RSS

Tag Archives: จำนำข้าว

จำนำข้าวกับการมุมมองประชากรเชิงมหภาค

บทความนี้จะอธิบายและชี้ให้เห็น สถานการณ์โดยรวมของชาวนาไทยและข้อวิพากษ์ของนักวิชาการต่อโครงการ
รับจำนำข้าวของรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นนโยบายมหภาคที่รัฐใช้เพื่อเข้าแทรกแซงตลาดข้าวไทย โดยหวังจะ
ช่วยยกระดับคุณภาพประชากรของชาวนาไทย และจะได้ใช้ มุมมองการพัฒนาประชากรที่ประกอบด้วยมุมมมองในเชิงมห
ภาคและจุลภาค ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการเพิ่มความเท่าเทียมกันของโอกาสให้ชาวนาได้ มีพื้นที่การแข่งขัน การเข้าถึง การพัฒนาตัวเอง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเลื่อนสถานะทางสังคมของชาวนาไทย

อ่านต่อ file ขนาด 420 KB จำนำข้าว_ความยากจน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

โต้ อาจารย์นิธิ : ทำลายประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว โดย..ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

กระแสทรรศน์ คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  (มติชนรายวัน 5 ธันวาคม 2555)

ผู้เขียนขอแสดงจุดยืนที่เห็นต่างกับวิธีคิดของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ (จากนี้ไปจะขอเรียกสั้นๆ ว่านิธิ) ในบทความที่ลงในมติชนเรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว” ขณะเดียวกันก็สังเคราะห์บทความของอาจารย์นิพนธ์และอาจารย์อัมมาร ที่โต้ตอบนิธิ ในความคิดของนิธิ การที่รัฐบาลต้องการที่จะเพิ่มรายได้ให้กับชาวนาอย่างเป็นกอบเป็นกำ เป็นน้ำเป็นเนื้อในเวลาอันรวดเร็ว ต่างกับที่รัฐบาลในอดีตเคยทำมา เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการพลิกชีวิตของชาวนา โดยวิธีการที่ต่างกับรัฐบาลในอดีต ซึ่งนิธิเชื่อว่ามันจะพลิกแผ่นดิน เปลี่ยนประเทศไทย

นิธิมองว่าการเพิ่มรายได้ให้ชาวนาในระดับนี้ “เป็นการปฏิรูปสังคม” เพราะฉะนั้น เราไม่ควรใช้หลักเกณฑ์หรือวิธีคิดแบบเดิมๆ เช่น รัฐควรจะขาดทุนน้อยๆ เพราะทรัพยากรจำกัด มีค่าเสียโอกาสเสมอ แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่า มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม นิธิยังอ้างว่าประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก เขาก็ช่วยเหลือภาคเกษตรและชาวนากันมาแล้วทั้งนั้น ไม่เห็นคนรวยหรือชนชั้นกลางเขาเดือดร้อนอะไร คนที่ปฏิเสธรัฐสวัสดิการเป็นคนที่น่าสงสาร ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคนที่ปฏิเสธรัฐสวัสดิการคงมีน้อยมากไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

สิ่ง ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำก็คือรับซื้อข้าวทุกเม็ดจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าตลาด ไว้มากๆ เช่น ประมาณร้อยละ 50-60 ในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา รัฐบาลเมื่อมีข้าวอยู่ในมือแล้ว ควรที่พยายามขาดทุนให้น้อยที่สุด แต่เนื่องจากเป้าหมายหลักที่แท้จริงคือ การเพิ่มรายได้เพื่อให้ชาวนามีชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีเงินซื้อสินค้าคงทนถาวร ช่วยให้เศรษฐกิจเดินสะพัด ใครจะปฏิเสธว่าไม่ดีได้อย่างไร อีกหน่อยชาวนาฐานะดีขึ้น จำนวนหนึ่งคงหันไปทำอย่างอื่น ไม่เห็นจะต้องน่าวิตกกังวลอะไร เมื่อฐานะทางเศรษฐกิจของชาวนาดีขึ้น อำนาจทางการเมืองของชาวนา ซึ่งในอดีตไม่ค่อยจะมี ก็จะเพิ่มตามมา ผู้เขียนคิดว่า นิธิคงหมายถึง การส่งผลที่เป็นบวกต่อการพัฒนาประชาธิปไตยด้วย ช่วยลดหรือสยบพลังอำนาจอนุรักษ์ดั้งเดิม อะไรทำนองนั้น

ถ้าผู้เขียน เข้าใจไม่ผิด ถ้าเป็นเช่นนี้ การขาดทุนทางการเงินย่อมไม่ใช่สาระสำคัญ ขาดทุนให้ถึงหลักแสนล้านก็ย่อมได้ สำหรับชาวนาประมาณ 10 ล้านคน คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม และนิธิก็เชื่อว่า โครงการประกันรายได้ให้ชาวนา เช่น ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ขาดทุน อาจจะมากกว่าสมัยปัจจุบันด้วยซ้ำ ถ้าการรับซื้อข้าวมาเก็บไว้แล้วมีการทุจริต นิธิก็คิดว่ามันมีการทุจริตกันทั้งนั้นในการแทรกแซงประเภทนี้ ไม่ว่าในรัฐบาลไหน โครงการใหญ่หลวงระดับนี้จะไม่ให้มีการทุจริตได้อย่างไร ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์น่าจะอุดช่องโหว่ลดการทุจริต

นิธิเชื่อว่าคนจำนวนหนึ่ง หรือจำนวนมากที่คัดค้านโครงการนี้มีเบื้องหลังหรือ motive ทางการเมืองที่ไม่ดี รัฐบาลไม่ควรไปใส่ใจ นิธิลืมไปว่าในประเด็นหลังนี้ คนเขาก็มีสิทธิคิดเหมือนกันว่าที่นิธิสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล นี้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากแรงจูงใจทางการเมืองได้เช่นกัน

ผู้เขียน คิดว่าวิธีคิดของนิธิค่อนข้างประหลาด ในประเด็นที่ว่า ถ้ารัฐต้องการจะช่วยชาวนาให้มีรายได้สูงขึ้นมากๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี เนื่องจากชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คงมีทั้งชาวนาจนและรวยไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะต้องช่วยเฉพาะคนจนน่าจะดูผล ที่ตามมา นิธิเชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหนก็มีข้อบกพร่องคือขาดทุนหรือมีการทุจริต ทั้งนั้น วิธีการรับซื้อข้าวราคาสูงๆ เก็บไว้รอขายขาดทุนมากๆ อาจจะดูไม่ดีในสายตาของคนบางคน แต่ผลลัพธ์สำคัญกว่าวิธีการ นิธิลืมไปว่าวิธีการที่เลวในที่สุดจะส่งผลลัพธ์ที่เลวตามมา โดยฉพาะในระยะยาวที่จะกลับมาทำลายฐานเศรษฐกิจของชาวนา ยุทธศาสตร์ของการเลือกนโยบายแทรกแซงข้าวจึงมีความสำคัญมาก

นิธิให้ความสำคัญกับตลาดน้อยเกินไป ลืมไปว่าผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยมีความได้เปรียบในตลาดโลกอยู่แล้วในด้านคุณภาพ ถ้ารัฐพัฒนาตลาดข้าว (ไม่ใช่ทำลาย) เพื่อให้ตลาดสามารถทำหน้าที่ให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลาดจะเป็นกลไกที่สำคัญทางเศรษฐกิจต่อวิถีชีวิตของชาวนาอย่างยั่งยืนในระยะ ยาวนี่ก็เป็นการใช้การพัฒนาตลาดเพื่อปฏิรูปสังคม ซึ่งจะเป็นผลดีมากกว่าการมีอำนาจทางการเมืองของชาวนาแล้วใช้อำนาจนี้เพื่อ ประโยชน์ของกลุ่ม แต่ส่วนรวมและประเทศเสียหายอันเนื่องมาจากการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมือง สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ทุ่มพัฒนาวิจัยข้าวเพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต และพัฒนาสถาบันเพื่อช่วยชาวนาให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงต่างๆ

