RSS

Tag Archives: จิตสำนึกสาธารณะ

จิตร ภูมิศักดิ์ นอกคอกนักวิชาการ…..เกษียร เตชะพีระ


(เมื่อ 10 ปีก่อน ผู้เขียนได้ไปร่วมอภิปรายในงานสัมมนา 72 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ ที่คณะ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน บันทึกคำอภิปรายดังกล่าวค่อนข้างหายากในสื่อสาธารณะ ขณะที่เนื้อหาคำอภิปรายเกี่ยวกับสภาพเงื่อนไขและชะตากรรมของปัญญาชนผู้เลือก ออกนอกวงวิชาการและเข้าสู่ขบวนปฏิวัตินั้นยังอาจน่าสนใจขบคิดวิเคราะห์ต่อไป บ้างเพื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในแวดวงปัญญาชนและนักวิชาการปัจจุบันจึง ใคร่ขอนำมาเผยแพร่ใหม่ในคอลัมน์นี้)

ผมขอแบ่งการอภิปรายออกเป็น 5 หัวข้อคือ: –

1) ความไม่เป็นนักวิชาการของจิตร

2) คอกนักวิชาการที่จิตรแหก

3) บริบทของการแหกคอก

4) คอกปัญญาชนปฏิวัติ

5) บทสรุปจากในคอก

1) ความไม่เป็นนักวิชาการของจิตร

หัวข้อสัมมนาที่ผู้จัดตั้งไว้ว่า “จิตร ภูมิศักดิ์ นักวิชาการนอกคอก” ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งนานมาแล้ว คือคุณสุพจน์ แจ้งเร็ว อดีตนักกิจกรรมนักศึกษาธรรมศาสตร์รุ่นใกล้เคียงกัน และปัจจุบัน (พ.ศ.2545) เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชน สุพจน์เคยกล่าววิพากษ์วิจารณ์ความพยายามของนักวิชาการเสรีนิยมกลุ่มหนึ่งที่มีอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรื้อฟื้นและเน้นความสำคัญงานเขียนเชิงวิชาการของจิตรสมัยปี พ.ศ.2518-2519 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 เช่นเรื่อง ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชน ชาติ (พ.ศ.2519) ว่าเป็นการ “ทำให้จิตรเป็นแค่นักวิชาการ”

เอาเข้าจริงฐานะอาชีพ “นักวิชาการ” เป็นสิ่งผิดยุคผิดสมัย (anachronism) สำหรับจะมาพูดถึง จิตร, ในพุทธทศวรรษที่ 2490 เมื่อจิตรเติบโตตื่นตัวทางการเมืองนั้น คำว่า “นักวิชาการ” ยังไม่ทันมี ด้วยซ้ำไป, คำนี้เพิ่งจะมีและฐานะอาชีพนี้เพิ่งจะก่อตัวปรากฏชัดเจนเป็นกลุ่มก้อนในสังคมไทยตามแวดวงมหาวิทยาลัยก็ในพุทธทศวรรษที่2500 ซึ่งตอนนั้นจิตรก็ติดคุกแล้ว, คำที่แพร่หลายและนักคิดนัก เขียนนักศึกษาหัวก้าวหน้าสมัยพุทธทศวรรษที่ 2490 ใช้เรียกตนเองคือ “ปัญญาชน” (ย้อนหลังไป เคยใช้คำ “ผู้รู้หลักนักปราชญ์” และ “ชนพื้นเมืองผู้มีปัญญา” มา ก่อนที่จะลงตัวที่คำว่า “ปัญญาชน” ) เช่นนี้แล้ว “นักวิชาการ” จึงไม่น่าจะอยู่ในหัวจิตรและไม่ใช่อะไรที่เขาคิดจะเป็น, เขาไม่ใช่ “นักวิชาการ นอกคอก” เท่ากับอยู่ข้างนอก “คอกนักวิชาการ”, อย่างไรก็ตาม ก็น่าสนใจที่เราจะลองใช้จินตนาการ ทางประวัติศาสตร์ หยิบความเป็น “นักวิชาการ” ส่องกลับไปดูจิตร, พร้อมทั้งหยิบแบบอย่างชีวิตของ จิตรมาย้อนมองดูแวดวง “นักวิชาการ” ปัจจุบัน-ว่าเราจะเห็นและเข้าใจอะไรได้บ้าง?

จิตรเป็นนักวิชาการแน่ไม่ต้องสงสัย ทั้งโดยผลงานและวิชาชีพ เขาเคยเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาฯ, ผู้ช่วยวิจัยของ ดร.วิลเลียม เก็ดนีย์ นักภาษาศาสตร์อเมริกัน, อาจารย์พิเศษสอนภาษาอังกฤษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ครูโรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์และโรงเรียนกวดวิชาเทเวศร์ศึกษา, นักศึกษาปริญญาโทสถาบันวิจัยเรื่องเด็กของยูเนสโกในวิทยาลัยประสานมิตร บางกะปิ, ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ และไม่โดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยด้วยข้อหาการเมืองเสียก่อน, ป่านฉะนี้ เขาอาจได้เป็นศาสตราจารย์เกษียณอายุ หรือศาสตราจารย์กิตติคุณ หรือศาสตราพิชาญทางภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ชาติพันธุ์วรรณนา ไทยคดีศึกษา ฯลฯ, กระทั่งอาจเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัย, ไม่ก็กรรมการหรือนายกสภามหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่ง

