RSS

Tag Archives: จิตสำนึกสาธารณะ

จิตร ภูมิศักดิ์ นอกคอกนักวิชาการ…..เกษียร เตชะพีระ


(เมื่อ 10 ปีก่อน ผู้เขียนได้ไปร่วมอภิปรายในงานสัมมนา 72 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ ที่คณะ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน บันทึกคำอภิปรายดังกล่าวค่อนข้างหายากในสื่อสาธารณะ ขณะที่เนื้อหาคำอภิปรายเกี่ยวกับสภาพเงื่อนไขและชะตากรรมของปัญญาชนผู้เลือก ออกนอกวงวิชาการและเข้าสู่ขบวนปฏิวัตินั้นยังอาจน่าสนใจขบคิดวิเคราะห์ต่อไป บ้างเพื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในแวดวงปัญญาชนและนักวิชาการปัจจุบันจึง ใคร่ขอนำมาเผยแพร่ใหม่ในคอลัมน์นี้)

ผมขอแบ่งการอภิปรายออกเป็น 5 หัวข้อคือ: –

1) ความไม่เป็นนักวิชาการของจิตร

2) คอกนักวิชาการที่จิตรแหก

3) บริบทของการแหกคอก

4) คอกปัญญาชนปฏิวัติ

5) บทสรุปจากในคอก

1) ความไม่เป็นนักวิชาการของจิตร

หัวข้อสัมมนาที่ผู้จัดตั้งไว้ว่า “จิตร ภูมิศักดิ์ นักวิชาการนอกคอก” ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งนานมาแล้ว คือคุณสุพจน์ แจ้งเร็ว อดีตนักกิจกรรมนักศึกษาธรรมศาสตร์รุ่นใกล้เคียงกัน และปัจจุบัน (พ.ศ.2545) เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชน สุพจน์เคยกล่าววิพากษ์วิจารณ์ความพยายามของนักวิชาการเสรีนิยมกลุ่มหนึ่งที่มีอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรื้อฟื้นและเน้นความสำคัญงานเขียนเชิงวิชาการของจิตรสมัยปี พ.ศ.2518-2519 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 เช่นเรื่อง ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชน ชาติ (พ.ศ.2519) ว่าเป็นการ “ทำให้จิตรเป็นแค่นักวิชาการ”

เอาเข้าจริงฐานะอาชีพ “นักวิชาการ” เป็นสิ่งผิดยุคผิดสมัย (anachronism) สำหรับจะมาพูดถึง จิตร, ในพุทธทศวรรษที่ 2490 เมื่อจิตรเติบโตตื่นตัวทางการเมืองนั้น คำว่า “นักวิชาการ” ยังไม่ทันมี ด้วยซ้ำไป, คำนี้เพิ่งจะมีและฐานะอาชีพนี้เพิ่งจะก่อตัวปรากฏชัดเจนเป็นกลุ่มก้อนในสังคมไทยตามแวดวงมหาวิทยาลัยก็ในพุทธทศวรรษที่2500 ซึ่งตอนนั้นจิตรก็ติดคุกแล้ว, คำที่แพร่หลายและนักคิดนัก เขียนนักศึกษาหัวก้าวหน้าสมัยพุทธทศวรรษที่ 2490 ใช้เรียกตนเองคือ “ปัญญาชน” (ย้อนหลังไป เคยใช้คำ “ผู้รู้หลักนักปราชญ์” และ “ชนพื้นเมืองผู้มีปัญญา” มา ก่อนที่จะลงตัวที่คำว่า “ปัญญาชน” ) เช่นนี้แล้ว “นักวิชาการ” จึงไม่น่าจะอยู่ในหัวจิตรและไม่ใช่อะไรที่เขาคิดจะเป็น, เขาไม่ใช่ “นักวิชาการ นอกคอก” เท่ากับอยู่ข้างนอก “คอกนักวิชาการ”, อย่างไรก็ตาม ก็น่าสนใจที่เราจะลองใช้จินตนาการ ทางประวัติศาสตร์ หยิบความเป็น “นักวิชาการ” ส่องกลับไปดูจิตร, พร้อมทั้งหยิบแบบอย่างชีวิตของ จิตรมาย้อนมองดูแวดวง “นักวิชาการ” ปัจจุบัน-ว่าเราจะเห็นและเข้าใจอะไรได้บ้าง?

จิตรเป็นนักวิชาการแน่ไม่ต้องสงสัย ทั้งโดยผลงานและวิชาชีพ เขาเคยเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาฯ, ผู้ช่วยวิจัยของ ดร.วิลเลียม เก็ดนีย์ นักภาษาศาสตร์อเมริกัน, อาจารย์พิเศษสอนภาษาอังกฤษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ครูโรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์และโรงเรียนกวดวิชาเทเวศร์ศึกษา, นักศึกษาปริญญาโทสถาบันวิจัยเรื่องเด็กของยูเนสโกในวิทยาลัยประสานมิตร บางกะปิ, ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ และไม่โดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยด้วยข้อหาการเมืองเสียก่อน, ป่านฉะนี้ เขาอาจได้เป็นศาสตราจารย์เกษียณอายุ หรือศาสตราจารย์กิตติคุณ หรือศาสตราพิชาญทางภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ชาติพันธุ์วรรณนา ไทยคดีศึกษา ฯลฯ, กระทั่งอาจเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัย, ไม่ก็กรรมการหรือนายกสภามหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่ง

แต่จิตรไม่ได้เป็นแค่นักวิชาการ, เขามีทั้ง “ความเป็นนักวิชาการ” และ “ความไม่เป็นนักวิชาการ” อยู่ในตัว, และเอาเข้าจริง ที่คนรุ่นหลังรวมทั้งนักวิชาการสนใจเขาเป็นพิเศษ ให้ความหมายความสำคัญ แก่ชีวิตและผลงานของเขาเป็นพิเศษ ก็ตรง “ความไม่ได้เป็นแค่นักวิชาการ” หรือ ความที่อยู่ข้างนอก “คอกนักวิชาการ” ของเขานี่เอง

ทำไมนักวิชาการในคอกอย่างเราๆ ท่านๆ จึงสนใจคนนอกคอกที่ไม่ได้เป็นนักวิชาการเต็มร้อย ทั้งตัว, คนที่เป็นนักวิชาการแล้วยังเที่ยวไปแหกคอกล้ำเส้นเพ่นพ่านเล่นนอกบท เป็นอะไรต่อมิอะไร อย่างอื่นที่ไม่ใช่นักวิชาการ, หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคนนอก “คอกนักวิชาการ” ผู้นี้?

ตอบ: – ก็เพราะเขาเคยเป็นคนหนึ่งในวงวิชาการเรา เขาสามารถที่จะเป็นคนหนึ่งในหมู่นักวิชาการเรา ความสามารถทางวิชาการของเขากระทั่งเหนือล้ำกว่าพวกเราหลายคน แต่เขากลับเลือกที่จะแหกคอก ที่จะจากไปและทิ้งเราไว้เบื้องหลัง เขาเลือกที่จะไม่เป็นแค่นักวิชาการเยี่ยงเรา, มันชวนสนเท่ห์ว่าทำไม?

กล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นบุคลาทิษฐานหรือสัญลักษณ์ตัวแทนแห่งความเป็นไปได้ นอกคอกที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจ, กวักมือเรียกนักวิชาการในคอกอย่างเราอยู่ไหวๆ ตลอดเวลา

2) คอกนักวิชาการที่จิตรแหก

อะไรคือคอกนักวิชาการที่จิตรแหกไป? ผมคิดว่ามี 3 คอก ได้แก่คอกที่แยกนักวิชาการออกจากสัจธรรม, ประชาชน และการเมืองต่อต้านระบบ กล่าวคือ: –

2.1)คอกที่แยกความเป็นนักวิชาการจากสัจธรรม 

เพราะนักวิชาการไม่มีหน้าที่แสวงหาสัจธรรมทั้งหมด (the whole truth) หากมีหน้าที่แสวงหาสัจธรรมเพียงบางส่วน (partial truth) เท่าที่สอดคล้องกับอำนาจนำทางอุดมการณ์ (hegemony) ในวงวิชาการและสถานภาพนักวิชาการของตน; จิตรเลือกที่จะแหกคอกนี้ไปเป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้า ปัญญาชนฝ่ายซ้าย หรือคอมมิวนิสต์

ผลลัพธ์ก็คือหนังสือมหาวิทยาลัยประจำปี พ.ศ.2496 ที่เขาร่วมเขียนและเป็นสาราณียกรถูกผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเซ็นเซอร์, เขาถูกนำตัวขึ้น “ศาลเตี้ย” ไต่สวนกลางหอประชุมใหญ่ จุฬาฯ, ถูกนิสิตวิศวะกลุ่มหนึ่งตัดสินลงโทษโดยพลการด้วยการจับ “โยนบก” จนสลบ แล้วมิหนำยังถูกทางมหาวิทยาลัยทำโทษพักการเรียนจนถึงปี 2498

2.2)คอกที่แยกความเป็นนักวิชาการจากประชาชน

เพราะนักวิชาการไม่มีหน้าที่สอน, เรียนและสร้างสรรค์องค์ความรู้รับใช้ประชาชนทั้งหมด (all people) หากมีหน้าที่สอน, เรียนและสร้างสรรค์องค์ความรู้รับใช้คนในสังคมบางกลุ่มเป็นหลัก (some people) เท่าที่สอดคล้องกับโครงสร้างชนชั้นในสังคมและฐานะชนชั้นของตน; จิตรเลือกที่จะแหกคอกนี้ไปเป็นปัญญาชนสาธารณะ (public intellectual) ผลิตเผยแพร่งานเขียนเพื่อประชาชนคนยากคนจน

ผลลัพธ์คือเขาถูกคณะปฏิวัติของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จับติดคุกลาดยาว 6 ปี (21 ตุลาคม พ.ศ.2501-30 ธันวาคม พ.ศ.2507) อันเป็นการแยกปัญญาชนเยี่ยงเขาออกจากสาธารณะอย่างเด็ดขาด แม้เขายังสามารถอ่านคิดค้นเรียนเขียนแปล ผลิตผลงานศิลปะวรรณกรรมก้าวหน้าเพื่อประชาชน และดำเนินชีวิตคอมมูนกับสหายในคุก ทว่างานของเขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสปรากฏต่อสาธารณชน ประชาชนไม่ได้สัมผัสรับรู้ ผลของมันแม้ไม่ใช่เป็นการประหารชีวิตเขาให้ถึงแก่ความตายจริงๆ แต่ก็เท่ากับเป็นการประหารเขาให้ตายไปจากสาธารณะทางการเมืองวัฒนธรรม ซึ่งสำหรับปัญญาชนสาธารณะคนหนึ่งแล้ว มันก็คือความตาย คือการถูกยุติบทบาทปัญญาชนสาธารณะลงนั่นเอง

2.3)คอกที่แยกความเป็นนักวิชาการจากการเมืองต่อต้านระบบ

เพราะนักวิชาการไม่มีหน้าที่นำความรู้ความเชี่ยวชาญของตนไปท้าทายหรือเปลี่ยนแปลงระบบสังคม หากมีหน้าที่นำความรู้ความเชี่ยวชาญของตนไปเข้าหาหรือไปเป็นเครื่องมือผ่านอำนาจในระบบ ดังที่เป็นอยู่เท่าที่สอดคล้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบการเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมของสังคม และการรักษาสร้างเสริมอำนาจของตนในฐานะนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ; จิตรเลือกที่จะแหกคอกนี้ไปเป็นปัญญาชนปฏิวัติ เข้าป่าจับปืนร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.2508

ผลลัพธ์คือ เขาถูกเจ้าหน้าที่ราชการยิงตายในชายป่าบ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2509

3) บริบทของการแหกคอก

จิตรเลือกแหกคอกนักวิชาการในบริบทของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างชาติ นิยมไทยสองกระแส-อันมีที่มาจากลัทธิสากลนิยมสองสายในระดับสากล-ซึ่งก่อตัว ขึ้นในการเมืองวัฒนธรรมไทย ช่วงพุทธทศวรรษที่ 2490 ได้แก่: –

3.1)ชาตินิยมฝ่ายซ้ายซึ่งเกี่ยวโยงสืบเนื่องกับลัทธิสากลนิยมคอมมิวนิสต์

ชาตินิยมฝ่ายซ้ายแห่งพุทธทศวรรษที่ 2490 เป็นผลของการเคลื่อนไหวก่อกบฏทางปัญญา ความคิดและการเมืองวัฒนธรรมขนานใหญ่ มีการเสนอบทวิพากษ์ประวัติศาสตร์นิพนธ์และศิลปะ วรรณคดีศักดินา, รวมทั้งปรัชญาและเศรษฐศาสตร์การเมืองทุนนิยม-เสรีนิยม-ปัจเจกชนนิยมอย่างขุดรากถอนโคน

บทวิพากษ์ดังกล่าวมีที่มาจากกระบวนการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมข้ามชาติและจากเมืองสู่ชนบท คร่าวๆ ดังนี้คือ: –

[ปัญญาชนผู้มีการศึกษารู้สองภาษาหรือมากกว่า ทั้งในและนอกพรรคคอมมิวนิสต์ แปลงานเขียนและศัพท์แสงลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์จากภาษาจีนและอังกฤษให้เป็นไทย] –>

[นักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ประพันธ์ผลงานวรรณกรรมนานาชนิดอันปรุงแต่งขึ้นด้วยภาษาวาทกรรมแปลดังกล่าวและแปรมันเป็นสินค้า วางจำหน่ายเผยแพร่ในตลาดสิ่งพิมพ์และผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมทุนนิยม] –>