ถ้านิธิ คิดว่าการรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงๆ กว่าตลาด ทำได้ถาวรและยาวนานจะเปลี่ยนประเทศไทยได้ เขาคงหมายถึงการพลิกแผ่นดิน ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สังคมเป็นประชาธิปไตย และมีเสถียรภาพ ผู้เขียนก็คิดว่านี่เป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นการสร้างวิมานในอากาศ ผู้เขียนเชื่อว่าโครงการที่ทำในลักษณะนี้ ถ้าฝังรากลึก เข้มข้น รุนแรง มีโอกาสที่จะทำลายประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและการคลังให้อ่อนแอลง

ทำไม ถึงเป็นเรื่องเพ้อฝัน เราต้องไม่ลืมว่า แม้เราจะมีชาวนาประมาณ 10 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 27 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แต่ผลผลิตข้าวในปัจจุบัน เป็นเพียงร้อยละ 20 ของภาคเกษตร ขณะที่ภาคเกษตรมีผลผลิตเพียงประมาณร้อยละ 10 ของ GDP ซึ่งโดยนัยยะผลผลิตข้าวจะมีสัดส่วนต่อ GDP เพียง 2-3% เท่านั้น หรือประมาณไม่เกิน 3-4 แสนล้านบาทต่อปี ถ้าดูจากข้อมูลนี้ การขาดทุนจากการที่รัฐบาลทำอะไรโง่ๆ คือการซื้อข้าวมาเก็บไว้เยอะๆ โดยหวังว่าจะได้ราคาดี ซึ่งเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ แล้วขาดทุนปีหนึ่งๆ เป็นหลักแสนล้านบาท แม้อาจจะดูไม่มากสำหรับคน 10 ล้านคน จากผลผลิตข้าว 3-4 แสนล้านบาท มันสมเหตุผลหรือไม่ ยังไม่ได้พูดถึงความเสียหายอื่นๆ ที่จะตามมาที่นิธิไม่ได้กล่าวถึง

พลังที่จะเปลี่ยนประเทศไทยหรือ พลิกแผ่นดินในทางเศรษฐกิจเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งยั่งยืนในอนาคตได้ไม่ มีทางลัดโดยวิธีอื่นใด นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการเพิ่มผลิตภาพหรือ Productivity หรือผลผลิตต่อคนงานในทุกๆ

 

ส่วนรวมทั้งภาคเกษตรของประเทศไทย ซึ่งเผอิญนอกภาคเกษตรเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุด ร้อยละ 90 ของผลผลิต และประมาณ 2 ใน 3 ของกำลังแรงงาน โดยเศรษฐกิจไทยจะต้องมีแรงงานทุนและความรู้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพเฉกเช่นหลาย ประเทศในเอเชียที่ล้ำหน้ากว่าเราไปมากโขแล้ว การจะทำเช่นนี้ได้เราต้องได้รัฐบาลที่มีกึ๋น ดำเนินนโยบายที่มียุทธศาสตร์ที่ดีถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถอย่างแท้จริงของประเทศไทย คือสามารถทำเรื่องยากๆ มากกว่าเพียงแค่เพิ่มรายได้ให้แก่คนงานหรือชาวนา โดยไม่พัฒนาสถาบันที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มหรือผลิตภาพ แรงงานไม่ว่าจะเป็นชาวนาหรือแรงงานของภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการจะมีพลังเปลี่ยนประเทศพลิกแผ่นดินไม่ว่าประเทศใด

พลังดังกล่าวจะต้องไม่ใช่พลังที่มาจากการใช้พลังการ เมืองเพื่อโอนถ่ายรายได้ความมั่งคั่งหรือทรัพยากรมาที่กลุ่มของตน โดยไม่มีส่วนเพิ่มผลผลิตหรือ Productivity ให้แก่ประเทศได้มากกว่าที่ฝ่ายหรือกลุ่มของตนเป็นฝ่ายรับ ซึ่งหมายความว่าโดยสุทธิชาวนาอาจจะได้รับการช่วยเหลือจากส่วนอื่นๆ ของสังคม แต่เศรษฐกิจข้าวหรือเศรษฐกิจการเกษตรต้องมีความแข่งแกร่งมีการใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพแข่งขันกับใครๆ ในโลกได้ ซึ่งในประเด็นหลังนี้ นิธิไม่ได้ให้ความสนใจ

เราต้องไม่ลืมว่าประเทศที่รวยมาก่อนเราเขาช่วยคนใน ภาคเกษตร โดยกระจายรายได้จากส่วนอื่นของสังคมก็จริงอยู่ แต่รัฐบาลในประเทศเหล่านั้นก็เรียนรู้และมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาที่จะลด ความเสียหายจากการตั้งราคาให้สูงกว่าตลาดมากๆ และเก็บพืชผลไว้ในโกดังจนถึงกับต้องเอาไปบริจาคให้ประเทศอื่น เช่นกรณีของสหรัฐ โดยไม่ตั้งราคาให้เกินความเป็นจริงไปกว่าราคาตลาดจนอุปทานหรือผลผลิตล้นเกิน

ทำไมเราไม่เรียนรู้แล้วดึงประสบการณ์ในส่วนที่ดีของ เขามาใช้เพื่อบริหารข้าวหรือภาคเกษตรของเราอย่างมีวิสัยทัศน์ อย่าอ้างกันแบบโคมลอยโดยไม่มีข้อเท็จจริง แม้กระทั่งญี่ปุ่นระยะหลังๆ คนชั้นกลางญี่ปุ่นจำนวนมากก็รับไม่ได้กับการอุ้มชาวนาในภาคเกษตร โดยเฉพาะเมื่อฐานะการคลังของรัฐเลวลงเรื่อยมา จนในที่สุดรัฐบาลก็ปรับนโยบายการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าว

ในความเป็นจริงนิธิไม่ได้คิดวิเคราะห์ปัญหาที่จะเกิดจากการรับซื้อข้าวราคาสูงมา เก็บไว้เหมือนกับสมมุติว่ามันไม่เป็นปัญหานอกจากว่ามีการขาดทุนหรือมีการ ทุจริต ซึ่งนิธิก็ไม่สนใจรอบด้านละเลยเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ นิธิไม่ได้อ่านงานที่นักวิชาการพูดถึงเรื่องการจำนำข้าวอย่างครบถ้วนจะโดย ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ดูเหมือนนิธิเลือกที่จะดึงความเห็นของผู้ที่คัดค้าน ซึ่งหลายเรื่องเป็นประเด็นปลีกย่อยไม่ใช่สาระสำคัญเหมือนกับว่านิธิเลือกคู่ ขัดแย้ง (แม้ไม่ได้เอ่ยนาม) และเลือกประเด็นขัดแย้งเพื่อความสะดวกของตนเอง เช่น ผู้เขียนไม่คิดว่าจะมีนักวิชาการสักกี่คนที่ไม่เห็นความจำเป็นของ welfare state และไม่เห็นด้วยว่าคนจนต้องได้รับการช่วยเหลือ เราต่างกันในวิธีการที่จะให้ช่วยเหลือกันมากกว่า

ในแวดวงวิชาการ หรือปัญญาชน องค์ความรู้เรื่องการแทรกแซงตลาดข้าวโดยรัฐบาลในตลาดข้าว ล่าสุดรวมศูนย์อยู่ที่นักวิชาการ 3 คน ซึ่งมีวิธีคิดที่คล้ายกันมาจาก TDRI และมหาวิทยาลัยเกษตรฯ หรือสถาบันคลังสมอง ซึ่งได้แก่ นิพนธ์ พัวพงศกร อัมมาร สยามวาลา และสมพร อิศวิลานนท์ ตามลำดับ (จะขอเขียนย่อทั้ง 3 คนนี้ว่า “นอส”) นิธิน่าจะวิเคราะห์หลักคิดของนักวิชาการทั้ง 3 คนนี้ รวมทั้งวิเคราะห์หลักฐานข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนในการเปรียบเทียบวิธีคิดของ นิธิ เพื่อความสมบูรณ์และครบถ้วนจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของสังคม

ใน งานเขียนก่อนหน้าของสมพรและในบทความที่นิพนธ์ และอัมมาร ตอบนิธิ คนที่ติดตามเรื่องบทบาทของรัฐบาลในการแทรกแซงตลาดข้าว ทุกคนรู้ดีว่า “นอส” เป็นมันสมองทางวิชาการตัวแทนของ TDRI ในการออกแบบการประกันรายได้ให้แก่ชาวนาสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลักคิดของ “นอส” นั้นยอมรับว่าคนนอกภาคเกษตรต้องช่วยคนภาคเกษตรในการโอนรายได้และทรัพยากร แต่ควรจะเลือกช่วยชาวนาที่มี need จริงๆ คือยากจนกว่าชาวนาด้วยกัน หรือต้องพึ่งนาน้ำฝนใช้พันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง ซึ่งทำนาได้แค่ปีละครั้ง ไม่ใช่เหวี่ยงแหช่วยกันไม่เลือกหน้า ในทางการเมืองราคาประกันต้องสูงกว่าราคาตลาด แต่เป็นที่รู้กันว่าต่ำกว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาก

วิธีคิดของ “นอส” ตามที่ผู้เขียนเข้าใจ “นอส” เชื่อจากหลักการและประสบการณ์ทั่วโลกในอดีตว่ารัฐค้าขายไม่เป็น ทรัพยากรของรัฐเหมือนไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถ้ารัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้เอง โดยเฉพาะมีต้นทุนสูงๆ ยังไงๆ ก็ต้องมีการรั่วไหล เทวดาที่ไหนจะมานั่งดูแลทุกๆ พื้นที่ไร่นา รัฐบาลซื้อง่ายแต่ขายยาก โดยเฉพาะไม่อยากจะขาดทุนมากๆ หารู้ไม่ว่ายิ่งเก็บไว้นานๆ ก็เสี่ยงที่จะขาดทุนมาก ซื้อมาแล้วประมูลทันทีก็ขาดทุนเร็วเกินไป รับไม่ได้เสียอีก “นอส” จึงมีหลักคิดว่าใช้เพียงแค่ใช้ “กระดาษ” ก็พอ นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าการลดต้นทุนการทำธุรกรรมหรือ transaction cost ชาวนามารับส่วนต่างในรายได้เมื่อราคาตลาดข้าวต่ำกว่าราคาประกัน (หรือที่เรียกกันว่า deficiency payment) ชาวนาเก็บข้าวแล้วเอาไปขายกันเอง รัฐไม่ต้องมายุ่ง โดยตรรกะชัดเจนว่าลดต้นทุนละค่าเสียโอกาสในการเก็บข้าวไว้นานๆ ของรัฐบาล

โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าระบบนี้ถ้าให้เวลาทำงานที่ ยาวนานพอ มีการขึ้นระบบทะเบียนชาวนา และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ยังไงๆก็น่าจะเป็นระบบที่ดีกว่า รัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้เองมากมายเป็นเวลานานๆ ซึ่งสินค้าข้าวไม่เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ยิ่งเก็บนานยิ่งเสื่อม ยิ่งมีมากผู้ซื้อก็รู้ มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ขายจริงเมื่อไหร่ราคาก็ลง รัฐบาลจีนถึงไม่โง่ ที่จะมาทำสัญญาจีทูจีอะไรกับเรา จะไปฮั้วกับผู้ผลิตก็ไม่มีวันจะสำเร็จ หนึ่งใน “นอส” ถึงดูถูกเหยียดหยามคนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าสมองกลวงหรือเปล่า นอกจากนี้ ประวัติการขายในอดีตและในอนาคตก็จะไม่มีความโปร่งใสมีเรื่องอื้อฉาวตลอด (ผู้สนใจน่าจะได้อ่านการให้สัมภาษณ์ของแก้วสรร อติโพธิ เรื่องความเกี่ยวพันระหว่างพรรคการเมืองของรัฐบาลกับนักธุรกิจบริษัท เพรซิเดนท์ อะกรี เทรดดิ้ง ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สยามอินดิก้า เป็นต้น)

นิธิเชื่อข้อมูลบางอย่างง่ายและ เร็วไป ข้อมูลของ TDRI พอสรุปได้ว่า สมัยประกันรายได้ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลขาดทุนทางการเงินปีแรกประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ปีที่สองประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้นิธิคิดว่า ถ้าจำนำข้าวจะขาดทุนสักแสนล้าน ก็ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไร

โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า การขาดทุนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นก็ยังค่อนข้างสูง ไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุ แต่จำนวนการขาดทุนนี้ทำให้ดูเหมือนนิธิปักใจเชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหน มันก็ขาดทุนกันทั้งนั้น อย่าไปสนใจมันเลยดีกว่า ในความเห็นของผู้เขียนรัฐบาลไหนทำขาดทุนมากกว่ากัน ไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไร เราต้องการเวลาดูกันให้ยาวกว่านี้ 5 ปี 10 ปี หรือยาวกว่านั้น ความเสียหายที่จะมีผลต่อการคลัง ถ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ปีต่อปี สะสมมากขึ้นๆ ความเสียหายมีแน่นอน

แต่ สำคัญกว่านั้น นิธิไม่ได้สนใจลองวิเคราะห์เปรียบเทียบ ความเชื่อของตนเอง กับความเชื่อของ “นอส” ซึ่งไม่ได้อยู่ที่เรื่องการขาดทุนทางการเงินอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ความฉิบหายและความอ่อนแอของอุตสาหกรรมข้าวไทยในอนาคต ซึ่งรัฐบาลก็จะเล่นเกมที่เป็นผู้แพ้เช่นกัน นิธิอาจจะลืมไปว่าในอุตสาหกรรมข้าวที่มีการแข่งขันสูงในระดับโลก อุตสาหกรรมข้าวนี้จะมีประสิทธิภาพ และมีขีดความสามารถสูงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐเป็นผู้ส่งเสริมการทำงาน ของตลาดภายในประเทศ โดยการสร้างกฎกติกาและกลไกทางสถาบัน เพื่อลดความไม่สมบูรณ์ของตลาด ลดต้นทุนการทำธุรกรรม เพิ่มข่าวสารให้แก่ทุกฝ่าย ไม่ใช่มาทำลาย โดยคิดว่ารัฐบาลคือเทวดา ดูตัวอย่างของประเทศที่เจริญแล้ว

นิธิไม่ได้วิเคราะห์ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และความเสียหายที่จะตามมาในระยะยาว จากการที่ตลาดข้าวที่เคยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร จะค่อยๆ ถูกทำลายเพราะรัฐบาลเข้ามาทำลายกลไกของตลาดด้วยการตั้งราคาไว้สูงกว่าตลาด มากๆ และรับซื้อไว้เอง บิดเบือนโครงสร้างของแรงจูงใจโดยการตั้งราคาไว้สูงมากๆ การตั้งราคาไว้สูงมากๆ ถึงร้อยละ 50 ของราคาตลาด ถ้าเป็นมีดก็จะเป็นมีดที่มาทิ่มแทงทำลายเศรษฐกิจข้าวและชาวนาของไทยเอง เพราะกลไกตลาดจะไม่สามารถคัดเลือกแบ่งเกรดข้าวอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนใน อดีต แรงจูงใจและปริมาณการผลิตข้าวที่ไม่มีคุณภาพสูงขึ้น (ข้อมูลจากสมพร หนึ่งใน “นอส” นั้นคือ ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ของไทยก็ยังต่ำกว่าเวียดนามหรืออินเดีย) เพราะระบบรับจำนำข้าว ซื้อข้าวคละกันไป


การขยายตัวของอุปทานข้าวที่ ไม่ได้มาจากผลิตภาพและการเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกรรมใดๆ ขณะที่อุปสงค์ต่อราคาและรายได้ค่อนข้างต่ำในระยะยาวเพราะคนทั้งโลกรวมถึงคน ไทยกินข้าวน้อยลงเรื่อยๆ ต่อคน เทคโนโลยีของโลกที่จะทำให้อุปทานข้าวเพิ่มง่ายและมากขึ้น หมายความว่าอุปทานจะมากกว่าอุปสงค์และแนวโน้มราคาจะลดลง

