโลก เกิดจากอะไร? …$$ โดย Mr.Messenger ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอเอามาอธิบาย ไว้ใน link นี้ครับ

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I11206997/I11206997.html

 

ป้ายกำกับ: , ,

This World, BBC Documentary – Thailand – Justice Under Fire

มีทั้งหมด 4 ตอน

ฝ่ายแดง ดูแล้วคงพอใจ อีกฝ่ายดูแล้ว ก็บอกว่าเอียง และเล่นแง่กับ ทหารและราชวงศ์ ซึ่งเป็นแกนกลางของความขัดแย้งอย่างแน่นอน และที่สำคัญที่สุด ระบบยุติธรรมของไทย ที่ไม่สามารถผดุงความยุติธรรมได้…..หลังจากดูเรื่องนี้แล้ว ลองย้อนมองดู ความรุนแรงในอังกฤษและมีผู้เสียชีวิตแล้วเช่นกัน..เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

ตอนที่ 4

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 11, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

“กระบวนการยุติธรรม กระบวนการที่ต้องปฏิรูปด่วน!”

จากเวทีสัมมนาในหัวข้อ “กระบวนการยุติธรรม กระบวนการที่ต้องปฏิรูปด่วน!” เมื่อวันที่ 24มิ.ย. ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 ตึกเอนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดย สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้มีการปฏิรูปใหญ่อย่างจริงจัง ทำให้ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมตอบสนองสังคมไม่ได้ หรือไม่สามารถหยิบยื่นผลผลิตให้กับสังคมและประชาชนให้เกิดความมั่นใจและเกิด ความศรัทธา จนกลายเป็นเงื่อนไขความไม่สงบสุขของประชาชนอย่างหนึ่ง

ประเทศไทยควรทำให้เกิดการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม เพราะเป็นปัญหาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบความยุติธรรม การจัดระเบียบ ขั้นตอน มากกว่านั้นกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่สามารถเป็นหลักประกันของสังคมให้มั่นคงได้ เพราะถูกครอบงำด้วยอำนาจรัฐ การเมือง เงิน รวมถึงอำนาจอื่นๆ ที่ทำให้ระบบยุติธรรมเสื่อม

ปัญหาใหญ่ก็คือ การที่กระบวนการยุติธรรมอยู่ภายใต้อำนาจการเมือง เกิดการแย่งชิงอำนาจ อยู่ภายใต้ความเอนเอียงหรือเป็นไปตามผลตอบแทนของอำนาจนิยม กล่าวคือ การถูกควบคุมด้วยอำนาจเงินและอำนาจเถื่อน กลายเป็นว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งไม่ได้ เท่ากับความล่มสลาย ถ้าอยู่ต่อไปก็เสมือนเป็นเชื้อร้ายลามไปยังจุดอื่นๆ ที่มองไม่เห็น คำถามก็คือว่าแล้วปัญหาตรงนี้จะแก้อย่างไร

ดร.จรัญ ได้ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม คือ อยากได้กระบวนการยุติธรรมใหม่ ที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของประชาชน ตำรวจ พนักงานอัยการ ทนาย ตุลาการ ต้องผ่านการตรวจสอบจากประชาชน และถือเอาประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ไม่รับใช้อำนาจการเมือง ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม ไม่สยบยอมต่ออำนาจของเงิน เป็นต้น เมื่อยึดความถูกต้องและสามารถทำได้  เรื่องอื่นๆ ก็เป็นเพียงแค่รายละเอียด ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงค่อยๆ ปรับ โดยยึดกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติเจริญทันตาเห็น

ส่วนใครจะเป็นคนทำ และทำอย่างไรนั้น ตรงนี้มองว่า ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน เพราะไทยตกเป็นทาสของฝรั่ง ไม่มีนักกฏหมายคนไหนเป็นตัวของตัวเอง ฉะนั้นจึงต้องมีการปฏิรูปนักนิติศาสตร์ด้วย เพราะนักนิติศาสตร์เรียนเมืองนอก ถ่ายทอดมุมมองเฉพาะเมืองนอก ซึ่งไม่เหมาะสำหรับที่ใดที่หนึ่ง ทุกคนต้องมาช่วยกันคิดหาทางสว่างว่า กระบวนการยุติธรรมใดที่เหมาะสม และสร้างผลผลิตให้กับประชาชนมากที่สุด  ด้วยองค์ประกอบที่พร้อมและไม่พร้อมในสังคมไทย ทั้งนี้ไม่มีใครที่มีพลังพอในการรวบรวมนักคิดนักปฏิบัติที่กระจายตามจุด ต่างๆ มารวมกันได้ มองเพียงว่าเป็นเรื่องของใครของมัน ห้ามข้ามสายงานกัน เลยทำให้การปฏิรูปไม่สำเร็จ แต่ก่อนที่ทำได้เพราะถูกกดดันและจำเป็น มากกว่านั้นคือต้องมีอำนาจที่ใหญ่พอจึงจะทำได้ และการปฏิรูปกฎหมายต้องสอดรับกับประโยชน์ของชาติด้วย ที่ผ่านมา 4 ปี ไม่มีนักการเมืองคนไหนพูดถึงประเด็นนี้เลย

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมแค่ขอบเขตไม่สามารถทำได้ เพราะต้องปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม อย่างน้อยบุคลากรก็เป็นตัวขับเคลื่อนระบบยุติธรรมด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้การศึกษากฎหมายของไทยยังไม่มีการปฏิรูป เนื่องจากไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ สร้างนักกฎหมายเพื่อไปค้ำจุนศาล ซึ่งเป็นภาระกิจใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ความถูกต้องเป็นธรรมเท่านั้น ก่อนที่ปฏิรูปกฎหมาย แนวคิด มุมมอง และรูปแบบให้มีกระบวนการที่ชัดเจนมากขึ้นตามมา ทั้งนี้นักกฏหมายไม่มีความเฉพาะด้าน รู้เหมือนเป็ด ขาดความเชี่ยวชาญ มากกว่านั้น ประเทศไทยไม่มีประมวลกฎหมายพาณิชย์ พอเกิดคดีขึ้นมา ก็ไปใช้ประมวลกฎหมายแพ่ง ทั้งที่เป็นคนละระบบกัน

นอกจากนี้อยากจะเสนอแนวคิดส่วนตัว โดยที่ไม่มีทฤษฎีใดมาอ้าง คือ ต้องใช้ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักในการปฏิรูปกฎหมาย ทุกมาตราต้องสนองประโยชน์ของประเทศชาติ และสอดรับพฤติกรรมประประชาชน การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้กฎหมายให้สัมฤทธิ์ผล กล่าวคือ  การไม่เปลี่ยนตัวคนร้าย ให้คนอื่นมารับภาระแทนในสิ่งที่ไม่กระทำ ไม่ทำร้ายคนบริสุทธิ์รับโทษ (จับแพะ)  ต้องทำให้คนบริสุทธิ์ตกเป็นคดีอาญาให้น้อยที่สุด มากกว่า นั้นคือไม่เปลี่ยนรูปคดี คือเปลี่ยนผิดให้เป็นถูก บิดเบือนผู้กระทำผิด หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งการบิดเบือนได้ทำให้กระบวนการยติธรรมจบไป

ขณะเดียวไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ทั้งนี้เจ้าหน้าที่หรือพนักงานอัยการต้องไม่เป็นผู้กระทำผิดเสียเอง เนื่องจากไม่มีใครกล้าหรือมีพลังพอเข้าไปจับได้  และกระบวนการยุติธรรมที่มีค่ามากที่สุดนั่นก็คือ ใช้การป้องกันมากกว่าการปราบปราม สางคดีเพื่อข้อพิพาทให้น้อยลงในการลดคดีเข้าสู่ศาล เมื่อเกิดคดีขึ้นก็ควรจะบำบัดมากกว่าการลงโทษ หรือลงโทษเท่าที่จำเป็นก็พอ จากสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถทำได้ อาจจะดีหรือไม่ดี แต่อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ ศ.ดร.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า เรื่องของกระบวนการยุติธรรมเป็นประเด็นที่คุยกันมาอยู่ตลอด แต่ยังไม่มีการขับเคลื่อน  คำถามก็คือว่า จะขับเคลื่อนตรงนี้ได้อย่างไร ซึ่งประกอบไปด้วย 2 เรื่อง คือ การปฏิรูปกฎหมาย และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยทั้ง 2 เรื่องนี้รัฐธรรมนูญได้เขียนแยกกัน ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

ในอดีตตะวันตกไม่ให้ความเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมไทย จนเกิดสภาพสิทธินอกอาณาเขต ก่อนที่ ร.5 จะปฏิรูปเพื่อสร้างความเชื่อถือขึ้นมา และการปฏิรูปนั้นควรจะปฏิรูป 3 ด้านพร้อมกัน คือ 1.ตัวบทกฎหมาย ตรงไหนที่ไม่ดีหรือก่อให้เกิดการเข้าใจผิดก็ควรจะปรับปรุง 2.ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ควรมีการบังคับอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม และ 3.ปฏิรูปการเรียนการสอน เพราะทุกวันนี้นักกฏหมายยังไม่เข้าใจถึงรากเหง้าที่ดีพอ เกิดความเบี่ยงเบนคนละทิศละทาง แม้กระทั่งคณะกรรมการปฏิรูปในชุดของหมอประเวศ วะสี หรือชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน ยังไม่มีความเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การปฏิรูปต้องมีการวิจัย ที่ไม่ใช่การนั่งทางใน และที่สำคัญคือประชาสังคมต้องเข้ามามีบทบาท ฟังเสียงของประชาสังคมให้มากขึ้น มีการดีเบตกันก่อนจะได้ข้อสรุป

เรื่องต่อมาคือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมมีหลายประเภท ที่สำคัญคือคดีทางอาญา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สิน เป็นส่วนหนึ่งในเสริมสร้างการพัฒนาประเทศทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการที่ประเทศญี่ปุ่นสามารถพัฒนาประเทศได้นั้น เพราะกระบวนการยุติธรรมเข้มแข็ง กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ดี จะต้องมีประสิทธิภาพในการบังคับและคุ้มครองสิทธิได้จริง มีการตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบของผู้บังคับใช้กฎหมาย เพราะประเทศที่เจริญและเป็นประชาธิปไตย ล้วนแล้วกระบวนการยุติธรรมมีความเข้มแข็ง

กระบวนการยุติธรรมทางอาญา มีปัญหาอยู่ 2 เรื่อง คือ ประสิทธิภาพ และการคุ้มครองสิทธิ และมีปัญหาในเรื่องของการจัดการ การบังคับใช้ อีกทั้งการใช้งบประมาณในด้านการจัดการสูง มีแต่การดำเนินคดีโดยไม่มีการบริหาร ขาดการแยกแยะ การแก้ปัญหาก็คือ การลดปริมาณคดีไปสู่ศาลให้มากที่สุด โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องของการจัดการ หรือการบริหารงาน ต้องมาทบทวนใหม่ การบังคับคดีทางอาญาก็ต้องทำใหม่ ปัญหาต่อมาก็คือคนล้นคุก จากจำนวน 2 แสนกว่าคน ทั้งที่บรรจุได้แค่แสนกว่าคน จะต้องมีการลดคดีเข้าสู่สายพาน หรือศาลควรเข้มงวดในการประทับฟ้อง

การตรวจสอบความจริงก็ยังคงต้องปฏิรูปด้วยเช่นกัน เนื่องจากเกิดความล่าช้า ไม่เป็นเอกภาพ ต้องให้ความจริงเป็นภาวะวิสัย ทั้งนี้ความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานก็มีความสำคัญ ที่ผ่านมาเจ้าพนักงานขาดประสิทธิภาพ ขาดการบริหารที่ดี รวมถึงขาดการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ต้องทำต่อไป คือกระบวนการฟ้องร้องต้องเป็นกระบวนการเดียว องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบอำนาจเจ้าพนักงานต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญก็คือประชาชนเข้าใจเรื่องของการในกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมเริ่มมีการปฏิรูปจริงๆ เมื่อปี 40 ผู้พิพากษาที่ไม่นั่งพิจารณาในชั้นศาลทำความเห็นไม่ได้ และตามรัฐธรรมนูญก็บอกไว้ว่าการพิจารณาต้องถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม อีกทั้งมีการเพิ่มสิทธิผู้ต้องขังต้องเพิ่มขึ้น และมีความชัดเจนในการสืบพยาน ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ศาสตราจารย์(พิเศษ)สิทธิโชค ศรีเจริญ สภาทนายความ กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าแตะ ซึ่งควรจะปฏิรูปตั้งแต่จุดเริ่มต้นก่อนที่จะขยายไปยังจุดใหญ่ อย่างน้อยรัฐธรรมฉบับปัจจุบัน ในมาตรา 40 ระบุถึงสิทธิของทุกคนในกระบวนการยุติธรรม แต่ประชาชนยังไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม ทุกวันนี้การเข้าถึงพยายามทำมานานแต่ทำได้ยาก ต่างจากระบบสาธารณสุขที่สามารถทำได้ และผลักเป็นนโยบาย ส่วนกระบวนการยุติธรรมยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัญหาก็คือว่า ทำได้รวดเร็วหรือไม่ มิเช่นนั้น คดีคงไม่ค้างในศาลฎีกามากกว่า 4 หมื่นคดีในปัจจุบัน