[สินค้าและวาทกรรมเหล่านี้เข้าถึงมือนักศึกษาปัญญาชนที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเป็นเบื้องแรก แล้วแพร่หลายต่อไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ] –>

[ในที่สุดนักศึกษาปัญญาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองจากวาทกรรมมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ก็แทรกซึมเข้าสู่พื้นที่ชนบทอันกว้างขวางของประเทศ นำมันไปเผยแพร่ต่อแก่ชาวนาชาวไร่และชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็นประชากรส่วนข้างมากของชาติ]

วาทกรรมฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านเผด็จการทหาร-จักรวรรดินิยมอเมริกา-ศักดินา ก็เกิดขึ้นท่ามกลางกระบวนการที่ว่านี้และค่อยก่อตัวเป็นประชาชาตินิยมฝ่าย ซ้ายซึ่งท้าทายชาตินิยมของเผด็จการทหารและราชาชาตินิยมของคณะเจ้าแต่เดิม

ดังจะเห็นได้ว่านี่เป็นยุคบุกเบิกงานแปลต้นตำรับลัทธิ มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ของมาร์กซ, เองเกลส์, เลนิน, สตาลิน, เหมาเจ๋อตุง เป็นไทย, เป็นยุคสร้างสรรค์งานประวัติศาสตร์และวรรณกรรมฝ่ายซ้าย อาทิ ไทยกึ่งเมืองขึ้น ของ พ.เมืองชมพู (อุดม สีสุวรรณ), “โฉมหน้าที่แท้จริงของศักดินาไทย ในปัจจุบัน” ของ สมสมัย ศรีศูทรพรรณ (จิตร ภูมิศักดิ์), แลไปข้างหน้า ของ ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์), ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ (ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์), “ข้อไม่น่าศึกษาทางการประพันธ์” และ “ข้อคิดจากวรรณคดี” ของ อินทรายุธ (อัศนี พลจันทร), “เศรษฐีวิทยา” ของ ผู้ยิ่งน้อย (สมัค บุราวาศ) อีกทั้งงานเชิงปรัชญา กาพย์กลอน เพลง บทละคร ภาพยนตร์จำนวนมาก

3.2)ชาตินิยมฝ่ายขวาซึ่งเกี่ยวโยงสืบเนื่องกับลัทธิสากลนิยมแอนตี้-คอมมิวนิสต์

ลัทธิสากลนิยมแอนตี้-คอมมิวนิสต์ถูกนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรโลกเสรี (เช่น อังกฤษ, ฟิลิปปินส์) อย่างเอาการเอางานต้นพุทธทศวรรษที่ 2490 พร้อมอิทธิพลทางการเมืองกับความช่วยเหลือในรูปดอลลาร์และอาวุธในยุคสงครามเย็น (นับแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่สองถึงราว พ.ศ.2534) และสงครามเกาหลี (พ.ศ.2493-2496), แล้วกลายมาเป็นนโยบายของรัฐไทย

อย่างไรก็ตาม ในฐานะวาทกรรมการเมือง ลัทธิแอนตี้-คอมมิวนิสต์ก็ถูกชนชั้นนำฉวยใช้ไป เล่นงานปรปักษ์ในหมู่ชนชั้นนำด้วยกันในเกมอำนาจแบบไม่เลือกอุดมการณ์ เช่น กรณีฆาตกรรมคุณเตียง ศิริขันธ์ กับพวกเมื่อ พ.ศ.2495 เป็นต้น

วาทกรรมแอนตี้-คอมมิวนิสต์นี้ได้ผสานหลอมรวมเข้ากับชาตินิยมแบบเชื้อชาตินิยม-รัฐนิยม-ทหารนิยมของเผด็จการทหาร และกับราชาชาตินิยมของคณะเจ้า, กลายเป็นชาตินิยมฝ่ายขวาแอนตี้-คอมมิวนิสต์ที่ยึดถือสถาบันชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ และอุดมการณ์ “ความเป็นไทย” เป็นแกน และได้กลายเป็นพื้นฐานทางอุดมการณ์ของรัฐราชการไทยสืบมา

และในพุทธทศวรรษที่ 2490 นี้เองที่เราได้เห็นงานวรรณกรรมลือเลื่องของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เอกอัครปัญญาชนสาธารณะของฝ่ายอนุรักษนิยม-กษัตริย์นิยม ได้แก่นวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน ซึ่งพุ่งเป้าวิพากษ์โจมตีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 และ ไผ่แดง ซึ่งมุ่งล้อเลียนคอมมิวนิสต์ไทย

ในสงครามการเมืองวัฒนธรรมนี้ จิตรเลือกอยู่ข้างชาตินิยมฝ่ายซ้ายแบบคอมมิวนิสต์, แหกคอกชาตินิยมฝ่ายขวาแอนตี้-คอมมิวนิสต์, จึงจ่ายค่าตอบแทนถูกโยนบก ติดคุก, เขาเลือกที่จะดำเนินชีวิตตามสัจธรรมที่เขาเชื่อเคียงข้างประชาชนคนชั้นล่างในขบวนการปฏิวัติ

จิตรเป็นนักวิชาการ ไม่ใช่ไม่เป็น, จิตรมีความเป็นนักวิชาการ ไม่ใช่ไม่มี, จิตรมีความสามารถและผลงานทางวิชาการที่ดีเด่น คู่ควรแก่การยอมรับนับถือทางวิชาการ, แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขา, สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาอยู่นอกคอกนักวิชาการออกไป, และแน่นอนเขาเลือกสิ่งนั้น

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 9, 2012 นิ้ว บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

คู่มือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานอาสาสมัครในสภาวะวิกฤติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขียนโดย พี่หนูหริ่ง นะครับ

ขนาด file 4.08 MB  plugin-volunteer_aa

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 20, 2011 นิ้ว หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

จิตอาสา การทำความดี และสำนึกพลเมือง

คำและกระแสเรื่องจิตอาสา และการทำความดีถูกปลุกให้ลุกโชนอย่างรวดเร็วในหมู่เยาวชน คนหนุ่มสาว จากเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเหตุการณ์อื่นๆ ทางสังคมที่ทำให้เกิดการรวมตัวและช่วยเหลือกันอย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่สถาบันการศึกษาในทุกระดับ ในทุกภูมิภาค ก็ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะตระหนักว่าบ้านเมืองและสังคมยามนี้ ต้องการบุคคลที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากยิ่งขึ้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องจิตอาสากลายเป็นกระแสฟีเวอร์ในขณะนี้

แต่การวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจเรื่องจิตอาสาที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ยังเป็นการวิเคราะห์ที่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึง รูปแบบและการจัดกิจกรรมอาสาสมัคร กล่าวอย่างไม่ผิดนักว่าเป็นการวิเคราะห์ในระดับปรากฏการณ์ที่ตาเห็น นั่นจึงทำให้มีการสรุปไว้อย่างรวบรัดว่า จิตอาสาเป็นเรื่องของการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม และเป็นจิตสำนึกพลเมือง

ในบทความนี้พยายามวิเคราะห์ แยกแยะ และชี้ให้เห็นว่า จิตอาสา และ จิตสำนึกพลเมือง เป็นเรื่องที่แตกต่างกันในระดับกรอบคิด (mental model) เพราะจิตอาสาแท้ที่จริงแล้วเป็นการทำงานเพื่อตอบประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก และการจะพัฒนาให้จิตอาสาเติบโตเป็นจิตสำนึกพลเมืองได้นั้น จำเป็นต้องเชื่อมโยงให้อาสาสมัคร เห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนตัวอาสาสมัครกับส่วนรวม และตระหนักว่าสาธารณะ หรือ ส่วนรวม (หรือ คนอื่น) สำคัญกว่าส่วนตัว อีกทั้งเมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ ส่วนตัวจึงจะได้ประโยชน์ตามมา

สนใจอ่านต่อ download ครับ ขนาด file 540 KB  สำนึกสาธารณะ

 
1 ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 15, 2011 นิ้ว บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ร่วมให้กำลังใจและช่วยเหลือคุณ Decepticon ทหารหาญผู้เสียสละเปิดโปงเครื่องตรวจระเบิดลวงโลก GT200

หลายๆ ท่านคงจำเหตุการณ์ที่เพื่อนสมาชิกชาวพันทิปได้รวมพลังกัน ณ ห้องหว้ากอ เพื่อรณรงค์ ตีแผ่ความจริง และต่อต้าน เครื่องตรวจระเบิดลวงโลก GT200 จนประสบความสำเร็จเมื่อต้นปีที่แล้ว

ในเส้นทางการรณรงค์อย่างยาก ลำบากกว่า 5 เดือนก่อนจะเป็นข่าวดังไปทั้งประเทศ พวกเราที่ร่วมกันทำเรื่องนี้ได้รับแรงกดดันเป็นอันมาก ทั้งจากเสียงตำหนิด่าทอจากผู้ที่ไม่เข้าใจ และจากความอ่อนล้าที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเดินสายให้ความจริงกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน

แต่ในที่สุด พวกเราก็ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้มีการจัดการทดสอบ และให้นายกฯ ประกาศยกเลิกการใช้งาน พูดได้ว่าถึงบัดนี้ เราอาจได้ช่วยเหลือประชาชนเจ้าหน้าที่ทางชายแดนใต้จากระเบิดก่อการร้าย และรักษาเสรีภาพความยุติธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์ หลายสิบ หลายร้อยชีวิต

ซึ่ง ผลสำเร็จทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดเพื่อนสมาชิกผู้หนึ่งที่คอยเป็นตัวจักรสำคัญอยู่เบื้องหลัง เพื่อนสมาชิกผู้ใช้ชื่ออมยิ้มว่า… Decepticon

คุณ Decepticon เป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำอยู่ในสามจังหวัดภาคใต้ผู้มีประสบการณ์ตรงในการ ใช้งานเครื่อง GT200 แต่ในขณะที่ จนท. หลายคนที่สงสัยในตัวเครื่องล้วนเก็บตัวเงียบไม่พูดหรือทำอะไร คุณ Decepticon กลับกล้าลุกขึ้นมาตีแผ่ข้อมูลข้อเท็จจริงในเบื้องลึก ให้ข้อมูลและเทคนิคสำคัญในการทำการทดลองพิสูจน์ว่าเครื่อง GT200 นั้นลวงโลก

ทั้ง ที่การกระทำทั้งหมดนี้ อาจส่งผลให้คุณ Decepticon ต้องหมดอนาคตชีวิตข้าราชการทหารได้ง่ายๆ แต่เขาก็กล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูก เพื่อความสงบสุขของด้ามขวานไทย คุณ Decepticon ยอมเสี่ยงสละทั้งกายใจ ทั้งความสุขสบาย และในกรณีนี้.. ยอมเสี่ยงแม้กระทั่งอาชีพของตนและอนาคตของครอบครัว….

อ่านต่อที่นี่นะครับ

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X10783734/X10783734.html#413

สำหรับเลขที่บัญชีเพื่อร่วมสบทบทุนให้กำลังใจแด่คุณecepticon นั้น คือ

402-573963-8 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาจัตุรัสจามจุรี
บัญชีออมทรัพย์ ชื่อ ว่าที่ร้อยตรี เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 10, 2011 นิ้ว เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ:

“ ผมมีงานมีการทำ….ไม่ต้องการไปขอทานใคร! ” แก้วสรร อติโพธิ

ณ ห้องประชุมกระทรวงแรงงานชั้น ๗ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคมนี้  ลูกจ้างชายร่างสันทัด ผิวกร้านดำ ได้ลุกขึ้นพูดอย่างทะนงตัวตามใจความข้างต้น  กลางที่ประชุมผู้ใช้แรงงานกว่า ๒๐๐คน  ที่พากันมาสัมมนาพูดคุยกันว่า   ควรหรือไม่ที่ผู้ใช้แรงงาน กว่า ๙ ล้านคน   จะยกพวกเอาประกันสุขภาพของตนออกจากระบบประกันสังคมไปอยู่ในระบบบัตรทองของ ฟรีจากรัฐบาล   ดังที่เอ็นจีโอกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวผลักดันในทุกวันนี้

อะไรคือเหตุผลที่ชายผู้นั้น และผู้ใช้แรงงาน กว่า ๒๐๐ คน ที่ลงมติเป็นเอกฉันท์ในภาคบ่ายว่าไม่เอาของฟรี  และยอมที่จะลงขันในอัตราโดยเฉลี่ย คนละ ๘๐๐ บาทต่อปี  เพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพของพวกตนเองในระบบประกันสังคม ต่อไปอีก     ก็เป็นข้อที่ผมจะขอรายงานไปโดยลำดับดังนี้

ระบบประกันสังคม

ที่ประชุมวันนั้นได้ให้ข้อความคิดเป็นความหมายของระบบประกันสังคมไว้ชัดเจน ก่อนว่า  เป็นระบบที่สมาชิกพร้อมจะรับผิดชอบตัวเองอยู่ก่อนแล้ว   แล้วจึงออกเงินมารวมเป็นกองทุนกลางเพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพร่วมกันของทุก คน    ถ้าเป็นระบบของผู้ใช้แรงงานไทยก็ออกกันเฉลี่ยปีละ ๘๐๐ บาท  มีรัฐกับนายจ้างสมทบให้อีกก้อนหนึ่ง จนทุกคนก็ได้หลักประกันไปถ้วนหน้า  เช่นถ้าใครป่วยเป็นมะเร็ง โดนค่าใช้จ่ายไป ๕ แสนบาท  ก็เอาจากกองกลางนี้ได้   ทั้งๆที่เพิ่งออกเงินไปแค่ ๑๐ ปี  เป็นเงิน ๘ พันบาทเท่านั้นเอง   เป็นต้น

