RSS

Tag Archives: ความเหลื่อมล้ำ

15 ปีสมัชชาคนจน เจ้าจะเดินไปทางใด

อาทิตย์ต้นเดือนธันวาคม ผมได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการในช่วงหนึ่งของเวทีวิชาการ 15 ปี สมัชชาคนจน ซึ่งเป็นการจัดงานร่วมกันระหว่าง สมัชชาคนจน และคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ธรรมศาสตร์ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากคณะนิติฯ ให้ใช้ห้องประชุม LT1 ในการจัดงาน  ควรกล่าวไว้ด้วยว่า 15 ปีที่แล้ว ห้องประชุมแห่งนี้ เป็นจุดเริ่มแห่งหนึ่งของคำประกาศแม่น้ำมูล และสมัชชาคนจน

ในช่วงที่ผมดำเนินรายการนั้น มีวิทยากรที่กล่าวได้อย่างไม่ผิดนักว่า เป็นผู้รู้เรื่องราวของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในต่างประเทศ และคอยเรียบเรียงเรื่องราว เนื้อหา ออกมาเป็นภาษาไทยให้นักอ่านและผู้ที่สนใจการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในเมืองไทยได้อ่านอย่างไม่ขาดสาย นั่นคือ ภัควดี (ไม่มีนามสกุล) คุณศุภลักษณ์ กาญจนขุนดี และ ดร.เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ

โดยประเด็นที่วิทยากรทั้ง 3 ท่าน นำเสนอนั้น เป็นประสบการณ์ของขบวนการภาคประชาชนในต่างประเทศ เพื่อนำมาสู่การทบทวนตัวเองของสมัชชชาคนจนต่อก้าวย่างที่ผ่านมา และทิศทางการเคลื่อนไหวในอนาคต ผมเห็นว่าเนื้อหาของวิทยากรทั้ง 3 ท่านนั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อสมัชชาคนจนแล้ว ยังน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในวงกว้างเพราะอย่างน้อยเมื่ออ่านจบ การมีคำถามกับตัวเองของคนอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่เป็นผู้บริโภคข่าวสารด้านธุรกิจ ว่า ตนเองนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับขบวนการคนจนในสังคมไทย ก็น่าจะเป็นคุณูปการอยู่ไม่น้อยแน่นอน

ผมขอเริ่มจาก ตัวอย่างของขบวนการเคลื่อนไหวซาปาติสต้า ในเม็กซิโก้ ซาปาติสต้า เป็นขบวนการของชนพื้นเมืองเผ่ามายา ปัจจุบันเป็นขบวนการที่ไม่ติดอาวุธ ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ใช้การสื่อสารกับสังคมภายนอกผ่าน internet ซาปาติสตาจึงมีเป็นขวัญใจ และเป็นแรงบันดาลแก่ผู้คนในเมืองเม็กซิโก และในยุโรปเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ในปี 2001 ซาปาติสต้า เดินทางเข้ามาที่เมืองหลวงของเม็กซิโก้ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นของคนในเมืองหลวงนับแสนๆ คน

และเป็นที่ชัดเจนว่า ขบวนการนี้ต่อต้านทุนนิยมเสรี และไม่เอาโลกานุวัตร ซึ่งหมายความว่า ซาปาติสต้าไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อต่อรองทางการเมือง หรือเรียกร้องประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น ไม่สนใจอำนาจรัฐ แต่มุ่งสร้างสังคมนิยมเสรีและทำเพื่อส่วนรวมที่ดีขึ้น นั่นทำให้ ขบวนการซาปาติสต้ามีข้อจำกัดที่ว่า ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้เกิดขึ้นแก่คุณภาพชีวิตของชนพื้นเมืองได้  นอกจากนี้การเคลื่อนไหวยังเน้นพึ่ง NGO แต่น้อย เน้นบทบาทผู้หญิงให้มากขึ้น ที่สำคัญ คือ เน้นการนำแบบแกนนอน

ถัดมา คือ ตัวอย่างของกลุ่มประเทศเลี้ยวซ้ายทั้งในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ อย่าง เวเนซุเอล่า ชิลี โบลีเวีย ปารากวัย เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มประเทศที่กำลังทดลองหาแนวทางการปกครองแบบใหม่ ชนพื้นเมือง คนรากหญ้า คนจนล้วนแล้วแต่ต้องการระบอบการปกครองที่ดีกว่าเดิม หลังจากที่อกหักจากทุนนิยมเสรี

กลุ่มประเทศเลี้ยวซ้ายเหล่านี้ มุ่งส่งผู้นำของคนจน และชนพื้นเมือง หรือที่ปรึกษาอย่างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเข้าสู่ทำเนียบในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำของประเทศที่ต้องสร้างนโยบายเศรษฐกิจและสังคมที่เอื้อต่อคนจน คนด้อยโอกาส ตัวอย่างในหลายสิบประเทศ ที่คนจน ชนพื้นเมือง คนด้อยโอกาส ได้ใช้กระบวนการเลือกตั้งตามปกติ เป็นหนทางการต่อสู้ทางการเมืองตามวิถีประชิปไตย ข้อเท็จจริงนี้ ชี้ให้เห็นถึงพลังมหาศาลของมวลชนคนรากหญ้าที่จะสร้างผู้นำของตนเองขึ้นสู่ทำเนียบได้ และเมื่อผู้นำคนจนเหล่านี้เข้าสู่ตำแหน่ง เขาก็ได้ผลิตนโยบายประชานิยมมอบแก่พี่น้อง คนจน คนด้อยโอกาสในทันที

ลักษณะสำคัญของขบวนการประชาชนในกลุ่มประเทศเลี้ยวซ้าย ก็ไม่ต่างจาก ซาปาติสต้า นั่นคือ นิยมการนำแกนนอน และไม่ใช้ความรุนแรง

แต่ปัจจุบันในบางประเทศก็มีเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงรอยปริแตกในสังคมที่มีมากขึ้น เมื่อชนชั้นกลางและคนรวยรวมตัวกัน เพื่อพยายามจะแยกประเทศออกมา

ขยับมาใกล้ๆ ประเทศไทยอีกสักนิด คุณศุภลักษณ์ ได้ชี้ให้เห็นจุดเริ่มของขบวนการสังคมนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเคยรุ่งเรืองและคึกคักเมื่อสัก 30-40 ปีที่แล้ว เป็นขบวนการที่จับอาวุธต่อสู้กับภาครัฐ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารปกครองสูงสุดในประเทศ และเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ได้ค่อยๆ กลืนกินคนทำงานในภาคสังคมไปไม่น้อย ปัจจุบัน ขบวนการสังคมนิยมในแถบบ้านเรานั้นเหลือแต่ความว่างเปล่า ที่มีอยู่ก็กระเดียดไปเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย มีอาชีพหลักในการลักพาตัว เพื่อเรียกค่าไถ่

อีกขบวนการหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ขบวนการขององค์กรพัฒนาเอกชน แม้ในบางประเทศอย่างเวียดนาม ขบวนการ NGO จะเป็นที่ไม่ชอบขี้หน้าของคนในสังคมก็ตาม แต่ในภาพรวมในภูมิภาคแถบนี้ ขบวนการ NGO ก็ยังเป็นความหวัง ยังเป็นพื้นที่ที่คนทำงานในภาคสังคมเข้าร่วมขบวนการอยู่ไม่น้อย และยังเป็นการเคลื่อนไหวที่มีพลังอยู่มาก โดยประเด็นที่สามารถใช้เชื่อมโยงการเคลื่อนไหวในระดับโลก ภูมิภาค และท้องถิ่นได้ดีก็เป็นประเด็นที่การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนทำอยู่ นั่นคือ เรื่องของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร แต่ก็ควรตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ขบวนการ NGO นั้น ไม่ใช่ขบวนการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถอนรากถอนโคลน และยังมีระยะห่างจากการเมืองอีกด้วย

ส่วน อ.เก่งกิจ นั้น ไม่ได้นำประสบการณ์จากต่างประเทศมาเล่าให้ฟังครับ แต่มีคำถามจำนวนมากที่โยนใส่กลางที่ประชุม ที่สำคัญ ก็คือ มันเป็นคำถามที่ควรจะต้องค้นหาหรืออย่างน้อยก็ควรต้องทบทวน ก่อนที่จะก้าวเดินต่อ อย่างคำถามที่ว่า พวกเรายังไม่ได้วิเคราะห์และไม่เห็นว่าพลังของการเปลี่ยนแปลงสังคมอยู่ที่ไหน, ขบวนการภาคประชาชน มองรัฐ เป็นปัญหามาโดยตลอด โดยที่ไม่ค่อยเข้าใจว่ารัฐเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปแล้วอย่างไร แต่ในทางตรงกันข้ามก็มองตัวเองว่า “ดี” เสมอมา ….ในปัจจุบันทั้งกลุ่มชาตินิยม ที่นิยมเผด็จการแบบทหาร และกลุ่มชุมชนนิยมที่ชื่นชอบเรื่องการกระจายอำนาจ เขาก็ไปได้ดีกับระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่  ซึ่งเป็น เศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่นั้นมันเป็นคู่ตรงข้ามกับคนจนแบบเรา…แล้วใครจะเป็นพันธมิตรของคนจนจริงๆ ????

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าสมัชชาคนจนจะเคลื่อนไหวอย่างไม่สนรัฐ แบบ ซาปาติสต้า  หรือ มุ่งยึดรัฐ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอะไรมากนัก แบบกลุ่มประเทศเลี้ยวซ้าย หรือ ยึดรัฐ แล้วเปลี่ยนระบบทั้งหมดไปสู่การเป็นสังคมนิยม ก็ควรต้องนั่งลง แล้วใคร่ครวญมันอย่างจริงจังกับคำถามข้างต้น

ซึ่งในความเห็นของผม กับคำถามของ อ.เก่งกิจ นั้น ผมคิดว่า ชนชั้นกลางเช่นคุณและผมต่างหาก ที่ต้องตอบคำถามในใจว่าแท้จริงแล้ว คุณและผมนั้น เราจัดเป็นแนวร่วมพันธมิตร หรือฝ่ายตรงข้ามกับขบวนการคนจนในสังคมไทยกันแน่

บุญรักษาครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 23, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ปฏิรูป

โดย อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์

“ปฏิรูป”
มีความหมายคลุมเครือเมื่อนำมาสู่การปฏิบัติ และมักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อรวบอำนาจจากกลุ่มอื่น หรือเพื่อจรรโลงอำนาจของกลุ่มตนให้สถิตสถาพร มากกว่านำความเปลี่ยนแปลงใดๆ มาสู่โครงสร้างอำนาจซึ่งตนได้เปรียบ

ความไร้ประสิทธิภาพของระบบต่างๆ ในประเทศไทยนั้น เห็นได้ชัดมานานหลายสิบปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบราชการ, ระบบตลาด, ระบบทหาร, ระบบตำรวจ, ระบบการศึกษา, ระบบเกษตร, ระบบสินเชื่อ, ระบบอุตสาหกรรม ฯลฯ ฉะนั้น จึงมีคนหลายฝ่ายที่พยายามอย่างจริงใจหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ผลักดันการแก้ไขปรับปรุงระบบต่างๆ ของไทยสืบมา เช่นให้รัฐเข้าไปแทรกแซงตลาดการเกษตร ด้วยวิธีต่างๆ นับตั้งแต่ประกันราคาพืชผลไปจนถึงสร้างไซโล หรือออกโฉนดทะเล เพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการด้วยการบริหารแบบซีอีโอ และฟาสต์แทร็ค ฯลฯ เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้วมักไม่บังเกิดผลอะไร ที่เปลี่ยนไปคือรูปแบบภายนอกเท่านั้น

บรรยากาศความล้มเหลวสืบเนื่องมานานเช่นนี้เอง ที่ทำให้สังคมไทยโหยหา “คนดี-คนเก่ง” มาบริหารบ้านเมือง มาตรฐานทางศีลธรรมที่ฉาบฉวย กลายเป็นมาตรฐานสำหรับการมีอำนาจ และหากสามารถทำให้สังคมเชื่อได้ว่าเป็น “คนดี-คนเก่ง” แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจแต่อย่างไร

อันที่จริงคุณทักษิณ ชินวัตร ก็ตอบสนองต่อความโหยหาเช่นนี้ของสังคมไทย อ้างว่าเพราะรวยล้นฟ้าอยู่แล้ว จึงไม่ต้องโกง นำประสิทธิภาพที่เป็นรูปธรรมมาสู่ระบบต่างๆ ที่ล้มเหลวของไทย ไม่ว่าจะเป็นการปราบยาเสพติด, การจัดการกับการกระด้างกระเดื่องของพลเมืองในภาคใต้, การคุมระบบราชการ, ทหาร, ตำรวจ ฯลฯ อย่างเด็ดขาดในนามของประสิทธิภาพ, การใช้รัฐเข้าไปแก้ปัญหาความล้มเหลวของระบบอื่นๆ ในสังคม นับตั้งแต่ระบบทุน, ระบบสินเชื่อ, ระบบตลาด ฯลฯ

คนจำนวนหนึ่งในสังคมไทยจึงเชื่อว่าการรัฐประหารใน พ.ศ.2549 เป็นการใช้อำนาจดิบทำลาย “คนดี-คนเก่ง” ซึ่งกำลังจะ “ปฏิรูป” ประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้า

ใน ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ต่อต้านทักษิณก็ใช้อุดมการณ์เดียวกัน เพียงแต่กลับด้านคือพิสูจน์ว่าคุณทักษิณไม่ใช่ “คนดี-คนเก่ง” ตามอุดมคติ ในขณะที่ “คนดี-คนเก่ง” ซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างอำนาจเก่า เพราะถูกระบบเลือกตั้งกีดกันออกไป จึงต้องดึงเอาคนเหล่านี้กลับสู่อำนาจ ร่วมกับ “คนดี-คนเก่ง” ซึ่งอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของม็อบต่อต้านทักษิณ ก็จะนำประเทศไทย “ปฏิรูป” ไปสู่ความเจริญและความมั่นคง ภายใต้อุดมคติของระบอบเดิม (“ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”)

“ปฏิรูป” ภายใต้การนำของ “คนดี-คนเก่ง” จึงไม่เคยนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรที่กระทบถึงประชาชนอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเพราะคนเหล่านั้นไม่ได้ดี-เก่งจริงเท่านั้น แม้แต่สมมุติให้ดี-เก่งจริง ก็ไม่อาจนำประเทศไทยไปสู่การ “ปฏิรูป” ได้ เพราะต้องจำนนต่อโครงสร้างอำนาจซึ่งมีผู้ได้เปรียบอยู่ในนั้นจำนวนไม่น้อย หรือมิฉะนั้นก็อาจถูกใช้กำลังเข้ายึดอำนาจขับไล่ออกไป

การปรับปรุง ไม่ว่าจะทำด้วยเจตนาดีเพียงไร จึงไม่ใช่ “ปฏิรูป” เพราะไม่ได้เปลี่ยน “รูป” หรือ form แต่อย่างใด

การ “ปฏิรูป” จึงต้องเริ่มจากการมองหาข้อบกพร่องใน “รูป” หรือระบบ ซึ่งทำให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพ การทุจริตฉ้อฉล และความไม่เป็นธรรมต่างๆ แล้วแก้ไขตัวระบบ (ซึ่งบางส่วนอาจกระทบไปถึงตัวระบอบบ้าง) จุดมุ่งหมายของการ “ปฏิรูป” น่าจะเป็นการสร้างระบบใหม่ ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ไม่ใช่เพราะมี “คนดี-คนเก่ง” เข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่เพราะมีเงื่อนไขต่างๆ ที่บังคับให้คนธรรมดามีโอกาสทุจริตฉ้อฉลได้น้อยที่สุด ภายใต้ระบบนั้น คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม มีทางต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนได้โดยสะดวก กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกฝ่ายมีอำนาจต่อรองทางการเมือง, เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้นโยบายสาธารณะที่จะประสบความสำเร็จได้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเปิดให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมมาตั้งแต่เริ่มวางนโยบาย

ระบบ ใหม่ดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็โดยการจัดความสัมพันธ์ขึ้นใหม่ ความสัมพันธ์ภายในตัวระบบนั้นๆ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวระบบกับส่วนอื่นๆ ของสังคม

ความสัมพันธ์ที่จะต้องจัดขึ้นใหม่นี้คือความสัมพันธ์ด้านใด?