แต่จิตรไม่ได้เป็นแค่นักวิชาการ, เขามีทั้ง “ความเป็นนักวิชาการ” และ “ความไม่เป็นนักวิชาการ” อยู่ในตัว, และเอาเข้าจริง ที่คนรุ่นหลังรวมทั้งนักวิชาการสนใจเขาเป็นพิเศษ ให้ความหมายความสำคัญ แก่ชีวิตและผลงานของเขาเป็นพิเศษ ก็ตรง “ความไม่ได้เป็นแค่นักวิชาการ” หรือ ความที่อยู่ข้างนอก “คอกนักวิชาการ” ของเขานี่เอง

ทำไมนักวิชาการในคอกอย่างเราๆ ท่านๆ จึงสนใจคนนอกคอกที่ไม่ได้เป็นนักวิชาการเต็มร้อย ทั้งตัว, คนที่เป็นนักวิชาการแล้วยังเที่ยวไปแหกคอกล้ำเส้นเพ่นพ่านเล่นนอกบท เป็นอะไรต่อมิอะไร อย่างอื่นที่ไม่ใช่นักวิชาการ, หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคนนอก “คอกนักวิชาการ” ผู้นี้?

ตอบ: – ก็เพราะเขาเคยเป็นคนหนึ่งในวงวิชาการเรา เขาสามารถที่จะเป็นคนหนึ่งในหมู่นักวิชาการเรา ความสามารถทางวิชาการของเขากระทั่งเหนือล้ำกว่าพวกเราหลายคน แต่เขากลับเลือกที่จะแหกคอก ที่จะจากไปและทิ้งเราไว้เบื้องหลัง เขาเลือกที่จะไม่เป็นแค่นักวิชาการเยี่ยงเรา, มันชวนสนเท่ห์ว่าทำไม?

กล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นบุคลาทิษฐานหรือสัญลักษณ์ตัวแทนแห่งความเป็นไปได้ นอกคอกที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจ, กวักมือเรียกนักวิชาการในคอกอย่างเราอยู่ไหวๆ ตลอดเวลา

2) คอกนักวิชาการที่จิตรแหก

อะไรคือคอกนักวิชาการที่จิตรแหกไป? ผมคิดว่ามี 3 คอก ได้แก่คอกที่แยกนักวิชาการออกจากสัจธรรม, ประชาชน และการเมืองต่อต้านระบบ กล่าวคือ: –

2.1)คอกที่แยกความเป็นนักวิชาการจากสัจธรรม 

เพราะนักวิชาการไม่มีหน้าที่แสวงหาสัจธรรมทั้งหมด (the whole truth) หากมีหน้าที่แสวงหาสัจธรรมเพียงบางส่วน (partial truth) เท่าที่สอดคล้องกับอำนาจนำทางอุดมการณ์ (hegemony) ในวงวิชาการและสถานภาพนักวิชาการของตน; จิตรเลือกที่จะแหกคอกนี้ไปเป็นปัญญาชนหัวก้าวหน้า ปัญญาชนฝ่ายซ้าย หรือคอมมิวนิสต์

ผลลัพธ์ก็คือหนังสือมหาวิทยาลัยประจำปี พ.ศ.2496 ที่เขาร่วมเขียนและเป็นสาราณียกรถูกผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเซ็นเซอร์, เขาถูกนำตัวขึ้น “ศาลเตี้ย” ไต่สวนกลางหอประชุมใหญ่ จุฬาฯ, ถูกนิสิตวิศวะกลุ่มหนึ่งตัดสินลงโทษโดยพลการด้วยการจับ “โยนบก” จนสลบ แล้วมิหนำยังถูกทางมหาวิทยาลัยทำโทษพักการเรียนจนถึงปี 2498

2.2)คอกที่แยกความเป็นนักวิชาการจากประชาชน

เพราะนักวิชาการไม่มีหน้าที่สอน, เรียนและสร้างสรรค์องค์ความรู้รับใช้ประชาชนทั้งหมด (all people) หากมีหน้าที่สอน, เรียนและสร้างสรรค์องค์ความรู้รับใช้คนในสังคมบางกลุ่มเป็นหลัก (some people) เท่าที่สอดคล้องกับโครงสร้างชนชั้นในสังคมและฐานะชนชั้นของตน; จิตรเลือกที่จะแหกคอกนี้ไปเป็นปัญญาชนสาธารณะ (public intellectual) ผลิตเผยแพร่งานเขียนเพื่อประชาชนคนยากคนจน

ผลลัพธ์คือเขาถูกคณะปฏิวัติของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จับติดคุกลาดยาว 6 ปี (21 ตุลาคม พ.ศ.2501-30 ธันวาคม พ.ศ.2507) อันเป็นการแยกปัญญาชนเยี่ยงเขาออกจากสาธารณะอย่างเด็ดขาด แม้เขายังสามารถอ่านคิดค้นเรียนเขียนแปล ผลิตผลงานศิลปะวรรณกรรมก้าวหน้าเพื่อประชาชน และดำเนินชีวิตคอมมูนกับสหายในคุก ทว่างานของเขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสปรากฏต่อสาธารณชน ประชาชนไม่ได้สัมผัสรับรู้ ผลของมันแม้ไม่ใช่เป็นการประหารชีวิตเขาให้ถึงแก่ความตายจริงๆ แต่ก็เท่ากับเป็นการประหารเขาให้ตายไปจากสาธารณะทางการเมืองวัฒนธรรม ซึ่งสำหรับปัญญาชนสาธารณะคนหนึ่งแล้ว มันก็คือความตาย คือการถูกยุติบทบาทปัญญาชนสาธารณะลงนั่นเอง