ปัญหาก็คือ ประเทศไทยไม่มีการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีระบบเจ้าพ่อที่ทรงอิทธิพล มีอำนาจเงิน อำนาจการเมืองเป็นตัวควบคุม เมื่อประชาชนเดือดร้อนก็วิ่งเข้าหาผู้ทรงอิทธิพล เพื่อระบบเหล่านั้นจัดการแทน จะทำได้ดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจหรือแนวคิดของระบบเจ้าพ่อ ซึ่งก่อให้เกิดผลเสีย โดยเฉพาะในคดีอาญาซึ่งสำคัญมาก ต้องจัดการให้กระบวนการนี้ให้มีความรวดเร็ว ฉะนั้นก็จะแยกคนผิดกับคนถูกไม่ได้ ยิ่งช้าก็จะทำให้คุณภาพของบุคลากร เสียไปด้วย อีกทั้งผู้ต้องหาที่รอการตัดสินต้องอยู่ในคุก ต้องตกสภาพทุกข์ทรมาน และโดยส่วนมากคนที่อยู่ในคุกก็เป็นคนจนจำนวนมาก เพราะการวิ่งคดีทำได้ช้า

การเข้าถึงความยุติธรรมควรเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ระบุเอาไว้ คือ เร็ว ง่าย และทั่วถึง แต่ในทางปฏิบัติแล้วทำได้ยาก คนที่ถูกรังแก ถูกคดโกง เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ แล้วแต่เวรแต่กรรม ชาวบ้านเมื่อเข้าสู่กระบวนการของศาลแล้วยิ่งสูญเสียมาก และมีความคิดที่ว่าการไปแจ้งความแล้วจะไม่เป็นธรรม ซึ่งจำเป็นต้องปฏิรูปให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยง่าย

สิ่งที่เห็นภาพชัดเจนคือ  การแจ้งความเป็นเรื่องที่ยาก คือต้องรอนาน เพราะตำรวจงานเยอะ คนที่ไม่รู้จักตำรวจก็ยิ่งรอนาน หลายคนแทบไม่มีโอกาสได้แจ้งความด้วยซ้ำ ฉะนั้นอำนาจในขั้นแรกต้องเท่าเทียมกันและเป็นธรรม ทั้งนี้คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีด้วย เนื่องจากตำรวจภาระงานมาก มีผู้บังคับบัญชาเยอะ ต่างฝ่ายต่างถือหางของตนเอง รวมถึงการถูกแทรกแซงของพนักงานสอบสวน ขาดความเป็นอิสระในการทำงาน ฉะนั้นควรมีหน่วยที่รับผิดชอบในกระบวนการสอบสวนแยกออกมาต่างหาก

มากกว่านั้นจะต้องสร้างบุคลากรที่มั่นคง กล้าหาญ รักในความยุติธรรม ก่อนเข้ากระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ การสร้างวุฒิภาวะและกระบวนทัศน์ใหม่ของบุคลากร ทั้งนี้ต้องมีทนายความที่มากประสบการณ์ ผ่านการเรียนรู้งานมามากพอสมควร ไม่ใช่เอาคดีที่ไม่ถนัดมาทดสอบความโง่ของตนเอง ปัญหาก็คือว่า ไม่มีสถานที่ให้ทนายความได้เรียนรู้งานก่อนการปฏิบัติหน้าที่จริง มีบัณฑิตที่จบมาโดยไม่มีสถานที่ฝึกงานรองรับ ซึ่งต่างจากหมอที่ฝึกประสบการณ์ควบคู่กับการเรียน สรุปก็คือกระบวนการยุติธรรมต้องการความเป็นมืออาชีพ

โดยรวมก็คือว่าต้องปฏิรูปคนพร้อมๆ กับการปฏิรูประบบ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1308928823&grpid=&catid=02&subcatid=0202

 

ป้ายกำกับ: , ,

สมัชชาปฏิรูปประเทศไทย…คงอีกนานกว่าคนไทยจะเข้าใจกัน

เวทีสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่ถือธงนำ โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี  และริ้วขบวนตามด้วยคุณหมอนักปฏิรูปNGO นักปฏิบัติ และนักวิชาการอีกจำนวนไม่น้อย ปิดแถวด้วยขบวนชาวบ้านหลากหลายเครือข่ายอีกนับพันคนได้ปิดตัวลงแล้วที่อิมแพคเมืองทองธานี….และผมคิดว่าคงได้ “ฉันทามติ” ในเรื่องต่างๆ จากเวทีสมัชชาเพื่อส่งให้รัฐบาลแน่ๆ แต่ผมเห็นว่า ฉันทามติที่ว่าจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ เช่นเดียวกับงานสมัชชาสุขภาพ และเอาเข้าจริงเราควรต้องตั้งคำถามด้วยซ้ำไปว่า กระบวนการนโยบายสาธารณะของภาคประชาชน ประชาสังคม ที่ดำเนินการในนาม “ขบวนการสมัชชา” ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างไร หากกระบวนการและวิธีการยังเดินซ้ำรอยที่ผ่านๆ มา

อาจเป็นเพราะสมัชชาปฏิรูปเปิดตัวมาด้วยพันธกิจที่ชัดเจนว่าจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ให้กับสังคมไทย แต่ในปีแรกของสมัชชากลับรีบเร่งหาฉันทามติ – ข้อยุติ มากกว่าสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กว้างขวางกับสังคม ผมคิดและถามกับตัวเองว่า จะมีคนไทยสักกี่ล้านคนที่มีความเข้าใจและรู้สึกมากขึ้นว่าประเด็นสาธารณะเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เวทีสมัชชาพูดคุยกันอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับตัวเอง ผมเดาเอาว่าคงมีคนไทยไม่เกินแสนที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ รับรู้ความรู้สึกถึงความแตกต่างในความเหลื่อมล้ำโดยตรง ที่เหลือก็ยังจับเจ่าอยู่กับเรื่องของตัวเองเช่นเดิม

ต่อกระบวนการเคลื่อนไหวของสมัชชาปฏิรูปข้างต้น ผมมีข้อสังเกตดังนี้

ว่าด้วยกระบวนการนโยบายสาธารณะและฉันทามติ ผมเห็นว่ากระบวนการนโยบาย ที่สมัชชานำมาใช้นั้นจะไม่เป็นทางออกให้กับความเหลื่อมล้ำ เพราะโดยกระบวนการนโยบายเป็นการดำเนินกระบวนการซ้ำรอย – ไม่ต่างจากที่หน่วยงานอื่นๆ ทำ กล่าวคือ จะมีคนกลุ่มหนึ่งในสังคม (ที่เป็นคนดีและหวังดีต่อสังคม โดยไม่มีข้อต้องสงสัย) กำลังใช้ช่องทางพิเศษ ในการนำเสนอความต้องการของตนเอง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งว่าจะเป็นทางออกของปัญหาสาธารณะ แต่ปัญหาก็คือ ในช่องทางพิเศษนี้ ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสเข้ามาใช้บริการและไม่มีโอกาสเสนอทางออกของปัญหาสาธารณะนั้นในมุมมองและความเชื่อของตนเองที่ต่างออกไป