สรุป ลงที่หัวใจสำคัญคือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ภายใน หรือความสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นระหว่างหน่วยราชการกับหน่วยอื่นและสังคมโดยรวม, ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค, ทุนกับแรงงาน, ทุนกับรัฐ, ทหารกับพลเรือน, ตำรวจกับประชาชน, สื่อกับผู้บริโภคสื่อ, พระกับฆราวาส, หญิงกับชาย ฯลฯ จำเป็นต้องปรับให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจมีลักษณะที่ถ่วงดุลกัน และตรวจสอบกันได้ ถูกทัดทานได้ และคานกันได้อยู่ตลอดเวลา

วิธีที่จะจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของระบบต่างๆ ในสังคมกันใหม่นั้นทำได้อย่างไร มีทางเลือกอยู่สามทาง

1/ผ่านรัฐธรรมนูญ ดังเช่นที่เราเคยทำในช่วงปลายทศวรรษ 2530 แต่กาลก็พิสูจน์ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ในสังคมด้วยการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่นั้นไม่ เพียงพอ นอกจากไม่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนที่แท้จริงแล้ว ยังเกิดปฏิกิริยาผกผัน กล่าวคือ นำไปสู่การดิ้นรนกลับไปหาความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิมหนักข้อขึ้นไปอีก

ผู้นำ “การปฏิรูปการเมือง” ครั้งนั้น ไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขนาดที่มองไม่เห็นว่า ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสังคมหนึ่งๆ ย่อมมีความสลับซับซ้อนมากกว่าจะกำหนดกันขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่ท่านเหล่านั้นไปเชื่อว่า หากปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบการเมืองได้ ก็จะเป็นตัวเร่งให้ต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบอื่นๆ ทั้งหมดเอง แต่พลังของความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิมกลับมีพลังมากกว่า นอกจากการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ในระบบการเมืองไม่กระตุ้นให้เกิดการปรับ เปลี่ยนแล้ว แม้แต่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบการเมืองเอง ก็หาได้ปรับเปลี่ยนไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่

(ข้อนี้ อาจมองตรงกันข้ามก็ได้ว่า ระบบกำลังปรับเปลี่ยนอย่างช้าๆ เช่นประชาชนระดับล่างเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต่อรองเชิงนโยบายได้มากขึ้น จากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ แต่ให้เวลาแก่การปรับเปลี่ยนไม่พอก็เกิดรัฐประหารขึ้นก่อน อย่างไรก็ตาม ผลบั้นปลายนั้นเหมือนกัน คือตัวรัฐธรรมนูญนั้นถูกฉีกทิ้งไปหน้าตาเฉย)

ในทางตรงกันข้าม นอกจากรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว มีเผด็จการ “อำมาตย์” อีกหลายชุด ที่พยายามจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของระบบกันใหม่ด้วยการประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญใหม่ (เช่นรัฐธรรมนูญของรัฐบาลหอย) แต่ก็ไม่มีผลยั่งยืนเช่นกัน เพราะพลังทางสังคมไม่ปล่อยให้ได้ปรับเปลี่ยนไปตามเจตนาของผู้ยึดอำนาจ ดึงกลับมาสู่จุด “ลงตัว” ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแบบที่เฉลี่ยอำนาจกันระหว่างกลุ่มชนชั้นนำเดิม และที่เกิดขึ้นใหม่… ถึงอย่างไม่เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย แต่ “ลงตัว” ในระยะหนึ่ง

โดย สรุปก็คือ ความเป็นจริงทางสังคมก็เป็นพลังชนิดหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการปรับเปลี่ยน ความสัมพันธ์เสมอ ไม่ว่าเราจะพอใจหรือไม่พอใจความเป็นจริงนั้นก็ตาม

2/”ปฏิรูป” คือการวางเงื่อนไขใหม่ให้เกิดการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบ ต่างๆ อาจเป็นเงื่อนไขทางกฎหมาย เงื่อนไขในตัวองค์กร (เช่นที่มาและความรับผิดต่อใคร เป็นต้น) อาจเป็นเงื่อนไขในทางปฏิบัติ อาจเป็นเงื่อนไขที่เกิดจากการเสริมให้อำนาจอื่นเกิดขึ้น เพื่อตรวจสอบถ่วงดุล หรือตัดสินใจเอง หรือเงื่อนไขที่เปลี่ยนบทบาทของรัฐในระบบนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขเหล่านี้ต้องมีผลในการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจของระบบ ไม่ใช่การปรับปรุงข้อบกพร่องของระบบเดิมเท่านั้น โดยไม่กระทบถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจเลย

3/ปฏิวัติ คือการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางสังคมใหม่ทั้งหมด โดยไม่อิงกับระบบความสัมพันธ์เดิมเลย จะทำเช่นนี้ได้ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องยึดอำนาจรัฐ เพราะรัฐดูจะเป็นเครื่องมือที่ดีสุดในการบรรลุเป้าหมายได้ ด้วยเหตุดังนั้นจึงหลีกหนีความรุนแรงได้ยาก

(คำว่าปฏิวัติ อาจถูกยืดความหมายไปใช้กับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เกี่ยวกับรัฐโดยตรงด้วย เช่นเครื่องพิมพ์นำมาซึ่งการ “ปฏิวัติทางวัฒนธรรม” ที่ยิ่งใหญ่ หรือการเกษตรในสมัยหินใหม่คือการ “ปฏิวัติ” ทางเศรษฐกิจครั้งแรกของโลก)

อันที่จริง “ปฏิวัติ” และ “ปฏิรูป” มีเส้นบางๆ ที่แบ่งสองอย่างออกจากกันเท่านั้น

และ เพราะการปฏิวัติต้องเข้าไปเกี่ยวกับการยึดอำนาจรัฐ จึงทำให้อย่างน้อยในช่วงหนึ่ง (ซึ่งอาจยาวนานเป็นศตวรรษ) ต้องคุมอำนาจรัฐไว้อย่างรัดกุม (เช่นเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ) ผลของการปฏิวัติจึงมักไม่นำไปสู่เจตนารมณ์ที่จะสถาปนาความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ขึ้นใหม่ ประชาชนกลับต้องสูญเสียอำนาจไปโดยสิ้นเชิง ไม่เฉพาะแต่อำนาจทางการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงอำนาจทางเศรษฐกิจ, ทางวัฒนธรรม และอำนาจทางอัตลักษณ์อื่นๆ ของตนทั้งหมด (เช่นคีตกวีกลายเป็นกรรมาชนทางดนตรี และ Shostakovitch ก็อาจกลายเป็นปฏิปักษ์ของรัฐหรือของชนชั้นกรรมาชีพได้)

ฉะนั้น หากเลือกวิถีทาง “ปฏิรูป” สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงมีอยู่สามประการ

1/ต้องไม่ใช่การปรับปรุง โดยไม่เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

2/แม้ ยังรักษาสถาบันในระบบเก่าไว้ตามเดิม แต่หลีกไม่พ้นที่จะต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสถาบันเหล่านั้น มากบ้างน้อยบ้าง เป็นธรรมดา

3/พลังที่แข็งแกร่งที่สุดในการนำการ ปฏิรูปคือพลังทางสังคม ปัญหาอยู่ที่ว่าสังคมต้องการความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่ในระบบต่างๆ หรือไม่ อำนาจรัฐ (ไม่ว่าจะอยู่ในมือฆาตกรหรือไม่) แทบไม่มีความหมายใดๆ เลย เพราะไม่สามารถผลักดันไปสู่การ “ปฏิรูป” (เปลี่ยน “รูป” หรือ “form”) ได้ หากสังคมไม่ต้องการปรับเปลี่ยน ความสำเร็จของการ “ปฏิรูป” ใดๆ จึงอยู่ที่ว่าจะสามารถขับเคลื่อนสังคมไปสู่การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่ได้หรือไม่เท่านั้น

ข้อนี้เป็นเงื่อนไขที่เด็ดขาดตายตัวไม่มีทางเลือกอื่น

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1287398543&grpid=&catid=02

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 19, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

“ต้องเปิดพื้นที่ความรู้ สร้างกลไกเชิงซ้อนตรวจสอบถ่วงดุล”

ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เสนอผลการศึกษา “พื้นที่ความรู้และกลไกเชิงซ้อนในจินตนาการใหม่ของสังคมเปลี่ยนผ่าน” ต่อ สภาวิจัยแห่งชาติ และนำเสนอในหลายเวที “กรุงเทพธุรกิจออนไลน์” สัมภาษณ์หามุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งปัจจุบัน

ปัญหาปัจจุบันเกี่ยวเนื่องจากอะไร เพราะขัดแย้งทางชนชั้นหรือเปล่า
 ไม่ ใช่ สังคมไทยเข้าสู่ระบบโลกาภิวัตน์มากขึ้น เราเปิดตลาดอะไรต่าง ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมจากเกษตรกรรมฐานที่ดิน มาเป็นเกษตรพึ่งพาทุนอย่างมาก การปรับโครงสร้างนี้ผลตามมาได้เกิดคนกลุ่มใหม่ ๆ มากขึ้น กลุ่มคนที่เรามองไม่เห็น เมื่อก่อนเราเรียกชาวนาก็ใช่ เรียกคนงานก็โอ เค แต่เดี๋ยวนี้ชาวนาเหมือนกัน แต่เป็นชาวนาตามพันธะสัญญา คุณเป็นเจ้าของที่ดินคุณก็เป็นชาวนา แต่การทำงานตัวคุณเป็นเหมือนคนงาน นอกจากนี้ยังมีคนงานผลัดถิ่นจากต่างประเทศ คนกลุ่มน้อยไร้สัญชาติในประเทศ
 คน เหล่านี้เราอาจเห็น แต่เราไม่รู้จัก ในเมื่อโครงสร้างเปลี่ยนคนเหล่านี้ก็ไม่สามารถได้รับผลพวงประโยชน์จากการ เปลี่ยนแปลงเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากไม่ได้ประโยชน์หรือได้น้อยไม่พอ พวกเขายังถูกผลักภาระความเสี่ยงให้ทั้งหมดตามระบบพันธะสัญญา ตัวอย่างชัดเจนเมื่อไหร่บริษัททำกำไรได้ คนกลุ่มนี้ก็ได้บ้างไม่มาก แต่เมื่อไหร่เกิดความเสี่ยงพวกเขาจะถูกผลักภาระความเสี่ยงมาทั้งหมดเลย นอกจากนี้ก็มีความเสี่ยงหลายรูปแบบ ยกตัวอย่าง มาบตาพุด ชาวบ้านรับเคราะห์กรรม นั่นคือกลไกกำกับความสัมพันธ์บริษัทกับชุมชนมันไม่มีเลย

พันธะสัญญาแบบนี้พูดถึงแต่ตัวเลขตอบแทนใช่ไม่ แต่ไม่ระบุปริมาณปล่อยของเสีย การรับผิดชอบ
 เรา ไม่มีกติกาทางสังคมต่อกรณีไง ปล่อยให้บริษัทใช้อำนาจมากมารุกรานวิถีชีวิต ชาวบ้านเองก็ต้องพึ่งทุนมากขึ้นไง ถ้าโอพะเรทกันแบบเดิมมันก็ได้(เสียงสูง) แต่ไม่เพียงพอ ลูกหลานเขาไม่มีที่เรียนทำไง ไม่สามารถอยู่ในชุมชนตัวเองได้อย่างมีความสุขทำไง เพราะเราปล่อยให้กลไกตลาดมีอำนาจมากเกินไป

กลุ่มคนล่องหน สังคมไม่เห็นหัวเขาเหล่านี้ ได้ต่อสู้กับทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ เพื่อพวกเขาเองอย่างไรบ้าง
 เขา ต่อสู้เชิงตั้งรับไง เช่นชะลอการขายผลผลิต ก็แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่มาถึงจุดหนึ่งมันออกมาในรูปการชุมนุมไปอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง เราก็งงมาก มาได้ยังไง
0 37 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 มาถึงขบวนการเสื้อแดง มีทั้งกลุ่มคนที่มองไม่เห็นสถานะ และกลุ่มคนรุ่น 14 ตุลาไปรับใช้อำนาจทุน อำนาจรัฐ ก่อความรุนแรง เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ชูทักษิณหรือไม่ 

คนรุ่นนี้มีการเสพข่าวสาร รู้ข้อมูลมากขึ้น แต่ก็เป็นปัจเจกมากขึ้น การรวมตัวต่อสู้ต่อรองก็ยังน้อย ดังนั้น คนเหล่านี้จึงเลือกจะรวมกลุ่มที่สามารถไปต่อรองกับอำนาจรัฐได้ บางคนถือโอกาสเข้าไปในกลุ่มเสื้อแดงสายคุณทักษิณ เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เหล่านี้ผมเรียกว่าปัญหาอัตลักษณ์ ปัญหาตัวตน คนมองไม่เห็นเขา การใส่เสื้อสีอะไรจึงเป็นการแสดงสัญลักษณ์ พวกเขามีข้อมูลข่าวสารก็เอามาบอกให้สังคมได้รู้จักในนามของสีเสื้อ

ไม่นานมานี้ มีวิจัยสาเหตุขัดแย้งโดยเฉพาะเสื้อแดง ว่าไม่ใช่มีสาเหตุจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่เกิดจากความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกกระทำ 2 มาตรฐาน เป็นจริงหรือแค่ปรากฏการณ์
 ความเหลื่อมล้ำมีหลายลักษณะ ไม่ใช่แค่จนกับรวย การพูดแค่นี้เป็นลักษณะคู่ตรงข้าม เป็นการพูดแบบลดรูปให้เหลือแค่ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ยังไม่ดีพอ ส่วนใหญ่คิดกันอย่างนี้ จริง ๆ มันเป็นความขัดแย้งเชิงซ้อน เช่น คนเข้ามาสร้างความเจริญในพื้นที่ก็จริง แต่มองไม่เห็นหัวคนที่นั่น อะไรๆ ก็ไม่ได้ด้วย คือเขาไม่ได้อย่างที่เขาคิดว่าจะได้นะ นี่คือเรื่องสิทธิ

เสื้อแดงไม่ได้สิทธิในแง่ไหน
 เรื่อง เสื้อแดงนี่ผมไม่รู้ ที่ไปสัมภาษณ์มาเป็นเพียงเฉพาะหน้า ไม่มีบริบทอื่นประกอบ งานวิจัยจะอ้างว่า เขาต้องการสิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิในการเลือกผู้นำเอง ซึ่งอันนี้ก็เป็นการลดรูปเรื่องสิทธิให้เหลือแค่นั้น เราต้องดูโครงสร้างด้วยหมายถึงอะไร ที่ทำมาเป็นแค่ปรากฏการณ์ แก้ไม่ได้

ปัญหาอยู่ที่นักวิชาการด้วยไหม หยิบมาขยายต่อให้ใหญ่โต
ใน เมื่อพูดแค่ปรากฏการณ์ ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะมันถูกแค่ปรากฏการณ์ คือมีปัญหาอื่น ๆ อีกคุณไม่พูด พูดนิดเดียว มันก็ไม่ผิด เราก็ไม่เถียง แต่ไม่ได้บอกปัญหาอย่างนี้มีความเป็นมาอย่างไร ภายใต้โครงสร้างอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรทำให้เป็นอย่างนี้ ที่ผมพยายามบอกคือปัญหาเรื่องตัวตน ปัญหาเรื่องสิทธิ และปัญหาเรื่องความรู้ 3 อย่าง

พัฒนาการสังคมมาถึงจุดที่ วัด บ้าน โรงเรียน ช่วยแก้ปัญหาชุมชนไม่ได้แล้วหรือ
มาบตาพุด วัด บ้าน โรงเรียนจะไปแก้ยังไง เป็นปัญหาต้องรับความเสี่ยง นี่แหละที่ว่าไปทำพันธะสัญญาแล้วโรงงานก็ผลักภาระให้ชุมชนต้องรับผิดชอบเอง แล้วจะแก้อย่างไง พวกคุณอยู่ในความสัมพันธ์แบบใหม่ แต่ไปใช้โครงสร้างเก่า กลไกเก่ามาแก้ได้ยังไง เออถ้าผัวเมียตีกันอย่างนี้ โอ เค วัดบ้านโรงเรียน พอได้ (หัวเราะ) 

กลไกใหม่คืออะไร อย่างไร
กลไก หลัก ๆ คือการตรวจสอบถ่วงดุลตลาด นี่พูดรวม ๆ เช่นอะไรบ้าง กลไกภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมลพิษหรือกลไกเพื่อการใช้ เช่นนายทุนมาซื้อที่ดินเป็นเจ้าของจะทำอะไร ต้องถามชุมชนที่จะถูกผลกระทบก่อน พูดง่ายๆ หลักการเชิงซ้อนนำไปสร้างกลไกเชิงซ้อนเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลให้เกิดความเป็น ธรรม เกิดความสงบสุขในสังคม

คณะกรรมการสี่ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุดล่ะ
 อัน นี้ไม่ใช่กลไกเชิงซ้อน ไม่ใช่มาตรการเคลื่อนไหวทางสังคม ต้องให้ท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมมากที่สุด จะพูดว่ากระจายอำนาจก็ได้ แต่พูดมาจนเบื่อแล้ว ผมมาพูดใหม่บ้างคือจัดการการใช้อำนาจเชิงซ้อน เป็นคอนเซ็ปท์ ส่วนจะเป็นแบบไหนมาคุยกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ใครรวบหัวรวบหาง ตั้งอะไรขึ้นมา

ถามย้ำอีก ทักษิณเป็นเงื่อนไขสำคัญ หรือเป็นแค่ตัวแปรในความขัดแย้งครั้งนี้
ทักษิณ เป็นเพียงแค่ปลายของภูเขาน้ำแข็ง ประเทศเราสะสมปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำมานาน ละเลยคน ละเลยเรื่องตัวตน ละเลยเรื่องสิทธิ ละเลยเรื่องความรู้ คิดว่าการปฏิรูปอย่างเดียวจะแก้ปัญหาได้หมด ทั้งที่มีความรู้หลายรูปแบบ แต่ไม่นำความรู้นั้นมาสังเคราะห์หรือมาผสมผสานใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ พูดง่าย ๆ เป็นปัญหาทางโครงสร้าง เรามาติดปลายเหตุที่ทักษิณ ผมจึงพยายามดึงมาหาปัญหาโครงสร้าง โอเคพูดปรากฏการณ์ก็ไม่ผิด แต่จะบอกว่าเลือกตั้งอย่างเดียวแล้วปัญหาจบ มันไม่ได้ ทักษิณตอนอยู่ในอำนาจก็ไม่เห็นทำเรื่องพวกนี้เลย ผมพูดกับทักษิณตั้งหลายที ไม่เห็นมันทำ…อะไร

ทักษิณก็เป็นทุนนิยมเสรี รัฐบาลปัจจุบันก็เป็นทุนนิยมเสรี แล้วต่างกันยังไง มีจุดแยกแค่เรื่องทุจริตภาษีหรือ
 ชูประชานิยมเหมือนกัน

มองนโยบายรัฐบาลนี้ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยไหม
 ยัง ไม่พยายามทำเรื่องกำกับตลาด ที่ทำคือเอาใจกลุ่มทุน ผลักภาระให้คนจน ที่พูดกันมานับสิบปีแล้ว คือโฉนดชุมชน เพราะสังคมใหม่ ฐานไปอยู่ที่ทุน ไม่ใช่อยู่ที่ดิน หรือแลนด์เบส อีกแล้ว ฐานโครงสร้างมันล้ำเข้ามาเรื่องทุนขนาดนี้แล้ว ถ้าจะแก้แค่นี้ก็ไม่ผิด ก็ดี แต่ยังน้อยเกินไป คือเขาคิดว่าปล่อยให้ทุนมันดีขึ้นกว่านี้ ให้ตลาดทำงานดีกว่านี้ คนก็จะดีขึ้น เขายังเชื่อแบบเดิม เมื่อไม่ได้กำกับทุนก็จะมีปัญหามากขึ้น เพราะเรื่องสิทธิ เรื่องกฎหมายยังไม่ได้แก้