ถ้ามองในลักษณะการจัดองค์กรอุตสาหกรรมหมายและการ กำหนดยุทธศาสตร์ เราควรจะควบคุมปริมาณการผลิตแต่สินค้ามีคุณภาพมีแบรนด์และราคาที่เป็นพรี เมี่ยม รัฐบาลไทยควรทุ่มเทช่วยเหลือด้านความรู้วิจัยในทุกรูปแบบเหมือนประเทศที่ เจริญแล้วเขาทำ ในขณะที่เขาอุ้มภาคเกษตรโดยการพยุงราคาโดยนำเงินที่ผลาญสูญเสียไปจำนวนมากไป กับการรับซื้อข้าวที่มากและสูงเกินความจำเป็น ชาวนาไทยต้องแข่งกับคู่แข่งด้านคุณภาพสินค้า และต้นทุนเทคโนโลยีการผลิตโดยใช้คนน้อยลง ค่อยๆ เคลื่อนย้ายอย่างน้อยครึ่งหนึ่งออกไป ทำกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่ productive มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การรับซื้อข้าวแบบที่เป็นอยู่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ควรเป็นเกิด ขึ้นไม่ได้

ถ้ารัฐบาลมีกึ๋นและทำได้เหมือนที่ ประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาทำ ประเทศไทยจะเปลี่ยนหรือพลิกแผ่นดินได้ เลิกตั้งราคารับซื้อให้สูงๆ เพื่อหวังคะแนนเสียงและซื้อข้าวมาเก็บไว้ไม่ยอมขายเสียเถอะ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354678553&grpid=01&catid=&subcatid=

 

ป้ายกำกับ: , , ,

เปิดศึกจำนำข้าว!’อัมมาร-นิพนธ์’เขียนบทความร่ายยาวตอบโต้’นิธิ’

‘อัม มาร-นิพนธ์’เขียนบทความร่ายยาวตอบโต้’นิธิ’ยก3เหตุผลจำนำข้าว ทำร้ายประเทศ มากกว่า’เปลี่ยนแปลงประเทศ’ และไม่เข้าใจกลไกอุตสาหกรรมข้าว

บทความของนักวิชาการทั้งสองใช้ชื่อว่า”เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว:ข้อเท็จจริงสำหรับ อ.นิธิ และประชาชน”

นิพนธ์ พัวพงศกรและอัมมาร สยามวาลา

24พฤศจิกายน 2555

ระบุว่า…

อนุสนธิจากบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว” ในมติชนออนไลน์ เมื่อวันทื่ 5 พฤศจิกายน 2555 ผู้เขียนทั้งสองคนขอให้ข้อเท็จจริงทั้งจากตัวเลขของหน่วยงานราชการ และจากการวิจัยของผู้เขียน เราทั้งสองเชื่อว่าการมีข้อเท็จจริงที่ถูกต้องจะนำไปสู่การกำหนดนโยบาย สาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนาส่วนใหญ่ ประชาชนผู้เสียภาษีและภาคธุรกิจส่วนใหญ่ เรายังไม่กล้าหาญพอจะเสนอนโยบายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยแบบ อาจารย์นิธิ เพราะหากข้อเสนอให้เปลี่ยนประเทศเกิดผิดพลาดและสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อ ประเทศ เราไม่มีปัญญาและทรัพยากรพอจะแบกรับความเสียหายดังกล่าว

ก่อนอื่นขอชี้แจงจุดยืนส่วนตัวก่อนว่า เราทั้งสองต้องการให้มีนโนบายข้าวที่ประโยชน์ตกกับชาวนา “ทุกคน” โดยเฉพาะชาวนาที่ยากจนจริงๆ โดยไม่สร้างความเสียหายใหญ่โตกับคนอื่นๆ ในสังคม หรือถ้าเกิดต้นทุนต่อผู้เสียภาษีก็ต้องหาหนทางจำกัดต้นทุนดังกล่าว เราเคารพกระบวนการทางการเมืองของระบบ

ประชาธิปไตย ในเรื่องการใช้คะแนนเสียงเลือกตั้งกำหนดนโยบาย แต่เราต้องการประชาธิปไตยที่ดี

บทความของ อ.นิธิ มีหลายประเด็น แต่เราขอตอบเพียง 3 ประเด็น คือ เรื่องแรกเป็นเรื่องข้อมูลอาจารย์นิธิข้องใจฝ่ายคัดค้านโครงการจำนำข้าวที่ระบุว่าเงินจากโครงการจำนำข้าวไม่ตกถึงมือชาวนาเล็กที่ยากจน

เรื่องที่สองเกี่ยวข้องกับการให้รัฐเข้ามาแทรกแซงตลาดข้าวแทนกลไกตลาด อาจารย์นิธิเห็นว่าการขาดทุนจากโครงการจำนำเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะรัฐบาลตั้งใจขาดทุน เพื่อปฏิรูปสังคมอ.นิธิจึง เสนอให้รัฐบาลต้องวางแผนระบายข้าวให้ดี โดยการระบายข้าวตามจังหวะเพื่อรักษาตลาดข้าวไทย และจำกัดการขาดทุนให้น้อยที่สุด รวมทั้งการเสนอให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มมูลค่า เช่น การแพคเกจจิ๊ง เป็นต้น

เรื่องสุดท้ายซึ่งเป็นประเด็นหลัก คือ อาจารย์นิธิเชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้ชาวนาเพื่อการเปลี่ยนประเทศไทย

ประเด็นแรก อาจารย์นิธิโต้ แย้งผู้คัดค้านโครงการจำนำเรื่องที่ผู้คัดค้านโครงการจำนำเห็นว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จากโครงการจำนำ คือชาวนาฐานะปานกลางขึ้นไป กับโรงสี…โดยระบุว่า “ความเห็นนี้ไม่ได้มาจากการวิจัย แต่เป็นการประมาณการเท่านั้น”

ข้อมูลที่เราสองคนนำเสนอต่อสาธารณชนว่าผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ เป็นชาวนาปานกลางขึ้นไปกับโรงสี มาจากข้อมูลจริงที่ได้จากหน่วยงานของรัฐและจากการวิจัย ไม่ใช่การประมาณการอย่างเลื่อนลอยอันที่จริงการวิจัยก็ต้องอาศัยการประมาณ การจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่

ข้อมูลชุดแรกมาจากผลการจ่ายเงินซื้อข้าวภายใต้โครงการรับจำนำของธนาคาร เพื่อการเกษตรฯ (ธกส.) โดยแยกแยะเงินจำนำที่ชาวนาได้รับจากการขายข้าวให้รัฐบาล ตามวงเงินขายข้าวของชาวนาแต่ละราย ก็ปรากฏชัดเจนว่า ชาวนารายเล็กที่มียอดขายข้าวไม่เกิน 2 แสนบาท (หรือขายข้าวเปลือกเจ้า 14 ตัน หรือขายข้าวหอมมะลิไม่ถึง 10 ตัน) มีจำนวนถึง 3.45 แสนราย (ข้อมูลจำนำข้าวนาปรัง ณ วันที่ 16 กรกฏาคม 2555 ซึ่งค่อนข้างเก่า) ได้เงินรวมกัน 32,636 ล้านบาท หรือร้อยละ 33 ของยอดเงินที่ชาวนาทุกคนได้รับจากการขายข้าวนาปรังให้รัฐบาล ส่วนชาวนาปานกลางและรวยที่มีวงเงินขายข้าวตั้งแต่ 2 แสนบาทขึ้นไปซึ่งมีจำนวน 2.69 แสนราย กลับมียอดเงินขายข้าวสูงกว่ามากถึง 109,197 ล้านบาท

แต่นอกจากชาวนาที่ขายข้าวให้รัฐบาลโดยตรงแล้ว ชาวนาที่ไม่ได้เข้าโครงการจำนำ แต่ขายข้าวให้โรงสีก็ได้รับอานิสงค์จากการที่โครงการจำนำทำให้ราคาข้าว เปลือกในตลาดสูงขึ้น เราจึงต้องคำนวนหาประโยชน์ทั้งสองส่วน โชคดีที่สำนักงานสถิติแห่งชาติมีการสำรวจรายได้รายจ่ายของครัวเรือนโดย ละเอียด และมีข้อมูลผลผลิตข้าวที่ครัวเรือนเกษตรกรเก็บเกี่ยวได้ รวมทั้งการบริโภคและการขายข้าว เราจะสมมติว่าครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมดขายข้าวทั้งหมดที่ผลิตได้ให้รัฐบาลใน ราคา 15,000 บาท (ซึ่งสูงกว่าราคาที่ชาวนาขายให้โรงสี) แล้วซื้อข้าวสาร(ราคาถูก) บริโภค ผลปรากฏว่าชาวนายากจน (คือ ชาวนาที่อยู่ในครัวเรือน 30% ที่มีรายได้ต่ำสุด) ได้รับผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่าง ราคาจำนำ กับราคาตลาดก่อนมีการจำนำเป็นสัดส่วนเพียง 18% ชาวนาร่ำรวย(ซึ่งอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด 30%ของครัวเรือนทั้งประเทศ) ได้ประโยชน์ 39% และชาวนาปานกลางได้ส่วนแบ่ง 42% โปรดสังเกตว่าการแบ่งกลุ่มรายได้ของชาวนาเราใช้รายได้ของครัวเรือนไทยทั่ว ประเทศ ไม่ใช่เฉพาะครัวเรือนชาวนา