การลงเงินสร้างหลักประกันร่วมกันเช่นนี้   อาจเกิดขึ้นโดยการร่วมกันซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพของบริษัทเอกชนก็ได้    หรือแม้ในกรณีสวัสดิการรักษาพยาบาลฟรีของข้าราชการนั้น    พิเคราะห์ให้ลึกๆแล้วก็เป็นประกันสังคมเช่นกัน   เพราะสวัสดิการอย่างนี้คือเหตุผลสำคัญที่ดึงดูดคนให้มาทำราชการด้วยเงิน เดือนต่ำได้   ส่วนต่างของเงินเดือนข้าราชการที่ต่ำกว่าตลาดนี่เอง ที่เปรียบได้เช่นเงินที่ข้าราชการได้นำมาลงขันกันไว้เป็นรายเดือน    แล้วจ่ายจริงออกมาจากกรมบัญชีกลางเมื่อมีใครเจ็บป่วย

ความเข้าใจเช่นนี้พิเคราะห์ให้ลึกซึ้งต่อไปอีก   ก็จะได้ความคิดต่อไปว่า คนเราถ้าอยู่โดยลำพังไม่ร่วมมืออะไรกันเลย    ก็จะเกิดหลักประกันอะไรขึ้นมาไม่ได้  ต่อเมื่อลงทุนร่วมกันเป็นสังคม  ชีวิตส่วนตนก็จะมีหลักประกันดีขึ้น    เช่นร่วมกันสร้างหลักประกันสุขภาพก็ได้  ร่วมกันสร้างเป็นความฝันหวานถ้วนหน้าทุกสองอาทิตย์สำหรับทุกคนที่ซื้อสลาก กินแบ่งก็ได้

แม้กระทั่งการร่วมกันโดยสารรถเมล์ตอนเช้า  ไม่ว่านั่งหรือโหนอยู่ท้ายรถ ก็จ่ายตั๋ว ๗ บาทเท่ากันหมด  ซึ่งถ้าดูเฉพาะเที่ยวเช้านั้นรถคันนั้นก็กำไรเละ    แต่พอเที่ยว ๔ ทุ่ม  นั่งอยู่ ๕ คน ก็จ่าย ๗ บาทอีกเหมือนเดิม  ซึ่งถ้าดูเฉพาะเที่ยวดึกนั้นก็ถือว่าขาดทุนยับ   แต่ที่ยังเดินรถดึกได้ในราคาเดิม ก็เพราะอาศัยกำไรจากเที่ยวเช้ามาเฉลี่ยนั่นเอง   มองอย่างนี้แล้วระบบขนส่งมวลชนนี้ก็เป็นหลักประกันของการเดินทางในเมือง  ที่เราทุกคนช่วยกันสร้างไว้เหมือนกันว่า  ทุกคนมีโอกาสต้องกลับดึกได้เสมอ   จึงต้องสร้างระบบกลางเป็นประกันไว้ว่า๔ ทุ่มแล้วก็ยังกลับบ้านได้ในราคา ๗ บาทนั่นเอง

เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว “ ประกันสังคม”  คือหลักประกันที่เกิดจากการลงทุนลงแรงร่วมกันเป็นสังคม  และจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าต่างคนต่างอยู่กันไปตามลำพัง
ระบบโรงทานสังคม

ระบบรักษาฟรีจากงบประมาณ ของรัฐนี้มีมานานแล้ว   เพิ่งมาปรับขยายรักษาฟรีไปถึงทุกคนที่ไม่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้าง รวม ๔๘ ล้านคน   เมื่อในสมัยรัฐบาลทักษิณ ๑ นี่เอง   โดยใน๖ ปีแรก  มีการเก็บค่าธรรมเนียมครั้งละ ๓๐ บาท   จนมาในปี ๒๕๕๐  ถึงได้เลิกเก็บเงิน จนเปลี่ยนฉายาจาก ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เป็น  บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกโรคไปในที่สุด

  จากการอภิปรายในที่ประชุมผู้ใช้แรงงานได้ปรากฏข้อมูลของระบบนี้ ขึ้นมาโดยลำดับว่า

๑)  ระบบนี้ครอบคลุมทั้งคนยากจนจริงประมาณ ๒๐ ล้านคน   และคนที่พอดูแลตัวเองได้กว่า ๒๐ ล้านคน

๒) ระบบนี้เรียกตัวเองเป็นกองทุนประกันสุขภาพ   แต่ตัวจริงไม่ได้มีรายได้อะไรนอกจากแบมือของบประมาณแผ่นดินในลักษณะเหมาจ่าย มาเทรวมกันเป็นกอง  แล้วเรียกว่ากองทุนเท่านั้น   การคิดเหมาจ่ายจะคิดเป็นรายหัว หัวละ ๑๒๐๐ บาทในปีแรกแล้วบานปลายขอเพิ่มมาเรื่อยๆ  จนเ ป็น ๒,๘๕๐ บาท/หัว ในปีนี้ และกำลังจะขออีก ๗๐๐ บาท/หัว  ในปีหน้า  เหตุเพราะเงินที่ให้ในอัตราปัจจุบันไม่พอใช้ จนโรงพยาบาลหลวงร้อยกว่าแห่งขาดทุนกว่า๕ พันล้านบาทแล้ว

๓) สอบถามกันต่อไปอีกพบว่า  เงินที่เหมาจากรัฐบาลนั้น รวมเงินเดือนบุคลากรด้วย,งบลงทุนด้วย, กิจกรรมพิเศษของ สปสช.ด้วย  เหลือมาเป็นค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลประชาชนจริงๆ เพียง ๖๐๐บาท/หัวเท่านั้น    ซึ่งก็หาได้พอกับค่าใช้จ่ายจริงของโรงพยาบาลแต่อย่างใดไม่  ทำให้โรงพยาบาลต้องสำรองจ่ายแล้วได้คืนไม่ครบอยู่ทุกปี   จนขาดสภาพคล่องสิ้นไขมันสิ้นทุนรอนที่เคยสะสมไว้ไปถ้วนหน้าในที่สุด

๔) สภาพบานปลายอย่างนี้เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อรัฐบาล ขิงได้เลิกค่าธรรมเนียม ๓๐ บาท ทำให้ผู้คนมาขอยาจากโรงพยาบาลกันมากขึ้นง่ายขึ้น   หมอทั้งหลายนั้นเมื่อถูกเอ็นจีโอพาคนไข้มาร้องเรียนฟ้องร้องมากเข้า  ก็เลยต้องสั่งตรวจประกอบการรักษาอย่างถี่ยิบไว้ก่อนเพื่อป้องกันตัว   ส่วนเตียงในทุกโรงพยาบาลก็ล้นมากขึ้น ล้นเพราะคนป่วยเรื้อรังและญาติไม่ต้องการให้นอนป่วยที่บ้านอีกต่อไป ฯลฯ

๕) ด้วยภาระที่มากแต่จ่ายน้อยจ่ายยากอย่างนี้   โรงพยาบาลหลายแห่งจึงทยอยถอนตัวจากระบบบัตรทองนี้มากขึ้นทุกวัน   ทั้งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล กทม. โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่  เหลือแต่โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณะสุขที่ดิ้นไปไหนไม่ได้  ต้องรับดูแลราษฎร ๔๘ ล้านคน   ด้วยคิวคนไข้ที่ยาวเหยียด  ตั้งแต่ ตี ๕  และภาระหนักอึ้งแทบไม่มีเวลากินข้าวกินปลาที่ตกแก่หมอพยาบาลในปัจจุบันนี้

ด้วยสภาพอย่างนี้บรรดาคุณหมอกว่า ๕ ท่าน  จึงได้แจ้งต่อที่ประชุมผู้ใช้แรงงานว่า  ของฟรีแล้วดีด้วย ในโลกนี้ไม่มีแน่นอน   แต่ฟรีแล้วได้มาตรฐานต่ำสุดโดยถ้วนหน้าแบบคอมมิวนิสต์นั้นมีแล้วในระบบบัตร ทองนี้นี่เอง    ดังนั้นถ้าพวกคุณดูแลตัวเองได้ มีระบบของคุณอยู่แล้ว จะดีชั่วอย่างไร ก็เป็นเงินของคุณ อยู่ในอำนาจของคุณที่จะปรับแก้ให้ดีขึ้นได้   ก็ขออย่ามาเป็นภาระเพิ่มลงไปในระบบบัตรทองที่กำลังจะตายมิตายแหล่  และไม่มีคนจะดูแลรับผิดชอบได้อีกเลยความไม่เสมอภาค

ต่อปัญหาที่กลุ่มเอ็นจีโอ พยายามดันหลังให้ผู้ใช้แรงงานกลุ่มหนึ่งไปฟ้องศาลปกครองว่ารัฐบาลเลือก ปฏิบัติไม่ให้ผู้ใช้แรงงาน ๙ ล้านคนเข้าโรงทานคือรับการรักษาฟรีในระบบบัตรทองโดยเสมอภาคกับผู้อื่นนั้น   ก็ปรากฏข้ออภิปรายโต้แย้งโดยชัดเจนดังนี้

๑) สำหรับข้อที่รัฐธรรมนูญระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐานนั้น    ก็หาได้หมายความว่าต้องมีระบบประกันสุขภาพระบบเดียว
อย่างเช่นที่เอ็นจี โอเข้าใจเอาเองแต่อย่างใดไม่   จะมีหลายระบบก็ได้แต่ต้องเกินมาตรฐานขั้นต่ำทุกระบบ  และทุกคนต้องเข้าถึงได้เท่านั้นเอง

๒) ที่ประชุมเห็นต่อไปว่า  ปัญหาความไม่เสมอภาคที่แท้จริงนั้น  น่าจะอยู่ตรงที่การให้คนที่พออยู่พอกินที่อยู่นอกระบบเงินเดือน  ไปแย่งคนจนเพื่อรับรักษาฟรีมากกว่า    ซึ่งผู้ใช้แรงงานก็จะไม่ขอยอมไปร่วมแย่งกับเขาด้วย

การปฏิบัติต่อคนจนแร้นแค้นกับคนพอมีฐานะโดยให้การรักษาฟรีเสมอกันด้วยระบบ บัตรทองเช่นนี้ต่างหาก  คือความไม่เสมอภาค ที่จะต้องแก้ไข  โดยดึงคนเหล่านี้มาเข้าสู่ระบบประกันสังคม  ไม่ใช่เอาคนในระบบประกันสังคมไปเข้าโรงทานเพิ่มขึ้นอีก

   อิสระชน

“ ผมมีงานมีการทำ….ไม่ต้องการไปขอทานใคร! ”

จากเนื้อหาที่นำเสนอกันในที่ประชุมผู้ใช้แรงงานเช่นที่ผมได้ลำดับมา  ผมจึงฟังคำกล่าวนี้

ด้วยความซาบซึ้งและคารวะในจิตใจอิสระชนของท่านผู้พูดเป็นอย่างยิ่ง

นี่คือ “อิสระชน” ที่เป็นอิสระจากความโลภ  รู้จักละอาย  เมื่อเห็นว่าตนเองยังพอช่วยตัวเองได้  ก็ไม่ขอเห็นแก่เล็กแก่น้อยไปแย่งโอกาสเบียดเสียดกับคนจน

นี่คือ “อิสระชน” ที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้ต้องอ้อนวอนเฝ้ารอของฟรี รอสินค้าประชานิยมต่างๆนานาจากรัฐหรือนักการเมือง   หรือร่วมเคลื่อนไหวกับนายหน้าค้าความจนทั่วราชอาณาจักรเช่นเอ็นจีโอปัจจุบัน นี้

นี่คือ “อิสระชน”  ที่ประกาศว่า เงินประกันสังคมคือสิทธิของผู้ใช้แรงงาน  ข้าราชการเป็นแค่ผู้จัดการและเสมียนเท่านั้น   ผู้ใช้แรงงานจะต้องเข้ามีส่วนร่วมจัดการ ตรวจสอบ และติดตามตรงนั้นตรงนี้

  คนอย่างนี้ สำนึกอย่างนี้นี่เอง  ที่ต้องเบิกบานขึ้นมากๆ ให้เต็มแผ่นดินโดยไม่จำกัดชนชั้น  ราวกับดอกไม้ร้อยชนิดร้อยสีร้อยดอก   เพื่อพาสังคมให้พ้นจากความเจ็บป่วยทางความคิดนานาที่ สิงสู่ผู้คนจนทำให้บ้านเมืองต้องตกปลักไปไหนไม่เป็น เช่นทุกวันนี้

http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/58207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 13, 2011 นิ้ว บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ถนนสายนี้ “สีแดง” สมบัติ บุญงามอนงค์ “รัฐประหารคือสัญญาณนกหวีดเรียกผมออกมา….โดย เชตวัน เตือประโคน

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 เมษายน 2554)


“ผมสนใจทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเรียนหนังสือ”

ชายสวมแว่น ผิวขาว ไว้ผมยาวปรกคลุมต้นคอมองคล้ายดาราเกาหลี เล่าให้ฟังถึงชีวิตช่วงเมื่อครั้งที่ยังเป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา

ในวัยนั้น เขาเป็นนักเรียน โรงเรียนปทุมคงคา ที่ทำกิจกรรมมากมาย แต่สุดท้ายก็ต้องมาหยุดชีวิตการเรียนในระบบเมื่อถูกเชิญให้ออก หลังจากเป็นแกนนำชุมนุมประท้วงเพราะไม่เห็นด้วยกับระเบียบใหม่ของโรงเรียน เรื่องการเลือกตั้งประธานนักเรียน

จากการเมืองในโรงเรียน ชีวิตเติบใหญ่ขึ้นโดยลำดับ ผ่านประสบการณ์หลากหลาย จนในที่สุดเขาก็ก้าวมาสู่การเมืองระดับประเทศ

หลังเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เมื่อแกนนำ “คนเสื้อแดง” ในนามกลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)” ถูกควบคุมตัว แกนนำส่วนหนึ่งหลบลี้หนีภัย มวลชนคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมซึ่งเคยสูงสุดถึงหลักแสน พ่ายแพ้แตกกระจายไปคนละทิศคนละทาง พร้อมกับภาพผู้ชุมนุมที่เสียชีวิต เสียงปืน เสียงระเบิด ที่ยังก้องดังอยู่ในความทรงจำ

จึงไม่มีใครคาดคิดว่า “คนเสื้อแดง” จะกลับมาได้

แต่ ท่ามกลางความเงียบ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ยังมีคนเสื้อแดงอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ และยังยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เขาเชื่อ พร้อมกันนี้ก็เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเสื้อแดงที่เสียชีวิต

สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือที่ใครต่อใครรู้จักในนาม บ.ก.ลายจุด ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครั้งแรกคือ “ผูกผ้าแดง” ที่เขานัดแนะกันในหมู่เพื่อนฝูงเล็กๆ

จากคนหลักสิบ อาทิตย์ต่อมาขยายเป็นหลักร้อย ยิ่งเมื่อเขาถูกจับกุมตัวพร้อมกับเป็นข่าวเป็นคราวใหญ่โต มวลชน “วันอาทิตย์สีแดง” ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเป็นหลักพัน และเมื่อสมบัติได้รับการปล่อยตัวออกมา เขาก็กลับมาลุยกิจกรรมต่อ คราวนี้มวลชนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจนแม้แต่เจ้าตัวยังตกใจ

“กิจกรรมที่ทำเหล่านี้ เป็นแค่เงื่อนไขในการส่งสัญญาณถึงมวลชนว่า เรายังสู้อยู่ ยังมีพื้นที่ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทุกวันอาทิตย์”

จาก ผูกผ้าแดง, ปั่นจักรยาน, เต้นแอโรบิค, แต่งผี ฯลฯ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

จนเมื่อถึงงาน “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์” คนเสื้อแดงจำนวนมากก็มารวมตัวกัน ณ ราชประสงค์ ชนิดที่สมบัติบอกว่า “คนเยอะมากขนาดที่ผมไม่คาดคิด ตำรวจไม่คาดคิด มวลชนเองก็ไม่คิด เป็นเซอร์ไพรส์ของทุกฝ่าย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “คนเสื้อแดง” กลับมาได้อีกครั้งในวันนี้เป็นเพราะสมบัติ

สมบัติ หรือ บ.ก.ลายจุด เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2511 เป็นลูกคนกลางในจำนวนพี่น้อง 5 คน ของพ่อประสงค์ แม่กาญจนา บุญงามอนงค์ เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนโรจน์ปัญญา (ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว) จากนั้นมาเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนปทุมคงคา แต่ทว่าก็เรียนไม่จบ ต้องออกมาเตร็ดเตร่ใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างสุดโต่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะสมัครเข้าเป็นอาสาสมัครของ “กลุ่มละครมะขามป้อม” เก็บเกี่ยวประสบการณ์เกี่ยวกับการแสดงละคร การทำค่ายเด็กและเยาวชนอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็ออกมาก่อนตั้ง “มูลนิธิกระจกเงา”

ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับนางเจศสุดา บุญงามอนงค์ มีลูกสาวคนเดียวชื่อ ด.ญ.ธาราทร บุญงามอนงค์ ปัจจุบันเรียนที่โรงเรียนปิติศึกษา จ.เชียงราย

กว่า 20 ปี ที่สมบัติก้าวเดินอยู่บนถนนสาย “เอ็นจีโอ”

นี่คือเรื่องราวของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำหรับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในเมืองไทย

– ทำกิจกรรมตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน?

ผม ได้เรียนชั้นมัธยมศึกษา แต่เรียนไม่จบ ตอนนั้นสนใจทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเรียน แต่ที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวคือช่วง ม.5 ที่พยายามเสนอรูปแบบการเลือกตั้งประธานนักเรียน

ตอนนั้นตั้งใจจะ สมัครเป็นคณะกรรมการนักเรียน คือแต่ก่อนจะเป็นการเซ็ตทีมขึ้นมาแล้วเสนอตัวชิงเลือกตั้ง แต่พอถึงตอนรุ่นผม เขาเปลี่ยนให้เป็นมีการเลือกตั้งทางอ้อม ให้มีการเลือกตัวแทนนักเรียนชั้น ม.5 ที่จะขึ้น ม.6 ห้องละ 2 คน พอเลือกเสร็จ 2 คนนั้นก็ไปเลือกประธานนักเรียนอีกที ซึ่งเรายอมรับไม่ได้

– เลิกเรียนแล้วทำอะไร?

เที่ยว หัวปักหัวปำเลย (หัวเราะ) เที่ยวเธค ตีสนุ้ก ฯลฯ แต่สักพักก็อิ่มตัว เห็นเพื่อนๆ ไปเรียนหนังสือที่โน่นที่นี่ก็เริ่มเปรียบเทียบกับตัวเอง และพบว่าเรามีปัญหาแล้ว จึงพยายามหาทางออก เราต้องหาอะไรทำ

ผมเป็นคน ชอบฟังเพลงฝรั่ง วันหนึ่งคิดอยากจะเขียนจดหมายถึงดีเจ แต่ผมมักจะหลับ และอยู่ไม่เคยถึงช่วงบอกที่อยู่รายการ หรือถ้าอยู่ถึงก็ไม่เคยจดทันด้วย จึงเอาเทปคาสเซ็ตอัดไว้

แต่ครั้งนั้น แทนที่จะบอกว่าให้ส่งจดหมายไปที่ไหน กลับบอกเรื่อง “มะขามป้อม” เปิดรับอาสาสมัคร พอรุ่งเช้าผมก็เลยมาเปิดดูแล้วก็โทร.ไปถาม ว่าเป็นยังไง เสียตังค์รึเปล่า (หัวเราะ) พอเห็นว่าน่าสนใจก็ลองเลย

– ชีวิตเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ?

ผม อายุประมาณ 20 ปี อยู่ที่มะขามป้อม ได้ทำละครเพื่อการพัฒนาเยาวชน ได้ทำค่ายเยาวชน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการมีหลักคิด ผมเริ่มต้นมีชีวิตใหม่เป็นคนใหม่เลยจากตรงนี้ โลกทรรศน์ก็เปลี่ยนเพราะว่าได้เดินทาง เมื่อก่อนไม่เคยไปไหนเลยนอกจากชลบุรีตอนงานเชงเม้ง

มีโอกาสไปเรียน รู้ในชนบท เรียนรู้ประเด็นสังคมเมือง เข้าไปนอนสลัมจริงๆ พูดคุยกับผู้นำชุมชน จากเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย แล้วไม่เคยเห็นภาพพวกนี้มาก่อน ก็เหวี่ยงมาอีกขั้วหนึ่งเลย

– ก่อตั้ง “มูลนิธิกระจกเงา”?

ผมอยู่มะขามป้อม 4-5 ปี ช่วงนั้นเกิดรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ผมทำละครใบ้ต่อต้านรัฐประหาร เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มาก

วัน หนึ่ง เขาจะประกันตัวนักศึกษา 15 คนที่ถูกจับ คนละหมื่นบาท ผมเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมของกลุ่มมะขามป้อม ขอให้กลุ่มช่วยให้ยืมเงิน แต่ได้รับคำตอบว่ามันไม่เกี่ยวกับเรา ตอนนั้นผมโกรธมาก อาจเพราะเรายังเด็กยังแรงมาก เมื่อเห็นว่าองค์กรไม่ได้เทคแอ๊คชั่นใดๆ กับเรื่องรัฐประหารก็รู้สึกผิดหวัง รุ่งเช้าเลยมาลาออก

จากนั้นก็มา ช่วยเพื่อนๆ น้องๆ ที่เราเคยไปสอนทำละคร ทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารอยู่พักใหญ่ ก่อนจะคิดก่อตั้งเป็นองค์กร “มูลนิธิกระจกเงา” และเพิ่งจะจัดงานครบรอบ 20 ปี เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

– รัฐประหารครั้งนั้นนำมาซึ่งเหตุการณ์พฤษภาคม 2535?

ใช่ และเป็นบทเรียนสำคัญว่าเราต้องไม่ยอมให้ทหารมายุ่งเกี่ยวการเมือง เมื่อเกิดการชุมนุมทางการเมือง เราจะไม่ให้ทหารเข้ามาควบคุมฝูงชน ให้มีหน่วยงานพิเศษที่ถูกฝึกมาอย่างดีพร้อมอุปกรณ์ และกฎหมายสำหรับในการจัดการ นั่นก็คือตำรวจฝ่ายปราบจราจล แต่สุดท้ายที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ก็เหมือนเดิม รัฐประหารนี่เป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้เลยนะ อินมาก ถ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ผมออกมาเลย เหมือนสัญญาณนกหวีดเรียกผมออกมา

– อย่างในนาม เครือข่าย 19 กันยาฯ?

รัฐ ประหารคืนวันที่ 19 พอวันที่ 20 เราออกมาเลย ตอนนั้นผมและเพื่อนๆ น้องๆ ที่เคยทำกิจกรรมด้วยกันพูดคุยกันทางโปรแกรม MSN ลากมาคุยกันเยอะๆ ได้ ก็นัดแนะกันว่าจะประชุมกันที่มูลนิธิกระจกเงาเพื่อประเมินสถานการณ์ และคุยว่าจะทำอะไรกันบ้าง เย็นนั้นก็ออกแถลงการณ์ในนามเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร

– มองปรากฏการณ์การต้อนรับรัฐประหารล่าสุดอย่างไร?

อี เดียต!!! คือตอนหลังรัฐประหารปี”34 ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “คู่มือต้านรัฐประหาร” จัดพิมพ์ออกมาโดยมูลนิธิโกมลคีมทอง ที่ตอนนั้นกรรมการมูลนิธิมี นพ.ประเวศ วะสี, รสนา โตสิตระกูล ฯลฯ ในนั้นบอกว่าถ้าเกิดรัฐประหารขึ้น ต้องหาวิธีการต่อต้านทุกรูปแบบ

พอ มันเกิดขึ้น 19 กันยายน ผมก็ออกมาและเดินตามหนังสือเป๊ะ แต่พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ผมคิดว่าจะได้เจอกันกลับเงียบ ยอมรับว่าผมเสียเซลฟ์พอสมควร ออกตัวมาล้อฟรีเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นงงมาก เพราะมีแต่เด็กรุ่นใหม่ มีแต่รุ่นน้องผมที่ออกมาต่อต้าน คนรุ่นเก่าเคยถอดบทเรียนกันมาหายหมด ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองผิดอะไรหรือเปล่า แต่พอลองไล่ตรรกะดูแล้วพบว่าไม่ผิด มั่นใจ แต่รู้ว่าจะต่อสู้ด้วยความยากลำบากกว่าที่คิดไว้เยอะ

– เอ็นจีโอไม่ออกมาต้านรัฐประหาร?

เพราะ เขาไปไล่ทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) เลยไม่กล้าออกมาเพราะกลัวเสียฟอร์ม (หัวเราะ) หรืออย่างอาจารย์หลายๆ ท่าน ผมขอใช้คำว่าเกิดภาวะ “ปัญญาดับ”

คน อื่นไม่รู้จักไปว่าเขาไม่เป็นไร แต่ผมนี่รู้จักและเติบโตมากับงานของคนเหล่านี้ นี่คือปราชญ์โคตรๆ (เน้นเสียง) โดยทรรศนะผมคิดว่านี่คือครูบาอาจารย์ที่ฉลาดมากๆ แต่ว่าทำไมเขานิ่งเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ผมไม่รู้ มองได้เป็นอย่างเดียวว่าเกิดภาวะปัญญาดับ ดับวูบเลย

– หลังเหตุการณ์สลายชุมนุม 19 พฤษภาคม 2553 เหมือนเสื้อแดงจะหยุดเคลื่อนไหว แต่คุณไม่?

ผม มีภาพปี 2535 หลังถูกกวาดต้อนที่ราชดำเนิน ทุกคนก็ไปตั้งขบวนสู้ต่อที่ ม.รามคำแหง หาที่ยันไว้ก่อนแล้วค่อยสู้ต่อ แต่คราวนี้วิธีการออกมาคนละแบบ ไม่ใช่การชุมนุม เป็นการสร้างพื้นที่ ฟื้นฟูกระบวน เพราะเกมนี้ยาวกว่าที่คิดเยอะ

ผมมีพื้นที่อย่างเฟซบุ๊ก จัดกิจกรรมเล็กๆ ปั่นกระแส สร้างกระแสว่ายังมีการดิ้นรนต่อสู้อยู่ จะหยุดทำไม ผมยังสามารถดิ้นได้นะในขณะที่ทุกคนเงียบหมด ผมเป็นตัวละครที่ยังโลดเล่นอยู่ในโลกไซเบอร์ สร้างกิจกรรมค่อยๆ เก็บแต้มไป

ใน ที่สุดก็มีคนสนใจเยอะขึ้น จัดกิจกรรมผูกผ้าแดง กินข้าวแดง จักรยานสีแดง แอโรบิค เป็นต้น คือตอนนั้นความคิดว่าเรื่องที่จะหยุดสำหรับผมแล้วไม่มี

– ทำไมต้องเป็นเชิงสัญลักษณ์?