กฎหมายที่ออกจากสภา กลไกใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างไร
 ศาล มีปัญหามาก เพราะยังใช้หลักคิดเชิงเดี่ยว เช่นเรื่องป่า กรมป่าไม้มีอำนาจ ใครมีอำนาจ อำนาจอยู่ที่ใครคนนั้นถูก ใช้ไม่ได้ จะฝากอำนาจไว้กับแค่คนกลุ่มเดียวไม่ได้ ยกตัวอย่างผมไปออสเตรเลีย เพื่อนผมเขาบอกวันนี้ต้องไปพิพากษาคดีชาวอะบอริจิน คือศาลที่นั่นเขาจะมีนักวิชาการมานุษยวิทยาไปร่วมพิจารณาตัดสินด้วย คนวัฒนธรรมแตกต่างจะใช้กฎหมายเดียวไปยัดเยียดให้เขาผิดไม่ได้

อเมริกาเมื่อเกือบร้อยปีมาแล้ว ออกกฎหมาย Public Accommodation Law คนผิวสีจะไปพักโรงแรม เจ้าของโรงแรมคนผิวขาวไม่ยอมให้พัก กฎหมายนี้จึงกำหนดว่าถึงแม้เป็นเจ้าของโรงแรมก็จริง แต่ไม่มีสิทธิปฏิเสธผู้ใช้บริการ ไม่สามารถบังคับสิทธิได้สมบูรณ์เบ็ดเสร็จ กฎหมายเปิดให้สังคมสามารถบังคับสิทธิซ้อนทับลงไปได้อีกด้วย

ชาวเขาทำไร่หมุนเวียน พวกเราไปเรียกไร่เลื่อนลอย ถูกจับ แต่ปลูกยางพาราในพื้นที่เดียวกัน ไม่จับ ยางพารามันเป็นนโยบาย มันสร้างรายได้ ชาวเขาปลูกข้าวไว้กินมันไม่สร้างรายได้ ไร่หมุนเวียนเขาทำมาเป็นพันปี แต่คนเมืองไม่ยอมรับความแตกต่าง เขาทำไร่แบบนั้น ไม่ใช่กฎเกณฑ์ของคนเมือง ดังนั้น ถ้าคุณไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ของเขาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์ใหญ่แล้วจะอยู่กัน ได้อย่างไร ในสังคมไทยมีกฎเกณฑ์ตั้งหลายอย่างสลับซับซ้อน แต่พูดลดรูปเหลือแค่กฎหมายที่บัญญัติเท่านั้น  

ศาลแรงงานก็มีผู้พิพากษาสมทบจากคนภายนอก ศาลครอบครัวเด็กและเยาวชนก็มีคนนอกมีประสบการณ์มาร่วมตัดสินด้วย เป็นเชิงซ้อนหรือยัง
 เป็นความพยายามที่จะมีหลายศาลเท่านั้น แต่ก็เป็นกฎหมายเดียว เอาเฉพาะที่เป็นตัวกฎหมายมาตัดสิน

เรื่องความขัดแย้งที่เชียงใหม่ รุนแรง นักวิชาการที่นั่นเตือนๆ บ้างไหม
เรื่อง พวกนี้ผมไม่ค่อยรู้จริง และก็มีการช่วงชิงข้อมูลกัน ป้ายกันไปป้ายกันมา ไม่รู้ความจริงหรืออะไร พูดง่ายๆ อย่าไปตกเป็นเครื่องมือของใคร โอเคเห็นด้วยคนถูกฆ่าก็จะต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา ผมเองก็ถูกอ้างชื่อด้วยกับยุบสภา แต่ผมไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่อง มันแค่ประเด็นเดียว ไม่ใช่ว่าเห็นด้วยกับแนวทางพวกเคลื่อนไหว เพราะหลายๆ อย่างไม่ตรงกับเราคิด เช่นหลายๆ เรื่องที่รัฐบาลฝากให้บางคณะดูแล

คณะกรรมการปฏิรูป สมัชชาปฏิรูป คณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรง เป็นแค่รัฐบาลฝากงาน
 เป็น เรื่องที่ฝ่ายกล่าวหารัฐบาล ๆ ก็พยายามหาอะไรมาถ่วงเวลาหรือซื้อเวลาอะไรก็แล้วแต่ เรื่องปฏิรูป สังคมมักคิดว่าได้คนมีความรู้เข้ามาจะแก้ได้ อย่างเก่งก็จัดรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น ต้องถามว่าปฏิรูปอะไร ตั้งขึ้นมาแล้วเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงกัน และมีการเคลื่อนไหวทางสังคม

กังวลเรื่องระเบิดบ่อยๆ ไหม
ไม่กังวล เป็นข่าวประจำวันแล้ว เป็นการสร้างสถานการณ์ก็ได้ ผมอยู่กับงานวิจัย เรื่องที่ไม่รู้ ไม่อยากพูด

เห็นข้อดีของความขัดแย้งในสังคมไทยในช่วงนี้บ้างไหม
ความ ขัดแย้งครั้งนี้ไปในทางไม่ค่อยดี ซึ่งมันน่าจะดีได้ แต่ไม่รู้เพราะอะไร อาจเป็นที่หมู่แกนนำ ค่อนข้างวิเคราะห์สังคมพลาด แกนนำเองก็มีปัญหาซับซ้อน บางคนนำพาไปเรื่องรัฐชาติ พรมแดน ชนชั้น ติดกับมัน ปวดใจจริงๆ โลกไร้พรมแดนมากขึ้น เสียดายในสังคมตั้งเยอะแยะมองเห็นแค่ไม่กี่คน เสียดายสังคมมองความขัดแย้งเป็นปัญหา ไม่มองความขัดแย้งเป็นตัวแก้ปัญหา สังคมที่ถูกครอบงำความรู้ พูดตามๆ กันมากกว่าจะพูดจากสติปัญญา ดังนั้นจะต้องไม่ผูกขาดความรู้แค่ในสถาบันการศึกษา ทุกคนลดรูปความเป็นจริงลง ทุกอย่างจึงบิดเบี้ยวไร้สติ เราเลยอ่อนด้อยสติปัญญา ขาดความสามารถจะต่อกรกับปัญหาได้ แทนที่จะใช้ความขัดแย้งมาสร้างสรรค์ ช่วยกันเสนอประเด็นปัญหาเพื่อสร้างสถาบันหรือกลไกเผชิญในโลกสมัยใหม่ ที่ผ่านมาพูดแต่เรื่องรูปแบบ เรียกร้องระบบประชาธิปไตยก็แค่รูปแบบ 

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศทำอยู่พอไหวไหม
ไม่พอ ยังวิเคราะห์สังคมแบบ 20 ปีที่แล้ว ควรจะทำเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มาทำตอนนี้ถือว่าน้อยไป

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/news-maker/20101018/358311/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5.html

 

ป้ายกำกับ: ,

เศรษฐศาสตร์กับการปฏิรูป: ผลสำรวจ โครงสร้างสังคม ปปช. ช่องว่างทางชนชั้น ใจและกึ๋น

สมาคมเศรษฐศาสตร์ไทยได้จัดการประชุมวิชาการประจำปี 2553 ในหัวข้อ “การปฎิรูปเศรษฐกิจเพื่อความราบรื่นของสังคม” เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เวลา 9.00-15.30 น. ที่โรงแรมดิเอ็มเมอร์รัล โดยในการประชุมมีการเสนอผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ไทยเรื่อง “การปฎิรูปเศรษฐกิจและปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้”


การศึกษาดังกล่าวเป็นการสำรวจด้วยแบบสอบถามสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยมีตัวอย่างทั้งหมด 78 ตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่าความ เห็นของนักเศรษฐศาสตร์มีระดับความเห็นด้วยในเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน โดยรวมว่าดีขึ้นในระดับกลางโดยคะแนนความเห็นด้วยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.2 (1=เห็นด้วยมาก ถึง 5=เห็นด้วยมาก) และส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้น(ระดับคะแนน 4.4)ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้่นที่ระดับ 4.5 และ4.8 ตามลำดับ


ในด้านสาเหตุหลักที่คิดว่าประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาคอรัปชั่นและการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบมีค่าเฉลี่ยที่ 4.4 (1=เป็นเหตุที่ไม่สำคัญ ถึง 5=เป็นเหตุที่สำคัญมาก) ความไม่เท่าเทียบกันทางรายได้ระหว่างเมืองและชนบทกับความไม่เท่าเทียมกันใน ทางโอกาสการศึกษาอยู่ที่ 4.2 ส่วนโครงสร้างภาษีที่สร้างความไม่เท่าเทียมในสังคมอยู่ที่ 4.0


ด้านเหตุผลที่กระทบต่อความราบรื่นในสังคมไทย ผลพบว่า เหตุผล เรื่องพฤติกรรมนักการเมืองมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นที่ 4.7 (1=ไม่เป็นสาเหตุ ถึง 5=เป็นสาเหตุที่สำคัญมาก) โดยตัวอย่างที่อายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไปมีค่าเฉลี่ยที่4.9มากกว่ากลุ่มที่อายุน้อยกว่า 45ปีที่มีค่าเฉลี่ย 4.6 ซึ่งบ่งบอกความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มอายุ


ส่วนความเห็นเรื่องมาตรการที่รัฐต้องช่วยลดปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน โดยผลพบว่าตัวอย่างมีความเห็นว่ารัฐจำเป็นต้องลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ 4.5 (1= ไม่จำเป็น ถึง 5=จำเป็นมาก)


สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยให้รัฐใช้นโยบายแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น/ความไม่เป็นธรรม ในสังคมมากถึง 4.9 (1=ไม่เห็นด้วยมาก ถึง 5=เห็นด้วยมาก) ส่วนความคิดเห็นเรื่องมาตรการที่จะช่วยเพิ่มรายได้ผลพบว่าภาษีที่คิดว่ารัฐ ควรจัดเก็บเพิ่มเติมและพร้อมจะจ่ายภาษีมากขึ้นอาทิ ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยมีค่าเฉลี่ย 4.7(1=ไม่เห็นด้วยมาก ถึง 5=เห็นด้วยมาก), ภาษีบุหรี่ได้ 4.8, ภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 4.8 แต่ภาษีดอกเบี้ยและเงินปันผลในอัตราก้าวหน้ากลับมีค่าความคิดเห็นเฉลี่ยแค่ 3.3 

 

 

 


 

ช่วงท้ายของการประชุมมีการอภิปรายเรื่อง “การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความราบรื่นของสังคม” โดยมีวิทยากรร่วมอภิปรายได้แก่ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ, ดร.เมธี ครองแก้ว กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ดร.ปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


  

โครงสร้างสังคมไทย

 

ดร.ผาสุก กล่าวในการอภิปรายตอนหนึ่งว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันหากดูจากโครงสร้างการมีงานทำจะเห็นว่าเป็นตัว ที่กำหนดหลายสิ่งที่ตามมาและสามารถชี้ช่องทางการปฎิรูปประเทศได้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศอุตใหม่ ระดับรายได้ต่อหัวอยู่ในรายได้ระดับกลาง ในฐานะที่เราเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ถ้าเราไปเปรียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐจะเห็นความแตกต่างได้อย่าง ชัดเจน การศึกษาของแรงงานที่จบน้อยกว่าประถมมีมากกว่า 50 %


โครง สร้างของผู้มีงานทำของไทยแตกต่างจากประเทศอื่นมาก ลองดูของเพื่อนบ้านถ้าเปรียบเทียบแรงงานที่จบประถมศึกษาระหว่างประเทศ ไต้หวัน มาเล ฟิลิป จีนจะเห็นได้ว่าเราโด่งกว่าประเทศอื่นหมด แม้ว่าตัวเลขจะเป็นตัวเลขเก่าอยู่


ลอง เทียบระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่นในช่วง1970 กับไทยช่วง 2005 มีส่วนอุตสาหกรรมแค่ 8 %แต่ในญี่ปุ่นมีถึง 34 %ซึ่งเห็นได้ว่าเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้มีงานทำมากนัก


ส่วน ในเกาหลีใต้ก็ไม่มีกลุ่มเจ้าของที่ดินที่จะเป็นอุปสรรคในการดำเนินนโยบาย เรื่องที่ดินหรือเรื่องอื่นๆ หากมาดูความเปลี่ยนแปลงในการผลิตภาคการเกษตรจะพบว่าเราล้าหลังประเทศอื่นหมด แต่แม้ว่าเราจะไม่มีนยโบายพัฒนาอุตสาหกรรมเหมือนเกาหลี แต่ การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศที่ร่ำรวยขึ้น ปัญหาของประเทศไทยคือ เราเริ่มมั่งมีแต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนกฎให้เดินตามด้านเศรษฐกิจทัน


ผล พวงของการมีโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าวจะทำให้เรามีปัญหา”การมีขีดจำกัดของ รายได้” เราไล่กวดประเทศอื่นๆไปแต่เราไม่สามารถไล่ทัน ในขณะที่ 60 % ของแรงงานเราไม่มีความมั่นคงในชีวิต สถาบันต่างๆปรับตัวช้าหรืออาจไม่ได้ปรับตัว ทั้งในเรื่องการบริหารและเครดิต การที่ระบบการธนาคารมีแบ้งค์ต่างชาติเข้ามามากขึ้น ส่งผลต่อการให้เครดิตมากขึ้น ซึ่งแบ้งค์เหล่านี้จะเป็นตัวนำในการเอานโยบายต่างๆเข้ามา 


นอกจากนั้น เรา ยังไม่มีนโยบายในการป้องกันการกระจุกตัวของอำนาจ การที่ประชากรจำนวนมากไม่มีความมั่นคงในชีวิตเป็นแหล่งบ่มเพาะ”ประชานิยม”ใน แบบลาตินอเมริกาเป็นอย่างดี การที่เราไม่มีมาตรการป้องกันก็เข้าไป สู่ภาวะการกระจุกตัวของทรัพย์สินและอำนาจ นำไปสู่การตกผลึกของกลุ่มคนที่มันแนวคิดอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ขณะนี้เรามีเจ้าของที่ดินเป็นส.ส. จำนวนมาก มีหลายตระกูลเป็นตระกูลเก่า ถ้าหากผู้กำหนดนโยบายกลายเป็นเจ้าของที่ดินแล้วเราจะคาดหวังอะไรได้


ใน ขณะที่เกาหลีมีการปรับเรื่องความเสมอภาคในเรื่องที่ดินซึ่งไม่ทำให้เป็น อุปสรรคต่อการพัฒนา แต่ของไทยเราสร้างกลุ่มเจ้าของที่ดินมาเป็นผู้กำหนดนโยบายในรัฐสภา ถ้าเราต้องการมีความสมดุลมากกกว่านี้ แทนที่จะคิดว่าการเกษตรนั้นปิดกั้นการเติบโต แต่ให้คิดว่าเรามีทรัพย์สินของชาติที่ต้องพัฒนา ต้องคิดถึงการลทุนในภาคนี้ และให้ความจริงจัง


ส่วนนโยบายทางสังคม ขอ เสนอว่าต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถื่น ให้ประชาชนดูแลตัวเอง ดูแลภาษีที่ต้องจัดเก็บด้วยตัวเอง อย่าไปกลัวว่าส่วนกลางจะมีส่วนร่วมน้อยลง เวลาที่เขาเดินขบวนก็จะเดินกันที่บ้านเกิดตัวเอง ต่อมาคือ การปฏิรูปต้องขอให้ไม่มีรัฐประหาร ให้โอกาสคตไทยได้เรียนรู้ในการสร้างระบบอการเมืองในกรอบของประชาธิปไตยด้วย ตนเอง ขอให้เรียนรู้ลองผิด ถูกไปเอง การรัฐประหารทำให้ลบการเรียนรู้เหล่านั้นไป


จาก การศุึกษาของตัวเองพบว่าการคอร์รัปชั่นมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงที่เป็น ประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญปี 40 มีการเอาผิดนักการเมืองให้เข้าคุกด้วยกระบวนการที่ถูกต้องซึ่งไม่เคยเกิดมา ก่อนในประเทศไทย เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีรัฐประหารในครั้งนั้นเราก็สามารถก้าวหน้าไปได้


 

ปปช.กับความราบรื่นของสังคม

 

ด้าน ดร.เมธี ตั้งคำถามนำในการอภิปรายว่า การที่จะทำอะไรกับระบบบริหารประเทศเพื่อนำไปสู่ควมราบรื่นโดยผ่านองค์กรปปช.จะทำได้หรือไม่ อย่างไร


ขอบเขตการทำงานของปปช. ในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์มองว่ามีสามส่วน หนึ่งคือ ตำแหน่งของปปช.ในการจุบกุมหรือชี้มูลเพื่อจับกุมผู้ทำผิดได้อย่างไร สองคือ หาทางเอาผิดกับการดำเนินการในทางนโยบายที่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าผิดกฎหมายหรือไม่ได้อย่างไร สามคือการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราจะจับคนผิดไม่ได้แต่เราจะมีมาตรการป้องกันอย่างไร


ส่วน แรก การต่อต้านการทุจริตนั้นมีสองส่วนคือกลุ่มนักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่น หน้าที่ของปปช.ไม่ใช่เอาคนมาลงโทษ แต่มีหน้าที่พิจารณาข้อหาที่ผิดกฎหมาย หรือชี้มูล สองคือ การดำเนินนโยบายที่อาจเป็นนโยบายที่ก่อให้เกิดผลเสียกับรัฐนั้นเป็นเรื่อง ที่มีความยากลำบากในการทำงาน  แต่แนวคิดจะเริ่มที่ว่าจะเห็นว่ากฎหมายที่รัฐออกมา แล้วเห็นว่าปปช.บิดผันต่ออำนาจที่แท้จริง ก็ต้องทักท้วงได้ ปปช.กำลังเห็นว่าถ้าเห็นว่าเป็นส่งที่ไม่ดีก็สามารถชี้มูลได้สามคือ การป้องกัน คณะกรรมการปปช.มสามารถเสนอมาตรการ ความเห็น ข้อเสนอแนะไปเสนอกับหน่วยงานใดก็ตามที่จะทำให้เกิดความราบรื่นได้ สามารถมีมาตรการเชิงรุก ป้องกันนโยบายที่ไม่ดีไม่ให้เกิดได้


สรุปแล้วปปช.ก็ พยายามใช้อำนาจตามกฎหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุด คณะกรรมการปปช.ชุดนี้คิดว่าเข้ามาโดยเป็นตัวของตัวเองไม่ได้เป็นนอมินี เพราะฉะนั้นเรามีอิสระเต็มที่ คิดว่าถ้าเราตรงนี้ต่อไปก็น่าจะเกิดสิ่งดีๆขึ้น