2.3)คอกที่แยกความเป็นนักวิชาการจากการเมืองต่อต้านระบบ

เพราะนักวิชาการไม่มีหน้าที่นำความรู้ความเชี่ยวชาญของตนไปท้าทายหรือเปลี่ยนแปลงระบบสังคม หากมีหน้าที่นำความรู้ความเชี่ยวชาญของตนไปเข้าหาหรือไปเป็นเครื่องมือผ่านอำนาจในระบบ ดังที่เป็นอยู่เท่าที่สอดคล้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบการเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรมของสังคม และการรักษาสร้างเสริมอำนาจของตนในฐานะนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ; จิตรเลือกที่จะแหกคอกนี้ไปเป็นปัญญาชนปฏิวัติ เข้าป่าจับปืนร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.2508

ผลลัพธ์คือ เขาถูกเจ้าหน้าที่ราชการยิงตายในชายป่าบ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2509

3) บริบทของการแหกคอก

จิตรเลือกแหกคอกนักวิชาการในบริบทของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างชาติ นิยมไทยสองกระแส-อันมีที่มาจากลัทธิสากลนิยมสองสายในระดับสากล-ซึ่งก่อตัว ขึ้นในการเมืองวัฒนธรรมไทย ช่วงพุทธทศวรรษที่ 2490 ได้แก่: –

3.1)ชาตินิยมฝ่ายซ้ายซึ่งเกี่ยวโยงสืบเนื่องกับลัทธิสากลนิยมคอมมิวนิสต์

ชาตินิยมฝ่ายซ้ายแห่งพุทธทศวรรษที่ 2490 เป็นผลของการเคลื่อนไหวก่อกบฏทางปัญญา ความคิดและการเมืองวัฒนธรรมขนานใหญ่ มีการเสนอบทวิพากษ์ประวัติศาสตร์นิพนธ์และศิลปะ วรรณคดีศักดินา, รวมทั้งปรัชญาและเศรษฐศาสตร์การเมืองทุนนิยม-เสรีนิยม-ปัจเจกชนนิยมอย่างขุดรากถอนโคน

บทวิพากษ์ดังกล่าวมีที่มาจากกระบวนการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมข้ามชาติและจากเมืองสู่ชนบท คร่าวๆ ดังนี้คือ: –

[ปัญญาชนผู้มีการศึกษารู้สองภาษาหรือมากกว่า ทั้งในและนอกพรรคคอมมิวนิสต์ แปลงานเขียนและศัพท์แสงลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์จากภาษาจีนและอังกฤษให้เป็นไทย] –>

[นักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ประพันธ์ผลงานวรรณกรรมนานาชนิดอันปรุงแต่งขึ้นด้วยภาษาวาทกรรมแปลดังกล่าวและแปรมันเป็นสินค้า วางจำหน่ายเผยแพร่ในตลาดสิ่งพิมพ์และผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมทุนนิยม] –>

[สินค้าและวาทกรรมเหล่านี้เข้าถึงมือนักศึกษาปัญญาชนที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเป็นเบื้องแรก แล้วแพร่หลายต่อไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ] –>

[ในที่สุดนักศึกษาปัญญาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองจากวาทกรรมมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ก็แทรกซึมเข้าสู่พื้นที่ชนบทอันกว้างขวางของประเทศ นำมันไปเผยแพร่ต่อแก่ชาวนาชาวไร่และชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็นประชากรส่วนข้างมากของชาติ]

วาทกรรมฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านเผด็จการทหาร-จักรวรรดินิยมอเมริกา-ศักดินา ก็เกิดขึ้นท่ามกลางกระบวนการที่ว่านี้และค่อยก่อตัวเป็นประชาชาตินิยมฝ่าย ซ้ายซึ่งท้าทายชาตินิยมของเผด็จการทหารและราชาชาตินิยมของคณะเจ้าแต่เดิม

ดังจะเห็นได้ว่านี่เป็นยุคบุกเบิกงานแปลต้นตำรับลัทธิ มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ของมาร์กซ, เองเกลส์, เลนิน, สตาลิน, เหมาเจ๋อตุง เป็นไทย, เป็นยุคสร้างสรรค์งานประวัติศาสตร์และวรรณกรรมฝ่ายซ้าย อาทิ ไทยกึ่งเมืองขึ้น ของ พ.เมืองชมพู (อุดม สีสุวรรณ), “โฉมหน้าที่แท้จริงของศักดินาไทย ในปัจจุบัน” ของ สมสมัย ศรีศูทรพรรณ (จิตร ภูมิศักดิ์), แลไปข้างหน้า ของ ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์), ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ (ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์), “ข้อไม่น่าศึกษาทางการประพันธ์” และ “ข้อคิดจากวรรณคดี” ของ อินทรายุธ (อัศนี พลจันทร), “เศรษฐีวิทยา” ของ ผู้ยิ่งน้อย (สมัค บุราวาศ) อีกทั้งงานเชิงปรัชญา กาพย์กลอน เพลง บทละคร ภาพยนตร์จำนวนมาก