ดู ซอฟท์ดี ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน มันหลบเลี่ยงอะไรบางอย่างได้ ลดความรุนแรงลงได้ แต่ลึกๆ แล้วยังท้าทาย เยาะเย้ย คือมันมีความลงตัวในช่วงเวลาของมัน

แต่ที่ผมตลกคือว่า ผมต้องบริหารความรู้สึกของฝ่ายฝั่งตรงข้ามไม่ให้เขาตกใจ อย่างผูกผ้าแดง ครั้งแรกผมถูกจับ พอได้รับการปล่อยตัวมาผูกอีกคนเยอะร่วมเยอะขึ้น คราวนี้ถ้าจะมาอีกฝ่ายตรงข้ามตกใจเอาจริงแน่

ตอนนั้นพอเจ้าหน้าที่ มายกป้ายออกไป ก็เข้าทางแล้ว เราเลยประกาศชัยชนะในเกมนี้ได้ จากนั้นก็เปลี่ยนไปเล่นเกมเต้นแอโรบิคซะ เพื่อไม่ให้เขาตกใจ (หัวเราะ)

– รู้สึกอย่างไรที่มีคนบอกว่า ความสำเร็จเสื้อแดงวันนี้เพราะคุณ?

ผมคิดว่าลูกฟุตบอลตกใส่เท้าผมพอดี และผมมีวิธีการจะเล่นฟุตบอลในเกมนี้ คือถ้าตกใส่เท้าคนอื่นผมก็เชื่อว่าเขาจะเลื้อยลากไป

แต่นี่อยู่ในเท้าผม ผมก็ต้องเล่น เล่นอยู่คนเดียวสักพัก

เมื่อมีคนมาร่วมด้วยลูกฟุตบอลก็ถูกส่งต่อ

…………………………………………………………………………………………..

 
5 ความเห็น

Posted by บน เมษายน 11, 2011 นิ้ว เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

งานปาฐกถา ประจำปี 2554 มูลนิธิโกมล คีมทอง

วันอังคาร ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๓.๐๐ – ๑๓.๒๐ น. การแสดงละคร ของกลุ่มมะขามป้อม
๑๓.๒๐ – ๑๔.๐๐ น. การแสดงดนตรี โดย พจนาถ พจนาพิทักษ์
๑๔.๐๐ – ๑๕.๓๐  น.   เสวนาชาวบ้าน “ผลกระทบจากนโยบายรัฐ”กับแผนพัฒนาประเทศ”
ผู้ร่วมเสวนา ผู้แทนชาวบ้าน
– พ่อหลวงจอนนิ โอ่โดเซา ที่ปรึกษา เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ
– กรณ์อุมา พงษ์น้อย ตัวแทนกลุ่มรักท้องถิ่น บ่อนอก
– อุทัย สะอาดชอบ เครือข่ายป่า สมัชชาคนจน
ดำเนินรายการโดย วัฒนา นาคประดิษฐ์ มุลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
๑๕.๓๐ – ๑๖.๐๐   น. ลำนำบทกวี โดย อาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์*
๑๖.๐๐ – ๑๖.๑๕   น. ลำนำบทกวี โดย อาจารย์สกุล บุณยทัต และ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ*
๑๖.๑๕ – ๑๗.๐๐   น.  ประกาศบุคคลเกียรติยศ
สันติพงษ์ มูลฟอง “นักต่อสู้เรื่องสิทธิของคนไร้สัญชาติในภาคเหนือ”
วิทยา กุลสมบูรณ์ “นักขับเคลื่อนเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งระดับวิชาการ สังคม ฯลฯ”
สุรพล จรรยากูล “นักต่อสู้ให้มหาวิทยาลัยมีเสรีภาพทางวิชาการ”
สรณรัชฏ์ กาญจนวณิชย์ “นักเขียนและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม”
๑๗.๐๐ – ๑๗.๒๐   น. แนะนำองค์ปาฐก โดย คุณพิภพ ธงไชย
๑๗.๒๐ – ๑๘.๒๐   น. ปาฐกถา โดย อาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์
“๔๐ ปี มูลนิธิโกมลคีมทอง: มองไปข้างหลัง – แลไปข้างหน้า”
๑๘.๒๐ – ๑๘.๓๐    น. กล่าวปิดปาฐกถา

พิธีกรโดย          คุณจิตรกร  บุษบา
*หมายเหตุ   รอการตอบรับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 1, 2011 นิ้ว เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

แด่ บัณฑิตธรรมศาสตร์

เมื่อปีพ.ศ. 2550 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ประเมินตัวเลขนักศึกษาเข้าใหม่ระดับปริญญาตรี ระหว่างปี 2550-2559 คาดว่าจะมีจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ปีละประมาณ 5 แสนคน และในช่วงปีเดียวกันจะมีบัณฑิตปริญญาตรีจบใหม่ปีละประมาณ 3-4 แสนกว่าคน  ซึ่งจากงานศึกษาของ TDRI เรื่อง “แผนพัฒนากำลังคนของประเทศไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” เมื่อปี พ.ศ. 2549 กลับประมาณว่าความต้องการแรงงานตามสาขาการผลิตหลักและระดับการศึกษาใน 10 ปีข้างหน้า อยู่ในระดับประมาณ 140,000 – 160,00 คนต่อปี นั่นหมายถึงว่าในแต่ละปีบัณฑิตที่จบใหม่จะต้องแย่งชิงงานในตำแหน่งงานต่างๆ ในอัตราประมาณ 3 : 1 ด้วยการใช้ (1) ความรู้ ความสามารถของตัวบัณฑิตตามที่ปรากฎบนใบทราน์สคริปท์ และ (2) ใช้ยี่ห้อของสถาบันเป็นเครื่องรับรอง…และ “ฉันรักประชาชน” ก็เป็นยี่ห้อหนึ่งของธรรมศาสตร์…..แต่เงื่อนไขทั้งสองนี้ก็เป็นเงื่อนไขที่มีข้อจำกัดโดยตัวมันเองโดยไม่เกี่ยงว่าคุณจะจบมาจากสถาบันไหน

ในฐานะอาจารย์ที่รับเงินเดือนด้วยการสอนหนังสือในธรรมศาสตร์ ผมก็มีความคาดหวังต่อบัณฑิตเช่นคนอื่น ซึ่งผมมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเด็น คือ เรื่องของความรู้ และเรื่องของจิตวิญญาณธรรมศาสตร์

ในประเด็นของความรู้  ผมคาดหวังว่า บัณฑิตจะใช้วิชาความรู้และประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มา ใช้ไปในทำงานให้เต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ เต็มเรี่ยวเต็มแรงของพลังแห่งคนหนุ่มคนสาว

แต่มีสิ่งที่เธอต้องพึงระมัดระวังให้มาก ก็คือ ศาสตร์และศิลป์ส่วนใหญ่ที่พวกเธอได้ร่ำเรียนจากรั้วมหาวิทยาลัย เป็นความรู้และประสบการณ์ชุดหนึ่ง ที่คนในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง เก็บเกี่ยวและบันทึกเอาไว้ว่ามันสามารถใช้เผชิญหน้ากับปัญหา จัดการกับสถานการณ์ที่ต้องการแก้ไขได้ และถูกถ่ายทอดส่งต่อมาถึงเธอ  กล่าวให้รวบรัด ก็คือ สิ่งที่เธอได้เรียนไปนั้น เป็นความรู้ในอดีต เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในบริบทแบบอดีต ซึ่งผมเองไม่การันตีเลยว่า มันจะเอาไปใช้ในอนาคตได้ทั้งหมด 

อีกทั้ง ผมยังอยากให้ บัณฑิตทุกท่านพึงระวังว่า ความรู้เก่าๆ ที่เธอได้เรียนรู้ในมหาวิทยาลัยนั้น อาจกลายเป็น กำแพงสูงที่คอยขวางกันไม่ให้เธอมองเห็นทางเลือกหรือความรู้ใหม่ๆ สำหรับอนาคต หรือแม้แต่ยอมรับกับสิ่งที่มันดำรงอยู่ในปัจจุบัน

ดังพวกเธอจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันยังมีปัญหาสังคมอยู่อีกมากมาย ที่สติและปัญญาของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองนี้ ไม่สามารถใช้สติปัญญาความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันแก้ไขได้ …แล้วเธอจะเชื่อมั่นได้อย่างไรต่อความรู้ที่เคยเรียนกันมาในมหาวิทยาลัย

สำหรับเรื่องของความรู้ ในฐานะครูคนหนึ่ง ผมเพียงอยากให้เธอมีสติระลึกรู้ทันเสมอเมื่อเธอกำลังใช้ความรู้ การรู้ทันมันจะช่วยให้เธอเห็นว่าความรู้ที่เธอใช้นั้น ตั้งมั่นอยู่บนฐานคิดชนิดใด บนความเชื่อแบบใด บนอคติเช่นใด ที่สำคัญจะได้ตระหนักถึงข้อจำกัดของมันด้วย และผมยังอยากให้เธอจินตนาการถึงสังคมใหม่อยู่เสมอๆ เพราะจินตนาการใหม่ หรือดวงตาใหม่ จะทำให้เธอเห็นโอกาสและหนทางสำหรับสังคมที่เธอควรจะได้อยู่ในอนาคต

ในประเด็นจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ หรือยี่ห้อของธรรมศาสตร์ ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกเป็นความโชคดีหรือโชคร้าย ที่เธอได้เข้ามาเรียนธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยที่มีที่มา มีพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางความคิดเกี่ยวข้องกับการบ้านการเมืองไทยมาโดยตลอด มีนักศึกษารุ่นพ่อและแม่ที่ต่อสู้เพื่อประชาชนคนรากหญ้าอย่างแข็งขัน และต่อสู้เพื่อคำว่าประชาธิปไตยอย่างไม่หวั่นแม้ชีวิต ..และนั่นทำให้ข้อความที่ว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”  ดังก้องเต็ม 2 หูนักศึกษาธรรมศาสตร์ทุกคน (และยังกังวานก้องอยู่ในความคิดของสังคมไทยอยู่ไม่น้อย) แต่บัณฑิตหลายคนเฉื่อยช้าเกินจะเข้าใจนัยยะของมัน ในขณะที่บัณฑิตอีกจำนวนไม่น้อยและน่าจะมากกว่ากลุ่มแรกสมาทานกับรูปคำและตัวอักษร จนกลายเป็นเลือดเป็นเนื้อเป็นลมหายใจเลยทีเดียว

ประเด็น ก็คือ สำหรับบัณฑิตกลุ่มหลัง ความดังกล่าวก็อาจกลายเป็นชนักปักหลัง หรือกรงขังความรู้สึกผิดชอบได้โดยง่าย มโนสำนึกของบัณฑิตหลายคนจึงถูกโบยตีจากการเงียบงันของอาจารย์ในธรรมศาสตร์ จากการที่มหาวิทยาลัยไม่ได้แสดงความรับผิดชอบ ไม่ได้แสดงจุดยืนที่เคียงข้างกับประชาชนต่อเหตุการณ์การเมืองในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา

ในทัศนะผมแล้ว คนหนุ่มคนสาวเช่นเธอที่ไฟแห่งการสร้างสรรค์ยังลุกโชน และไฟแห่งการค้นหาเพิ่งถูกจุด อย่าได้ยินยอมกับมโนสำนึกความถูกผิดที่เธอไม่ได้สร้างขึ้นมา อย่าอ่อนข้อให้กับสิ่งเหล่านี้ เธอไม่ได้เกิดและเติบโตในสังคมที่ขาดแคลนสิทธิเสรีภาพ แต่เธอเกิดและเติบโตอยู่ในยุค web 2.0 และ 3.0  เธอใช้ BB แช้ดกันระหว่างเรียนในห้อง ใช้ BB ส่งรายงานให้ผม ……แต่พวกเธอยังบ่นเสียงดังเสมอว่า ดินแดนเสรีภาพทุกตารางนิ้วในธรรมศาสตร์ไม่กว้างพอสำหรับเธอ…ผมเพียงอยากให้เธอพึงเข้าใจว่าเมื่อเงื่อนไขของบริบทมันเปลี่ยนแปลงไป อะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” เองก็เปลี่ยนรูปและกำลังกลายเป็นปัญหาไปทั่วโลก 

แต่การไม่เหมือนเดิมของบริบท เป็นคนละเรื่องกับจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ที่บัณฑิตควรมี สำหรับผมแล้วจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ เป็นเรื่องภายใน เป็นจิตที่หนักแน่นและตั้งมั่นเพื่อคนอื่น เพื่อส่วนรวม คนรุ่นเธอไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการเดินขบวน นอนหน้าทำเนียบหรือไปทำงานในสลัมเพื่อการรับใช้มวลชนแบบคนรุ่นตุลา ที่แน่ๆ ผมเชื่อว่ามวลชนในยุคนี้ก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว เขาเติบโตและเรียนรู้กับการเปลี่ยนไปของสังคม และก็คงไม่ได้อยากให้คุณมารับใช้อะไรแบบเดิมอีกต่อไป แต่ทั้งเขาและผมอยากเห็นการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ที่แตกต่าง ที่สอดคล้องกับยุคสมัยของปัจจุบันและอนาคตที่คุณจะต้องอยู่และทำให้มันดีขึ้นกับมือทั้ง 2 และจิตที่ตั้งมั่นเพื่อส่วนรวมของคุณ

พวกเรา (รวมทั้งผมด้วย) ล้วนได้รับโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน ได้ใช้ทรัพย์สมบัติส่วนกลางของสังคมมากกว่าคนอื่น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากที่เรามีหน้าที่ต้องคืนสิ่งที่เราเคยได้ ต่อคนอื่น ต่อสังคมและโลกที่เราอยู่ เราสามารถลงมือทำเรื่องเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ได้ทุกวัน โดยไม่ต้องอาศัยตำแหน่งหน้าที่ใดๆ และไม่ต้องใช้โอกาสวันสำคัญใดๆ อีกด้วย

สุดท้าย ผมขอเอาขี้ปากของ Paul Hawken  ตอนหนึ่ง ที่กล่าวในวันรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยพอร์ทแลนด์ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ปีที่แล้วมาบอกแก่พวกเรา เขาบอกว่า “The earth needs a new operating system. You are the programmers and we need it within a few decades.” ซึ่งผมคิดว่าพวกคุณคงเข้าใจกันดีว่าโลกและสังคมเลวร้ายมากขนาดไหน

บุญรักษาครับ

 
1 ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 8, 2010 นิ้ว บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

เบน แอนเดอร์สัน: ทำไมบทบาทของปัญญาชนสาธารณะจึงเสื่อมถอยลง?