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะกระบวนการนโยบายของสมัชชายังเชื่อว่าจะผลิต “นโยบายดีๆ” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง นโยบาย โดยใช้อำนาจของรัฐ กลไกและระบบต่างๆ ของราชการเป็นตัวขับเคลื่อน มากกว่า จะผลิต “คนไทยที่มีความเข้าใจสถานการณ์และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่”

ซึ่งหากมุ่งหวังที่จะผลิตให้คนไทยเข้าใจและได้สัมผัสกับความเหลื่อมล้ำแล้ว ก็จำเป็นที่กระบวนการนโยบายต้องเปิดกว้าง ให้ผู้คนทั้งแผ่นดินที่อยู่ในพื้นที่และองค์กรต่างๆ ได้พิจารณา ไตร่ตรอง คิดทบทวน อย่างจริงจังว่าเขาจะอยู่อย่างไรในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำ อยู่รายรอบตัว และหาหนทางการแก้ไขปัญหาที่เขาจะสามารถลงมือทำได้ด้วยตนเองได้ หรือทำร่วมกับคนที่เชื่อเหมือนๆ กับเขา ให้โอกาสเขาได้สนทนนาแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็น ความเชื่อ กับคนอื่นๆ ที่คิดต่าง เห็นต่างและเชื่อต่างออกไป ให้เขาได้รับรู้ รู้สึกและสัมผัสกับความเหลื่อมล้ำผ่านตัวเขาเอง …ทั้งหมดก็เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้มีโอกาสรับผิดชอบสังคมที่เขาอยู่ด้วย

แต่แนวทางและกระบวนการนโยบายสาธารณะโดยภาคประชาชนที่เป็นอยู่ของสมัชชาฯ กลับพยายามทำให้ข้อเสนอที่หลากหลายจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เรียวเล็กลงเหลือเพียงไม่กี่ข้อเสนอ ด้วยการใช้ “เสียงส่วนใหญ่” จากเวที หรือใช้เงื่อนไข “ไม่มีข้อมูลวิชาการสนับสนุน” หรือ ข้ออ้างว่า “การมีหรือไม่มีผู้รับรองข้อเสนอ” เป็นมีดเหลา ข้อเสนอบางข้อเสนอให้ตกไป การทำเช่นนี้ไม่ใช่อะไรอื่น หากเป็นการกีดกั้นคนอีกหลายกลุ่มออกจากปฏิบัติการของพลเมืองที่จะลงมือแก้ไขปัญหาสาธารณะด้วยตัวเขาเองตามมุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เขามองเห็นและห่วงใย

ข้อเสนอที่เหลือจากเวทีสมัชชาโดยปริยายถูกเรียกว่าเป็นข้อเสนอที่ได้ ฉันทามติ (consensus) จากที่ประชุมเวทีสมัชชา ผมไม่แน่ใจว่าเป็นคำเรียกที่ถูกต้องหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมคิดว่า สิ่งจำเป็นที่เวทีสมัชชาของภาคประชาชนควรจะต้องค้นหาจากทางออกหรือข้อเสนอจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่หลากหลาย  คือ ข้อตกลงบางอย่างที่มีร่วมกัน (common ground) ซึ่งหมายถึง เรามีข้อเสนอเพียงบางเรื่องเท่านั้นที่เราเห็นว่าต้องทำร่วมกัน และยังมีข้อเสนออื่นๆ อีก ที่เรายังคิดต่าง เชื่อต่าง และยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้อยู่ด้วย (โดยไม่จำเป็นต้องกำจัดความต่างออกไป) แต่เป็นความแตกต่างๆ ที่เราก็ต้องรับผิดชอบ ลงมือของเราไป

ว่าด้วยความรอบคอบในการพิจารณาข้อเสนอ จากประสบการณ์โดยตรงของผมเอง สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างมากในการพิจารณาข้อเสนอก็คือ เราไม่ได้ตระหนักว่าภายใต้ข้อเสนอที่เราเห็นด้วยและสนับสนุนนั้น จะมีผลกระทบอะไรกับใครบ้างในสังคม และการสนับสนุนข้อเสนอนั้นเราต้องยินยอมที่จะแลก (trade-off) ด้วยอะไร สิ่งนี้เป็นปัญหาอย่างมาก คือ คนส่วนใหญ่ คิดเอาแต่หวังจะได้ข้อเสนอดีๆ โดยมองไม่เห็น

ผลกระทบที่มีต่อคนอื่นและมองไม่เห็นว่าตนเองต้องรับผิดชอบอะไรในข้อเสนอนั้น เช่น เรามักสนับสนุนให้เพิ่มงบประมาณแผ่นดินเพื่อกิจการ A แต่ มักที่จะลืมคิดว่า การเพิ่มงบให้กิจการ A จำเป็นต้องลดงบประมาณในกิจการ B หรือ C  หรือ ลืมคิดไปว่า ถ้าต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อกิจการ A …เราพร้อมที่จะจ่ายภาษีรายได้ส่วนบุคคลเพิ่ม เพื่อสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณไหม

หากการพิจารณาข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาสาธารณะยังไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับความรับผิดชอบตัวเองของปัจเจกได้ เราก็ไม่อาจพัฒนาสำนึกพลเมืองให้เกิดกับปัจเจกที่จะรับผิดชอบต่อบ้านเมืองได้เช่นกัน

เพราะสุดท้ายสิ่งที่ต้องตระหนักให้มากก็คือ หลังจากเวทีสมัชชาปฏิรูปที่มีคนนับฟันนับหมื่นมาพูด มาแสดงความคิด มายืนยันสนับสนุนความคิดความเชื่อในข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมื่อเขาเหล่านั้นกลับบ้าน กลับไปสู่ภาระงานในชีวิตปกติแล้ว เขาได้ลงมือกระทำการอะไรเพื่อรับผิดชอบกับความคิด ความเชื่อ รับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้พูดสนับสนุนในเวทีสมัชชาหรือไม่ ต่างหาก

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 1, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

“ดร.คณิต ณ นคร” ผมไม่เห็นการเมืองเราพัฒนาอะไรเลย มันทำกันอย่างนี้แหละ (2)

ศาสตราจารย์ ดร.  คณิต ณ นคร  ประธาน  คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา  ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติหรือ คอป.  ให้สัมภาษณ์พิเศษ  กองบรรณาธิการวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในหลายประเด็นที่น่าสนใจ

มติชนออนไลน์ นำมาเสนอ ตอนแรกวันที่ 17 ก.พ.  เป็นเรื่อง บทบาทของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา  ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พร้อมวิพากษ์กระบวนการยุติธรรม