 

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ


ดร.ปรเมธี กล่าวว่า ขณะนี้การจัดทำร่างทิศทางแผนพัฒนาฉบับที่ 11 ก็ให้ความสำคัญกับความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศและนอกประเทศ ซึ่งเน้นว่าความขัดแย้งในประเทศต้องมีการแก้ไขเพราะจะเป็ฯจุดอ่อนที่สำคัญ


6 ยุทธศาสตร์ที่ตั้งขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือเรื่องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดในสังคม ในแง่ทิศทางก็มีกรอบที่เรากำลังคุยกัน โดยให้ความเห็นที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ สำนักงานก็มีการร่างจุดนี้บ้างแล้ว แต่ส่วนตัวคิดว่ายังคงไม่ถึงจุดที่สำเร็จรูปและน่าพอใจนัก จึงอยากเสนอประเด็นที่ยังค้างคาใจ ที่ต้องมีการวิเคราะห์ จัดทำต่อไป


เรา ไม่คิดว่าช่องว่างของคนรวยและคนจนมีมากขึ้น เพียงแต่เป็นช่องว่างที่ว่างมาตั้งแต่เริ่มกระบวนการพัฒนา เราอาจรู้สึกเพราะคนรวยแสดงออก ในขณะที่แต่เดิมคนรวยไม่ได้โชว์มากนัก ตอนนี้ค่านิยมของสังคมเปลี่ยนไป และเมื่อพัฒนาแล้วช่องว่างก็ไม่ลดลง ซึ่งน่าจะมีกลไกที่ทำให้ส่วนต่างเหล่านี้มีจริง ตรงนี้ต้องเป็นเรื่องที่คิดอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไรให้เกิดกลไกที่ต่างจากเดิม และเกิดผลในการลดความเหลื่อมล้ำ


ทั้งนี้ เรา คงต้องให้ความสนใจในคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างช่วงบนและล่างมากกว่าเดิม และนโยบายที่จะช่วยสร้างชนชั้นกลางมากขึ้นจะทำได้อย่างไร ส่วนตรงกลางเป็นส่วนที่มีปัญหา นโยบายที่เรายังไม่ค่อยได้พูดมาก่อนคือ การสร้างโอกาสทำมาหากินในแง่ที่ให้ใช้ความรู้ ทักษะฝีมือ หรือผู้ประกอบการในทุกสาขาที่จะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง นอกจากนี้ เวลาที่เราคิดถึงชนชั้นกลางเราให้คำอธิบายได้แค่ไหน ให้ประเทศเรามีsocial dynamic มากขึ้น


ส่วน การปฏิรูปเพื่อความราบรื่นนั้น จากการที่เข้าไปฟังความเห็นของประชาชนและมีส่วนร่วมในแผนปรองดอง เมื่อพูดถึงความเหลื่อมล้ำของประชาชนแล้วมี สามเรื่องที่คนให้ความสำคัญ หนึ่งคือ กฎหมาย ที่มีหลายมาตรฐาน คนรายได้น้อยมักตกเป็นเหยื่อหรือช่วยตนเองไม่ได้เมื่อตกอยู่ในวิกฤติ สองคือ การเมือง การเมืองนั้นคนเห็นว่าการเมืองไม่ได้เป้นผู้แทนของตนเอง และคนส่วนใหญ่ รวมไปถึงการทุจริตที่เกิดขึ้น สามคือทรัพยากรธรรมชาติ คนที่เห็นว่ามีควมไม่เป้นธรรมก็มักพูโกันเอยะ คนส่วนใหญ่ที่ได้ใช้ก็เป็นคนที่มีฐานะดี คนส่วนท้องถิ่นไม่มีส่วนได้ใช้ ซึ่งอาจเป็นกลไกที่ต้องแก้ไขไปพร้อมๆกัน

 

 

นโยบายสาธารณะ


ดร.มิ่งสรรพ์ กล่าวว่า ต้อง ปฏิรูปนโยบายของรัฐเพราะเป็นที่มาของความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังไม่ได้ใช้หลักการในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากนัก เรื่องภาษีสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่เห็นชัด พรบ.ที่ให้อำนาจราชการไปเก็บภาษีก็ไม่มี ไทยเกือบเป็นประเทศสุดท้ายในเอเชียที่ยังไม่มีหลักการเพราะเราไม่ได้สนใจ เรื่องสิ่งแวดล้อม


สิ่ง แรกที่ต้องปฏิรปคือ ตัวนักเศรษฐศาสตร์ไทยเองเพราะว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ เราปล่อยให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาเศรษฐกิจ และไปคิดเรื่องอื่นหมด ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช้ปัญหาเล็กๆ


เมื่อถามว่าในประเทศไทยปัญหาเรื่องนี้คืออะไร สิ่ง ที่เราขาดคือเรื่อง”กึ๋นกับใจ” เวลาที่นโยบายที่พรรคเดียวออกจะผ่านง่ายเพราะ ไม่มีการแบ่งหรือเหยียบเท้ากัน ถ้าเป็นเรื่องที่คิดโดยส่วนรวมร่วมกันอย่างสิ่งแวดล้อมมักไม่สำเร็จ การจัดสรรอำนาจระหว่างกลุ่มไม่ลงตัวหรือว่าลงตัวเกินไปก็ไม่รู้ แต่กรณีทั้งหลายทำให้นั้นประเทศเสียหาย

“ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทย ก็ต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจให้ได้ “

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1286965002&grpid=&catid=02

 

 


 

ป้ายกำกับ:

เมื่อเศรษฐกิจไม่มั่นคง และประชาชนยังเหลื่อมล้ำ ประชาธิปไตยไม่ต้องถามถึง

มูลนิธิ 14 ตุลา ได้ริเริ่มโครงการปาฐกถา 14 ตุลา ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2545 เพื่อให้เป็นงานประจำปีของมูลนิธิอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ถือเป็นปีที่ 9 และเพื่อให้เป็นกิจกรรมาสำคัญในการสืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่างองอาจกล้าหาญ โดยในปีนี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมเป็นปาฐก ในหัวข้อเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับประชาธิปไตย” โดยจัดขึ้นที่ ห้องประชุม 14 ตุลา มูลนิธิ 14 ตุลา ถนนราชดำเนินกลาง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2553 ผู้สื่อข่าวมติชนออนไลน์ เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ จึงขอสรุปประเด็นสำคัญต่างๆได้ดังนี้

สังคมไทยมีโอกาสให้เป็นประเทศประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหลายครั้ง นับตั้งแต่หลัง 14 ตุลาคม 2516 หรือพฤษภาคม 2535 ตลอดจนหลังการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เมื่อปี 2540 แต่ปรากฏว่าประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่มีความมั่นคงและยั่งยืนพอ การเมืองไทยจึงไม่สามารถหลุดพ้นออกจากวัฏจักรของการเลือกตั้ง การกล่าวหากันเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน และการรัฐประหารได้

ปัญหาความล้มเหลว ในการพัฒนาประชาธิปไตยให้สามารถลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคงในสังคมไทย มีรากเหง้าที่ลึกไปกว่าการออกแบบกติกาและสถาบันทางการเมืองต่างๆ เช่นระบบการเลือกตั้ง หรือระบบการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะปัญหาความล้มเหลวในการพัฒนาให้ประชาธิปไตยของไทยเป็นผลโดยตรงมาจากความ เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมระดับสูง

เมื่อดูจากข้อมูลที่มีอยู่ อาทิ ผลการลงประชามติ และผลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่าประชาชนในจังหวัดที่มีรายได้สูง โดยเฉพาะในเขตเมือง มีพฤติกรรมการลงคะแนนที่แตกต่างจากประชาชนในจังหวัดที่มีรายได้ต่ำอย่าง ชัดเจน ตามข้อมูลของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ชี้ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 พบว่าประชาชนใน 26 จังหวัดที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าประชาชนใน 32 จังหวัด ที่เลือกพรรคพลังประชาชน อย่างเห็นได้ชัด โดยจังหวัดที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 2.2 แสนบาทต่อปี ในขณะที่จังหวัดที่เลือกพรรคพลังประชาชน มีรายได้ต่อหัว 9.2 หมื่นบาทต่อปี

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความเหลื่อม ล้ำทางสังคม ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ที่มีรายได้น้อย มีโอกาสในการไต่เต้าทางสังคม ผ่านการศึกษาระดับสูงไม่มากนัก ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าหัวหน้าครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 มีอัตราการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเพียงร้อยละ 1.52 ในขณะกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงสุดร้อยละ 20 มีอัตราการศึกษาในระดับดังกล่าวถึงร้อยละ 16.2

ในส่วนของการบริการด้านสาธารณสุข พบว่ากลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงสุดร้อยละ 20 ได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลของรัฐในสัดส่วนร้อยละ 28.8 ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 ได้รับเพียงร้อยละ 16.1 โดยความแตกต่างมีแนวโน้มที่ชัดเจนมากในกรณีผู้ป่วยนอก ซึ่งประชาชนมีส่วนในการเลือกไปรับบริการมากกว่ากรณีผู้ป่วยใน ซึ่งผู้ให้บริการเช่นแพทย์ มีบทบาทในการตัดสินใจมากกว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ประชาชนที่มีรายได้สูง มีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาล ซึ่งรัฐให้การอุดหนุนมากกว่า

สุดท้าย ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่น่าจะสำคัญที่สุดก็คือ ความรู้สึกว่า ตนไม่มีตำแหน่งแห่งที่ในสังคม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยในภาคอีสาน ซึ่งรู้ดีว่าตนถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม เพราะมีฐานะยากจน ความรู้น้อย รู้สึกว่าสังคมมีการแบ่งชนชั้น และมีปัญหาความไม่เท่าเทียมจากการมีเงินใต้โต๊ะ และเส้นสาย ซึ่งทำให้ตนเสียโอกาสต่างๆที่ควรจะได้รับอย่างเสมอภาค

จริงอยู่ที่การพัฒนาเศรษฐกิจช่วยทำให้รายได้เฉลี่ยของประเทศสูงขึ้น แต่ก็มักจะทำให้ช่องว่างรายได้ของประชากรเพิ่มขึ้นมากไปด้วย ที่ผ่านมา ประเทศไทยเลือกแนวคิดในการพัฒนาที่ส่งเสริมภาคเศรษฐกิจบางสาขา เช่น ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม แต่ละเลยการพัฒนาภาคเกษตร หรือส่งเสริมการส่งออกให้แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยกดค่าจ้างแรงงานให้เพิ่มขึ้นช้ากว่าผลิตภาพของแรงงาน ซึ่งในช่วงหลังทำโดยการเปิดให้มีแรงงานค่าแรงขั้นต่ำจากต่างชาติเข้ามาทำงาน ในประเทศกว่า 2 ล้านคน ปัญหาจาการพัฒนาดังกล่าวแสดงออกมาในรูปของความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น ระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และผู้มีรายได้สูงกับผู้มีรายได้ต่ำ

อาจสรุปได้ว่า ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง จะมีแรงกดดันให้จัดเก็บภาษีเพื่อนำมากระจายรายได้ในระดับที่สูง ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงกว่ารายได้เฉลี่ย มักไม่ต้องจ่ายภาษีในอัตราดังกล่าว ระบบการเมืองของประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง จึงมีเชื้อของความขัดแย้งของคนสองกลุ่มนี้แฝงอยู่ และเป็นเหตุผลสำคัญของการอธิบายว่า เหตุใดประชาธิปไตยจึงยากที่จะเกิดขึ้นและอยู่อย่างมั่นคง ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง

จากการสำรวจทัศนะของคนไทยต่อสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ พบว่า ประชาชนทีทัศนคติต่อความจน และความรวยไปในทิศทางที่คล้ายกัน กล่าวคือเชื่อว่าคนจนส่วนใหญ่จนเพราะ “เกิดมาจน” (ร้อยละ 39.8) “ขี้เกียจขวนขวาย” (ร้อยละ 16.7) “ไม่มีทุน” (ร้อยละ 14.5) และจากการศึกษาพบว่า ผู้มีรายได้สูง มีแนวโน้มที่จะตอบว่าความจนเกิดจาก “ความขี้เกียจ ไม่ขวนขวาย” มากกว่าผู้มีรายได้ต่ำ ในทำนองเดียวกัน คนส่วนใหญ่เชื่อว่า คนรวยส่วนใหญ่รวยเพราะ “เกิดมารวย” (ร้อยละ 57.4) “ขยัน” (ร้อยละ 13) และ “มีทุน” (ร้อยละ 11.1)
ดังนั้นภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริงจึงเหลือเพียงการกระจายรายได้ ให้แก่ประชาชน โดยชนชั้นนำมีทางเลือก 2 ทางคือ การใช้ “นโยบายประชานิยม” และการสร้างระบบสวัสดิการ โดยรัฐบาลที่เป็นต้นแบบในการนำนโยบายประชานิยมมาใช้อย่างกว้างขวางคือ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดำเนินโครงการตามแนวนโยบายดังกล่าวจำนวนมาก อาทิ โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการกองทุนหมู่บ้าน และโครงการบ้านเอื้ออาทร ทั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังในการสร้างฐานเสียงทางการเมืองเพื่อสนับสนุนตน จากคนมีรายได้น้อยในชนบท

ปัญหาสำคัญของนโยบายประชานิยมก็คือ นโยบายดังกล่าวมักไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่คนยากจนที่สุดอย่างแท้จริง และไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีวินัยทางการคลังรองรับ จึงเสี่ยงต่อการสร้างภาระหนี้สินของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งในที่สุดจะทำให้เกิดเงินเฟ้อในระดับสูงและเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ แนวทางดังกล่าวจึงไม่มีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมโดยรัฐบาล

จึงเกิดข้ออ้างให้ชนชั้นนำเข้ามาล้มกระดาน ด้วยการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แม้การทำรัฐประหารดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทเศรษฐกิจการเมืองของประเทศไทยที่ มีลักษณะเฉพาะตัวหลายประการ และเป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศอื่นๆที่มีการใช้นโยบายประชานิยมอย่างกว้างขวาง เช่น ประเทศในแถบลาตินอเมริกา ก็มักเกิดการรัฐประหารโดยชนชั้นนำขึ้นบ่อยครั้งเช่นกัน โดยมีสาเหตุหลักคือ นโยบายประชานิยม ทำให้เกิดภาระต้นทุนสูงต่อชนชั้นสูง โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของที่ดิน

ทางเลือกในการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยให้เกิดความยั่งยืนจึงเหลือ เพียงทางเลือกเดียวคือ การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยนโยบายสวัสดิการและการกระจายรายได้อย่างรอบคอบ

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างนโยบายสวัสดิการกับนโยบายประชานิยมก็คือ นโยบายประชานิยมไม่ได้เกิดจากการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนหรือความ เหลื่อมล้ำที่แท้จริง แต่กำหนดขึ้นจากความต้องการได้คะแนนเสียงทางการเมืองเป็นหลัก จึงมักขาดการควบคุมวินัยทางการคลัง ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการสร้างหนี้ภาครัฐในระดับสูง และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ การขาดการวางกลไกในการติดตามและตรวจสอบที่เหมาะสม ยังทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชันขนานใหญ่ ในขณะที่นโยบายสวัสดิการจะกำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน หรือลดความเสี่ยงให้แก่ประชาชน โดยคำนึงถึงวินัยทางการคลัง ซึ่งทำให้มีความยั่งยืนมากกว่า

ดร.สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้พิจารณาประเทศไทย จะสามารถปรับเปลี่ยนสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจให้น้อยลง เพื่อให้เป็นสังคมสวัสดิการที่เป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงต่อไป 10ข้อ ดังนี้

1.ระบบสวัสดิการที่ควรจะเป็นของประเทศไทย ควรอยู่บนแนวคิดพื้นฐานของสังคมสวัสดิการ (welfare society) ไม่ใช่ รัฐสวัสดิการ(welfare state) ทั้งนี้คำว่าสังคมสวัสดิการ ดูเหมือนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้พูดไว้ในต่างกรรมต่างวาระ และรัฐบาลน่าจะมีความเข้าใจเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามถ้าดูในทางปฏิบัติจะพบว่า นโยบายที่ออกมากลับไม่ได้ออกในลักษณะสังคมสวัสดิการอย่างแท้จริง แต่ยังมีลักษณะประชานิยมอยู่ 

2.ควรแยกสวัสดิการเป็น 2กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยง เช่นความเสี่ยงจากการตกงาน ความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งควรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับทุกคน กลุ่มที่สอง คือสวัสดิการที่ให้พ้นจากความยากจน โดยควรเป็นสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม เช่น คนมีรายได้น้อย คนพิการ คนสูงอายุ 3.ควรมีการปรับปรุงระบบสวัสดิการโดยรัฐให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น โดยลดการอุดหนุนที่ไม่จำเป็น การประกันการว่างงาน แต่เป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีความเป็นธรรม เพราะคนที่เต็มใจลาออกจากงานก็ยังได้รับการชดเชย ซึ่งไม่จำเป็น และควรมีการลดการอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้กับผู้กู้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา การลดสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ 

4.การกำหนดให้ผู้ได้รับสวัสดิการจากรัฐ ทำประโยชน์คืนสู่สังคมในบางรูปแบบ ไม่ใช่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสวัสดิการเป็นการให้จากรัฐฝ่ายเดียว เช่น ต้องให้คนที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐทำงานเพื่อแลกสวัสดิการ ตามแนวคิด “งานเพื่อสวัสดิการ” เพื่อให้เกิดค่านิยมที่ถูกต้อง และให้เกิดความรู้สึกเป็นธรรมกับผู้ที่ไม่ได้รับสวัสดิการ 5.การใช้จ่ายภาครัฐควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างสวัสดิการกับการลงทุนเพื่อ การสร้างการพัฒนาสร้างความเจริญเติบโตในระยะยาว เช่นการพัฒนาทุนมนุษย์ การพัฒนาการศึกษา เพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม 

6.ควรปรับเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการลดวงเงินสูงสุดของกองทุนระยะยาว เพิ่มการลดหย่อนในการอุปการะบุตร การยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI โดยลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และตรวจสอบแหล่งที่ภาษีรั่วไหล ยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของสหกรณ์นอกภาคเกษตรที่ไม่ใช่สหกรณ์ที่แท้จริง เช่น สหกรณ์แท็กซี่  7.ขยายฐานภาษีไปยังผู้ที่ยังไม่เสียภาษี แต่มีความสามารถในการเสียภาษี จะทำให้มีการเปลี่ยนผ่านเป็นการประชาธิปไตยที่มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม มากขึ้น 

8.การสร้างหลักประกันทางการคลังให้การใช้จ่ายภาครัฐอยู่ในระดับที่เหมาะ สม ถ้าไม่ต้องการให้นักการเมืองพาเราไปสู่ระบบประชานิยมและเลิกไม่ได้ จำเป็นที่ต้องสร้างสถาบันการเมืองขึ้นมารองรับ เช่น การออกกฎหมายกำกับให้นโยบายการใช้จ่ายภาครัฐมีความโปร่งใส การสร้างหน่วยสนับสนุนรัฐสภาในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร

9.การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการลดการทุจริตคอรัปชั่น และ

10.การสร้างกติกาทางการเมืองที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้มี รายได้น้อย เช่น ให้มีกฎหมายเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่มีมาตรฐานมากขึ้น

 

ป้ายกำกับ: ,

รัฐบาลสามารถเอาชนะการก่อการร้ายได้หรือ?