หมายเหตุ: แปลโดย ภัควดี แปลจาก Benedict Anderson, “Why is the role of Public Intellectuals in decline?” ปาฐกถาเพื่อฉลองวาระครบรอบ 10 ปีโครงการ Public Intellectuals Project ของ Nippon Foundation ที่มหาวิทยาลัย Ateneo de Manila, 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพลิดเพลินกับการอ่านเอกสารวิชาการประจำปีของมูลนิธิ Nippon Foundation งานเขียนส่วนใหญ่ให้ความรู้เปิดหูเปิดตา ไม่ใช่แค่ในด้านคุณภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความกว้างขวางในการเปรียบเทียบ และประตูที่เปิดออกสู่เครือข่ายประชาชนมากมายหลายเครือข่าย ซึ่งใส่ใจเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของนโยบายรัฐที่มีมากมายเป็นบัญชีหางว่าว กระนั้นก็ตาม โดยรวมแล้ว งานเขียนเหล่านี้สะกิดความความไม่สบายใจบางอย่างขึ้นมาในใจผม คงเป็นเพราะผมเคยใช้เวลาหลายปีในมหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการที่เรียกกันว่า “นักรัฐศาสตร์”

ทศวรรษที่ผ่านมา กล่าวคือ ค.ศ. 1998-2008 (พ.ศ. 2541-2551) เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลาย ๆด้าน ไม่เพียงเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มูลนิธิ Nippon Foundation สนใจศึกษาเท่านั้น แต่รวมถึงโลกทั้งหมดด้วยทศวรรษนี้ลงเอยด้วยวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกครั้งร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) เมื่อทศวรรษ 1930 และเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในภูมิภาคนี้เมื่อค.ศ. 1997-1998 (พ.ศ. 2540-2541)

กล่าวในด้านการเมืองนั้น ทศวรรษนี้เริ่มต้นด้วยการปะทุขึ้นมาของการเมืองแบบปฏิรูปที่น่าชื่นชม แต่ลงท้ายอย่างน่าผิดหวังด้วยการลงหลักปักฐานของระบอบคณาธิปไตยในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศไทยและมาเลเซียในทุกประเทศที่กล่าวมานี้ ระดับของความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง และการที่รัฐเข้าไปควบคุมสื่อมวลชนนับวันจะยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่สะดุดใจผมเมื่ออ่านเอกสารจำนวนมากในรายงานประจำปีของมูลนิธิก็คือ ความปั่นป่วนวุ่นวายทั้งหมดนี้กลับแทบไม่ปรากฏให้เห็นเลย ลองยกประเทศไทยเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นยาวนาน ซึ่งมีสัญญาณส่อเค้าให้เห็นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นศตวรรษใหม่แต่เอกสารเกี่ยวกับประเทศไทยแทบไม่เอ่ยชื่อของทักษิณชินวัตร ปัญหาของสถาบันกษัตริย์ หรือปัญหาอันน่าขมขื่นของการก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมพูดภาษามลายูในเอกสารเหล่านี้ไม่มีคำเตือนถึงการเกิดขึ้นของขบวนการคนเสื้อแดงที่เราอ่านเจอทุกวันในหน้าหนังสือพิมพ์ เราสามารถอ่านเอกสารเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับฟิลิปปินส์ โดยไม่ได้ความเข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับความหายนะที่เกิดจากการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนางกลอเรียมาคาปากัล อาร์โรโย ฯลฯ

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?

เราอาจเริ่มต้นที่ความเสื่อมถอยระยะยาวของจารีตปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งมีผู้อ่านหรือผู้ชมคือสาธารณชนทั่วไปในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ปัญญาชนสาธารณะที่มีอิทธิพลมากที่สุดในฟิลิปปินส์คือเรนาโต คอนสตันติโน (Renato Constantino) เขาเขียนงานด้านประวัติศาสตร์ไว้มากมาย โดยมีบุคลิกแบบชาตินิยมฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจน และแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า “จิตใจแบบอาณานิคม” ที่ตกค้างอยู่ในเพื่อนร่วมชาติเขาไม่ใช่คนเดียวที่มีลักษณะแบบนี้ ยกตัวอย่างเช่น วิลเลียม เฮนรี สกอตต์ (William Henry Scott) ชาวอเมริกันโปรเตสแตนท์ ก็เขียนหนังสือที่มีอิทธิพลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคต้นของฟิลิปปินส์ และการละเมิดสิทธิ์ชนเผ่ากลุ่มน้อยในเขตกอร์ดีเยราของเกาะลูซอน ทั้งสองคนนี้ไม่ใช่นักวิชาการหรือนักหนังสือพิมพ์อาชีพ ทุกวันนี้ คนที่มีบารมีแบบนี้แทบไม่มีเหลืออีกแล้วไม่มีชาวอินโดนีเซียคนไหนที่มีผลงานยิ่งใหญ่เทียบชั้นได้กับปรามูเดีย อนันตา ตูร์ผู้ล่วงลับ ทั้ง ๆที่ปรามูเดียเรียนไม่จบไฮสกูลด้วยซ้ำ แต่เขาฝากผลงานนวนิยายและเรื่องสั้นอันวิเศษไว้ให้แก่สาธารณชน ถึงแม้ต้องใช้เวลาถึง 13 ปีอยู่ในคุก จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่มีผู้สืบทอด

ในประเทศไทย สุลักษณ์ ศิวรักษ์คือนักวิจารณ์สังคม-การเมืองที่มีอิทธิพลที่สุดในประเทศมาหลายทศวรรษ และโดนข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายต่อหลายครั้ง สุลักษณ์ไม่มีตำแหน่งทางวิชาการและไม่ใช่นักหนังสือพิมพ์ ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงวัยเจ็ดสิบปีและไม่มีผู้สืบทอดที่ชัดเจน

มาเลเซียมีคนแบบนี้อยู่คนหนึ่ง ซึ่งยังค่อนข้างหนุ่ม เป็นนักเสียดสี บรรณาธิการ นักเขียนความเรียงและนักสร้างภาพยนตร์ที่โดดเด่น เขาชื่ออามีร์มูฮัมมัด (Amir Muhammad) ก็อีกนั่นแหละ เขาไม่ใช่นักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์หรือข้าราชการแต่เขาก็ค่อนข้างโดดเดี่ยวเช่นกัน

เพื่อน ๆคงสังเกตเห็นแล้วว่า ผมจงใจเน้นย้ำการขาดหายไปของอาชีพนักวิชาการ จากประเด็นนี้ ผมต้องการชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งสองประการ ซึ่งทำให้การดำรงอยู่ของปัญญาชนสาธารณะเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ประการแรกคือ การสร้างความเป็นวิชาชีพของมหาวิทยาลัย โดยใช้แนวทางตามอย่างอเมริกัน ซึ่งหยิบยืมลอกแบบมาจากเยอรมนีสมัยศตวรรษที่ 19 อีกทีหนึ่งการสร้างความเป็นวิชาชีพ (professionalisation) นี้เริ่มก่อตัวขึ้นมาจากการแยกสาขาวิชาอันกลายมาเป็นสถาบันที่ทรงพลัง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การแบ่งแยกความรู้และการศึกษาออกเป็นส่วนๆ ตามตรรกะของการแบ่งงานกันทำการแบ่งแยกเช่นนี้กีดกันไม่ให้นักประวัติศาสตร์สนใจมานุษยวิทยาหรือนักเศรษฐศาสตร์สนใจสังคมวิทยา แต่มันมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า ผู้อาวุโสในสาขาวิชาต่างๆ จะมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดชี้ชะตาความสำเร็จทางวิชาการของนักวิชาการรุ่นใหม่ ๆด้วย

อนึ่ง การสร้างความเป็นวิชาชีพยังส่งเสริมการพัฒนาศัพท์เทคนิคที่เข้าใจกันเฉพาะในหมู่นักวิชาการที่อยู่ในสาขาวิชาเดียวกัน นี่หมายความว่ามันยิ่งทำให้นักวิชาการเขียนให้นักวิชาการด้วยกันเองอ่าน ตีพิมพ์ใน “วารสารทางวิชาการ” และในสื่อสิ่งพิมพ์ของมหาวิทยาลัยแนวโน้มเช่นนี้ทำให้สาธารณชนทั่วไปถูกกีดกันออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆการเขียนหนังสือให้คนทั่วไปอ่านมักถูกตีตราว่าตื้นเขินและไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ภาษาที่สละสลวยได้รับการยกย่องน้อยลงๆ

อย่างไรก็ตาม อเมริกามีลักษณะเฉพาะในบางแง่มุม ประการแรกสุด อเมริกาไม่มีมหาวิทยาลัยรัฐในระดับชาติ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆเกือบทุกประเทศทั่วโลก มหาวิทยาลัยระดับสุดยอดของอเมริกาเกือบทั้งหมดเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ประการที่สอง อเมริกาพัฒนามหาวิทยาลัยขึ้นมาหลายพันแห่งเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของมหาชน ในยุคสมัยที่ถือกันว่าปริญญาบัตรคือเงื่อนไขในการหางานรายได้ดี ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยประการที่สาม ประเทศนี้มีจารีตยาวนานของความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อปัญญาชนมหาวิทยาลัยโดยรวม นั่นหมายความว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอิทธิพลเชื่อมโยงกับชนชั้นนำทางการเมืองหรือสื่อมวลชน

แต่ตัวอย่างของอเมริกาก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งนับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา สืบเนื่องจากการครองความเป็นใหญ่ในโลกระหว่างและหลังจากสงครามเย็นเยาวชนหลายหมื่นคนจากหลาย ๆ ส่วนของโลกที่เรียกว่า “โลกเสรี” ได้รับเชิญให้มาศึกษาต่อขั้นสูงที่อเมริกา และได้รับทุนอุดหนุนเหลือเฟือจากมูลนิธิเอกชนและหน่วยงานรัฐเมื่อกลับไปบ้าน คนหนุ่มสาวเหล่านี้มักเจริญรอยตามตัวอย่างของอาจารย์และสร้างชีวิตมหาวิทยาลัยขึ้นมาตามต้นแบบ โดยมักได้รับการสนับสนุนทางการเงินและการเมืองจากอเมริกาเป็นอย่างมาก แต่พวกเขาก็ประกอบภารกิจนี้ได้เพียงบางส่วน อันเนื่องมาจากลักษณะของสังคมบ้านเกิดของคนหนุ่มสาวเหล่านี้

ยกตัวอย่างเช่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยระดับสุดยอดมักเป็นของรัฐ และคณาจารย์เป็นข้าราชการในแบบใดแบบหนึ่ง มีจารีตยาวนานของการเคารพผู้มีการศึกษาสูง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากระเบียบสังคมทั้งในยุคก่อนอาณานิคมและยุคอาณานิคมความเคารพต่อผู้มีการศึกษาสูงนี้ได้รับการตอกย้ำจากการมีเส้นสายเชื่อมโยงกับรัฐอย่างเหนียวแน่นอาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถเข้าถึงชนชั้นนำทางการเมืองและสื่อมวลชนในลักษณะที่นึกคิดแทบไม่ออกเลยในสหรัฐอเมริกาในอีกด้านหนึ่ง สถานะทางสังคมของพวกเขามักสวนทางกับการสนับสนุนทางการเงินที่พวกเขาได้รับ ในสหรัฐอเมริกาอาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับค่าตอบแทนสูงมาก ศาสตราจารย์อาวุโสหลายคนมีรายได้ถึง 100,000 ดอลลาร์ (3.2 ล้านบาท)ขึ้นไปต่อปี ตรงกันข้าม ในอุษาคเนย์นั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยมีรายได้ต่ำ จึงต้องหาทางออกด้วยการรับงานโครงการวิจัยของรัฐที่ไร้ประโยชน์ หาลำไพ่พิเศษด้วยการสอนที่มหาวิทยาลัยอื่น เก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์และอาศัยช่องทางต่างๆ ในสื่อมวลชน เช่น เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ ทำรายการทีวีฯลฯ อาจารย์เหล่านี้จึงมักละเลยหรือไม่สนใจนักศึกษา หรือไม่ก็ปฏิบัติต่อนักศึกษาแบบราชการนักวิชาการจำนวนไม่น้อยไม่ยอมสอนหนังสือเลย แต่เลือกไปกินตำแหน่งในสถาบันวิจัยที่แทบไม่มีผลงานใดๆนี่คือเหตุผลที่นักศึกษาเก่งๆ จำนวนมากมักศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองและดูแคลนอาจารย์เพียงในนามเหล่านี้