ตอนสุดท้าย 18 ก.พ.  จะเป็นประเด็นเรื่องการเมือง  นักการเมือง กระบวนการยุติธรรม  การยึดอำนาจ  และรัฐธรรมนูญ
ผู้สัมภาษณ์ : ในฐานะที่อาจารย์อยู่ในวงการยุติธรรมมานาน อยากทราบความเห็นของอาจารย์ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองไทยทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง หรือกระบวนยุติธรรมต่างๆ นี้ ต้นเหตุของปัญหานี้เป็นเพราะตัวระบบที่เป็นอยู่ในประเทศไทย หรือเป็นเพราะตัวบุคคลที่ทำให้เกิดความวุ่นวายอยู่ในทุกวันนี้
ศ.ดร.คณิต : ผมไม่เคยเข้าไปแวดวงการเมืองนะ ผมหลงทางไปทีเดียวในสมัยคุณทักษิณคือตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ผมเป็น สสร. ด้วยและคุณทักษิณก็เข้ามาทาบทามผม ว่าผมก็มีอะไรที่อยากทำอยู่เยอะ ก็เป็นเรื่องจริง และผมก็คิดว่าการเมืองตอนนั้นน่าจะเป็นมิติใหม่แล้ว แต่ก็พบว่ามันไม่จริง ผมก็เลยถอย ผมก็ข้องแวะกับการเมืองแค่นี้แหละ อย่างอื่นผมก็ไม่เคย

ถามว่าการเมืองเราเป็นยังไง เมื่อต้นเดือนสิงหาที่คณะนิติศาสตร์ที่ผมอยู่ ก็ไปสัมมนากันที่ระยอง แล้วก็กินข้าวเสร็จ มีร้องเพลง มีอาจารย์ท่านหนึ่งร้องเพลงเซิ้งอีสาน เท่าที่ผมทราบแต่งโดยคุณหงา คาราวาน แต่งในสมัย ที่อเมริกาเข้ามาในสมัยสงครามเวียดนาม เขาบรรยายถึงความยากแค้นการเอารัดเอาเปรียบอะไรต่างๆ ผมฟังแล้ว เนื่องจากผมมารับหน้าที่นี้ ผมฟังแล้วผมสะท้อนใจเพราะตั้งแต่ปี 2515-2516 สภาพพี่น้องเราที่อีสานนี่นะครับกับเดี๋ยวนี้ไม่แตกต่างกันเลย

นี่แสดงว่าการเมืองไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นเลยนะ และผมก็มองว่าไม่ใช่เฉพาะคนอีสานที่อยู่ในเพลงหรอก  จริงๆ แล้วเป็นทั้งประเทศนั่นแหละ ผมไม่เห็นการเมืองเราพัฒนาอะไรเลยมันทำกันอย่างนี้แหละ ที่เขาบอกว่าเล่น ทำเป็นเล่น ฉะนั้น generation  ต่อไปเราอย่าเพิ่งสิ้นหวัง ก็ช่วยกันให้ดีขึ้นในอนาคตต่อไป

อันนี้ก็คือ  ถ้าถามการเมืองผมก็จะตอบอย่างนี้ แต่ผมไม่เคยคิดจะลงไปเล่นการเมืองที่ผมเข้าไปนั้นผมหลงทาง นี่เขียนไว้ในตำราของผม ลองไปอ่านดูในคำนำกฎหมายอาญาภาคทั่วไป ผมไปอยู่สองปีแล้วผมก็ออกมาสอนหนังสือ  ซึ่งผมก็คิดว่าสอนหนังสือมันถูกจริตผม แล้วผมก็สบายใจด้วยที่จะทำไม่ต้องไปยุ่งยากวุ่นวายกับใคร

ผู้สัมภาษณ์ : แล้วอาจารย์คิดว่าต้นเหตุอยู่ที่นักการเมืองหรือเปล่า ที่ทำให้ปัญหา ต่างๆ เกิดขึ้น

ศ.ดร.คณิต : ชัดอยู่แล้ว ไปหาเสียงทำอะไรมาไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ ผมคิดว่าอย่างนี้ด้วยนะ การเมืองระยะหลัง ถ้าผมพูดตรงๆ ก็ต้องบอกว่า ขณะนี้วงการราชการเราถูกทำลายเยอะเลย โดยผลของนักการเมืองที่เก่าๆ  วงการราชการแต่ก่อนนี้ ความน่าเชื่อถือมันค่อยๆ น้อยไปหน่อยแล้ว มันลงมาเล่นกับวงการราชการก็ไปกันใหญ่

ผู้สัมภาษณ์ : กล่าวได้ว่าอาจารย์คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม หากเปรียบเทียบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยในอดีตเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว อาจารย์เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ได้พัฒนา ดังที่อาจารย์ได้มุ่งหวังไว้หรือไม่ เพียงใด
ศ.ดร.คณิต : กระบวนการยุติธรรมของไทยปฏิรูปครั้งแรก ปี 2540 โดยรัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกว่า “ฉบับประชาชน” พวกผมหลายคนอาจารย์ ดร.กิตติพงษ์   คุณพงษ์เทพ เทพกาญจนา ช่วยผลักดันเรื่องนี้มาก

ประเด็นสำคัญที่มีการปฏิรูปเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมไทยก็คือ การให้ศาลเป็นผู้ออกกฎหมาย (หมายจับ หมายค้น) แต่ยังไม่เข้าใจเนื้อหาจริงๆ เหมือนกับว่าเปลี่ยนคนเซ็นมากกว่า จากตำรวจเป็นศาล และวางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ในรัฐธรรมนูญปี 2540

เช่น ศาลไม่มีการบังคับบัญชาเป็นลำดับชั้นเพราะหากมีจะกระทบกระเทือนความมีอิสระ ในการทำงาน และการจ่ายสำนวน เมื่อจ่ายให้ผู้พิพากษาท่านใดทำแล้วจะเพิกถอนไม่ได้ แก้ไขเปลี่ยนแปลงสำนวนไม่ได้แต่แม้มีการปฏิรูปแล้วก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน ในปัจจุบันก็ยังต้องปรับปรุงต่อไปอีกมาก ถ้าท่านติดตามข้อเขียนของผมก็จะทราบว่ามีอีกมากที่เราจะต้องปรับปรุงเกี่ยว กับข้อวิจารณ์ ตอนนี้คนก็เริ่มเข้าใจกันบ้างแต่ก็ยังเข้าใจไม่หมด

ถามว่าตอนนี้ดีกว่าเก่าไหม ผมบอกได้เลยว่า “กฎหมายของเรา ไม่เลวกว่ากฎหมายใดในโลกนี้” แต่คนของเรายังต้องศึกษาอีกเยอะ เพราะฉะนั้นการให้การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะในชั้นอุดมศึกษารวมทั้งมัธยมศึกษาและประถมศึกษา ก็ดีขึ้นแต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร อาจสืบเนื่องมาจากว่าคนไทยเรามีความเป็นอำนาจนิยมสูง คนที่เกิดแบบเสรีนิยมมีน้อย เมื่ออำนาจนิยมสูงเราจึงทำงานไม่สอดประสานกัน อย่างกระบวนการยุติธรรม จริงๆ แล้วการตรวจสอบความจริงมีสองชั้นคือ  เจ้าพนักงาน กับชั้นศาล ชั้นเจ้าพนักงานเรามีเจ้าพนักงานหลายฝ่ายเราก็ต่างคนต่างทำ