อาจารย์ยังเข้าใจผิดว่าโรงสีไม่ได้กำไรอะไร เพราะรัฐบาลจ่ายค่าจ้างสี 500 บาทค่ากระสอบและค่ารถซึ่งเป็นอัตราที่เท่าทุน หรือบางโรงอาจจะบอกว่าขาดทุน แต่อาจารย์คงไม่ทราบว่ารัฐบาลกำหนดอัตราสีแปรสภาพที่ใจดีกับโรงสีมาก ปรกติการสีข้าวเปลือกเจ้า 1 ตันจะได้ต้นข้าว 500 กิโลกรัม และผลผลิตอื่น(ปลายข้าว+รำข้าว) อีก 160 กิโลกรัม แต่รัฐบาลกำหนดอัตราส่งมอบต้นข้าวขาว 5% เพียง 450 กิโลกรัม โรงสีจึงได้รับแจกข้าวสาร (หรือกำไรพิเศษ) จากการร่วมโครงการเกือบ 50 กิโลกรัมต่อข้าวเปลือก 1 ตัน หรือประมาณ 15,750 ล้านบาท (หรือ 825 บาทต่อตันข้าวเปลือก) กำไรนี้ผู้เขียนยังไม่ได้ไปรวมถึงส่วนค่าจ้างของโรงสี 21,382 ล้านบาท จึงไม่น่าแปลกใจที่มีโรงสีจำนวนมากอยากเข้าโครงการ และลงทุนขยายกำลังการผลิตนอกจากนี้ยังมีพ่อค้าบางรายที่สามารถซื้อข้าวจาก รัฐในราคาถูกกว่าราคาประมูลโดยการรับจ้างทำข้าวถุงให้รัฐ หรืออาศัยนายหน้าที่มีอิทธิพลทางการเมือง เรากำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อประมาณการกำไรดังกล่าวซึ่งล้วนมาจากเงินภาษีอากร จากประชาชน

สำหรับประเด็นที่สองของอาจารย์นิธิที่ว่าการขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวเป็น เงินเล็กน้อย และเป็นการขาดทุนโดยตั้งใจ เพราะฉะนั้นจึงสามารถบริหารจัดการได้ เราขอแยกความเห็นของอาจารย์ในประเด็นที่สองออกเป็น 3 เรื่อง คือ (ก) อาจารย์นิธิเห็นว่าการขาดทุนหนึ่งแสนล้านบาทจากโครงการจำนำข้าวเป็น “เรื่องเล็กน้อย”เมื่อเทียบกับงบประมาณจำนวนนับล้านล้านบาทต่อปี (ข) เพราะโครงการจำนำด้วยราคาสูง เป็นการปฏิรูปสังคม ชาวนาจะนำเงินขาดทุนไปลงทุนสร้างเนื้อสร้างตัว และ (ค) อาจารย์นิธิเสนอ ให้รัฐบาลต้องวางแผนระบายข้าวให้ดีเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด เราจะเปรียบเทียบผลงานการระบายข้าวของรัฐบาลกับกระบวนการผลิตและการค้าข้าว ที่ควบคุมด้วยกลไกตลาด

(ก) ขาดทุนเป็นเรื่องเล็กน้อย:อาจารย์นิธิอ้าง ตัวเลขของนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง ที่ระบุว่าการขาดทุนไม่เกิน 50,000 ล้านบาท แต่ดูเหมือนอาจารย์คงไม่ค่อยเชื่อตัวเลขนี้ จึงเพิ่มตัวเลขขาดทุนให้อีกเท่าตัว กลายเป็น 100,000 ล้านบาท แล้วบอกว่าขาดทุนแค่นี้ไม่เป็นไร เพราะเรามีงบแผ่นดินปีละหลายล้านล้านบาท เพราะถ้าหากช่วยแล้ว ชาวนานำเงินดังกล่าวไปสร้างเนื้อสร้างตัวก็จะเป็นผลดีต่อชาวนาในระยะยาว ประเด็นหลังนี้เป็นการคาดคะเนของอาจารย์นิธิ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลวิเคราะห์ในภายหลัง

แต่ประเด็นสำคัญกว่า คือ เงินขาดทุนจำนวน 1 แสนล้านบาทไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างที่อาจารย์คิด เพราะเงินก้อนนี้มีต้นทุนเสียโอกาสที่กระทบต่อการทำนโยบายอื่นที่สำคัญของ รัฐบาลชุดนี้ ขณะนี้ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าการใช้เงินจำนวนมากในโครงการจำนำข้าวเริ่ม เกิดผลกระทบทางการคลังต่อโครงการสำคัญอื่นๆ เช่นงบประมาณของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคถูกจำกัดไว้เท่าเดิมใน 3 ปีข้างหน้า เม็ดเงินงบประมาณแท้จริงที่ใช้รักษาพยาบาล จะลดลงตามภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของบริการรักษาโรคของประชาชนทั้ง ประเทศ ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดของอาจารย์นิธิอาจ แย้งว่าถ้าชาวนาเอาเงินไปสร้างเนื้อสร้างตัวได้สำเร็จโดยทำงานนอกภาคเกษตร (ดูประเด็นนี้เพิ่มเติมข้างล่าง) ก็คุ้มค่า แต่นั่นเป็นเพียงการคาดเดา

นอกจากนั้นเงินกู้ที่นำมาใช้ในการจำนำอย่างไม่จำกัดจำนวนเริ่มส่งผลกระทบ ต่อการใช้จ่ายในโครงการเงินกู้อื่นๆของรัฐบาลแล้ว ในปีงบประมาณ 2555/56 รัฐบาลจะมีภาระค้ำประกันหนี้จากโครงการจำนำพืชผลเกษตรเป็นจำนวน 3.17 แสนล้านบาท หรือ 66% ของการค้ำประกันหนี้สาธารณะและการให้กู้ต่อเป็นเงินบาท ทำให้รัฐบาลมีวงเงินที่จะค้ำประกันการก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำไปใช้ในโครงการ อื่นๆ ตามนโยบายของรัฐบาลเพียง 34% เช่น โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจำนวน 2.7 ล้านๆบาท เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป คือ เงินขาดทุนจากการจำนำข้าวมีต้นทุนเสียโอกาส ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจารย์นิธิมี ความเข้าใจมากกว่านักเศรษฐศาสตร์บางคนเสียอีก ถ้าจำไม่ผิดอาจารย์เคยเขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในอดีต ยิ่งกว่านั้นเงินกู้ที่รัฐบาลนำมาใช้ในโครงการจำนำ ยังเป็นเงินนอกงบประมาณที่อยู่นอกเหนือกระบวนการพิจารณางบประมาณประจำปีของ รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย

(ข) การปฏิรูปสังคมชาวนา: เราเห็นด้วยกับบทวิเคราะห์ของอาจารย์นิธิเรื่อง ชีวิตของชาวนาไทยว่าปัจจุบันชาวนาได้หลุดออกไปเป็นแรงงานประเภทต่างๆซึ่ง เป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นในการพัฒนาของทุกประเทศ ข้อมูลการสำรวจรายได้-รายจ่ายครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็ยืนยันว่า ครอบครัวชาวนามีรายได้ที่หลากหลายทั้งจากการส่งลูกหลานไปทำงานนอกภาคเกษตร และทำงานเกษตรอื่นๆที่มีรายได้สูงกว่าการทำนา (ดูข้อมูลเรื่องการอบรมผู้สื่อข่าว ในเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ 22 พย. 2555) ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวกลับเพิ่มมากขึ้นจากการที่ชาวนาหาทางเพิ่มผลผลิตต่อ ไร่ ทำให้ไทยมีผลผลิตข้าวเหลือส่งออกมากขึ้นมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