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ นักวิชาการหลายคนจึงแสวงหาความสำเร็จด้วยการเข้าข้างชนชั้นนำทางการเมือง หรือไม่ก็แข่งขันแย่งชิงทุนจากหน่วยงานต่างๆ ของประเทศร่ำรวย ซึ่งก็มีวาระแฝงเร้นของตนเองแนวโน้มแบบนี้มีข้อเสียในตัวมันเอง ผมจำได้ดีถึงเจ้าหน้าที่สตรีผู้ขยันขันแข็งอย่างยิ่งคนหนึ่ง ซึ่งคอยจัดการการให้ทุนของมูลนิธิโตโยต้าแก่สถาบันการศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เธอบอกว่าเธอรู้สึกตกใจจริงๆที่พบว่า นักวิชาการชาวฟิลิปปินส์ที่มาร่วมการประชุมสัมมนาที่มูลนิธิเป็นผู้สนับสนุนให้จัดขึ้นพวกเขาไม่เพียงคาดหวังว่ามูลนิธิต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่ถึงขนาดเรียกร้องเงินสดตอบแทนการมาร่วมประชุมด้วย เงินตอบแทนมักถูกใช้ไปกับการช้อปปิ้งสินค้าราคาแพง

การหาลำไพ่พิเศษกับสื่อมวลชนก็มีปัญหาในแบบของมันการออกทีวีได้รับค่าตอบแทนดี แต่ไม่ว่าใครก็มักมีเวลาไม่เกิน 5 นาที ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอธิบายสาระสำคัญอะไรได้การเขียนคอลัมน์อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยกระตุ้นให้นักวิชาการเขียนให้สาธารณชนในวงกว้างอ่าน แต่นักวิชาการที่จริงจังย่อมไม่สามารถเขียนอะไรออกมาได้ทุกสัปดาห์ โดยไม่พูดซ้ำซากวนไปวนมา หรือพูดถึงแต่ตัวเอง แถมยังต้องเชื่อฟังคำชี้นำของบรรณาธิการและเจ้าของหนังสือพิมพ์อีกต่างหาก นักวิชาการเหล่านี้กลายเป็นลูกจ้าง ลูกจ้างของรัฐ ของมูลนิธิต่างประเทศ หรือไม่ก็เป็นลูกจ้างของเจ้าพ่อหนังสือพิมพ์และผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงมีเวลาน้อยมากที่จะทำงานวิจัยอย่างจริงจัง เขียนหนังสือที่มีความสำคัญ หรือท้าทายอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง มิหนำซ้ำ พวกเขายังปิดหูปิดตาตัวเองอย่างประหลาดด้วย

ผมขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง สองสามปีก่อน ผมไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯให้อาจารย์และนักศึกษาราว 300 คนฟัง ในระหว่างการบรรยายนั้น ผมกล่าวยืดยาวพอควรเกี่ยวกับอัจฉริยะแท้จริงคนแรกที่ประเทศไทยผลิตขึ้นมานับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 นั่นคือ นักสร้างภาพยนตร์ชั้นยอดอย่างอภิชาติพงศ์วีระเศรษฐกุล ซึ่งได้รับรางวัลใหญ่สองรางวัลที่เมืองคานส์ในช่วงเวลาแค่สามปี อีกทั้งยังได้รับรางวัลมากมายทั่วทั้งโลกภาพยนตร์ด้วยในตอนท้าย ผมถามผู้ฟังว่าใครเคยได้ยินชื่ออภิชาติพงศ์ขอให้ยกมือขึ้น มีคนยกมือประมาณ 10 คน เป็นนักศึกษาทั้งหมด มีกี่คนที่เคยดูภาพยนตร์ของเขา? มีประมาณ 6 คน นักศึกษาทั้งหมดเช่นกัน

ชั่วขณะนั้นเองที่ผมตระหนักถึงการปิดหูปิดตาตัวเองอย่างโง่เขลาของเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย ซึ่งคงดูแต่หนังฮอลลีวู้ด และความหยิ่งจองหองของพวกเขา ก็นักสร้างภาพยนตร์ไม่มีปริญญามหาวิทยาลัยน่ะสิ! แทบไม่มีสะพานเชื่อมระหว่างอาจารย์กับนักสร้างภาพยนตร์ นักเขียนนวนิยายและจิตรกรฯลฯ ไม่น่าแปลกใจที่นักสร้างภาพยนตร์และนักเขียนนวนิยายเองก็มีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีนักต่ออาจารย์มหาวิทยาลัยมีเพียงนักศึกษาที่ยังไม่มีวิชาชีพเท่านั้นที่เชื่อมโยงระหว่างโลกทั้งสอง ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นเหตุผลบางประการว่าทำไมเราจึงไม่ค่อยพบปัญญาชนสาธารณะในมหาวิทยาลัย ถึงแม้มีข้อยกเว้นสำคัญอยู่เสมอก็ตามความเป็นวิชาชีพ สถานะข้าราชการ ความใกล้ชิดกับชนชั้นนำทางการเมือง ความไร้วัฒนธรรม การดูถูกดูแคลนนักศึกษา ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบที่มีบทบาททั้งสิ้น

แต่เราไม่สามารถกล่าวโทษมหาวิทยาลัยโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมของมัน ผมจึงขอกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญประการที่สองที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของปัญญาชนสาธารณะ ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจนิยามได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปของชนชั้นนำและวิธีการที่พวกเขาใช้ประโยชน์จากอำนาจรัฐ

เรื่องแรกที่น่าสังเกตคือค่านิยมของชนชั้นนำที่มักส่งลูกหลานเรียนชั้นประถมและมัธยมในโรงเรียนที่เรียกว่า “โรงเรียนนานาชาติ” ในประเทศของตัวเอง จากนั้นก็ส่งไปต่างประเทศเพื่อทำปริญญาในสาขาต่าง ๆส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ และอังกฤษ ตลอดจนฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฯลฯทัศนคติเช่นนี้มีความหมายชัดเจนคือความไม่แยแสหรือถึงขั้นดูถูกสถาบันการศึกษาในประเทศของตัวเอง ด้วยเหตุผลนี้ ชนชั้นนำจึงไม่ค่อยมีความสะดุ้งสะเทือนกับอิทธิพลทางการเมืองที่แทรกแซงชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างหนัก ถึงที่สุดแล้ว มีแต่ปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศเท่านั้นที่มีเกียรติภูมิอย่างแท้จริง

สถานการณ์นี้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยได้เอกราชใหม่ๆ เมื่อทุกคนภาคภูมิใจกับโรงเรียนของตัวเอง และครูบาอาจารย์ก็ยังเป็นที่เคารพยกย่อง พวกลูกหลานชนชั้นนำไปเรียนอะไรมา ถ้าหากว่าพวกเขายอมเรียนหนังสือบ้าง? คุณแน่ใจได้เลยว่าปริญญาบัตรส่วนใหญ่ที่พวกเขาได้มามักเป็นสาขาวิชาชีพเชิงพาณิชย์ เช่น บริหารธุรกิจ การตลาด เศรษฐศาสตร์ไอที ฯลฯ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ วรรณคดี มานุษยวิทยาหรือจิตวิทยาแน่ ๆเพราะสาขาวิชาเหล่านี้มักถูกมองว่า “ไร้ประโยชน์” และไม่ตรงกับความต้องการสำหรับ “ลูกหลานของเรา” ซึ่งจะต้องกลับมาสืบทอดตำแหน่งของพ่อแม่ในระบบการเมืองที่การเล่นพรรคเล่นพวกได้รับการส่งเสริมอย่างไร้ยางอายมากขึ้นทุกทีๆ

เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ: ครั้งล่าสุดที่ผมได้คุยกับอามีร์มูฮัมมัด เขาบอกผมว่า สำนักพิมพ์เล็ก ๆของเขาเพิ่งตีพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นของนักเขียนเกย์และเลสเบี้ยน เนื่องจากทราบดีว่า มาเลเซียมีกฎหมายลงโทษความสัมพันธ์ทางเพศที่ “อปกติ” ค่อนข้างหนักหน่วงทีเดียว ผมจึงถามเขาว่า เขาไม่กริ่งเกรงการลงโทษหรือ “ไม่เลย” เขาพูดกลั้วหัวเราะ “ชนชั้นปกครองของเราไม่เคยอ่านหนังสือ อย่างมากก็อ่านแค่คำแนะนำด้านนโยบายสองหน้ากระดาษกับหนังสือพิมพ์เท่านั้น อีกอย่างหนึ่ง หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพวกเขาก็ไม่ค่อยถนัดอยู่แล้ว”

ตัวอย่างที่สะท้อนภาพให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคเผด็จการยาวนานของซูฮาร์โต ในค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีเหตุการณ์ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศลุกฮือขึ้นแข็งข้อต่อรัฐบาล ซึ่งก็ถูกปราบปรามลงอย่างรวดเร็วผู้นำทางปัญญาส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบัน Technical Institute of Bandung (ในภาษาอินโดนีเซียคือ Institut Teknologi Bandung–ITB) อันทรงเกียรติ แต่ในการลุกฮือขึ้นต่อต้านซูฮาร์โตใน ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) หรืออีกยี่สิบปีต่อมา สถาบันนี้กลับไม่หลงเหลือบทบาทและไม่ทำอะไรเลย ทำไม? เหตุผลนั้นง่ายมาก ซูฮาร์โตต้องการการพัฒนาโดยไม่ต้องพะวงกับเสียงคัดค้าน รัฐบาลของเขาจึงจ้างบัณฑิตจาก ITB จำนวนมาก และมักส่งไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาทำงานในกระทรวงต่าง ๆที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ซึ่งต่อมาไม่นาน กระทรวงเหล่านี้ก็ขึ้นชื่อฉาวโฉ่ในด้านการเล่นพรรคเล่นพวกและการคอร์รัปชั่นผู้นำเผด็จการรู้ดีว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ภัยคุกคาม พวกเขาไม่มีฐานทางการเมืองหรือต้นทุนทางศีลธรรมในสังคมอินโดนีเซียอีกแล้วนักศึกษาที่มาแทนที่คนเหล่านี้มาจากมหาวิทยาลัย “ชั้นสอง” ซึ่งมักเป็นมหาวิทยาลัยด้านศาสนาและมหาวิทยาลัยเอกชน

รัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อผมยื่นขอวีซ่าสำหรับนักวิจัยใน ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) ผมต้องรอถึงเก้าเดือนกว่าวีซ่าจะได้รับอนุมัติ เหตุผลหลักคือความเกียจคร้านของระบบราชการ แต่ก็มีความกลัวที่เข้าใจได้ด้วยว่า นักวิจัยต่างชาติ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาอาจเป็นสายลับของซีไอเอภายใต้รัฐบาลซูฮาร์โต ซึ่งเป็นคนโปรดของสหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สถานการณ์แย่ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลซูฮาร์โตต้องการมีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จเหนือนักศึกษาต่างชาติทุกคน โดยสั่งห้ามไม่ให้ศึกษาเรื่องอะไรก็ตามที่รัฐบาลถือว่า “อ่อนไหว” การควบคุมนี้อยู่ภายใต้หน่วยสืบราชการลับของรัฐ โดยอาศัยหน้าฉากของสถาบันที่เคยดูเหมือนใจกว้าง นั่นคือ สถาบัน Indonesian Institute for the Sciences (ภาษาอินโดนีเซียคือ Lembaga Ilmu Pengetahuan Indonesia—LIPI) ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการของรัฐ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนี้คือนักวิจัยที่รัฐไว้วางใจ ซึ่งแทบไม่เคยสอนนักศึกษาและมีความเชื่อมโยงกับนักศึกษาน้อยมาก เทคนิคการบริหารจัดการแบบนี้แพร่ไปถึงมาเลเซียและประเทศไทย และมีบ้างเล็กน้อยในฟิลิปปินส์อำนาจการยับยั้งของหน่วยงานสืบราชการลับในประเทศเหล่านี้มีมากถึงขนาดที่นักศึกษาที่มาขอวีซ่าวิจัยต้องหันไปหาโครงการที่ปลอดภัยไม่มีพิษมีภัย หรือไม่ก็เรียนรู้วิธีการโกหกอย่างฉลาดปราดเปรื่อง