3.2)ชาตินิยมฝ่ายขวาซึ่งเกี่ยวโยงสืบเนื่องกับลัทธิสากลนิยมแอนตี้-คอมมิวนิสต์

ลัทธิสากลนิยมแอนตี้-คอมมิวนิสต์ถูกนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรโลกเสรี (เช่น อังกฤษ, ฟิลิปปินส์) อย่างเอาการเอางานต้นพุทธทศวรรษที่ 2490 พร้อมอิทธิพลทางการเมืองกับความช่วยเหลือในรูปดอลลาร์และอาวุธในยุคสงครามเย็น (นับแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่สองถึงราว พ.ศ.2534) และสงครามเกาหลี (พ.ศ.2493-2496), แล้วกลายมาเป็นนโยบายของรัฐไทย

อย่างไรก็ตาม ในฐานะวาทกรรมการเมือง ลัทธิแอนตี้-คอมมิวนิสต์ก็ถูกชนชั้นนำฉวยใช้ไป เล่นงานปรปักษ์ในหมู่ชนชั้นนำด้วยกันในเกมอำนาจแบบไม่เลือกอุดมการณ์ เช่น กรณีฆาตกรรมคุณเตียง ศิริขันธ์ กับพวกเมื่อ พ.ศ.2495 เป็นต้น

วาทกรรมแอนตี้-คอมมิวนิสต์นี้ได้ผสานหลอมรวมเข้ากับชาตินิยมแบบเชื้อชาตินิยม-รัฐนิยม-ทหารนิยมของเผด็จการทหาร และกับราชาชาตินิยมของคณะเจ้า, กลายเป็นชาตินิยมฝ่ายขวาแอนตี้-คอมมิวนิสต์ที่ยึดถือสถาบันชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ และอุดมการณ์ “ความเป็นไทย” เป็นแกน และได้กลายเป็นพื้นฐานทางอุดมการณ์ของรัฐราชการไทยสืบมา

และในพุทธทศวรรษที่ 2490 นี้เองที่เราได้เห็นงานวรรณกรรมลือเลื่องของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เอกอัครปัญญาชนสาธารณะของฝ่ายอนุรักษนิยม-กษัตริย์นิยม ได้แก่นวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน ซึ่งพุ่งเป้าวิพากษ์โจมตีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 และ ไผ่แดง ซึ่งมุ่งล้อเลียนคอมมิวนิสต์ไทย

ในสงครามการเมืองวัฒนธรรมนี้ จิตรเลือกอยู่ข้างชาตินิยมฝ่ายซ้ายแบบคอมมิวนิสต์, แหกคอกชาตินิยมฝ่ายขวาแอนตี้-คอมมิวนิสต์, จึงจ่ายค่าตอบแทนถูกโยนบก ติดคุก, เขาเลือกที่จะดำเนินชีวิตตามสัจธรรมที่เขาเชื่อเคียงข้างประชาชนคนชั้นล่างในขบวนการปฏิวัติ

จิตรเป็นนักวิชาการ ไม่ใช่ไม่เป็น, จิตรมีความเป็นนักวิชาการ ไม่ใช่ไม่มี, จิตรมีความสามารถและผลงานทางวิชาการที่ดีเด่น คู่ควรแก่การยอมรับนับถือทางวิชาการ, แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขา, สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาอยู่นอกคอกนักวิชาการออกไป, และแน่นอนเขาเลือกสิ่งนั้น

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 9, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

คู่มือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานอาสาสมัครในสภาวะวิกฤติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขียนโดย พี่หนูหริ่ง นะครับ

ขนาด file 4.08 MB  plugin-volunteer_aa

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 20, 2011 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

จิตอาสา การทำความดี และสำนึกพลเมือง

คำและกระแสเรื่องจิตอาสา และการทำความดีถูกปลุกให้ลุกโชนอย่างรวดเร็วในหมู่เยาวชน คนหนุ่มสาว จากเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเหตุการณ์อื่นๆ ทางสังคมที่ทำให้เกิดการรวมตัวและช่วยเหลือกันอย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่สถาบันการศึกษาในทุกระดับ ในทุกภูมิภาค ก็ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะตระหนักว่าบ้านเมืองและสังคมยามนี้ ต้องการบุคคลที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากยิ่งขึ้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องจิตอาสากลายเป็นกระแสฟีเวอร์ในขณะนี้

แต่การวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจเรื่องจิตอาสาที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ยังเป็นการวิเคราะห์ที่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึง รูปแบบและการจัดกิจกรรมอาสาสมัคร กล่าวอย่างไม่ผิดนักว่าเป็นการวิเคราะห์ในระดับปรากฏการณ์ที่ตาเห็น นั่นจึงทำให้มีการสรุปไว้อย่างรวบรัดว่า จิตอาสาเป็นเรื่องของการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม และเป็นจิตสำนึกพลเมือง

ในบทความนี้พยายามวิเคราะห์ แยกแยะ และชี้ให้เห็นว่า จิตอาสา และ จิตสำนึกพลเมือง เป็นเรื่องที่แตกต่างกันในระดับกรอบคิด (mental model) เพราะจิตอาสาแท้ที่จริงแล้วเป็นการทำงานเพื่อตอบประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก และการจะพัฒนาให้จิตอาสาเติบโตเป็นจิตสำนึกพลเมืองได้นั้น จำเป็นต้องเชื่อมโยงให้อาสาสมัคร เห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนตัวอาสาสมัครกับส่วนรวม และตระหนักว่าสาธารณะ หรือ ส่วนรวม (หรือ คนอื่น) สำคัญกว่าส่วนตัว อีกทั้งเมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ ส่วนตัวจึงจะได้ประโยชน์ตามมา