แต่เราขอตั้งข้อสงสัยกับความเห็นที่ว่าอาจเป็นไปได้ที่ชาวนาจะนำเงินขายข้าวในราคาจำนำ 15,000 บาทไปทำอาชีพอื่นๆมากกว่าการทำนา

ตรงกันข้าม การกำหนดราคาจำนำข้าว15,000 บาทกำลังดึงดูดแรงงานที่อยู่นอกภาคเกษตรให้กลับเข้ามาทำนา รวมทั้งการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรที่ใช้ปลูกพืชชนิดอื่น มาปลูกข้าวแทนเพราะปลูกข้าวได้รายรับมากกว่า ถ้าเช่นนั้นเงินสงเคราะห์ชาวนาก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย กลุ่มชาวนาที่มีฐานะก็จะกดดันไม่ให้รัฐบาลเลิกโครงการรับจำนำ (จนกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แล้วเราต้องไปกู้เงินไอเอ็มเอฟ และถูกบังคับให้ตัดรายจ่ายแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540-41 และเพิ่งเกิดขึ้นในกรีก) ทำไมเราถึงต้องเอาเงินจำนวนมหาศาลไปโอบอุ้มพ่อค้าและชาวนาที่มีฐานะ แต่ละเลยไม่เหลียวแลชาวนายากจน (แม้คำนี้จะมีปัญหานิยามก็ตาม) ที่ไม่สามารถปรับตัวออกจากความยากจนของภาคเกษตร (ซึ่งเราประมาณการจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติว่ามีจำนวนประมาณ 1 ล้านครัวเรือนในปี 2554โดยนับครัวเรือนชาวนาที่มีรายได้อยู่ในกลุ่มครัวเรือน 20 %ที่มีรายได้ต่ำที่สุด)

(ค) ข้อเสนอให้รัฐเข้ามาแทรกแซงตลาดข้าวแทนกลไกตลาด โดยการวางแผนระบายข้าวให้ขาดทุนน้อยที่สุด:ก่อนอื่นเราขอเปิดเผยว่าเรามี อคติต่อการแทรกแซงของรัฐที่เกิดขึ้นจากการคิดไปทำไปของผู้กำหนดนโยบายไม่กี่ คน เราทั้งสองไม่ได้หลงคลั่งไคล้ในกลไกตลาด แต่เราไว้ใจกลไกตลาดที่วิวัฒนาการมาจากการเรียนรู้ร่วมกันของชาวนาและผู้ ประกอบการหลายฝ่ายจะมีพลังเหนือกลไกรัฐ

ก่อนที่จะมีการจำนำข้าวทุก เม็ด กระบวนการผลิตและการค้าข้าวของไทยถูกกำหนดโดยกลไกตลาด จนช่วยให้ประเทศไทยสามารถผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงที่สุด แถมยังมีผลผลิตส่วนเกินส่งออกไปเลี้ยงพลเมืองทั่วโลก รวมทั้งประเทศที่ยากจน ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการผลิตและค้าข้าวมีบทบาทในการปรับปรุงและควบคุมคุณภาพ ข้าว และได้รับผลตอบแทนเป็นสัดส่วนกับต้นทุนและหยาดเหงื่อแรงงานของตน ชาวนาพยายามลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลิตภาพการผลิตไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือก พันธุ์ข้าวที่ดี การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน มีการรวมกลุ่มเพื่อหาหนทางการใช้ปุ๋ยสั่งตัดที่เกิดประสิทธิภาพ การรวมกลุ่มเพื่อผลิตข้าวอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีเกษตร และผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพที่รายได้ราคาดี ฯลฯ

แต่การจำนำข้าวกำลัง ทำลายกระบวนการเหล่านี้ บัดนี้ชาวนาพยายามเพิ่มผลผลิตข้าวให้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพข้าว มีการเพิ่มรอบการผลิตโดยการหาเมล็ดพันธุ์อายุสั้น (เป็นข้าวคุณภาพต่ำ) มีการใช้ปุ๋ยใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตกำลังพุ่งขึ้นตามราคาจำนำ 15,000 บาท ราคาจำนำจึงเป็นตัวกำหนดต้นทุนการผลิต และต้นทุนคงไม่ลดลงเมื่ออุปสงค์สมดุลกับอุปทานอย่างที่อาจารย์นิธิให้ความเห็น

ภายใต้กลไกตลาดที่ต้องแข่งขันกันโรงสีมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการสีข้าว ให้สูงขึ้น โดยการเลือกซื้อข้าวเปลือกที่มีคุณภาพ(ทำให้ชาวนาต้องผลิตข้าวคุณภาพ) สร้างไซโลอบข้าวแทนเกษตรกรที่ไม่มีพื้นที่ตากข้าวเปลือก ลงทุนในเครื่องสีข้าวที่มีประสิทธิภาพ พื้นที่ใดที่มีข้าวมาก ก็จะมีโรงสีเข้ามาแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงสีเพิ่ม หรือเข้าไปเปิดจุดรับซื้อ ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเต็มที่ ทำให้เกษตรกรไม่ถูกกดราคา โรงสีที่อยู่รอดจึงต้องมีประสิทธิภาพสูง มีฝีมือในการคัดเลือกข้าวและความสามารถในการเก็งกำไรราคาข้าว

แต่การจำนำลดแรงกดดันจากการแข่งขันให้กับโรงสี โรงสีกลายมาเป็น “ลูกจ้าง” ของรัฐบาลที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าค่าตอบแทนจากการแข่งขัน การจำกัดจำนวนโรงสีทำให้โรงสีมีอำนาจผูกขาดเหนือเกษตรกร ในช่วงนี้ ชาวนาในภาคอีสานกำลังเกี่ยวข้าว แต่ปรากฏว่าชาวนาจำนวนมากกลับต้องยอมขายข้าวหอมมะลิให้โรงสีในราคา 14,000-15,000 บาทต่อตัน แทนที่จะขายให้รัฐบาลในราคา 20,000 บาท เพราะ

นอกจากจะมีโรงสีในโครงการเป็นจำนวนน้อยแล้ว ถ้าชาวนาขายข้าวให้รัฐบาล ชาวนายังต้องรอรับใบประทวนจากโรงสีนานถึง 10-14 วัน เพราะมีกระบวนการเตะถ่วงในการออกในประทวน ยิ่งกว่านั้นโรงสีในภาคอื่นที่ต้องการข้ามเขตไปซื้อข้าวในอีสานยังถูกโรงสี ท้องถิ่นรวมหัวกีดกันไม่ให้จังหวัดออกใบอนุญาติ ลงท้ายโรงสีในภาคอื่นก็ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่เพื่อได้ใบอนุญาติ ข้ามเขต ผิดกับในระบบตลาดที่โรงสีสามารถข้ามเขตไปแข่งแย่งซื้อข้าวในพื้นที่ใดก็ได้ การจำนำกำลังส่งเสริมการวิ่งเต้นและสร้างอำนาจผูกขาดให้กับกลุ่มโรงสีกลาย ป็นกลุ่มล๊อบบี้ที่มีพลังทางการเมืองมากขึ้น แต่ทำลายโรงสีชุมชนและวิสาหกิจชุมชนที่รัฐบาลเพียงพยายามสนับสนุนมานานด้วย นโยบายเอสเอ็มแอล ตัวอย่างเช่น โรงสีชุมชนในตำบลเจดีย์หัก จังหวัดราชบุรีที่เคยมีชาวบ้านนำข้าวมาสีเดือนละ 100 ตัน ตอนนี้มีข้าวสีเพียง 10 ตันต่อเดือนวิสาหกิจชุมชนของกลุ่มที่ผลิตพันธุ์ข้าว และสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวงอก รวมทั้งจัดให้มีสวัสดิการชุมชนกำลังล่มสลาย เราทราบว่ามีโรงสีชุมชนจำนวนมากทั่วประเทศ แต่เรายังไม่มีสถิติที่ชัดเจน