นักศึกษาต่างประเทศส่วนใหญ่ได้รับเงินทุนจากมูลนิธิเอกชนหรือรัฐบาลในต่างประเทศ สถาบันเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันสัญชาติอเมริกัน ญี่ปุ่น ดัทช์ อังกฤษ ฝรั่งเศสแคนาดา ฯลฯต่างก็มีเป้าหมายระยะยาวในใจ และมีนักศึกษาหลายสิบหรืออาจถึงหลายร้อยคนที่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันดังกล่าวรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งมีผลประโยชน์มากมายทับซ้อนอยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่นอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย ย่อมต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความบาดหมางกับรัฐบาลในประเทศนั้นๆมูลนิธิเอกชนก็เผชิญปัญหาคล้าย ๆกัน กล่าวคือ ทำอย่างไรจะกระตุ้นให้เกิดงานวิจัยที่ดี ในขณะเดียวกันก็ไม่สร้างความขุ่นเคืองหรือไม่พอใจต่อกลไกรัฐถ้ากล้าหาญเกินไป ก็อาจถูกสั่งห้าม โครงการถูกสกัดขัดขวาง ความสัมพันธ์ที่มีกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ และเหนืออื่นใดคือหน่วยสืบราชการลับทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยลูกล่อลูกชนอย่างมากภายใต้ความกดดันเช่นนี้ เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่หน่วยงานและมูลนิธิเหล่านี้รู้สึกจำเป็นต้องรอบคอบระแวดระวังและอนุรักษ์นิยม ดังนั้น เห็นได้โดยง่ายว่า เหตุใดโครงการที่มีจุดมุ่งหมายที่ดีมักไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อปัญญาชนสาธารณะ แต่มักเน้นโครงการวิจัยแบบเทคโนแครตหรือโครงการขนาดเล็กๆที่ไม่น่าจะสร้างปัญหา ทั้งต่อหน่วยงานและมูลนิธิเอง รวมทั้งเยาวชนที่พวกเขาส่งเสริมและให้ทุนสนับสนุนด้วย

ภายในรัฐหรือกลุ่มพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับรัฐ มักมีกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจในการยับยั้ง (veto-groups) ซึ่งเราควรให้ความสนใจผมขอยกตัวอย่างจากแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการศึกษาของมูลนิธิ Nippon Foundation ในอินโดนีเซีย กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งกลุ่มสำคัญคือกองทัพและนักการเมืองมุสลิม ผมคิดไม่ออกเลยว่ามีหนังสือดีๆ ที่เขียนเกี่ยวกับกองทัพอินโดนีเซีย (ในระดับชาติ)สักเล่มเดียวตีพิมพ์ออกมาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเขียนโดยนักวิชาการชาวอินโดนีเซียหรือชาวต่างประเทศ งานเขียนที่ดีที่สุดส่วนใหญ่เท่าที่มีอยู่มาจากโลกของเอ็นจีโอ เช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล องค์กร Indonesia Watch ตลอดจนเอ็นจีโอท้องถิ่นเล็กๆ แต่งานเขียนเหล่านี้ไม่เป็นระบบมากนักและมักเน้นไปที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับต่างๆ และในท้องที่ต่าง ๆมากกว่า แต่การศึกษาอาณาจักรธุรกิจอันกว้างใหญ่ของกองทัพ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เป็นเรื่องต้องห้ามไม่มากก็น้อยคุณอาจคิดว่า มันน่าสนใจที่จะศึกษาสภาพการณ์อันแปลกประหลาดของอินโดนีเซีย ประเทศที่อ้างว่ามีคนมุสลิมถึง 90% แต่คะแนนเสียงรวมกันของพรรคการเมืองมุสลิมทั้งหมดในช่วงสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยเกินครึ่ง หรือทำไมทั้งๆที่อิทธิพลของศาสนาอิสลามเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่เกียรติภูมิของนักการเมืองมุสลิมกลับตกต่ำอย่างที่สุด? มีแต่ความเงียบเป็นคำตอบ

ในประเทศฟิลิปปินส์ กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งมากที่สุดคือศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งประสบความสำเร็จเสมอมาในการสกัดยับยั้งกฎหมายการหย่าร้างที่ก้าวหน้า ทำให้การแยกทางของคู่สมรสนับไม่ถ้วนสร้างความลำบากยากแค้นแสนสาหัสต่อผู้หญิงและเด็ก ศาสนจักรยังขัดขวางการเผยแพร่วิธีการและเครื่องมือในการคุมกำเนิด ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดปัญหาการขยายตัวของประชากรจนควบคุมไม่ได้ในประเทศที่ยากจนข้นแค้นและมีการอพยพของแรงงานจำนวนมาก แต่ยังเป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้กับโรคเอดส์ด้วย ทรัพย์สินทั้งหมดและงบประมาณภายในของพระคาทอลิกเป็นความลับที่เก็บงำมิดชิดผมนึกไม่ออกว่ามีหนังสือแม้สักเล่มเดียวที่ตรวจสอบผลประโยชน์และนโยบายของศาสนจักรอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่ตามมาด้วย

ในประเทศมาเลเซีย กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งอย่างสำคัญคือกลุ่มคณาธิปไตยภายในพรรคอัมโน ซึ่งครองอำนาจมานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว หลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนี้อาศัยกฎหมาย “ความมั่นคง” ภายในที่เข้มงวดเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งตกค้างจากยุคอาณานิคมอังกฤษ แต่มีการนำมาพัฒนาเพื่อใช้กดขี่ฝ่ายกบฏ ผู้วิพากษ์วิจารณ์และผู้ไม่พอใจรัฐบาล ทั้งหมดนี้อาศัยข้ออ้างบังหน้าในการรักษาความสงบของสังคม ความรู้รักสามัคคีของชาติและความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่างชาติพันธุ์ต่างๆจริงอยู่ ทุกวันนี้พรรคอัมโนอยู่ในภาวะตกต่ำ สืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง กลุ่มผู้นำที่ไร้ความสามารถและฉ้อฉล รวมไปถึงความเบื่อหน่ายของประชาชนจริงอยู่ มีเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมที่กระตือรือร้น มีเอ็นจีโอที่ทำงานต่อต้านการกีดกันด้านเชื้อชาติ โดยเฉพาะกับคนกลุ่มใหญ่ชาวอินเดียที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ฯลฯ แต่การโจมตีซึ่งหน้าต่อปัญหาการคอร์รัปชั่น ความไร้ประสิทธิภาพ ความหน้าไหว้หลังหลอก ทัศนคติแบบเลือกปฏิบัติฯลฯของชนชั้นนำในพรรคอัมโนเองนั้น ยังไม่มีหรอก ถึงแม้ว่านักวิชาการจะมีความกล้ามากขึ้นทีละน้อยๆ ก็ตาม

ท้ายที่สุดคือประเทศไทยกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งในประเทศนี้คือ กลุ่มที่อยู่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ ซึ่งได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เข้มงวดเฉียบขาด

—————————————————–skip——————————————————–

แต่ผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่านั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในโลกวิชาการ ตัวอย่างเล็กๆแต่บอกอะไรเรามากมายตัวอย่างหนึ่งก็คือ ประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่จัดทำใส่กรอบสวยงามวิจิตรบรรจงในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยนับตั้งแต่ต้นกำเนิดอันคลุมเครือเมื่อ 800 ปีก่อนมาจนถึงปัจจุบันเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างแท้จริงก็คือ นิทรรศการถาวรนี้ถวายเป็นเกียรติแด่บุคคลเพียงสี่ห้าคน และทุกพระองค์คือพระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่เคารพรักยิ่ง ไม่มีนักเขียน นายพล นายแพทย์ กวี นักวิทยาศาสตร์ พระ ผู้พิพากษา นักปรัชญา นักสังคมสงเคราะห์หรือจิตรกรแม้แต่คนเดียว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้หญิงนิทรรศการเช่นนี้เป็นสิ่งที่นึกคิดไม่ได้เลยในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์หรือกระทั่งในมาเลเซียเรื่องแบบเดียวกันนี้ แต่ในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า สามารถพบเห็นได้ในสาขาวิชาต่าง ๆในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าในประวัติศาสตร์ศิลปะ ประวัติศาสตร์ วรรณคดีประจำชาติ รัฐศาสตร์ ชาติพันธุ์วิทยา ฯลฯแน่นอน มีวิญญาณเสรีอยู่บ้าง รวมทั้งอาจารย์บางคนที่อาวุโสจนน่าจะเกษียณได้แล้ว แต่ภาพรวมยังห่างไกลจากความน่ายินดี

เมื่อได้สาธยายเหตุผลข้างต้นไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นท้าทายให้เกิดข้อถกเถียง เหตุผลที่ว่าการสร้างความเป็นวิชาชีพและความเป็นพาณิชย์นิยมของมหาวิทยาลัย อำนาจที่เพิ่มพูนมากขึ้นของระบบราชการและหน่วยงานตรวจพิจารณาข่าวสาร (เซนเซอร์) รวมทั้งแนวโน้มของคณาธิปไตยในชนชั้นนำระดับรัฐ-ชาติ พื้นที่ที่เหลือให้ปัญญาชนสาธารณะจึงค่อนข้างจำกัดมาก อย่างน้อยก็ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแต่ผมขอพูดสรุปสั้น ๆอีกสักเล็กน้อยว่าทำไมสำหรับปัญญาชนสาธารณะ หนังสือยังมีความสำคัญอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์กับข้อเขียนในคอลัมน์เป็นงานเขียนที่มีอายุสั้น มันถูกกลืนหายไปทันทีที่ฉบับวันต่อไปออกมา โทรทัศน์อาจมีช่วงขณะที่มีชีวิตชีวาแจ่มชัด แต่ไม่มีใครดูรายการของปีที่แล้วหรอก บางครั้งภาพยนตร์ก็เป็นสื่อที่ยอดเยี่ยม แต่นอกจากผู้เชี่ยวชาญไม่กี่คน คนส่วนใหญ่ก็ดูหนังแต่ละเรื่องแค่ครั้งสองครั้ง อินเทอร์เน็ตให้ชั่วขณะที่ปลดเปลื้องจากพันธนาการ แต่การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารมีมากเกินไป อีกทั้งข้อความในบล็อกเฟสบุ๊ก ฯลฯ ก็คงอยู่ได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว มีความหมายเฉพาะชั่วขณะนั้น ๆแต่หนังสือที่ดีสามารถอ่านซ้ำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า หนังสือสามารถคงอยู่ คืนชีวิตได้ตลอดระยะเวลายาวนาน เรายังคงสามารถอ่านผลงานของท่านผู้หญิงมูราซากิด้วยความเพลิดเพลินและได้คติสอนใจ เช่นเดียวกับงานประพันธ์ของโฮเซริซัล, มิลตัน, ฮาฟิซ, วอลแตร์ ฯลฯหนังสือให้พื้นที่ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ซับซ้อนและยอกย้อน สามารถอ่านเงียบ ๆในใจ และไม่ระบุเจาะจงผู้อ่านไว้ล่วงหน้า ใคร ๆ ก็สามารถเรียนรู้จากหนังสือ ณที่นี้ ผมอยากกล่าวว่า การพัฒนาเครือข่ายดังที่มูลนิธิ Nippon Foundation สนับสนุนนั้น เป็นสิ่งที่ควรแก่การยกย่องและมีคุณค่าอย่างยิ่ง กระนั้นก็ตาม มันมีความหมายเฉพาะในกลุ่มที่เข้าใจกันเองและมีความคิดเกี่ยวกับปัญหาคล้ายๆกันเท่านั้น แต่ในทัศนะของผม นี่ก็ยังไม่เหมือนกับคุณูปการของปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งโดยหลักการแล้วย่อมพูดกับใครก็ได้และพูดกับทุกๆ คน ปัญญาชนสาธารณะมีผู้อ่าน ซึ่งอาจไม่เหมือนกับการมีเครือข่ายที่ใกล้ชิดแนบแน่น แต่ทุกสังคมพึงมีทั้งสองอย่าง

http://thaiaudio.wordpress.com/2010/07/12/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a/

 
1 ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 12, 2010 นิ้ว บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ขอไว้อาลัยแด่ สมเกียรติ ตั้งนะโม….ครูนอกห้องของผม

ผมรู้จัก อาจารย์สมเกียรติ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ผ่านการสื่อสารกันทาง e-mail เป็นหลัก…มิเคยได้พูดคุยกันทางวาจา แต่อย่างไร

ผมนับถือ อ.สมเกียรติ และได้เรียนรู้ (นอกห้องเรียน) กับสิ่งที่อาจารย์ได้ทำไว้ในฐานะ บรรณาธิการ website มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน 2 ประการ

1) การแปล…งานแปลบทความของอาจารย์ที่ได้ทำ และเผยแพร่ไว้ใน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนั้น อ่านได้ลื่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และผมอยากทำได้อย่างนั้น

2) อาจารย์ได้ทำให้ ผมเชื่อ และปฏิบัติตาม ว่า ความรู้ควรเป็นของฟรี ….ลิขซ้ายที่ website มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ประกาศไว้นั้น ทำให้ผมได้ตระหนักว่า ความรู้จากนักวิชาการ จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ ทำไมจะต้องจดลิขสัทธิ์ทางปัญญา ทำไมจึงควรเป็นของส่วนตัว…แทนที่จะเป็นของส่วนรวม และเป็น ปัญญาชนสาธารณะ

เมื่อความตายมาเยือน ผู้คนที่เข้าใจว่า มันคือ ขั้นตอน หรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ….ก็น่าจะทำใจได้ไม่ยากนัก

แต่หากใครก็ตาม ที่ยังเข้าใจว่า ชีวิต คือ การไม่เปลี่ยนแปลง คงอยู่….คงทำใจได้ยากยิ่ง

และไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ผู้ที่จากไป..ควรมีใครบางคน ได้คิดถึงในฐานะ คนเคยรักกัน คนเคยเคารพกัน ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง…..

บุญรักษาตลอดไปครับอาจารย์….

 
1 ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 8, 2010 นิ้ว เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: ,