เช่น  ขณะนี้มีทั้งตำรวจ มี DSI มีอัยการ มี ปปท.   ปปช. หน่วยงานทั้งหลายทะเลาะกันหมด ซึ่งเป้าหมายอันเดียวกัน ในชั้นศาลก็ยังไม่ค่อยลงรอยเท่าไหร่แต่มีปัญหาน้อย แต่ศาลก็ไม่ค่อยจะactive เป็น passive ให้อัยการต่อสู้ คดีอาญาไม่ใช่เรื่องการต่อสู้กัน ผม อ่านวิ.อาญาต่างจากคนอื่น เพราะในวิ.อาญาเราเขียนไว้เลยว่าศาลเป็นผู้สืบพยาน จะสืบในศาลหรือนอกศาลก็ได้แล้วแต่ลักษณะพยาน

ดังนั้นเราไปที่ศาลเดี๋ยวนี้เราจะพบว่าศาลไม่ได้ทำทั้งหมด จะปล่อยให้สู้กันคดีมันก็ยืดเยื้อ คดีแพ่งยิ่งไม่ต้องพูดถึงยืดเยื้อหนักเลยมีหลายๆ เรื่องการไม่ active ของศาลทำให้กระบวนการยุติธรรมเราแย่ ถ้าต่างประเทศ ถ้าให้อัยการฟ้องเท่ากับว่าเชื่อได้แน่ว่าติดคุก ไม่มียกฟ้องเยอะ การที่ยกฟ้องเยอะแสดงว่าไม่มีประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรมไทย

ผมวิเคราะห์ว่ามันมีความแย่สามประการ ประการแรก คือประสิทธิภาพด้อย  ถ้าเทียบกับญี่ปุ่นคนละโลกเลย ญี่ปุ่นเขาสามารถเอานายทานากะซึ่ง เป็นนายกรัฐมนตรีติดคุกได้ เกาหลีก็ใช้ได้ ประการที่สอง คือคุกคามสิทธิของบุคคลเยอะ เช่นตีตรวจ หรือแม้กระทั่งข้อเสนอของคณะกรรมการชุดผมที่ออกไปเร็วๆ นี้ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ประการที่สาม cost ในด้านบุคลากร ผมเคยเปิดหนังสือของญี่ปุ่นดู ตำรวจญี่ปุ่นเขาน้อยกว่าเรามากจำนวนผู้พิพากษาก็น้อยกว่าเรา ในขณะที่เขามีประชากรมากกว่าเราสองเท่า เราก็สุดๆ ทั้งสามด้านในคุกเราก็ยังแน่นเพราะเราไม่ได้มีการบริหารคดี เราพอมีการฟ้องก็เข้าคุกไป แน่น ที่ไม่จำเป็นก็ขัง

ผมให้สัมภาษณ์เลยว่า ถ้าปฏิบัติตามผม ผู้ต้องขังในเรือนจำระหว่างคดีจะลดจากประมาณ 39% เหลือ 20% จะแก้ปัญหาคนล้นคุกได้ คนล้นคุกของเราอัยการญี่ปุ่นเขาบอกว่าสภาพคุกในเมืองไทยคือคุกญี่ปุ่นหลัง สงครามโลกครั้งที่สอง ของเราอนุรักษ์นิยมไว้ คือเราไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ทำเสร็จๆเป็นวันๆ มีปัญหาเยอะแยะ

นี่ก็คือกระบวนการยุติธรรมของเราผมก็คงตอบได้แค่นี้ แต่ว่าเราไม่ควรจะสิ้นหวัง เราต้องพัฒนาต่อไปอย่างตอนนี้ ผมพูดถึงเรื่องให้ศาลเป็นผู้ออกหมายจับ ผมไม่คาดคิดว่าผมจะได้เห็นในขณะที่ผมมีชีวิตอยู่ เพราะว่าตอนที่เราผลักเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ตำรวจเขาต่อต้าน อย่างมาก บอกว่าจะไม่สะดวกในการทำงาน เขาบอกทำไมไม่ไปแก้กฎหมายทีหลัง

ผมบอกว่าถ้าไปแก้กฎหมาย ผมตายสิบชาติก็ไม่เกิดหรอก และจริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อเรารับระบบยุโรปมาในสมัยก่อน ศาลก็เป็นคนออกหมาย แล้วก็นอกจากความคิดของเราที่เป็นอำนาจนิยมที่ผมว่า ความคิดในวงการราชการ รวมทั้ง วงการยุติธรรมด้วย คือความคิดในเชิงราชการที่เขาเรียกในเชิง“Bureaucracy” คือจะพยายามตั้งหน่วยงานออกมาเยอะ

และที่น่าสนใจที่สุดก็คือว่าคณะชุดผม ที่ผมเรียนแล้ว ช่วยผลักดันเรื่องการคุ้มครองพยานเข้าไปไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เพราะเราพบว่าพอไปเป็นพยานในศาล ลงมาจากบัลลังก์ ออกจากศาลก็ถูกยิงตาย ไม่มีใครไปดูแลความปลอดภัยให้เลย ความจริงมีคนไปดูแลเยอะ ตำรวจก็มีหน้าที่ใครก็มีหน้าที่ แต่ปรากฏว่า พอไปอยู่ตรงนั้นก็ถือโอกาสสร้างสำนักงานคุ้มครองพยานขึ้นมาในกระทรวง ยุติธรรม และสำนักงานคุ้มครองพยาน หากใครอยากได้รับการคุ้มครองผมก็จะพิจารณาก่อนที่ผมจะสั่งบางที อาจเป็นอันตรายก่อน ต้องเข้าไปดูแลทันที แล้วหน่วยงานที่เกิดขึ้นมันไม่มีเล็ก มันจะใหญ่ ผมบอกว่าไอ้ที่คุณทำอย่างนี้มันภาษีผม เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องมาดูว่าสิ่งไหนที่ไม่จำเป็น หรือมีอยู่แล้ว ก็ไม่ควรจะมีให้ซ้ำซ้อน พอมีซ้ำซ้อนก็มีภาษีเยอะ