ในกระบวนการค้าตามระบบตลาด พ่อค้าส่งออกไทยสร้างขีดความสามารถในการส่งออกข้าวจนไทยกลายเป็นผู้ส่งออก ข้าวรายใหญ่ที่สุด และเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ หรือข้าวนึ่งที่ได้ราคาสูงกว่าข้าวขาวธรรมดา (ทั้งๆที่ใช้ข้าวเปลือกชนิดเดียวกัน) พ่อค้าแต่ละรายมีความชำนาญในตลาดข้าวแต่ละประเภท (เช่น ข้าวนึ่ง ข้าวหอม) และแต่ละประเทศ (เช่น บางบริษัทเก่งส่งออกไปมาเลเซีย ขณะที่อีกบริษัทถนัดส่งข้าวไปอิหร่านหรือไนจีเรีย) ความชำนาญนี้มาจากการเรียนรู้มานานนับปี แต่รัฐบาล (โดยเฉพาะคุณทักษิณ) เชื่อว่าจะสามารถควบคุมผูกขาดตลาดส่งออกได้ ทว่าผลการระบายข้าวของรัฐตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา แสดงว่ารัฐสามารถระบายข้าวทั้งในและนอกประเทศแค่1.46 ล้านตัน (ตามคำพูดของนายกรัฐมนตรีในรายการยิ่งลักษณ์พบประชาชนเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2555) ทั้งๆที่รัฐบาลมีข้าวสารอยู่ในมือถึง 13 ล้านตัน ผลก็คือ ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทยตั้งแต่มีการจำนำข้าวในเดือนตุลาคม 2554 ถึงสิ้นกันยายน 2555 มีเพียง 6.7 ล้านตัน ลดลงจาก 12.13 ล้านตัน ในช่วงตุลาคม 2553- กันยายน 2554 (ก่อนการจำนำข้าว) (ดูรายละเอียดในเอกสารการอบรมผู้สื่อข่าวเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2555 ในเวปไซต์ของทีดีอาร์ไอ)

อันที่จริงประวัติความพยายามผูกขาดการส่งออกข้าวล้มเหลวมาตั้งแต่สมัยคุณ ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี บริษัทเพรสซิเด้นท์อะกริ สามารถประมูลข้าวของรัฐ 2 ครั้ง รวมกว่า 2 ล้านตัน แต่บริษัทกลับประสบปัญหาไม่สามารถส่งออกได้ทั้งๆที่มีการขอแก้สัญญาหลังการ ประมูลจนทำให้วุฒิสภาต้องตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนและตีพิมพ์รายงานออกมา ต่อมาบริษัทนี้ประสบปัญหาไม่สามารถชำระหนี้แก่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ในเวลาต่อมาผู้บริหารของบริษัทนี้หันมาตั้งบริษัทใหม่และได้สัญญาขายข้าวให้ อินโดนีเซีย แต่หนังสือพิมพ์รายงานว่ารัฐบาลอินโดนีเซียไม่ยอมรับข้าวบางส่วน เพราะปัญหาด้านคุณภาพ นี่คือ เหตุผลที่เวลานี้ เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มเปลี่ยนท่าทีหันมาขอความร่วมมือจากสมาคมผู้ส่งออกข้าว ไทยในการส่งออกข้าวหอมมะลิ ขณะที่สมาคมฯขอเจรจาส่งออกข้าวหอมเพียง 2 แสนตัน เจ้าหน้าที่รัฐบางคนกลับให้ข่าวว่าจะมีการส่งออกข้าวหอมมะลิแบบ ex-factory 7 แสนตัน คำถามคือ ส่วนต่างนี้รัฐจะมอบให้ใคร หลักเกณฑ์การขายจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนกระทรวงพาณิชย์ยังละเลยมิได้ประกาศหลักเกณฑ์นี้ให้ประชาชนได้รับ ทราบทั้งๆที่คณะรัฐมนตรีมีความเห็นชอบกับข้อเสนอของรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ตามหนังสือเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555

ขณะเดียวกันกลับปรากฏข้อเท็จจริงบางอย่างว่ามีพ่อค้าบางรายสามารถซื้อ ข้าวของรัฐบาลได้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด จนกลายมาเป็นคู่แข่งรายใหม่ในตลาดค้าส่งข้าวสารถุงในประเทศ แต่เป็นคู่แข่งที่มีต้นทุนข้าวต่ำกว่าพ่อค้าที่ไม่มีเส้นสายการเมือง นอกจากนั้นยังปรากฏว่าทุกวันนี้มีการส่งออกข้าวนึ่ง เช่นในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ระหว่างเดือนเมษายน ถึงกันยายน 2555 ไทยสามารถส่งออกข้าวนึ่งจำนวน 1.06 ล้านตัน โดยหลักการแล้ว ไทยจะต้องไม่มีข้าวนึ่งส่งออก เพราะรัฐบาลซื้อข้าวเปลือกนาปรังทั้งหมด (14.8 ล้านตัน) สั่งสีแปรสภาพเป็นข้าวสารภายใน 7 วันและส่งเข้าโกดังกลาง แต่ข้าวนึ่งจะต้องนำข้าวเปลือกมานึ่งก่อน คำถาม คือ มีนายหน้าที่มีอิทธิพลคนใดที่สามารถสั่งให้โรงสีในโครงการจำนำส่งข้าวเปลือก ในโครงการจำนำไปให้โรงสีของผู้ส่งออก ถ้ารัฐขายข้าวเปลือกให้ผู้ส่งออก ทำไมจึงจึงไม่ปรากฏในตัวเลขการระบายข้าวของรัฐ ทำไมนายกรัฐมนตรีจึงไม่ทราบ เพราะตัวเลขการระบายข้าว 1.46 ล้านตันที่ท่านแถลงในรายการนายกฯพบประชาชนไม่มีข้อมูลการขายข้าวเปลือกจำนวน มาก ถ้ามีการขายข้าวเปลือก ได้เงินเท่าไร เงินอยู่ที่ไหน รัฐบาลจ่ายค่าจ้างสีข้าวให้โรงสีที่แอบส่งข้าวเปลือกไปให้ผู้ส่งออกข้าว หนึ่งหรือเปล่า และมีข้าวสารในโกดังกลางหรือเปล่า หรือมีแต่ลมอยู่ในโกดัง ฯลฯ

ระบบค้าขายข้าวของรัฐบาลทุกวันนี้กำลังกลายเป็นระบบพรรคพวกที่อาศัย อิทธิพลทางการเมือง มีการร่วมกันปิดบังข้อมูลมิให้คนอื่นรู้ ฉะนั้นข้อเสนอของอาจารย์นิธิให้รัฐบาลวางแผนระบายข้าวเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด คงไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

ประเด็นเล็กๆ อีกประเด็นหนึ่ง คือ อาจารย์นิธิเสนอ ให้รัฐลงทุนเพิ่มมูลค่า เช่นการแพคเกจจิ้ง ไปจนถึงผ่านกระบวนการรักษาคุณภาพให้คงทน เท่ากับโครงการรับจำนำช่วยเปิดตลาดข้าวระดับสูงไปพร้อมกันโดยร่วมมือกับผู้ ส่งออกเอกชน

การเพิ่มมูลค่า การแพคเกจจิ๊ง การเปิดตลาดข้าวระดับสูง เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนไทยทำกันมานานแล้วและประสบความสำเร็จมาก จนข้าวไทยมีคุณภาพสูงสุด และได้รับการยอมรับทั่วโลก หากท่านผู้อ่านเคยร่วมงานแสดงการค้าข้าวระหว่างประเทศ หรือเคยเดินดูข้าวที่ขายคนมีเงินในห้างพารากอน ก็จะเห็นการบรรจุหีบห่อข้าวไทยที่ดูแล้วนึกว่ามาจากต่างประเทศ ตรงกันข้าม ถุงข้าวธงฟ้าเทียบไม่ได้กับถุงข้าวหงษ์ทอง ยิ่งกว่านั้นการจำนำกำลังทำลายตลาดข้าวคุณภาพของไทย รัฐรับจำนำข้าวหอมมะลิมาเก็บไว้ในโกดังนานเป็นปี แค่เก็บข้าวหอมไว้นานสามเดือน สารระเหยความหอมก็หมดไป

ขณะนี้บริษัทส่งออกข้าวที่เก่งที่สุดของไทยเกือบทุกราย (ที่เก่งเรื่องเพิ่มมูลค่า และทำแพคเกจจิ๊ง) กำลังผันตัวเองไปทำธุรกิจค้าข้าวที่เขมร และประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า และกำไรมากกว่าการทำธุรกิจในประเทศ หากรัฐยังคงจำนำข้าวต่อไปอีก 1-2 ปี แล้วเลิกโครงการ พ่อค้าเหล่านี้คงไม่หวนกลับมาทำธุรกิจในประเทศอีก