สนใจอ่านต่อ download ครับ ขนาด file 540 KB  สำนึกสาธารณะ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 15, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ร่วมให้กำลังใจและช่วยเหลือคุณ Decepticon ทหารหาญผู้เสียสละเปิดโปงเครื่องตรวจระเบิดลวงโลก GT200

หลายๆ ท่านคงจำเหตุการณ์ที่เพื่อนสมาชิกชาวพันทิปได้รวมพลังกัน ณ ห้องหว้ากอ เพื่อรณรงค์ ตีแผ่ความจริง และต่อต้าน เครื่องตรวจระเบิดลวงโลก GT200 จนประสบความสำเร็จเมื่อต้นปีที่แล้ว

ในเส้นทางการรณรงค์อย่างยาก ลำบากกว่า 5 เดือนก่อนจะเป็นข่าวดังไปทั้งประเทศ พวกเราที่ร่วมกันทำเรื่องนี้ได้รับแรงกดดันเป็นอันมาก ทั้งจากเสียงตำหนิด่าทอจากผู้ที่ไม่เข้าใจ และจากความอ่อนล้าที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเดินสายให้ความจริงกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน

แต่ในที่สุด พวกเราก็ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้มีการจัดการทดสอบ และให้นายกฯ ประกาศยกเลิกการใช้งาน พูดได้ว่าถึงบัดนี้ เราอาจได้ช่วยเหลือประชาชนเจ้าหน้าที่ทางชายแดนใต้จากระเบิดก่อการร้าย และรักษาเสรีภาพความยุติธรรมแก่ผู้บริสุทธิ์ หลายสิบ หลายร้อยชีวิต

ซึ่ง ผลสำเร็จทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดเพื่อนสมาชิกผู้หนึ่งที่คอยเป็นตัวจักรสำคัญอยู่เบื้องหลัง เพื่อนสมาชิกผู้ใช้ชื่ออมยิ้มว่า… Decepticon

คุณ Decepticon เป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำอยู่ในสามจังหวัดภาคใต้ผู้มีประสบการณ์ตรงในการ ใช้งานเครื่อง GT200 แต่ในขณะที่ จนท. หลายคนที่สงสัยในตัวเครื่องล้วนเก็บตัวเงียบไม่พูดหรือทำอะไร คุณ Decepticon กลับกล้าลุกขึ้นมาตีแผ่ข้อมูลข้อเท็จจริงในเบื้องลึก ให้ข้อมูลและเทคนิคสำคัญในการทำการทดลองพิสูจน์ว่าเครื่อง GT200 นั้นลวงโลก

ทั้ง ที่การกระทำทั้งหมดนี้ อาจส่งผลให้คุณ Decepticon ต้องหมดอนาคตชีวิตข้าราชการทหารได้ง่ายๆ แต่เขาก็กล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูก เพื่อความสงบสุขของด้ามขวานไทย คุณ Decepticon ยอมเสี่ยงสละทั้งกายใจ ทั้งความสุขสบาย และในกรณีนี้.. ยอมเสี่ยงแม้กระทั่งอาชีพของตนและอนาคตของครอบครัว….

อ่านต่อที่นี่นะครับ

http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X10783734/X10783734.html#413

สำหรับเลขที่บัญชีเพื่อร่วมสบทบทุนให้กำลังใจแด่คุณecepticon นั้น คือ

402-573963-8 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาจัตุรัสจามจุรี
บัญชีออมทรัพย์ ชื่อ ว่าที่ร้อยตรี เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

 
 

ป้ายกำกับ:

“ ผมมีงานมีการทำ….ไม่ต้องการไปขอทานใคร! ” แก้วสรร อติโพธิ

ณ ห้องประชุมกระทรวงแรงงานชั้น ๗ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคมนี้  ลูกจ้างชายร่างสันทัด ผิวกร้านดำ ได้ลุกขึ้นพูดอย่างทะนงตัวตามใจความข้างต้น  กลางที่ประชุมผู้ใช้แรงงานกว่า ๒๐๐คน  ที่พากันมาสัมมนาพูดคุยกันว่า   ควรหรือไม่ที่ผู้ใช้แรงงาน กว่า ๙ ล้านคน   จะยกพวกเอาประกันสุขภาพของตนออกจากระบบประกันสังคมไปอยู่ในระบบบัตรทองของ ฟรีจากรัฐบาล   ดังที่เอ็นจีโอกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวผลักดันในทุกวันนี้

อะไรคือเหตุผลที่ชายผู้นั้น และผู้ใช้แรงงาน กว่า ๒๐๐ คน ที่ลงมติเป็นเอกฉันท์ในภาคบ่ายว่าไม่เอาของฟรี  และยอมที่จะลงขันในอัตราโดยเฉลี่ย คนละ ๘๐๐ บาทต่อปี  เพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพของพวกตนเองในระบบประกันสังคม ต่อไปอีก     ก็เป็นข้อที่ผมจะขอรายงานไปโดยลำดับดังนี้