ที่น่าสนใจ คือว่ากฎหมายว่าด้วยการตั้งสำนักงานคุ้มครองพยานเข้าคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ผม นั่งอยู่ด้วย ผมพูดให้ฟังไม่มีใครฟัง เขาก็เข็นออกมาจนได้ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ของของเราก็จะยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ ของเราในประวัติศาสตร์ก่อนการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2540 มีกรมเกิดเยอะแต่ไม่เคยยุบเลยมีกรมเดียวที่ยุบไปก็คือ สำนักนโยบายและแผนกระทรวงมหาดไทย มีกรมเดียวนะในอดีตเพราะผมก็เคยทำงานที่ กพ. กรมที่เกิดขึ้นมาเกิดตามคน ไม่ตามภารกิจ
ตอนที่ผมอยู่สำนักงานอัยการสูงสุดมีน้องๆ มาถามผมตลอดเวลาว่าปีนี้จะได้อัตราเพิ่มซักเท่าไหร่ สิ่งที่ผมตอบว่าอะไร ผมตอบว่าผมยังไม่ทราบเลย ว่าจะหางานอะไรให้พวกคุณทำ ถ้าได้งานแล้วคนจะตาม ไม่ใช่มีคนโดยไม่มีงาน แล้วก็หน่วยงานไหนก็ตาม มีคนแล้วว่างงานเป็นปัญหาหน่วยงาน แต่พวกอัยการไม่ค่อยชอบเพราะผมไม่เคยขยายBureaucracy อย่างที่เกินความจำเป็น และผมพยายามจะยุบ แต่ยุบได้ไม่หมดเหมือนกัน

อย่างเช่นสมัยก่อน สำนักงานอัยการสูงสุดมีกองฎีกากองอุทธรณ์ กองฎีกา อุทธรณ์ไม่ทำอะไรเลยจนกระทั่งเราเรียกว่ากองไม่อุทธรณ์ กองไม่ฎีกา สมัยผม ผมได้ยุบรวมสองกองนี้เหลือกองเดียวเรียกว่าสำนักงานอัยการศาลสูง ความต้องการของผมคือต้องการให้อัยการชุดนี้ดูแลกฎ ข้อกฎหมายให้ดี แล้วนอกจากนั้นก็วิเคราะห์การทำงานของอัยการศาลล่าง เพื่อประโยชน์ในการเลื่อนยศ ปลดย้าย แล้วก็เป็นเช่นนี้ ผมก็เลยเป็นอัยการสูงสุดคนเดียวที่พอปลดเกษียณมาถูกสำนักงานอัยการสูงสุด ฟ้อง

ผู้สัมภาษณ์ : อาจารย์ได้เคยเสนอเรื่องคุณธรรมทางก ฎ ห ม า ย อัน เ ป็นแนวคิดของประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายอ า จ า ร ย์คิด ว่า ใ นปัจจุบันได้มีการศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่ และองค์กรตุลาการได้นำมาปรับใช้มากขึ้นหรือไม่อย่างไร
ศ.ดร.คณิต : ผมคิดว่ามี แต่ก่อนนี้ไม่มีใครพูดถึงในเรื่องนี้ ในเรื่องคุณธรรมทางกฎหมายไม่ใช่ผมคนแรกที่เอามาพูด แต่เรียกคนละอย่างกัน คนแรกที่ผมทราบ คือ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ก็เป็นอาจารย์ที่นี้ แต่ท่านไม่ได้เรียกว่าคุณธรรมทางกฎหมาย แต่ท่านเอามาจากคำเดียวกับภาษาเยอรมันท่านเรียกว่า นิติสมบัติ ถ้าใครอ่านหนังสือของอาจารย์ปรีดี และขณะนี้เริ่มเข้าใจแล้วนะ เพราะฎีกาบางฎีกาพูดถึงอำนาจปกครองในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ซึ่งอำนาจปกครองก็คือคุณธรรมทางกฎหมายอันหนึ่ง

แต่ความจริงอำนาจปกครองแคบไป ต้องเรียกว่าสิทธิที่จะให้การศึกษาอบรมและดูแล และถ้าท่านอ่านตำราของผมก็จะพบคำนี้ เพราะการพรากผู้เยาว์มันเป็นการพรากไปจากบรรดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ผู้ดูแลไม่มีอำนาจปกครองตามความหมายที่กฎหมายเขียน และผมเจอฎีกาหลายๆ เรื่องที่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เริ่มติดตลาด อาจารย์ปรีดีท่านพูด
ไม่ ติดตลาดเลย พอผมมาพูดก็เริ่มติดตลาดขึ้น เดี๋ยวนี้คนเรียนกฎหมายถ้าไม่รู้จักคำนี้ เชย และเรื่องคุณธรรมทางกฎหมายมันไม่ใช่แค่เรื่องของทางกฎหมายอาญาเท่านั้น ตอนที่ผมนำมาพูดใหม่ๆ มันมีที่ไหนในระบบกฎหมายเรา ความจริงเรามี ท่านที่เรียนละเมิดมาแล้วก็จะเห็น

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิตก็ดี ร่างกายก็ดี เสรีภาพก็ดี อนามัยก็ดี หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด” อย่างนี้มันก็คือคุณธรรมทางกฎหมายทั้งนั้น ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน เป็นภาพในทางความคิด professor ญี่ปุ่นเขาเคยมา lecture ที่นี้ สมัยท่านอาจารย์เกียรติขจรเป็นคณบดี ผมก็เอานักศึกษาปริญญาโทเข้ามานั่งฟัง เขาพูดว่า ‘Legal Interest’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และการที่เรานำมา มันเป็นการที่ใช้ประโยชน์ได้เยอะ เพราะทำให้เราเห็นการเป็นผู้เสียหายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
และหลายๆ อย่างที่ทำให้เกิดพัฒนาอย่างผู้เสียหายในปัจจุบัน ส่วนใหญ่คือผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่ผมไม่สอนอย่างนั้น ผมสอนว่าผู้เสียหายคือผู้ที่คุณธรรมทางกฎหมายที่เป็นส่วนบุคคลถูกล่วงละเมิด และผมใช้แนวคิดนี้ไปต่อสู้คดีให้นายกอานันท์  ปันยารชุน และถ้าท่านสนใจลองไปอ่านดูใน ข้อกฎหมายในคดีนายก อานันท์ ผมเป็นทนายใหญ่ ทนายในเมืองไทย สู้ผมไม่ได้ เพราะว่าลูกความผม ที่ผมว่าความดำเนินคดีให้ อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์  ปันยารชุน อดีตประธานศาลฎีกา สวัสดิ์ โชติพาณิชย์ อดีต รมต.
กระทรวงยุติธรรม

และผมเคยคิดอยากเป็นทนาย ตอนที่ผมมาสอบอัยการ เพราะว่าสมัยก่อนเวลาเราได้เนตินะ หน่วยงานที่เราอยู่จะมองว่าเราเป็นกาฝากและผมมาสอบอัยการ และถ้าสอบไม่ได้ ผมจะลาออกไปตั้งสำนักทนายความเป็นของตัวเอง เป็นทนายความ แต่บังเอิญผมสอบได้ก็เลยโชคช่วยไป หลังจากที่ปลดเกษียณไปแล้ว ผมไม่ทำเพราะว่าเหตุที่ไม่ทำเพราะว่าผมคิดว่าผมมองอะไรออกเยอะ และถ้าคิดว่าผมใช้กฎหมาย ใช้ไปในทางนั้น บางทีอาจจะไม่เป็นไปกับประโยชน์ของสังคมก็ได้