ศอฉ. เรียกขาน กองกำลังไม่ทราบฝ่าย กองกำลังชุดดำ รวมไปถึง แกนนำแถวหน้าของ นปช. ว่าเป็น กลุ่มผู้ก่อการร้าย และศาลอาญาก็ได้ยืนยันด้วยการออกหมายจับกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งในความผิดฐานก่อการร้าย และเมื่อที่มั่นที่ราชประสงค์ได้แตกลง …การคาดการณ์ที่ตามมาก็คือ กลุ่มคนเหล่านี้จะลงใต้ดินและกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ บางคนว่า คงกลายสภาพเป็นแค่กองโจรป่วนเมือง แต่บางคนก็ยังกังวลว่าจะกลายเป็นขบวนการก่อการร้ายที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ

แต่ไม่ว่า จะเป็นกองโจรป่วนเมือง หรือ การก่อการร้าย คำถามที่ตามมา ก็คือ รัฐจะเอาชนะขบวนการดังกล่าวได้จริงหรือ

William C. Martel ซึ่งเป็นรองศาสตรจารย์ด้านการศึกษาความมั่นคงระหว่างประเทศ ได้เขียนหนังสือชื่อ Victory in War (2006) ได้ตอบคำถามนี้ ไว้ ว่า ขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า ชัยชนะ หมายถึงอะไร บนเงื่อนไขของเม็ดเงินและเวลาที่เราสามารถยอมรับได้

อ.William จัดแบ่งชัยชนะออกเป็น 3 ระดับ

ระดับแรก เป็นชัยชนะระดับยุทธวิธี หมายถึง สามารถจับกุม หรือฆ่าผู้ก่อการร้ายที่ทำหน้าที่วางแผน หรือผู้ปฏิบัติการ

ระดับสอง เป็นชัยชนะระดับยุทธศาสตร์ หมายถึง สามารถสกัดกัน หรือทำลายเครือข่าย และผู้นำที่เกี่ยวข้อง หรือระบบสนับสนุนทั้งเงิน อาวุธ รวมถึง internet ที่เชื่อมโยงเครือข่าย

ระดับสาม เป็นชัยชนะระดับยุทธศาสตร์ใหญ่ (grand strategy) หมายถึง สามารถทำลาย เหตุผลสนับสนุนเชิงอุดมการณ์ ซึ่งบ่อยครั้ง ความบาดหมาง ความเหินห่าง ความไม่พอใจ ความไม่เป็นมิตร คือ เงื่อนไขที่ทำให้เกิดผู้ปฏัติการรุ่นใหม่ๆ ของขบวนการ

หากถามว่า เมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่าน รัฐบาลเอาชนะ “การก่อการร้าย” ได้มากน้อยเพียงใด

กล่าวอย่างรวบรัด ผมประเมินเอาเองว่า รัฐไทย สามารถเอาชนะอย่างมากก็แค่ในระดับยุทธวิธีเท่านั้น เพราะ สามารถจับกุมแกนนำ นปช.  ปลิดชีพผู้ปฏิบัติการไปจำนวนไม่น้อย (ถูกผิด..ว่ากันอีกที) ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก (จัดฉากหรือเปล่าไม่รู้) ยึดรถที่เตรียมทำ car bomb รวมไปถึง การไล่ปิดสื่อทุกชนิดที่สนับสนุนเสื้อแดง

และเมื่อขยับขึ้นมาพิจารณาในระดับยุทธศาสตร์ ก็จะเห็นว่า ศอฉ. เริ่มปฏิบัติการตัดท่อน้ำเลี้ยง โดยสั่งระงับการทำธุรกรรมทางการเงินของ บุคคล/องค์กร กว่า 200 บัญชี  ซึ่ง ศอฉ. ระบุว่าเกี่ยวข้องกับ เสื้อแดง และการก่อการร้าย ….แต่กรณีนี้ก็ถูกครหาว่าอย่างมาก ว่าเป็นวิธีการเหวี่ยงแห จำกัดสิทธิส่วนบุคคล โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เพียงพอ

แต่ปฏิกิริยาที่ตามมาจากชัยชนะทั้ง 2 ระดับ ก็คือ การเกิดขึ้นของ แกนนำรุ่น 2 /3 /4 การเกิดขึ้นของสมาชิก นปช. การเสนอตัวเข้ามาทำหน้าที่นำของ “แดงสยาม”  รวมไปถึง การคาดหมายว่าจะเกิด ขบวนการใต้ดิน กลุ่มก่อกวนขึ้นในจังหวัดต่างๆ  

ยิ่งเมื่อมองไปในระดับยุทธศาสตร์ใหญ่ อาจกล่าวได้ว่า รัฐไทยอาจยังไม่เห็นเสงที่ปลายทางอุโมงค์ด้วยซ้ำ และนั่นก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั่วโลก อ.William จึงย้ำว่าในระดับนี้การเอาชนะเป็นเรื่องยากเหลือเกิน (สำหรับผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้ด้วยซ้ำ)

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า การขจัดอุดมการณ์ ที่ทำให้เกิดการแบ่งฝ่าย แบ่งสี  การขจัดความเชื่อฝังลึกที่ทำให้เกิดความหมางเมิน ไม่เชื่อใจกัน ย่อมมิอาจทำได้ดั่งการขจัดตัวบุคคลที่เป็นผู้ก่อการร้าย การกำจัดอาวุธ การตัดท่อน้ำเลี้ยง การปิดสื่อ การสื่อสาร ขณะเดียวกัน ด้วยวิธีการจัดการดังกล่าว ในทางตรงข้ามกลับยิ่งเป็นการกระตุ้น ปลุกเร้า และเป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ที่ยิ่งที่ให้เกิด นักสู้รุ่นใหม่ๆ ขบวนการใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอนั้น (negative feedback loop) ในมุมของ อ.William เขาจึงสรุปว่าเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วอายุคน และไม่ใช่ด้วยวิธีแบบที่กล่าวมา

และไม่ใช่ด้วยวิธีที่คนจำนวนไม่น้อยกระทำอยู่ นั่นคือ ประณาม ก่นด่า สาบแช่ง เหยียดหยัน ดูถูกว่าเป็นคนโง่ถูกจ้างมา วิธีการเช่นนี้จะยิ่งกลับบ่มเพาะความเกลียดชัง หมางเมิงและถ่างช่องว่างของปัญหาให้ขยายออกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  

ที่สำคัญ ผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนจะต้องรับรู้และยอมรับร่วมกันว่า การต่อสู้กับการก่อการร้ายเป็นเรื่องระยะยาว ใช้เวลาแก้ปัญหาแบบข้ามชั่วอายุคน ไม่ใช่การพยายามกดดันและเรียกร้องหาชัยชนะในวันนี้ หรือในปีนี้

ถามว่า หากไม่ใช่ด้วยวิธีแบบที่ผ่านมา แล้วต้องใช้วิธีใด อ. William บอกสั้นๆ ว่า ให้ลดต้นเหตุของการใช้ความรุนแรง

และต้นเหตุที่ว่า ได้แก่ การแบ่งฝ่าย แบ่งสี  ความหมางเมิน ไม่เชื่อใจกัน การมองว่าคนอื่นโง่ ผิด

ว่ากันตามตรงในห้วงเวลานี้ ผมมองไม่เห็นวิธีอื่นใดนอกจากการหันกลับไปทำความเข้าใจสิ่งที่หลวงพี่ไพศาล ได้ให้สัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุ FM 105 คลื่นวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัว (17 พฤษภาคม 2553) ซึ่งล้วนแต่เป็น แนวทางที่จะช่วยลดต้นเหตุของการก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็น

  •  “อันดับแรก ต้องเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ถ้าเยียวยาไม่ได้ ก็ยิ่งจะไปเพิ่มแผลให้มากขึ้น สำคัญคือ อย่าแก้แค้น อย่าตอบโต้กัน”
  • “ในยามที่เพลี่ยงพล้ำ ตกเป็นผู้แพ้ อาตมาไม่อยากเห็นคนโกรธ แก้แค้น ระบายความโกรธใส่เขา เพราะจะยิ่งทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงถูกตัดออกไป และกลายเป็นศัตรูมากกว่าเดิม การแตกแยกก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น คนเสื้อแดงก็ยิ่งฝังใจและเพิ่มจำนวนมากขึ้น”
  • ต้นตอปัญหาอย่าง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เท่าเทียม และ ระบบสองมาตรฐาน เป็นสิ่งทุกคน ทุกสี ต้องยอมรับว่ามันเป็นความจริง ไม่ยัดเยียดว่าเป็นแค่ขออ้างของกลุ่มคนเสื้อแดง
  • “ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องใช้สติ แก้ปัญหา กระบวนการทางกฏหมายก็ว่ากันตามกฏหมาย”

ก่อนจบ………..ผมอยากเรียกร้องให้ ศอฉ. และนายกรัฐมนตรี ได้ทบทวนยุทธศาสตร์ที่จะเอาชนะผู้ก่อการร้ายอย่างจริงจังว่าด้วยวิธีการที่ทำอยู่หรือที่คิดจะทำให้อนาคต เป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นการเพิ่มความหมางเมิน ความไม่ไว้วางใจ ความไม่เชื่อใจระหว่างคนในสังคม ที่จะกระตุ้นให้เกิดผู้ร่วมขบวนใหม่ๆ หรือ เป็น ยุทธศาสตร์ที่เป็นไปเพื่อการลดเหตุของการก่อการร้ายกันแน่

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20100602/118894/รัฐบาลสามารถเอาชนะการก่อการร้ายได้หรือ-.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 26, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

จดหมายเปิดผนึกถึงกลุ่มคนเสื้อแดง

ผมเอา ข้อเขียนของคุณสมเถา มาแปะไว้ ณ ที่นี่ ไม่มีอะไรมากไปกว่า เพราะผมเห็๋นด้วยกับมุมที่คุณสมเถามองและเสนอออกมา ครับ

………………………………………………………………………………………………………………………………..

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงพวกคุณเพราะในช่วงหกสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายครั้งที่ผมโกรธ บ่อยครั้งที่ผมผิดหวัง ฝันสลายและอึดอัดใจ แต่มีครั้งเดียวในห้วงเหตุการณ์อันน่าเจ็บปวดทั้งหมดนี้ที่ทำให้ผมน้ำตาไหล นั่นคือเมื่อแกนนำของคุณ คุณวีระ มุสิกพงศ์ เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ และพูดเรื่องความฝัน ความผิดหวัง ความหวังที่ยังเหลืออยู่ของเขา

เมื่อควันจาง จะมีคนบอกคุณว่าพวกคุณถูกหลอก ถูกล่อลวง ถูกซื้อและถูกทรยศ ว่าคุณเป็นแค่เครื่องมือของพวกคนชั่วที่จริงๆ  แล้วไม่สนใจว่าคุณจะมีชะตากรรมยังไง ว่าคุณเป็นผู้ก่อการร้าย นักวางเพลิง พวกทำลายวัฒนธรรม พวกเกลียดเจ้า จะมีคนกล่าวว่าคุณทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาต่างชาติและขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่ร้ายที่สุดคือเขาจะบอกว่าคุณทุกคนเป็นพวกไม่รู้เรื่องราวที่ใช้สิทธิใช้เสียงทางการเมืองอย่างผิด ๆ เพราะคุณไม่เข้าใจประชาธิปไตย

ผมเกรงว่าคำพูดของคนเหล่านั้นเป็นจริงอยู่หลายกรณี การเกิดใหม่ชั่วข้ามคืนของประเทศเราที่คุณอยากเห็น กลายเป็นเพียงอรุณรุ่งอันจอมปลอม อาชญากรรมมากมายถูกก่อขึ้น และทั้งสองฝ่ายก็ซ่อนความจริงสำคัญหลายเรื่องไว้ใม่ให้อีกฝ่ายรู้

ถึงแม้เรื่องเหล่านี้จะเป็นจริงในหลายกรณี ผมก็อยากให้พวกคุณรู้ว่ามันไม่ได้ลบล้างความจริงข้ออื่น ความจริงที่ฝังอยู่ในใจคุณ เมื่อคุณก้าวออกมาร้องทุกข์ด้วยการประท้วงอย่างสันติ

ประตูที่ควรเปิดรับคุณเมื่อหลายปีก่อน เมื่อประเทศนี้ก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตย เปิดออกช้าเกินไป การศึกษาที่คุณต้องใช้เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในสังคมอย่างเท่าเทียม ถูกปิดกั้นไว้นานเกินไป เสียงที่พวกคุณมีมาโดยตลอดนั้นก็ถูกพบช้าเกินไป และเพราะว่าถูกเก็บกักไว้นานเช่นนั้น เมื่อแสดงออกได้มันจึงทำลายสิ่งต่าง ๆ จนพินาศ และความพินาศร้ายแรงที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับห้างสรรพสินค้าและธนาคารไม่กี่แห่ง แต่เป็นความพินาศที่คุณก่อขึ้นกับตัวเอง

แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่าเมื่อพูดถึงการปลดปล่อยจิตวิญญาณของมนุษย์ ประวัติศาสตร์อยู่ข้างคุณ หนทางสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กว่านี้อาจจะยากลำบาก แต่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้ คุณไม่ได้แพ้สงครามครั้งนี้ แต่ผมหวังว่าคุณจะได้เรียนรู้จากมัน คำถามคือไม่ใช่ว่าคุณจะชนะสงครามนี้ไหม แต่จะชนะอย่างไรต่างหาก จะด้วยความวุ่นวายและการนองเลือด หรือการเจรจาประนีประนอมอันยาวนานและเจ็บปวด ด้วยการพัฒนาทีละขั้นอันเป็นวิถีอารยะ

อาจยากที่คุณจะเชื่อ แต่หลายคนที่ถูกป้ายสีว่าเป็นศัตรู ล้วนมีความฝันสูงสุดร่วมกันกับคุณ ยกตัวอย่างเช่น ผมเชื่ออย่างจริงใจว่านายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์ เข้าใกล้ฝันเหล่านั้นในเชิงความคิดมากกว่าแกนนำจำนวนหนึ่งของคุณ หากเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถ้าเขามีกรอบความคิดเหมือนผู้นำเผด็จการทหารหลายคนที่เคยมีมาในอดีต ซากศพจากเหตุเมื่อสองสามวันก่อนคงมากมายเกินกว่าจะทำใจได้

ผมยังเชื่อว่าผู้นำหลาย ๆ คนของคุณ อย่างคุณวีระ มีความฝันและความหวังเช่นเดียวกับเหล่าคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของคุณ เพราะที่สุดแล้วมันเป็นฝันและหวังของคนไทยทุกคน ที่จะได้อยู่อย่างสันติ ไม่ต้องใช้ชีวิตดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างไร้จุดหมาย ได้มีโอกาสเหมือนคนอื่นที่จะบรรลุความฝันที่ตั้งใจเอาไว้และจะได้มีชีวิตที่สมบูรณ์

อาจเร็วเกินไปที่จะหวังเช่นนี้ เพราะความโกรธแค้นและไม่ไว้ใจของทั้งสองฝ่ายยังมีมากเกินไป ถ้าคุณวีระได้รับการพิพากษาว่ากระทำผิดจริง ก็ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม  เช่นเดียวกับคุณสุเทพ หากพบว่าเขาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบก็ต้องถูกตัดสินลงโทษเช่นเดียวกัน แต่คงงดงามยิ่งหากได้เห็นนักอุดมคติอย่างคุณวีระได้มีบทบาทในรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์สักชุด การประนีประนอมเช่นนี้เคยเกิดขึ้นในอิตาลีเมื่อหลายสิบปีก่อน และมันช่วยให้ประเทศนั้นพ้นจากปัญหาความขัดแย้งภายในที่อาจนำไปสู่หายนะ

คุณเปลี่ยนเมืองไทยไปแล้วชั่วนิรันดร์ ด้วยการได้ค้นพบและแสดงให้พี่น้องประชาชนของคุณเห็นว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะคิด พูด และทำ ผมขอสนับสนุนให้คุณก้าวต่อไป คิดต่อไป แต่คิดเพื่อตัวคุณเอง อย่าคิดสิ่งที่ผู้อื่นบอกให้คุณคิด พูดในสิ่งที่คุณคิด ไม่ใช่สิ่งที่ผู้อื่นบอกให้คุณพูด และทำด้วยสติเช่นเดียวกับด้วยหัวใจ เพื่อผลประโยชน์ของทุกคน แม้แต่คนซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกับคุณ

ในเวลานี้ คงมีคนไม่เท่าไรในกรุงเทพฯที่จะนึกขอบคุณในสิ่งที่คุณทำ แต่ผมอยากจะขอบคุณจริงๆ สิ่งที่คุณทำลงไปนั้นสำคัญมาก แม้อาจไม่ใช่เพราะเหตุผลที่คุณคิด และผมก็อยากอธิบายว่าทำไม