โครงการจำนำข้าวจึง เป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จากระบบการค้าขายที่อาศัยการแข่งขันบนความสามารถ ไปเป็นตลาดของพรรคพวก ขณะเดียวกันชาวนากำลังเร่งผลิตข้าวคุณภาพต่ำเป็นจำนวนมากที่สุด โดยอาศัยสารเคมีการเกษตรที่จะทำลายระบบนิเวศเกษตรเรากำลังสร้างกลุ่มโรงสี ที่มีพลังต่อรองทางการเมือง แต่ทำลายกลุ่มเกษตรกรที่รัฐเพียรพยายามสนับสนุนมาเป็นเวลานานระบบการผลิตและ การค้าข้าวที่ดีที่สุดจะหมดไป

นี่หรือครับ การเปลี่ยนประเทศไทย

ประเด็นที่สามซึ่งเป็นประเด็นหลักในบทความของอาจารย์นิธิ คือ อาจารย์เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวจะมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้ชาวนาเพื่อการเปลี่ยนประเทศไทย

งานวิจัยหลายชิ้นที่พยายามพยากรณ์ความต้องการข้าวในตลาดต่างๆ ต่างก็มีข้อสรุปเหมือนกันว่า ปริมาณการบริโภคข้าวต่อหัวในเอเซียมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากรายได้ของคนเอเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เงินที่ใช้ในการซื้อข้าวมิได้ลดลงตาม ซึ่งชี้ให้เห็นว่า คนเอเซียเริ่มต้องการบริโภคข้าวที่มีคุณภาพสูงขึ้น ในเรื่องนี้ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดี การบริโภคข้าวหอมมะลิในประเทศได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ปริมาณการบริโภคข้าวโดยทั่วไปสูงขึ้นในอัตราที่ต่ำ เพราะประชากรไทยเพิ่มขึ้นน้อย และการบริโภคข้าวต่อหัวลดลง ในเมื่ออนาคตจะเป็นเช่นนี้ ย่อมหมายความว่ายุทธศาสตร์ที่ฉลาดสำหรับประเทศไทยจึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ สนับสนุนการผลิตข้าวคุณภาพดีทั้งสำหรับตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ

ความจริงแล้ว กระบวนการผลิตและค้าข้าวของไทยได้ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพข้าวมา และจากชื่อเสียงของข้าวไทย ตลาดต่างประเทศก็พร้อมที่จะให้ข้าวไทยได้ราคาสูงกว่าข้าวของประเทศอื่นๆ แต่นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดในปีที่ผ่านมากำลังคุกคามชื่อเสียงของข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ (และแม้กระทั่งในประเทศ)

ทั้งนี้ เพราะชื่อเสียงและคุณภาพข้าวไทยมิได้เกิดขึ้นในสูญญากาศ แต่จากกระบวนการผลิตและค้าข้าวไทยที่ชาวนา โรงสี และพ่อค้าส่งออกได้ร่วมกันสร้างมาแต่อดีต และที่อาศัยกลไกตลาดเป็นเครื่องมือ กระบวนการดังกล่าวนี้มีความละเอียดอ่อนพอสมควร สามารถแยกแยะเกรดข้าวต่างๆ เช่นสามารถแยกแยะแม้กระทั่งข้าวหอมมะลิจากจังหวัดต่างๆ ได้ กระบวนการดังกล่าวกำลังถูกกวาดล้างออกไปโดยนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดซึ่งหยาบกว่า

ด้วยเหตุนี้ ชาวนาไทยจึงเริ่มหันไปปลูกข้าวที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ยิ่งถ้าดูในตลาดต่างประเทศแล้วความล้มเหลวของรัฐบาลในการระบายข้าว รวมทั้งข้าวหอมมะลินั้นเป็นประจักษ์พยานอย่างชัดเจนว่าต่อไปนี้ชื่อเสียงของ ข้าวไทยนั้นจะเป็นเรื่องอดีต ตราบใดที่การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดจะยังเป็นนโยบายของรัฐบาลไทย

ที่เราให้ความสำคัญแก่ประเด็นนี้ ซึ่งดูเผินๆ แล้วดูจะเป็นประเด็นไม่ใหญ่นัก เมื่อเทียบกับ “อะไรที่มีความสำคัญสุดยอดในการเปลี่ยนประเทศไทย” ที่อาจารย์นิธิเห็นในนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ที่อาจารย์นิธิให้ความสำคัญก็คือการสร้าง “ความเข้มแข็งทางการเมืองให้แก่ชาวนา” เราไม่ปฏิเสธคำพยากรณ์ของอาจารย์นิธิว่า “หากดำเนินนโยบายนี้ต่อไปอีกสักสองสามปี จะไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเลิกโครงการนี้เป็นอันขาด” แต่เรามีคำถามว่า ถ้าความเข้มแข็งทางการเมืองของชาวนาตั้งอยู่บนความอ่อนแอของเศรษฐกิจการผลิต และค้าสินค้าที่มีความสำคัญสูงสำหรับประเทศชาติ จะมิหมายความว่าอุตสาหกรรมข้าวโดยรวม (ไม่ว่าจะเป็นชาวนาร่ำรวย หรือ ชาวนาที่ “ยากจน” โรงสี และพ่อค้าที่มีเส้นสายการเมือง) จะต้องพึ่งเงินสงเคราะห์จากรัฐบาลอยู่ร่ำไปอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หรือ??? (อนึ่ง นโยบายอุ้มภาคเกษตรในประเทศเหล่านี้ได้ทำให้พื้นที่การเกษตรตกอยู่ในมือของ นักลงทุนที่ร่ำรวยมากๆ ที่มารวบซื้อที่ดินจากเกษตรกรเดิมๆ เพื่อตักตวงเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ความเข้มแข็งทางการเมืองของเกษตรกรในประเทศเหล่านี้มาจากนักลงทุนที่มารวบ ซื้อที่ดินเกษตรกรรม ขณะนี้ก็ปรากฏหลักฐานว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่ไทยบางแห่งได้กว้านซื้อที่ดินการ เกษตรเป็นจำนวนมาก)

“ความเข้มแข็งทางการเมืองของชาวนา” ที่เราเห็นในบทส่งท้ายของอาจารย์นิธินั้น เราก็เห็นว่าเกิดจากการที่ชาวนาใช้อำนาจหย่อนบัตรในการเลือกตั้ง เลือกพรรคการเมืองที่สัญญาว่าจะให้ผลทันทีต่อตน ข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยแบบประชานิยมที่กำลังเป็นชุดนโยบาย มาตรฐานของทุกพรรคการเมืองในปัจจุบัน เสน่ห์ของประชาธิปไตยแบบนี้ คือทำให้เกิดนโยบายที่บรรลุผลทันตาเห็น เราไม่ปฏิเสธว่าชาวนาเกือบทุกคนได้ราคาข้าวตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ แต่ที่เราวิตกมากก็คือ ผลเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากนโยบายนี้ทั้งแก่อุตสาหกรรมข้าวและสภาพการเงินการคลังของ รัฐบาล จะมิได้รับการกล่าวถึง

เพราะมิได้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่รัฐบาลสัญญาไว้ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องระยะยาวหรือเป็นเรื่องของกลไก “หลังจอ” แล้ว ก็จะถูกกลบโดยเสียงไชโยในความสำเร็จ กว่าผลเสียต่างๆ จะปรากฏ ประชาชนจะไม่สามารถเชื่อมโยงผลเสียกับนโยบายที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้นได้ กระบวนการเรียนรู้ที่สังคมโดยรวมควรจะได้ก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เราพยายามยกเรื่องเหล่านี้มาวิพากษ์วิจารณ์ก็ด้วยความเป็นห่วงในจุด บอดของประชาธิปไตยแบบประชานิยมที่กำลังเป็นแนวนโยบายของทุกรัฐบาลในประเทศ ไทย และเป็นห่วงอนาคตข้าวไทย ประชาธิปไตยที่ดี ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตยที่กินได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีความรับผิดต่อความเสียหายที่จะเป็นผลพวงตามมา ตลอดสาย

ทั้งนี้ข้อมูลทั้งหมดสามารถดูได้ที่www.tdri.or.th

 

ป้ายกำกับ: , ,