ผมเลยอยู่เฉยๆ สอนหนังสือดีกว่า และในคดีนายกอานันท์  ผมต่อสู้โดยใช้หลักนี้ คุณธรรมทางกฎหมาย ผมก็บอกว่าคนฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหาย ฟ้องตามมาตรา 157 มาตรานี้ไม่ใช่คุณธรรมทางกฎหมาย เป็นส่วนบุคคลแต่เป็นความบริษัทสะอาดอันเป็นเรื่องส่วนรวม แต่ผมก็แพ้ในข้อกฎหมาย สู้ไปแต่ในที่สุดนายกอานันท์ก็ถูกศาลชั้นต้นยกฟ้องส่วนอีก 3 ท่านก็ไปถูกยกฟ้องในศาลฎีกา มันนำมาใช้ได้ แต่ว่าในส่วนของมาตรา 157 นี้ ความจริงมันไม่มีโอกาสที่เอกชนจะฟ้อง แต่เราก็ได้ยอมรับให้มีการฟ้อง อย่างนี้เป็นต้น

ผู้สัมภาษณ์ : ในฐานะที่อาจารย์เคยเป็นสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อาจารย์คิดว่ารัฐธรรมนูญปีปัจจุบันปี 2550 มีข้อบกพร่องหรือไม่ อย่างไรบ้าง

ศ.ดร.คณิต : รัฐธรรมนูญปี 2550 ผมยังอ่านไม่จบ เหตุที่ผมอ่านไม่จบนั้นเพราะว่าผิดคิดต่างไปจากคนอื่น ผมว่าคนร่างไม่มี ‘justification’   แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ดี ไม่ได้พูดอย่างนั้น ผมพยายามรักษาตัวเองว่าที่ไหนที่มีสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมก็ไม่ไปทำ สำหรับตัวรัฐธรรมนูญนั้น ผมไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่ผู้ร่างไม่ได้ไปในทิศทางที่ถูกไงไม่มี ‘justification’ คือหมายความว่าเราจะทำอะไร เราจะต้องมีความชอบธรรมในการทำ หมายถึงการเข้าร่าง ผู้เข้าร่างไม่มีความชอบธรรมในเบื้องต้น

สมัยปี 2540 เรามี ‘justification’ เราเข้าไปโดยถูกต้อง เพราะขณะนั้นมีการเลือกโดยรัฐสภา ผมเข้าไปในฐานะผู้เชี่ยวชาญเพราะฉะนั้นในการที่เรามีความถูกต้องชอบธรรม เข้าไปเราก็มีสิทธิที่จะร่าง ส่วนจะดีหรือไม่ดี  ผมไม่รับรอง แต่ในปี 2550 นี้ เขารังเกียจว่าคนร่างเข้าไปโดยไม่ถูกต้องผมไม่มีความจำเป็นในการที่จะอ่าน มันจนจบ แต่ผมก็อ่านบ้าง เช่น  หากผมจะต้องแต่งตำรา เช่นข้อเสนอแนะก็มีพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมก็เอามาอ้าง แต่ผมไม่มีความจำเป็นต้องอ่าน และใครมาถามผม ผม ก็ไม่รู้และผมก็ไม่สนใจ ส่วนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเขาก็ทำไป อย่างนั้นเอง และไม่ใช่วาจะมีผลอะไรเท่าไหร่เพราะเป็นเรื่องการเมือง

แต่ผมออกห่างจากการเมืองอยู่แล้ว ผมถอยห่าง ผมไม่กลับไปยุ่ง ผมคิดว่านอกจากนั้นแล้ว หลังจากที่ผมรับหน้าที่หลังจากที่เข้าไปสัมผัสแล้วทุกคนพูดเป็นเสียงเดียว กันว่ารังเกียจการยึดอำนาจ ผมว่าประเทศที่เจริญด้วยเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กระบวนการยุติธรรมเขามีประสิทธิภาพ  ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่มีประสิทธิภาพ แบบบ้านเราหรือประเทศที่ด้อยๆ ทั้งหลาย การพัฒนาประชาธิปไตยมันเป็นไปไม่ได้

เพราะฉะนั้นผมเลยวิจารณ์ แต่เรื่องกระบวนการยุติธรรมทั้งนั้น ผมต้องการให้ดี เป็นหลักได้ เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่ดี จะพัฒนาไปไม่ได้ เช่น ดูเกาหลี ญี่ปุ่น หรือประเทศที่เจริญแล้วเช่นฝรั่งเศส เยอรมัน หรือทั้งหลายในยุโรปล้วนแล้วแต่กระบวนการยุติธรรมดีทั้งสิ้น เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่ดีจะไปไม่รอด ของเราก็มีการยึดอำนาจกันมาตลอด

ตอนที่ผมศึกษาอยู่ที่เยอรมัน เคยมีนายพลใหญ่ของกองทัพเยอรมันได้รับเชิญจากนายพล Franco ไปร่วมในพิธีสวนสนามที่สเปน ซึ่ง Franco เป็นเผด็จการ ต่อมานายพลนี้ก็ถูกปลด ส่วนประเทศอัฟริกาในสมัยเหยียดผิวไปร่วมอย่างนี้กลับมาโดนปลด ในประเด็นนี้ผมสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเรื่องว่าบ้านเมืองอื่นเขาจัดการกับ เรื่องอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดการปฏิวัติทหารต้องจัดการอย่างไร ผมไปอ่านในรัฐธรรมนูญเยอรมัน เขาพูดถึงผู้ตรวจการทหารไม่ใช่กรรมาธิการทหารที่เราพบในสภา ซึ่งเขาเลือกมาให้มีการวิจัยเรื่องนี้ ประเทศที่เจริญแล้วเขาจะมีความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับอำนาจ

ผมไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ผมทำวิจัย เราต้องการเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องการให้คนอื่นเห็นว่าการเจริญเป็นเช่นนี้ ผมเคยพบปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านใหญ่สุดรองจากรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่ใช่หรอกนายพลจากกองทัพที่ใหญ่จริง แต่ความจริงต้องเป็นปลัดต้องมีบทบาทที่สำคัญ ถ้ากองทัพไม่มีงบประมาณมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้และสองสามวันต่อมาก็เชิญผมไป พูดอีก นายพลจากกองทัพก็มานั่งกันเต็ม ผมพูดไปทุกคนก็เห็นด้วยหมด แต่มันไม่เกิดความเป็นจริงขึ้นมา ถ้าตีแผ่ออกมาได้จะเป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างมาก เราไม่ได้หมายความว่าเราจะไปห้ามเขาได้ ผมแค่ต้องการให้เห็นภาพ ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่า งานของพวกผมที่ออกมา มองในด้าน ‘prevention’ ที่จะป้องกันไม่ให้มันซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำซอยอยู่กับที่

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1298005670&grpid=&catid=02&subcatid=0201

 

 

ป้ายกำกับ: ,