เวลาคุณตัดถนน บางครั้งคุณอาจไปเจอภูเขา เพื่อจะให้ผ่านไปได้ คุณอาจต้องหาทางอ้อมมันไป คุณอาจต้องขุดอุโมงค์ลอดหรือระเบิดทำลายภูเขาทั้งลูกเสีย

เมืองไทยได้มาถึงภูเขาลูกนั้นแล้ว เป็นเวลาอย่างน้อยสองทศวรรษที่ไม่มีใครยอมอ้อมมันไป ขุดอุโมงค์หรือระเบิดภูเขานั่นแม้แต่คนเดียว แต่ทุกคนก็รู้ว่าเราต้องผ่านมันไป ภูเขามันขวางทางเราอยู่ รัฐบาลบางรัฐบาลที่ผ่านมา ขโมยเงินของคุณไป สร้างบอลลูนสีทองงดงามขึ้นมา เพื่อพาคนบางกลุ่มข้ามภูเขาไป โดยไม่สนใจว่าที่เหลือจะถูกทิ้งไว้เลย รัฐบาลอื่น ๆ ก็เอาแต่พูด พูด พูด แต่ภูเขาก็ยังไม่ได้ไปไหน ก็แน่อยู่แล้วว่าคุณต้องหมดความอดทน

คุณไม่ได้ระเบิดภูเขานั่นทิ้ง แต่โศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้ทุกคนทราบว่า ได้เวลาแล้วที่เราจะต้องก้าวไปข้างหน้า คนของคุณและเหล่าทหาร ต่างไม่ได้ทนทุกข์และตายเปล่า แม้ดูเหมือนว่าเรากำลังอยู่ท่ามกลางความมืดและความวุ่นวาย วันนี้เราได้เข้าใกล้ประชาธิปไตยที่เต็มใบกว่าครั้งไหน ๆ ในยุคของรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลต่อ ๆ มา สักวันหนึ่งผู้คนจะตระหนักว่าคุณได้เปิดตาพวกเขา ว่าพวกคุณมีส่วนอย่างยิ่งในการร่วมสร้างจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ไทย สุดท้ายแล้วคนอื่น ๆ ในประเทศก็จะเข้าใจและยอมรับมัน หรือกระทั่งอ้าแขนเพื่อโอบรับมันไว้ เพราะการโอบกอดผู้ที่เราคิดว่าเป็นศัตรูนั้น แท้จริงแล้วก็คือการโอบรับตัวตนของเราเอง

http://www.somtow.org/2010/05/blog-post.html

ลองไปอ่าน ความคิดเห็นเพิ่มเติมกับ บทความของคุณสมเถา ต่อนะครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 24, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ทางออกทางการเมือง : สัมภาษณ์ อ.ส.ศิวรักษ์

ในห้วงวิกฤติเช่นนี้ ทุกความคิดความเห็น ย่อมน่ารับฟัง สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นนักคิด นักเขียน ที่สังเกตการณ์สังคมการเมืองไทยโดยใกล้ชิดมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ และรู้ตื้นลึกหนาบาง ที่มา ที่ไป ตลอดจนความคิดอ่านของ Players แต่ละกลุ่มซึ่งมีส่วนในวิกฤติ และจะมีส่วนในการแก้วิกฤติครั้งนี้ดี Track Record ของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในเรื่องการต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคมก็เป็นที่ประจักษ์ชัด MBA จึงเดินทางไปพบกับท่านที่บ้าน เพื่อขอความเห็นที่จะแสวงหา Creative Solutions สำหรับออกจากวิกฤติครานี้ ทั้งในระยะเฉพาะหน้าวันสองวันนี้ และระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติซ้ำซาก ไม่ให้กลับมารบกวนสังคมไทยอีก นี่เป็นบทบาทเดียวที่เราทำได้ ณ ขณะนี้ ในฐานะนิตยสารเล็กๆ ฉบับหนึ่ง

ในฐานะที่ Observe การเมืองไทยมานาน รู้ตื้นลึกหนาบางของตัวละครทุกคน ท่ามกลางการเผชิญหน้ากันอย่างนี้ Scenario ของอาจารย์คืออะไร?

ทักษิณนี่นะครับ ตอนนี้เป็นไพ่ใบสุดท้ายแล้ว ก็คงยอมฉิบหายเต็มที่ เพื่อจะยอมเอาชนะให้ได้ ก็ไม่ยอมสูญเสีย เขาเป็นคนใจร้อน ฉะนั้น ตอนนี้เขาก็ซื้อทุกอย่าง เท่าที่เขาจะซื้อได้ รวมทั้งอาวุธ ยุทโธปกรณ์ คนในกองทัพ ทั้งตำรวจและนักการเมืองเท่าที่เขาจะซื้อได้ แล้วไทยมันน่าเศร้าตรงที่ว่า ส่วนใหญ่มันซื้อได้ซะด้วย มันน่าเศร้าตรงนี้

ปัญหาคือว่า ฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ ที่ใช้คำว่า ‘อำมาตย์’ วันก่อนเขาให้สัมภาษณ์ชัดเจนลงมติชนสุดสัปดาห์ จึงรุ่งเรืองกิจอะไรเนี่ย (ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ) ที่เขาอุดหนุนเอาเงินให้ฟ้าเดียวกัน เขาบอกว่า อำมาตย์ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าข้าราชการ ทหาร เท่านั้น แต่สูงส่งกว่านั้น ที่มีอภิสิทธิ์และไม่โปร่งใส ก็พูดจากล้าหาญพอสมควรนะครับ ในทางกฎหมายทำอะไรเขาไม่ได้ ผมว่าตอนนี้ คนเราก็พูดจากล้าหาญขึ้นทุกทีแล้ว ทางฝ่ายอำมาตย์ที่ว่านี่ ถ้าไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้โปร่งใส ให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ เชื่อว่าไปไม่รอด

ทีนี้ฝ่ายเสื้อแดง แน่นอนครับ ติดต่อเกี่ยวข้องกับทักษิณโดยตรง จะรับเงินรับทองเขามากน้อยเพียงใดผมไม่สามารถจะพูดได้ บางคนอาจจะรับ บางคนอาจจะไม่รับ แต่พวกเสื้อแดงที่มาก็เช่นเดียวกัน บางคนก็รับบางคนก็ไม่ได้รับ แต่ประเด็นหลัก รับเงินหรือไม่ได้รับเงินก็ตาม ทำไมถึงมาทู่ซี้อยู่ได้นานขนาดนี้ ทำไมถึงกล้าหาญชาญชัยพร้อมที่จะตาย ผมว่าเมื่อดูถึงจิตวิทยาในขั้นนี้แล้ว เห็นเลยว่า พวกเสื้อแดงเหล่านี้นั้นรู้สึกว่า อำมาตย์นี่เอาเปรียบเขามาตลอด อำมาตย์ในที่นี้ อาจจะเป็นตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอด้วยซ้ำไป นายอำเภอ ศึกษาฯ ดูถูกเขาทั้งนั้นเลยครับ

ตั้งแต่เราตั้งระบบบริหารราชการแบบใหม่ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมานี่ เราไม่เคยยกย่องราษฎรเลยนะครับ ตั้งแต่หลัง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา มีนักการเมืองใหม่ที่คุณปรีดี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองสร้างไว้ นักการเมืองใหม่รุ่นนี้ทั้ง คุณเตียง ศิริขันธ์ สกลนคร คุณถวิล อดุล ร้อยเอ็ด นักการเมืองใหม่พวกนี้ถูกฆ่าตายหมด สมัย 2490 อีกนัยหนึ่ง นักการเมืองที่จะคานอำนาจอำมาตย์ถูกปราบหมด และพวกอำมาตย์ก็กลับมามีทีท่าและเริ่มกลับมาเผด็จการขึ้นทุกที โดยเฉพาะตั้งแต่สมัย สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมานี่ ชาวบ้านถูกรังแกมาตลอดเลย

แสดงว่าข้อเสนอของพวกเขา สองมาตรฐาน หรืออะไรต่างๆ มีมูล?

ใช่ อันนี้ถูกต้องเลย ไม่มีใครปฏิเสธได้เลย อยากให้ชาวกรุงเข้าใจประเด็นเหล่านี้ด้วย ชาวกรุงที่บอกว่า เสียวันละกี่ร้อยล้านกี่พันล้านเนี่ย ไอ้กี่ร้อยล้านกี่พันล้านที่ว่าส่วนใหญ่แล้วมาจากการเอาเปรียบราษฎรทั้งนั้น โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพราะว่าสิ่งที่เราพัฒนาน่ะ คุณทำถนนเนี่ยได้ประโยชน์กับใครครับ? ชาวไร่ชาวนาไม่ได้ประโยชน์จากการสร้างถนน เจ้าของรถ บริษัททัวร์ที่หากินกับโรงแรม บริษัทข้ามชาติ เกาหลี ญี่ปุ่น มาเป็นกระะตั้กๆ เลย ชาวบ้านได้อะไรครับ ได้น้อยมาก บ๋อยโรงแรมก็ถูกเอาเปรียบแรงงาน แม้กระทั่งสาวๆ ที่มารำไทยนะครับ เขาได้สตางค์น้อยมาก ดีไม่ดีกลับบ้านค่าแท็กซี่พอไหมไม่รู้ ประเด็นเหล่านี้ เราไม่ได้พูดถึงกันเลยนะครับ ผมว่า ถ้าจะแก้ปัญหาพื้นฐานของเมืองไทยต้องพูดอันนี้ครับ ว่าทำอย่างไรจะทำให้พวกเสื้อแดงเขารู้สึกภูมิใจ ไม่เป็นราษฎรประเภทสอง ประเภทสามอีกต่อไป ที่สามจังหวัดสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ฉันใด ที่อีสานก็ฉันนั้น เป็นแต่ว่าอีสานอาจจะพูดภาษาเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน นับถือผีคล้ายๆ กัน แต่ถ้าแม้คุณใช้ภาษาอีสานคุณก็จะถูกมองว่าเป็นบักหนาน บักเสี่ยวแล้ว เนี่ยไอ้ระบบอำมาตย์มันกดขี่กันตลอดเลย

ตอนนี้ มาถึงขั้นเผชิญหน้าแล้ว มีการตั้งกองเชียร์ อาจจะเกิดการฆ่าหมู่หรือความรุนแรงขึ้นถ้าไม่ระวัง?

การเผชิญหน้ากันอย่างนี้ ตุลา 16 มาตุลา 19 แม้จนถึงพฤษภาทมิฬ ในหลวงมีบทบาทในการแก้ปัญหา ผมไม่แน่ใจว่า เวลานี้ยังมีบทบาทอยู่หรือเปล่า นี่พูดกันอย่างไม่เกรงใจนะครับ เพราะว่าเสื้อแดงเขาก็ท้าทายมากเลย เขาจะฟังท่านหรือเปล่า ท่านเองจะกล้าแสดงบทบาทหรือเปล่า

แล้วที่ พล.อ.ชวลิต จะขอพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้า?

ความคิดของบิ๊กจิ๋วเป็นความคิดที่ดี แต่ข้อเสียของบิ๊กจิ๋วก็คือว่า ปัญหาพวกนี้ ต้องใช้ ‘ความละเมียด’ การเมืองมีหน้าฉากกับหลังฉาก ต้องเล่นหลังฉากนะครับ ถ้าคุณจะเข้าเฝ้าก็ต้องติดต่อราชเลขาฯ เป็นการภายใน ว่าท่านมีสุขภาพอนามัยแข็งแรงพอไหม มีข้อต่อรองอะไรไหมที่จะกราบบังคมทูล มีข้อเจรจาอะไรบ้าง คุณมาตูมๆๆ แบบนี้เป็นไปไม่ได้ สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีไว้ให้มาโฆษณาชวนเชื่อ พระเจ้าแผ่นดินมีหน้าที่ 3 อย่างใช่ไหม

หนึ่ง เตือน สอง ให้การสนับสนุน สาม วิพากษ์วิจารณ์

แต่ทั้งหมดต้องเป็นการภายในเท่านั้น หลังฉากเท่านั้น นี่คุณเอาท่านมาโฆษณาปาวๆ อย่างนี้ คุณก็ถูกโจมตีสารพัดแหละ

ถ้าในหลวงทรงยอมให้พึ่งพระบรมโพธิสมภาร ให้เลิกชุมนุมไปเลย จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ไหม?

มันไม่ง่ายอย่างนั้น พระบรมโพธิสมภาร ตอนนี้แข็งแรงขนาดไหน พระองค์ท่านเอง สมัยหนึ่งสามารถสั่งทหารได้ไม่ใช่น้อย สั่งทหารเสือพระราชินีได้ไม่ใช่น้อย สั่งผ่านเปรมได้ แล้วใครรองๆ ลงไปอีก ตอนนี้สถานะนั้นได้ขนาดไหนแล้ว แล้วตอนนี้ทักษิณซื้อทหารไปมากน้อยเพียงใดแล้ว ท่านมั่นคงแข็งแรงขนาดไหน เป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้เลยว่า ท่านก็วิตก อยากให้สิ้นแผ่นดินท่านโดยไม่มีการนองเลือด

ผมก็ทำหนังสือกราบบังคมทูล ตรงๆ เลย ยกตัวอย่างเช่น สถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่ได้ต้องโปร่งใส เปิดเผย ข่าวพระราชสำนักทุกสองทุ่มเนี่ย ต้องเปิดเผย เอาเงินรัฐบาลไปหรือเอาเงินที่ไหนไป ไปแล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง แล้วคุณอย่านึกว่ารถติดนี่เรื่องเล็กนะ ราชวงศ์ในยุโรปเขาแก้หมดเรื่องเล็กเรื่องน้อยเขาแก้หมดถึงอยู่ได้ ทีวีสวีเดนสัมภาษณ์ผม เพราะเดือนมิถุนายนนี้ มกุฎราชกุมารีจะอภิเษกสมรส เลยอยากรู้ถึงราชวงศ์อื่นๆ ทั่วโลกว่าอยู่ได้อย่างไร ผมบอกว่า ไทยคงไม่มองที่สวีเดนเป็นตัวอย่าง แต่ก็ต้องชำเลืองบ้าง

สวีเดนอยู่ได้เพราะสถาบันสูงสุดยอมประชาชน ยอมนักการเมือง นักการเมืองจะชั่วยังไงก็แล้วแต่ ก็ต้องยอม เพราะได้รับการเลือกตั้งมา ราชวงศ์สวีเดนต้องการที่จอดรถหน้าวังเพิ่มอีก 6 คัน แต่นายกเทศมนตรีไม่ยอม ก็ต้องเลิกไป ถอย เพราะความอยู่รอดสมัยนี้ จะอ้างถึงความศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์ มันไม่ได้แล้ว ลูกพระราชินีเนเธอร์แลนด์ไปเมืองจีน นั่งชั้น tourist class นะครับ ถือว่าไปส่วนตัว ไปเที่ยว แล้วก็ไม่ต้องให้ทูตไปรับ ผมว่ามันจะอยู่ได้จะต้องเปิดเผย ตอนนี้เจ้านายเสด็จไปนอกกันทุกเดือน บางเดือนไม่รู้กี่องค์ครับ ทูตไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากเตรียมต้อนรับเจ้าอย่างเดียว ต้องทำเมนูถวายด้วยจะเสวยอะไรบ้าง ไวน์ฝรั่งอย่างดี แล้วอย่างเสื้อแดงไม่เห็นมีใครไปต้อนรับเลย พวกนี้มันต้องเลิกหมด

หมายความว่า ถ้าจะไม่ให้มีความรุนแรง หรือฆ่าหมู่นั้นสิ้นหวังแล้วหรือ?

ไม่สิ้นหวัง แต่ตราบใดที่อภิสิทธิ์ยังหน่อมแน้มอยู่นั้นยาก บริหารงานแบบเชื่อข้าราชการประจำ ตอนนี้คุณก็ไปเชื่อราบ 11 แล้วให้เขามาปกป้องคุณ ไม่แตกต่างจากคุณธานินทร์ (กรัยวิเชียร) เลยนะครับ หอยอยู่ในกระดองเลย ปกครองบ้านเมืองไม่ได้หรอกคุณ แล้วยังมีทหารแตงโมอีก ข้างนอกเขียว ข้างในแดง วิธีแก้ปัญหานี้คือ คุณต้องมีกุนซือที่กล้าหาญ ฉลาดพอ มีทหารที่แข้มแข็งแก้ปัญหาได้รวดเร็วทันใจ แล้วคนไม่กี่คน ทำไมคุณจับไม่ได้ แค่ราชประสงค์เอง และการจับนั้น ไม่จำเป็นต้องรุนแรงมากมาย ถ้าจำเป็นจะต้องรุนแรง ก็ต้องรุนแรง แล้วคุณจะไปรบกับใครล่ะครับ ถ้าคุณไม่มีฝีมือขนาดนี้ แล้วนี่มันก็บานปลาย เพราะทุกคนไม่ต้องการเสี่ยง ไม่อยากเปลืองเนื้อเปลืองตัว คุณอนุพงษ์ (เผ่าจินดา) จะเกษียณแล้วก็อยากกินบำนาญสบายๆ และคุณต่างๆ เหล่านี้รับอะไรจากทักษิณอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดังนั้นอภิสิทธิ์แกไม่มีเพื่อน ไม่มีใคร ก็ลำบาก

ถึงแม้ข้อเรียกร้องเสื้อแดงจะมีมูลต้องให้แก้ไขปรับปรุง แต่สถานการณ์นี้ อาจารย์เห็นด้วยว่า ให้หยุดม็อบ?

หยุดครับ ไม่ยากด้วย แค่จับแกนนำไม่กี่คนเท่านั้นเอง แต่ถ้าคราวนี้คุณไม่มีกึ๋น คุณก็ไปบวชชีเขายายเที่ยงนู่น

คุณอภิสิทธิ์อาจจะเป็นห่วง Career Path ของตนในอนาคต ?

เมืองไทยมีห่วงกันแค่นี้เอง สิ่งที่ต้องห่วงอันดับแรกคือ ห่วงบ้านห่วงเมือง เห็นว่าสิ่งที่เสื้อแดงเรียกร้อง เป็นจริงหลายเรื่อง เราต้องแก้ไข ถ้าเข้าใจประเด็นนี้จับเข่าคุยกันได้ ถ้าแกนนำเห็นตรงกัน ผมเชื่อว่าทักษิณเป็นเรื่องรองเลย นี่ผมพูดในฐานะที่ผมรู้จักเสื้อแดงหลายคน ลูกชายผมทั้งนั้น เขาบอกผมเลยว่าเขาไม่มีทางเลือก ต้องอยู่กับทักษิณ

ไม่มีใครติดต่ออาจารย์ในฐานะตัวกลางช่วยเจรจา?