ระบบประกันสังคม

ที่ประชุมวันนั้นได้ให้ข้อความคิดเป็นความหมายของระบบประกันสังคมไว้ชัดเจน ก่อนว่า  เป็นระบบที่สมาชิกพร้อมจะรับผิดชอบตัวเองอยู่ก่อนแล้ว   แล้วจึงออกเงินมารวมเป็นกองทุนกลางเพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพร่วมกันของทุก คน    ถ้าเป็นระบบของผู้ใช้แรงงานไทยก็ออกกันเฉลี่ยปีละ ๘๐๐ บาท  มีรัฐกับนายจ้างสมทบให้อีกก้อนหนึ่ง จนทุกคนก็ได้หลักประกันไปถ้วนหน้า  เช่นถ้าใครป่วยเป็นมะเร็ง โดนค่าใช้จ่ายไป ๕ แสนบาท  ก็เอาจากกองกลางนี้ได้   ทั้งๆที่เพิ่งออกเงินไปแค่ ๑๐ ปี  เป็นเงิน ๘ พันบาทเท่านั้นเอง   เป็นต้น

การลงเงินสร้างหลักประกันร่วมกันเช่นนี้   อาจเกิดขึ้นโดยการร่วมกันซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพของบริษัทเอกชนก็ได้    หรือแม้ในกรณีสวัสดิการรักษาพยาบาลฟรีของข้าราชการนั้น    พิเคราะห์ให้ลึกๆแล้วก็เป็นประกันสังคมเช่นกัน   เพราะสวัสดิการอย่างนี้คือเหตุผลสำคัญที่ดึงดูดคนให้มาทำราชการด้วยเงิน เดือนต่ำได้   ส่วนต่างของเงินเดือนข้าราชการที่ต่ำกว่าตลาดนี่เอง ที่เปรียบได้เช่นเงินที่ข้าราชการได้นำมาลงขันกันไว้เป็นรายเดือน    แล้วจ่ายจริงออกมาจากกรมบัญชีกลางเมื่อมีใครเจ็บป่วย

ความเข้าใจเช่นนี้พิเคราะห์ให้ลึกซึ้งต่อไปอีก   ก็จะได้ความคิดต่อไปว่า คนเราถ้าอยู่โดยลำพังไม่ร่วมมืออะไรกันเลย    ก็จะเกิดหลักประกันอะไรขึ้นมาไม่ได้  ต่อเมื่อลงทุนร่วมกันเป็นสังคม  ชีวิตส่วนตนก็จะมีหลักประกันดีขึ้น    เช่นร่วมกันสร้างหลักประกันสุขภาพก็ได้  ร่วมกันสร้างเป็นความฝันหวานถ้วนหน้าทุกสองอาทิตย์สำหรับทุกคนที่ซื้อสลาก กินแบ่งก็ได้

แม้กระทั่งการร่วมกันโดยสารรถเมล์ตอนเช้า  ไม่ว่านั่งหรือโหนอยู่ท้ายรถ ก็จ่ายตั๋ว ๗ บาทเท่ากันหมด  ซึ่งถ้าดูเฉพาะเที่ยวเช้านั้นรถคันนั้นก็กำไรเละ    แต่พอเที่ยว ๔ ทุ่ม  นั่งอยู่ ๕ คน ก็จ่าย ๗ บาทอีกเหมือนเดิม  ซึ่งถ้าดูเฉพาะเที่ยวดึกนั้นก็ถือว่าขาดทุนยับ   แต่ที่ยังเดินรถดึกได้ในราคาเดิม ก็เพราะอาศัยกำไรจากเที่ยวเช้ามาเฉลี่ยนั่นเอง   มองอย่างนี้แล้วระบบขนส่งมวลชนนี้ก็เป็นหลักประกันของการเดินทางในเมือง  ที่เราทุกคนช่วยกันสร้างไว้เหมือนกันว่า  ทุกคนมีโอกาสต้องกลับดึกได้เสมอ   จึงต้องสร้างระบบกลางเป็นประกันไว้ว่า๔ ทุ่มแล้วก็ยังกลับบ้านได้ในราคา ๗ บาทนั่นเอง

เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว “ ประกันสังคม”  คือหลักประกันที่เกิดจากการลงทุนลงแรงร่วมกันเป็นสังคม  และจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าต่างคนต่างอยู่กันไปตามลำพัง
ระบบโรงทานสังคม

ระบบรักษาฟรีจากงบประมาณ ของรัฐนี้มีมานานแล้ว   เพิ่งมาปรับขยายรักษาฟรีไปถึงทุกคนที่ไม่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้าง รวม ๔๘ ล้านคน   เมื่อในสมัยรัฐบาลทักษิณ ๑ นี่เอง   โดยใน๖ ปีแรก  มีการเก็บค่าธรรมเนียมครั้งละ ๓๐ บาท   จนมาในปี ๒๕๕๐  ถึงได้เลิกเก็บเงิน จนเปลี่ยนฉายาจาก ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เป็น  บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกโรคไปในที่สุด

  จากการอภิปรายในที่ประชุมผู้ใช้แรงงานได้ปรากฏข้อมูลของระบบนี้ ขึ้นมาโดยลำดับว่า

๑)  ระบบนี้ครอบคลุมทั้งคนยากจนจริงประมาณ ๒๐ ล้านคน   และคนที่พอดูแลตัวเองได้กว่า ๒๐ ล้านคน

๒) ระบบนี้เรียกตัวเองเป็นกองทุนประกันสุขภาพ   แต่ตัวจริงไม่ได้มีรายได้อะไรนอกจากแบมือของบประมาณแผ่นดินในลักษณะเหมาจ่าย มาเทรวมกันเป็นกอง  แล้วเรียกว่ากองทุนเท่านั้น   การคิดเหมาจ่ายจะคิดเป็นรายหัว หัวละ ๑๒๐๐ บาทในปีแรกแล้วบานปลายขอเพิ่มมาเรื่อยๆ  จนเ ป็น ๒,๘๕๐ บาท/หัว ในปีนี้ และกำลังจะขออีก ๗๐๐ บาท/หัว  ในปีหน้า  เหตุเพราะเงินที่ให้ในอัตราปัจจุบันไม่พอใช้ จนโรงพยาบาลหลวงร้อยกว่าแห่งขาดทุนกว่า๕ พันล้านบาทแล้ว

๓) สอบถามกันต่อไปอีกพบว่า  เงินที่เหมาจากรัฐบาลนั้น รวมเงินเดือนบุคลากรด้วย,งบลงทุนด้วย, กิจกรรมพิเศษของ สปสช.ด้วย  เหลือมาเป็นค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลประชาชนจริงๆ เพียง ๖๐๐บาท/หัวเท่านั้น    ซึ่งก็หาได้พอกับค่าใช้จ่ายจริงของโรงพยาบาลแต่อย่างใดไม่  ทำให้โรงพยาบาลต้องสำรองจ่ายแล้วได้คืนไม่ครบอยู่ทุกปี   จนขาดสภาพคล่องสิ้นไขมันสิ้นทุนรอนที่เคยสะสมไว้ไปถ้วนหน้าในที่สุด

๔) สภาพบานปลายอย่างนี้เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อรัฐบาล ขิงได้เลิกค่าธรรมเนียม ๓๐ บาท ทำให้ผู้คนมาขอยาจากโรงพยาบาลกันมากขึ้นง่ายขึ้น   หมอทั้งหลายนั้นเมื่อถูกเอ็นจีโอพาคนไข้มาร้องเรียนฟ้องร้องมากเข้า  ก็เลยต้องสั่งตรวจประกอบการรักษาอย่างถี่ยิบไว้ก่อนเพื่อป้องกันตัว   ส่วนเตียงในทุกโรงพยาบาลก็ล้นมากขึ้น ล้นเพราะคนป่วยเรื้อรังและญาติไม่ต้องการให้นอนป่วยที่บ้านอีกต่อไป ฯลฯ

๕) ด้วยภาระที่มากแต่จ่ายน้อยจ่ายยากอย่างนี้   โรงพยาบาลหลายแห่งจึงทยอยถอนตัวจากระบบบัตรทองนี้มากขึ้นทุกวัน   ทั้งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล กทม. โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่  เหลือแต่โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณะสุขที่ดิ้นไปไหนไม่ได้  ต้องรับดูแลราษฎร ๔๘ ล้านคน   ด้วยคิวคนไข้ที่ยาวเหยียด  ตั้งแต่ ตี ๕  และภาระหนักอึ้งแทบไม่มีเวลากินข้าวกินปลาที่ตกแก่หมอพยาบาลในปัจจุบันนี้

ด้วยสภาพอย่างนี้บรรดาคุณหมอกว่า ๕ ท่าน  จึงได้แจ้งต่อที่ประชุมผู้ใช้แรงงานว่า  ของฟรีแล้วดีด้วย ในโลกนี้ไม่มีแน่นอน   แต่ฟรีแล้วได้มาตรฐานต่ำสุดโดยถ้วนหน้าแบบคอมมิวนิสต์นั้นมีแล้วในระบบบัตร ทองนี้นี่เอง    ดังนั้นถ้าพวกคุณดูแลตัวเองได้ มีระบบของคุณอยู่แล้ว จะดีชั่วอย่างไร ก็เป็นเงินของคุณ อยู่ในอำนาจของคุณที่จะปรับแก้ให้ดีขึ้นได้   ก็ขออย่ามาเป็นภาระเพิ่มลงไปในระบบบัตรทองที่กำลังจะตายมิตายแหล่  และไม่มีคนจะดูแลรับผิดชอบได้อีกเลยความไม่เสมอภาค

ต่อปัญหาที่กลุ่มเอ็นจีโอ พยายามดันหลังให้ผู้ใช้แรงงานกลุ่มหนึ่งไปฟ้องศาลปกครองว่ารัฐบาลเลือก ปฏิบัติไม่ให้ผู้ใช้แรงงาน ๙ ล้านคนเข้าโรงทานคือรับการรักษาฟรีในระบบบัตรทองโดยเสมอภาคกับผู้อื่นนั้น   ก็ปรากฏข้ออภิปรายโต้แย้งโดยชัดเจนดังนี้

๑) สำหรับข้อที่รัฐธรรมนูญระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐานนั้น    ก็หาได้หมายความว่าต้องมีระบบประกันสุขภาพระบบเดียว
อย่างเช่นที่เอ็นจี โอเข้าใจเอาเองแต่อย่างใดไม่   จะมีหลายระบบก็ได้แต่ต้องเกินมาตรฐานขั้นต่ำทุกระบบ  และทุกคนต้องเข้าถึงได้เท่านั้นเอง