รัฐบาลถือว่าเขารู้ดีกว่าผมหมด (หัวเราะ) คุณเทพ เทือก คุณอะไรต่างๆ

หมายความว่า นายกฯ ต้องมีที่ปรึกษาที่เก่งอยู่ข้างๆ?

คุณคิดดูสิครับ แม้กระทั่งก่อนขงเบ้งมา เล่าปี่ก็มีซุนเขียน จนมาได้ขงเบ้งเป็นยอดที่ปรึกษา ทั้งนั้นครับ ไม่มีที่ปรึกษาไม่ได้ พระเจ้าวิทูร ก็มีที่ปรึกษาถึง 4 คน ในเรื่อง ‘พระมโหสถ’ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็มีที่ปรึกษา ที่ปรึกษามันเป็นหัวใจเลยครับ พระเจ้าจันทรคุปต์ พระบิดาของพระเจ้าอโศก มี เกาฏิยะ คนแต่งคัมภีร์อรรถศาสตร์ แต่ไทยไม่รู้จักเรื่องพวกนี้เลย ที่คิดว่ามีกึ๋น อย่าไปเอ่ยชื่อเขาดีกว่า

แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่เมื่อขึ้นมาใหม่ๆ คุณอภิสิทธิ์ติดต่อกับเสื้อเหลืองอย่างคุณสุริยใส (กตศิลา) ถ้าคุณอภิสิทธิ์รู้จักใช้ประโยชน์ ก็ได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช้แล้ว เสื้อแดงก็เห็นว่าเป็นศัตรูแล้ว ผมว่าการเมืองนี่ ถ้าไม่มีมิตร มีแต่ศัตรูนี่ไปลำบาก เพราะเสื้อแดงบางคนเขาก็เคยติดต่ออยู่กับคุณนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญเลย สามารถติดต่อได้หลายฝ่าย ทั้งบุคคลชั้นสูง ทั้งคุณเนวินได้ด้วย แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหน ตอนนี้ ประชาธิปัตย์นี่เสือสิงห์กระทิงแรดเยอะแยะไปหมด ฆ่าฟันกันทั้งนั้น แม้แต่สมัยรัฐบาล คมช. ยังมาให้ผมช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ผมทำให้เลยนะครับ ติดต่อท่านอับดุล วาฮิด กับ อันวา อิบราฮิม ปัญหาภาคใต้คุณต้องติดต่อกับพวกมุสลิม พูดให้หมั่นไส้ ผมพูดกับหัวหน้าได้ทั้งหมดแหละครับ วิธีนี้เป็นวิธีที่จะแก้ไขปัญหาระยะยาว แต่ประชาธิปัตย์เขารู้สึกว่า เขาแก้ไขปัญหาภาคใต้ได้ดีกว่าผม ผมเกี่ยวข้องกับมุสลิมมา 30-40 ปี ผมเป็นมิตรกับเขา

คือต้องมี dialogue กัน?

ใช่ ต้องมี dialogue กัน

เป็นไปได้ไหมครับว่า สุดท้ายทหารต้องเป็นคนจัดระเบียบ?

อันนี้น่ากลัวที่สุดเลย ถ้าคุณอภิสิทธิ์พลาดคราวนี้นะครับ คุณทักษิณตีปีกเลย เขาอยากให้รัฐประหารที่สุดเลยครับ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่อ้างความชอบธรรมของเขาได้ เขามีความชอบธรรมอยู่บ้างก็เพราะคราวที่แล้ว รัฐประหาร ผมไม่อยากพูดนะครับ ถ้าคุณปล่อยให้เสื้อเหลืองทำงานไป อีกไม่กี่อาทิตย์ ทักษิณไปแน่เลย เพราะการขับไล่รัฐบาลทำได้นอกรัฐสภา

ผมไม่ชอบใจนะครับ แต่ผมเห็นด้วย ยึดสนามบินหรืออะไรต่างๆ มันจะง่อยเปลี้ยเสียขาเลย แต่ทหารไม่ยอม ชนชั้นนำไม่ไว้ใจมวลชน หมดสมัยเลยนะครับ คุณดูสิ คุณอะไรเป็นนายกฯ ล่ะครับ มีแต่เข้าวัดเข้าวา คนไทยเข้าใจตรงนี้ผิด เข้าวัดคือหนีปัญหา ไม่ใช่พุทธศาสนิกนะครับ ศาสนาพุทธสอนอริยสัจ 4 ต้องเผชิญปัญหา

ถ้ารัฐประหารจะเข้าทางทักษิณ แล้วจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้มั้ย?

ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เรื่องนั้นผมไม่ห่วง แต่ความชอบธรรมเนี่ยสำคัญ คือเขาจะเอาอีกฝ่ายมาสู้ก็ได้

ถ้ามีการปราบและเสียชีวิตใหญ่ มันจะคลี่คลายไหม?

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดเลย ถ้าคุณไม่ตัดสินใจให้กระฉับกระเฉง จะเกิดการสูญเสีย เมื่อวานจอห์น อึ๊งภากรณ์ ก็มาติดต่อผมให้ผมไปพูดกับคุณอภิสิทธิ์ ผมถือระเบียบคนไทยนะครับ เขาไม่เรียกอย่าขาน เขาไม่วานอย่าเสือก (หัวเราะ) ผมรับใช้ท่านอาจารย์สัญญามา 20 ปี ท่านเป็นนายกผมไม่เคยไปหาท่านเลย ใกล้อำนาจอันตราย ถ้าเขามาใช้มาวานเนี่ยทำให้ แต่ถ้าเสนอตัวไม่เคยทำเลย

แล้วในแวดวงข้าราชการระดับสูง จะมีบทบาทช่วยแก้วิกฤติเฉพาะหน้าแบบนี้ได้บ้างไหม?

ระบบของเรา เป็นระบบที่ฆ่าความเป็นผู้นำของคน คุณขึ้นไปโดยไม่มีความเป็นผู้นำเลย ผมเคยพูดกับคุณเกษมสโมสร (ม.ร.ว.เกษมสโมสร เกษมศรี) ซึ่งเคยเป็นปลัดกระทรวง ผมบอก “คุณชาย กระทรวงการต่างประเทศเนี่ยเราต้องการคนที่มีกึ๋น เราเคยมีคนที่กล้าออกความเห็นค้านนักการเมือง แม้นโยบายจะเป็นเรื่องของนักการเมือง แต่ข้าราชการก็มีความกล้าหาญที่จะค้าน เมื่อเห็นว่าไม่ถูกต้อง” ท่านบอกคุณ ส.ศิวรักษ์ มันหมดแล้วล่ะ หมดที่รุ่นผมนี่แหละ ตอนนี้ข้าราชการประจำตามนักการเมืองหมด ผมเชิญน้องสาวดาไลลามะมา กษิต ภิรมย์ ยังไม่ให้เข้าเลย เขาบอก พม่าก็เกลียดผม เขมรก็เกลียดผม เขากลัวจีนจะเกลียดอีกคน นี่แสดงว่าคุณไม่รู้สึกอัปยศเลยใช่ไหม ว่าประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธกลับไม่ยอมต้อนรับคนแบบนี้เพราะกลัวเจ๊ก คุณไม่ห่วงศักดิ์ศรีของประเทศเลย คุณกลัวจีนเกลียดคุณเท่านั้นเอง เรามองคนที่อัตตากันเท่านั้นเอง

เราแก้ปัญหาที่โครงสร้าง แก้ที่รัฐธรรมนูญเลยได้ไหม?

ก็คงได้ แต่อย่างที่บอกคนเรามันต้องมีกึ๋น ปัญหาที่น่าสนใจคือ คนที่มีกึ๋นไม่อยู่ในระบบราชการเลย หนึ่งพวกนักธุรกิจ อย่างที่คุณปรีดา (ปรีดา เตียสุวรรณ์ ผู้บริหาร บมจ. แพรนด้า จิวเวลรี) เขามาทำเนี่ย คุณไม่ฟังเขาเลย ยกตัวอย่างอย่างมาบตาพุดเนี่ย ไม่ใช่เลิก แต่จับนักธุรกิจมาคุยกัน ได้กำไรน้อยหน่อย นี่สองมาตรฐานก็เสร็จเลย นักการเมืองก็กินกัน แต่คุณอภิสิทธิ์เขาไม่กินนะ แต่เขาไม่มีความฉับพลัน ฉับไว และแหลมคมในทางนี้ เขาแก้ปัญหาไม่ได้

ในแง่รัฐสภาและศาล จะมีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาวิกฤติเฉพาะหน้าได้ไหม อย่างไร?

ไม่มี เป็นไปไม่ได้เลย รัฐสภาก็มีบางคน อย่างรสนา (รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา) อะไรงี้ มีกึ๋นพอสมควร แต่ถ้ายังเห็นว่า นี่แดงนั่นเหลืองอยู่ ตราบใดยังเห็นดำเห็นขาวอยู่ ก็เป็นไปไม่ได้ ทำไมไม่คุยกัน เห็นประโยชน์ของชาติเป็นหลัก แทนที่จะคุยแต่เรื่องยุบสภา ผมว่ามันคุยกันไม่ได้ แทนที่จะบอกว่า ต่อไปนี้นะ ผู้ว่าฯ ต้องมาฟังราษฎรเรื่องนี้ๆ ก็จะได้คะแนนจากพวกเสื้อแดง ประชาชนก็ลืมตาอ้าปาก สมกับที่เหนื่อยยากมาร่วมต่อสู้ ผมยังรู้สึกว่าที่มานี่ยังเป็นเครื่องมืออยู่ แต่บางคนก็เต็มใจเป็นเครื่องมือเพราะเขาเชื่อว่าจะสำเร็จ เชื่อว่าระบบอำมาตย์จะหยุด แต่มันก็อาจจะมีอำมาตย์ใหม่ๆ เข้ามา อย่างทักษิณนี่เลวร้ายที่สุดในระบบอำมาตย์ที่ผมเคยเจอมาเลย

บทบาทของศาล จะมีช่องทางให้เสนอ Creative Solutions ได้บ้างหรือไม่?

คุณต้องดูองคาพยพของศาลนะครับ ศาลของเราทั้งหมดไม่ได้เตรียมมาเลยว่า ให้ผู้พิพากษารักความยุติธรรม แต่เตรียมมาว่ากูน่ะเป็นใหญ่ กูนี่เป็นฮ่องเต้ในศาล แคบ มนุษย์เราพอรู้สึกตัวว่า ไม่ใช่คนธรรมดานี่เสร็จหมดแหละครับ มนุษย์ต้องถามสิครับว่า เราทำผิดอะไรหรือเปล่า พระเมื่อก่อนน่ารัก เพราะท่านปลงอาบัติกัน ที่พระสมัยนี้ไม่น่ารัก เพราะไม่สำนึก ศาลก็รู้สึกว่าเขาใหญ่มาก ศาลคงช่วยได้ยาก เพราะศาลไม่รู้เรื่องการเมืองพอ การถวายฎีกาอะไรต่างๆ ถ้าทำก็ยิ่งยุ่งใหญ่ การที่จะดูว่าใครแก้เรื่องนั้นได้ไหม ต้องดูว่า หนึ่ง ควรต้องรู้เรื่องนั้นดี สอง ต้องวางตัวเป็นกลาง ทีนี้ศาลส่วนใหญ่อ้างตัวว่าเป็นกลาง แต่เอาเข้าจริง ศาลอยู่ฝ่ายอำมาตย์ อยู่ฝ่ายรัฐไง ผู้ที่มีอภิสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว แต่พอพูดอย่างนี้โกรธเลยนะ พูดจาไม่ดีหาว่าไป ‘หมิ่นประมาทศาล’

เราจะทำอย่างไรให้นักกฎหมายรุ่นใหม่รักความยุติธรรม?

ยกตัวอย่าง อย่าง ม.ขอนแก่นกับ ม.นเรศวร คณบดีเขามาขอให้ผมช่วย บอกอยากฝึกลูกศิษย์ให้รักความยุติธรรม ไม่ต้องการให้ลูกศิษย์มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่อยากให้ลูกศิษย์เป็นนิติบริการ ผมให้คนไปช่วยเลยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองสมัยอาจารย์ปรีดี ก่อนจบต้องให้นักศึกษาไปดูในคุกก่อน ไปดูเขาอยู่กันยังไง สมัยก่อนยังไม่มีสลัม เขาเดือดร้อนกันอย่างไร หรือโครงสร้างทางสังคมมันทำเขา ให้เขาเดือดร้อน ผมเชื่อว่าศาลไม่เคยเข้าไปดูในคุก ผมอาจจะผิดก็ได้ อย่าเอาผมเป็นบรรทัดฐาน เช่นเดียวกับพระ นี่ก็ไม่รู้เรื่องเลย วันก่อนนิมนต์มา พระหลายรูปก็อยากเป็นชนชั้นสูง ไม่ได้ไปเยี่ยมคนยากคนจนเลย ทั้งที่ตัวเองก็เป็นลูกคนยากคนจน

ช่วงนี้สถาบันสงฆ์ น่าจะมาแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาได้บ้าง?

ส่วนมากก็ฝ่ายเสื้อแดงนะ พระเล็กๆ เสื้อแดงทั้งนั้น เพราะพระใหญ่ๆ นี่ เข้าวังหมด ขนาดพระยังมาให้ผมเป่ากระหม่อมด้วยซ้ำไป (หัวเราะ) บอกนี่อาจารย์เราจะไปล้มอำมาตย์กัน ผมบอกล้มก็ได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรงนะ แล้วอย่างปัญญาชนต่างๆ ที่ออกมาเสนอแนวทางมากมายในเวลานี้ มีความคิดใครที่อาจารย์เห็นว่าช่วยผ่าทางตันได้บ้าง? ปัญญาชนพวกนี้ บางคนก็รู้เรื่องดี บางคนก็แสวงหาผลประโยชน์ไม่รู้เรื่องจริง เขาก็ไม่รู้เรื่องบ้างไปเหมารวมหมดไม่ได้หรอก แล้วนักการเมืองนี่ ถ้าพูดถูกใจเขา เขาก็ฟังมั้ง แต่คิดว่าเขาคงไม่ฟังมากกว่า อย่างนิธิ (นิธิ เอียวศรีวงศ์) ก็ดี ชาญวิทย์ (ชาญวิทย์ เกตรศิริ) ก็ดี พวกนี้เขาก็มองปัญหาชัดเจน หมอประเวศ (ประเวศ วะสี) ท่านก็มองเห็นปัญหาชัด ก็อาจจะแก่ไปแล้ว รู้ปัญหาชัดเจนพอสมควร แต่พวกเสื้อแดงก็หาว่าอาจารย์ประเวศไปเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองไปแล้ว แล้ว

Scenario ของฝ่ายการเมืองเอง อาจารย์มองยังไง?

มิติทางการเมือง คุณต้องใช้พระเดชใช่ไหม ก็ต้องปราบ ส่วนพระคุณ คุณต้องทำยังไง แก้ไขยังไง ว่าที่เสื้อแดงเขาโจมตีอำมาตย์ คุณจะแก้ไขยังไง จะให้อำมาตย์โปร่งใสได้ยังไง แล้วเรื่องนี้ ถ้าคุณไม่ให้ชวลิต (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) เข้าเฝ้า อภิสิทธิ์ต้องกราบบังคมทูลเลย ว่าใต้ฝ่าละอองฯ ก็ต้องโปร่งใสเช่นเดียวกัน ผมเสนอไปนะ หนึ่ง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เนี่ย เปลี่ยนชื่อเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน รัฐบาลรับผิดชอบ อะไรที่เป็นเงินและอำนาจอย่าไปยุ่งกับมัน พอพระเจ้าแผ่นดินจนแล้วจะไม่มีใครมาด่าหรอกคุณ คือไม่มีอภิสิทธิ์แล้วคนก็สงสาร ผมเติบโตมาในสมัยที่ในหลวงถูกรังแก จอมพลป. บีบในหลวงทุกอย่างเลยครับ ซื้อรถยนต์คันหนึ่งก็ต้องขออนุญาตรัฐบาล พระราชทานเพลิงศพกรณีพิเศษนี่ รัฐบาลเป็นคนอนุมัตินะครับ ไม่ใช่สำนักพระราชวัง โดยทฤษฎี นายกรัฐมนตรียังมีหน้าที่กำกับสำนักพระราชวัง แต่ตอนนี้ สำนักพระราชวังเป็นอิสระ แล้วก็ไม่โปร่งใส ไม่มีเปิดเผยข้อมูลอะไรเลย บางทีวิ่งเต้นอะไรกัน แม้กระทั่งขอพระราชทานเพลิงศพก็ต้องวิ่งเต้น แบบนี้เป็นต้น ก็ไม่มีความหมายเลยครับ เกียรติยศเกียรติศักดิ์ไม่มีความหมายเลย สถาบันนี้ จะต้องมีความหมาย ต้องศักดิ์สิทธิ์

แล้วบทบาทของสื่อเป็นอย่างไรครับในวิกฤตนี้ อาจารย์เห็นยังไงครับ?

สื่อก็ดีนะ มันมีพวกเล็กๆ น้อยๆ ออกมา อย่างของคุณก็เป็นตัวของตัวเอง ฟ้าเดียวกัน ก็ต้องชมนะ เป็นผู้กล้า ทำอะไรกันมากขึ้น เดี๋ยวหาว่าผมไปอุดหนุนเสื้อแดง เขาก็เป็นตัวของเขาเอง พวกนั้นก็ทำอะไรหลายอย่าง เหมือนกัน ทุกคนก็มีผิดพลาดหลายอย่าง แต่สื่อกระแสหลักมันไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็นโพสต์ เนชั่น มติชน อะไรต่างๆ เอาตัวรอดอย่างเดียว มันกลัวจะไม่รอด มันก็อ้าง ลูกน้อง ลึกๆ อะไรก็ไม่มีกึ๋น

แล้ว ASTV ของคุณสนธิล่ะครับ?

ASTV จุดยืนเขาก็ชัดเจน ฝ่ายเหลือง มีอะไรหลายอย่างก็ดี ไอ้นี่ฝ่ายศัตรูกันเต็มที่เลย

หมายความว่า เหลืองก็ได้ แดงก็ได้ มีเยอะๆ?

ใช่ๆ Propaganda ต้องมี

แล้วให้ประชาชนเลือกเอง?

ก็ต้องให้มาค้านกัน วิพากษ์วิจารณ์อะไรต่างๆ ไม่ใช่ไปผูกขาด ผมว่ายิ่งปิดนะ มันยิ่งแพร่หลาย ถ้ารัฐบาลฉลาด แทนที่จะปิด ต่อรองสิ เอานี่ใส่ด้วยนะ เอานั่นใส่ด้วยนะ แล้วก็จะดีขึ้นด้วยในระยะยาว ตอนนี้เจิมศักดิ์ (ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง) ให้ผมไปพูดทุกวันพฤหัส ผมก็พูดกับเขาว่า ถ้าคุณให้ผมพูด ผมจะพูดขัดคอคุณนะ อันนี้ ผมก็เชียร์เสื้อแดงนะ ถ้าจะด่าเสื้อแดงอย่างเดียว มันก็จะดูลำเอียง กลายเป็นแบบประชาธิปัตย์เลยนะ

ตอนนี้ที่คนวิตกกันมากอีกเรื่องคือ ที่พันธมิตรจะออกมาภายใน 7 วัน แล้วคุณจำลองก็ออกมากดดันทุกวัน?

ขาก็คงคุยกับพรรคพวกเขาเรียบร้อยแล้ว เขาก็อยากให้เสื้อเหลืองออกมา เขาจะได้ปราบทีเดียวเลย คุณจำลองไม่ใช่คนโง่ เขาคงคิดรอบคอบก่อนแล้วว่า จะให้ผลออกมายังไง แล้วในประวัติศาสตร์ พอม็อบชนม็อบแล้ว มันก็จะมีตาอยู่มาเล่นงานน่ะสิ มือที่สามมาเล่นงานก็สบายเลย

สัมภาษณ์โดย ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว http://www.mba-magazine.blogspot.com และ สุพิน ธนวัฒน์เสรี

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 1, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

“เมษาฯวิปโยค”

โดย เกษียร เตชะพีระ

ภาพแถวทหารในชุดโรโบคอปมือกระชับโล่กับปืนเผชิญหน้ามวลชนเสื้อแดงผู้กำก้อนหินกุมท่อนไม้ ทำให้ผมเศร้าใจลึกๆ อย่างที่สุด

นับเป็นอีกครั้งหนึ่งแล้วหลัง 14 ตุลาฯ 2516, พฤษภาทมิฬ 2535, 7 ตุลาทมิฬ 2551 และสงกรานต์เลือด 2552…

คนไทยเรามาถึงจุดนี้อีกครั้งได้อย่างไร?

เพราะอุดมการณ์ ศรัทธามุ่งมั่น เจตนาดี?

เพราะความคลั่งไคล้สุดโต่ง ความใจร้อนดื้อรั้น ทิฐิมานะ การไม่เลือกวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมาย การถือชีวิตสวัสดิภาพคนอื่นเป็นเครื่องมือ ความโง่เขลาและอุบัติเหตุ?

หรือเพราะทั้งสองอย่างผสมกัน?

จนพร้อมจะเอาชีวิตเลือดเนื้อซึ่งกันและกันเพื่อสังเวยแก่สิ่งที่เรียกว่า “นิติรัฐ” และ “ประชาธิปไตย”

อันเป็นสิ่งสูงส่งดีงามที่ยากจะไขว่คว้าจับต้องซึ่งคนที่ตายไปไม่มีวันได้สัมผัสมัน

เรื่องสำคัญที่สุดเบื้องหน้าวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้

ไม่ใช่จะยุบสภาหรือไม่ยุบ

ไม่ใช่จะยุบสภาใน 15 วัน, 3 เดือน, หรือ 9 เดือนดี

ไม่ใช่แม้แต่การปฏิรูปสังคมและการเมือง

เบื้องหน้าสถานการณ์การเปลี่ยนย้ายอำนาจใหญ่ (power shift) จากกลุ่มอำนาจเก่าไปสู่กลุ่มเศรษฐกิจสังคมใหม่ซึ่งผ่านมาแล้วราว 5 ปีและยังอาจยืดเยื้อไปอีกเป็นสิบๆ ปีเช่นนี้ เรื่องสำคัญที่สุดคือ: –

1) ไม่ควรมีใครต้องด่วนเสียชีวิต เพราะยังจะต้องทะเลาะกันอีกนาน

นั่นหมายความว่าไม่มีดอกสิ่งที่เรียกว่า “สงครามครั้งสุดท้าย” ทุกคนไม่ว่าใครฝ่ายไหนจึงควรรักษาชีวิตไว้รอทะเลาะกันต่อรอบหน้า

2) ไม่ควรมีใครต้องด่วนเสียชีวิต เผื่อว่าผิดไง

ดังที่จะสังเกตเห็นว่ามีการเปลี่ยนฝ่ายย้ายข้างข้ามขั้วกันเป็นปกติท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่ผ่านมาในฝ่ายเหลืองก็มีอดีตผู้เคยนิยมทักษิณ (เช่น สนธิ ลิ้มทองกุล และพรรคพวก), ในฝ่ายแดงก็มีอดีตผู้เคยคัดค้านทักษิณ (เช่น หมอเหวง โตจิราการ เป็นต้น)

การคิดผิดกลับใจบ่อยครั้งชุกชุมเช่นนี้ จึงไม่ควรมีใครอุทิศทุ่มเทจนตัวตายเพื่อความเชื่อปัจจุบันของตน เช่น ยอมตายเพื่อให้ยุบสภา, ยอมตายเพื่อไม่ให้ยุบสภา, ยอมตายเพื่อให้ยุบสภาเร็วขึ้น, ยอมตายเพื่อให้ยุบสภาช้าลง ฯลฯลฯลฯ

ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่เดือนกี่ปีข้างหน้า เราเองก็อาจเปลี่ยนใจเลิกคิดเลิกเชื่อความหมกมุ่นครุ่นคิดและความปักใจเชื่อตอนนี้ของเรา

แล้วจะตายไปเพื่อความคิดความเชื่ออันอาจไม่ยั่งยืนและอาจผิดทำไม?

3) ในสภาพเช่นนี้ การทนกันได้ (tolerance) สำคัญยิ่ง

หมายความว่าไม่ต้องถึงแก่รัก-ชอบ-สมานฉันท์-สามัคคีกัน ขอแค่พอทนกันได้ ทนกันไหว ใช่ว่า เห็นต่างกันแล้วจะต้องลุกขึ้นมาทุบตีทำร้ายฆ่าฟันกัน หากแต่สามารถทะเลาะกันได้อย่างสันติ – ก็พอ

4) สังคมไทยต้องเพียรพยายามทำให้การใช้อำนาจของรัฐบาลกับการต่อต้านอำนาจของฝ่ายค้านเป็นอารยะทั้งคู่ (Civilizing both the government & the opposition)

การเมืองสี่ห้าปีที่ผ่านมาและระยะต่อไปข้างหน้ายังจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอำนาจกันอีกหลายรอบหลายยก

ดังจะเห็นว่าอดีตแกนนำและผู้ปราศรัยปลุกม็อบแต่ก่อนได้กลายมาเป็นรัฐมนตรีหรือ ส.ส.ในภายหลัง

ส่วนอดีตรัฐมนตรีหรือ ส.ส. แต่ก่อนก็ได้กลับกลายมาเป็นแกนนำและผู้ปราศรัยปลุกม็อบในภายหลังเช่นกัน ฯลฯ

พลิกกลับสลับเปลี่ยนไปมาสองครั้งสามคราเช่นนี้ในชั่ว 5 ปีและเชื่อว่ายังจะพลิกเปลี่ยนต่อไปอีกเบื้องหน้า

จึงจำเป็นที่เราต้องสร้างธรรมเนียมกฎเกณฑ์กติกาสำหรับกำกับควบคุมการใช้อำนาจของรัฐบาลและการต่อต้านอำนาจของฝ่ายค้านให้อยู่ในกรอบอารยะประชาธิปไตยทั้งคู่

เพื่อที่ว่าไม่ว่าใครสีไหนมาเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เราและสังคมไทยโดยรวมจะพออยู่ได้โดยสงบสันติพอสมควร

ไม่ใช่ว่าทะเลาะประท้วงกันทีไร ก็ต้องมีความรุนแรง การก่อการร้ายและวินาศกรรมรัฐล้มเหลว อนาธิปไตยและสงครามกลางเมืองทุกทีไปไม่รู้จบ

เพราะกล่าวให้ถึงที่สุด การทำให้รัฐบาลและฝ่ายค้านเป็นอารยะ ก็คือการทำให้รัฐไทยและสังคมการเมืองไทยกลายเป็นอารยะ (Civilizing the state& political society) นั่นเอง

หากทำไม่ได้ เมืองไทยที่รักของเราก็จะกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ไม่มีใครรักลงอีกต่อไป

กล่าวเฉพาะหน้านี้ เพื่อไม่ให้มีใครต้องเสียชีวิตเพิ่มเติม

1) รัฐบาลอภิสิทธิ์ในฐานะผู้ประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงและสั่งการในปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่ชุมนุม” (หรือนัยหนึ่งสลายการชุมนุมในทางเป็นจริง) ควรแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองโดยตรงต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายใต้การดูแลบริหารและตัดสินใจใช้อำนาจของตน ด้วยการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินทันทีแล้วลาออกหรือยุบสภาเพื่อจัดเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด

2) ในระยะยาว ใครก็ตามที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลควรพิจารณาหาทางยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อันเป็นมรดกตกทอดจากรัฐบาลทักษิณ-พรรคไทยรักไทย และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 อันเป็นมรดกตกทอดจากรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์-คมช. เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้กองทัพมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองบนท้องถนนอีกต่อไป

3) นปช.ควรคัดค้านประณามการก่อการร้ายและวินาศกรรมต่อหน่วยงานราชการและภาคเอกชนในระยะที่ผ่านมาอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน สนับสนุนร่วมมือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐทุกวิถีทางในการปกป้องสิทธิสวัสดิภาพในร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายจากการก่อการร้ายและวินาศกรรม

4) เมื่อยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินและมีกำหนดการยุบสภาแน่นอนแล้ว แกนนำ นปช.ควรมอบตัวต่อทางราชการเพื่อพิสูจน์ตนเองต่อสู้คดีที่ถูกกล่าวหาในกระบวนการยุติธรรม

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1271496152&grpid=&catid=02

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 18, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

พลังสีแดง : การจัดตั้งของภาคการผลิตไม่เป็นทางการ (3)

เขียนโดย อ.อรรถจักร สัตยานุรักษ์

คราวก่อนหน้านี้ ผมได้พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของการทำมาหากินในภาคการผลิตไม่เป็นทางการ ที่ส่งผลทำให้คนจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนแปลงวิธีคิด

วิธีรู้สึกที่มีตัวตนของตนเอง โดยได้เชื่อมต่อตนเองเข้ากับสังคมที่กว้างขวางขึ้น พร้อมกับได้ก่อสร้างองค์กรเครือข่ายอย่างไม่เป็นทางการขึ้นมา ซึ่งเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพื่อเอื้อให้การผลิตไม่เป็นทางการนั้นดำเนินไปอย่างดีที่สุด

ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็คือ โครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มการผลิตภาคไม่เป็นทางการ ที่ได้สร้างสมขึ้นมาอย่างยาวนานในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แต่ปัญหา ก็คือ คนกลุ่มนี้ได้เข้ามาสู่การเคลื่อนไหวการเมืองครั้งใหญ่นี้ได้อย่างไร อะไรเป็นพลังในการจุดชนวนให้เกิดการปะทุขึ้นมาได้ใหญ่โตขนาดนี้

ผมคิดว่าประเด็นแรกสุดที่ต้องทำความเข้าใจ ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของการเป็นพลเมืองที่ไม่กระตือรือร้นมาสู่การเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้น (Passive Citizenship to Active Citizenship) 

การเชื่อมต่อตนเองเข้ากับสังคมที่กว้างขวาง ได้ทำให้คนในภาคการผลิตไม่เป็นทางการเริ่มตระหนักถึงความเป็นพลเมืองในรัฐไทยมากขึ้น เพราะชีวิตการทำมาหากินได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐมากกว่าเดิม อาทิเช่น สถานที่วางขายของ การเคลื่อนย้าย และขนส่งสินค้า ฯลฯ 

การก่อตัวของความสำนึกพลเมืองในระยะแรก แม้ว่ายังคงอยู่ในลักษณะของสำนึกพลเมืองที่ไม่กระตือรือร้น กล่าวคือ ยังคงยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ไม่ได้เกาะกลุ่มกันถกเถียง หรือแสดงตนต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพตนเองแต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกัน การขยายพื้นที่การดำรงอยู่ร่วมกับสังคมที่เพิ่มมากขึ้น ก็นำมาสู่การเริ่มต้นสำนึกถึงความเท่าเทียมกัน ในความเป็นพลเมืองภายใต้ความแตกต่างระหว่างชนชั้นมากขึ้นตามไปด้วย

ความสำนึกเช่นนี้ปรากฏชัดเจนในชีวิตประจำวันที่พวกเธอและเขาต้องพบปะกับลูกค้าชนชั้นกลางที่แสดงตนเองว่าอยู่คนละพวกหรือคนละชั้นกับเธอ การโอภาปราศรัยระหว่างลูกค้ากับแม่ค้าไม่ได้เป็นไปในระนาบเดียวกัน การใช้สรรพนามเรียกอย่างนับญาติไม่ใช่เรื่องปกติที่จะใช้กันได้ ขณะเดียวกัน ลูกค้าก็แสดงความเหนือกว่ากว่าเสมอมา

ตัวอย่างที่ชัดเจนมากกว่าเพียงแต่อาจจะไม่ตรงกับประสบการณ์การค้าในภาคการผลิตนอกระบบนัก ก็คือ การแบ่งชนชั้นระหว่างข้าราชการชั้นประทวนกับข้าราชการชั้นสัญญาบัตร ซึ่งเป็นเรื่องดำเนินมาอย่างปกติยาวนาน ทุกคนยอมรับความแตกต่างนี้ แต่ในปัจจุบัน เมื่อเกิดสำนึกในพลเมืองที่เท่าเทียมกันเกิดขึ้น จึงทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างทางสถานะและชนชั้นนี้ชัดเจนมากขึ้น

จนไม่น่าแปลกใจหากข้าราชการชั้นประทวน จะเข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวเสื้อแดงนี้มากมาย เพราะที่สำคัญ ก็คือ ภรรยาของข้าราชการชั้นประทวนซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นผู้ประกอบการในภาคการผลิตไม่เป็นทางการจะเป็นผู้ที่มีความสำนึกเช่นนี้สูงกว่าสามี และมักจะเป็นผู้กระตุ้นเร่งเร้าให้สามีรู้สึกถึงความแตกต่างนี้ และเมื่อภรรยาเป็นปัจจัยกระตุ้นเช่นนี้ มีหรือสามีไทยจะกล้าปฏิเสธได้

ความแตกต่างทางชนชั้นที่ปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันเช่นนี้ ได้กลายมาเป็นความคับข้องใจฝังอยู่ในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด และเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือเกิดการจุดประเด็นใดก็ตามที่เกี่ยวข้องอยู่กับความแตกต่างทางชนชั้นเช่นนี้ ก็จะสามารถกลายเป็นเชื้อไฟจุดเอาความคับข้องใจให้ปะทุมาโดยง่าย ลองนึกถึงปฏิกิริยาของผู้คนตอนนายหมูแฮมที่ขับรถชนคนจนตาย หรือจะย้อนไปไกลหน่อย อาทิเช่น คำว่า “สินค้าแบกะดิน” ได้ทำให้กลุ่มพลังธรรมชนะเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น 

ในช่วงแรกของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ฝ่ายเสื้อแดงรุ่นแรกๆ ซึ่งเป็นปัญญาชนได้พยายามเคลื่อนไหวด้วยประเด็นของประชาธิปไตย ซึ่งก็ได้ผลระดมคนได้ไม่มากนัก แต่ภายหลังมาเมื่อกลุ่มนักการเมืองเสื้อแดงที่มาจากสมาชิกสภาแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่ได้มีฐานเสียงระบบอุปถัมภ์แบบสมาชิกสภาแบบเขตพื้นที่ นักการเมืองกลุ่มนี้น่าจะมีความรู้สึกสอดคล้อง หรืออย่างน้อยน่าจะมีความรู้สึกร่วมกับคนที่อยู่ในภาคการผลิตไม่เป็นทางการ การเคลื่อนไหวทางการเมือง จึงได้เปลี่ยนแปลงจากการรณรงค์ประเด็นประชาธิปไตยแบบชนชั้นกลาง มาสู่การสร้างชุดคำอธิบายการเคลื่อนไหวการเมืองประชาธิปไตยแบบเน้นความแตกต่างทางชนชั้น ซึ่งได้แก่ “อำมาตย์-ไพร่”

พลังดึงดูดและแรงผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มออกมาสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเร่าร้อนและรุนแรงเช่นนี้ จึงไม่ใช่แค่ประเด็นของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แม้ว่าพวกเขาจะรอเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคืน แต่ลึกลงไปนั้นเป็นประเด็นของความคับข้องใจที่ฝังอยู่ในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมาเนิ่นนาน

หากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ มีโอกาสกลับมาสู่การเมืองจริงๆ (ซึ่งผมคิดและพูดมานานแล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้) การบริหารงานแบบทักษิณ ก็จะทำให้คนกลุ่มนี้หันหลังให้แก่เขาในเวลาไม่นานนัก 

ดังนั้น ไม่ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้จะจบลงอย่างไร รัฐบาลที่จะเข้ามามีอำนาจต่อไปจำเป็นต้องคิดในประเด็นความแตกต่างทางชนชั้นนี้ให้มาก เพราะไม่ใช่เพียงแค่การช่วยเหลือทางด้านการกระจายรายได้เท่านั้น หากแต่ต้องทำความเข้าใจในเรื่องที่ลึกลงไปในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของสังคมเลยทีเดียว

พลังสีแดง (2) https://wwisartsakul.wordpress.com/2010/04/10/

พลังสีแดง (1) https://wwisartsakul.wordpress.com/2010/04/04/

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 16, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,