๒) ที่ประชุมเห็นต่อไปว่า  ปัญหาความไม่เสมอภาคที่แท้จริงนั้น  น่าจะอยู่ตรงที่การให้คนที่พออยู่พอกินที่อยู่นอกระบบเงินเดือน  ไปแย่งคนจนเพื่อรับรักษาฟรีมากกว่า    ซึ่งผู้ใช้แรงงานก็จะไม่ขอยอมไปร่วมแย่งกับเขาด้วย

การปฏิบัติต่อคนจนแร้นแค้นกับคนพอมีฐานะโดยให้การรักษาฟรีเสมอกันด้วยระบบ บัตรทองเช่นนี้ต่างหาก  คือความไม่เสมอภาค ที่จะต้องแก้ไข  โดยดึงคนเหล่านี้มาเข้าสู่ระบบประกันสังคม  ไม่ใช่เอาคนในระบบประกันสังคมไปเข้าโรงทานเพิ่มขึ้นอีก

   อิสระชน

“ ผมมีงานมีการทำ….ไม่ต้องการไปขอทานใคร! ”

จากเนื้อหาที่นำเสนอกันในที่ประชุมผู้ใช้แรงงานเช่นที่ผมได้ลำดับมา  ผมจึงฟังคำกล่าวนี้

ด้วยความซาบซึ้งและคารวะในจิตใจอิสระชนของท่านผู้พูดเป็นอย่างยิ่ง

นี่คือ “อิสระชน” ที่เป็นอิสระจากความโลภ  รู้จักละอาย  เมื่อเห็นว่าตนเองยังพอช่วยตัวเองได้  ก็ไม่ขอเห็นแก่เล็กแก่น้อยไปแย่งโอกาสเบียดเสียดกับคนจน

นี่คือ “อิสระชน” ที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้ต้องอ้อนวอนเฝ้ารอของฟรี รอสินค้าประชานิยมต่างๆนานาจากรัฐหรือนักการเมือง   หรือร่วมเคลื่อนไหวกับนายหน้าค้าความจนทั่วราชอาณาจักรเช่นเอ็นจีโอปัจจุบัน นี้

นี่คือ “อิสระชน”  ที่ประกาศว่า เงินประกันสังคมคือสิทธิของผู้ใช้แรงงาน  ข้าราชการเป็นแค่ผู้จัดการและเสมียนเท่านั้น   ผู้ใช้แรงงานจะต้องเข้ามีส่วนร่วมจัดการ ตรวจสอบ และติดตามตรงนั้นตรงนี้

  คนอย่างนี้ สำนึกอย่างนี้นี่เอง  ที่ต้องเบิกบานขึ้นมากๆ ให้เต็มแผ่นดินโดยไม่จำกัดชนชั้น  ราวกับดอกไม้ร้อยชนิดร้อยสีร้อยดอก   เพื่อพาสังคมให้พ้นจากความเจ็บป่วยทางความคิดนานาที่ สิงสู่ผู้คนจนทำให้บ้านเมืองต้องตกปลักไปไหนไม่เป็น เช่นทุกวันนี้

http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/58207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 13, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ถนนสายนี้ “สีแดง” สมบัติ บุญงามอนงค์ “รัฐประหารคือสัญญาณนกหวีดเรียกผมออกมา….โดย เชตวัน เตือประโคน

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 เมษายน 2554)


“ผมสนใจทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเรียนหนังสือ”

ชายสวมแว่น ผิวขาว ไว้ผมยาวปรกคลุมต้นคอมองคล้ายดาราเกาหลี เล่าให้ฟังถึงชีวิตช่วงเมื่อครั้งที่ยังเป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา

ในวัยนั้น เขาเป็นนักเรียน โรงเรียนปทุมคงคา ที่ทำกิจกรรมมากมาย แต่สุดท้ายก็ต้องมาหยุดชีวิตการเรียนในระบบเมื่อถูกเชิญให้ออก หลังจากเป็นแกนนำชุมนุมประท้วงเพราะไม่เห็นด้วยกับระเบียบใหม่ของโรงเรียน เรื่องการเลือกตั้งประธานนักเรียน

จากการเมืองในโรงเรียน ชีวิตเติบใหญ่ขึ้นโดยลำดับ ผ่านประสบการณ์หลากหลาย จนในที่สุดเขาก็ก้าวมาสู่การเมืองระดับประเทศ

หลังเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เมื่อแกนนำ “คนเสื้อแดง” ในนามกลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)” ถูกควบคุมตัว แกนนำส่วนหนึ่งหลบลี้หนีภัย มวลชนคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมซึ่งเคยสูงสุดถึงหลักแสน พ่ายแพ้แตกกระจายไปคนละทิศคนละทาง พร้อมกับภาพผู้ชุมนุมที่เสียชีวิต เสียงปืน เสียงระเบิด ที่ยังก้องดังอยู่ในความทรงจำ

จึงไม่มีใครคาดคิดว่า “คนเสื้อแดง” จะกลับมาได้

แต่ ท่ามกลางความเงียบ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ยังมีคนเสื้อแดงอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ และยังยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เขาเชื่อ พร้อมกันนี้ก็เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเสื้อแดงที่เสียชีวิต

สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือที่ใครต่อใครรู้จักในนาม บ.ก.ลายจุด ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครั้งแรกคือ “ผูกผ้าแดง” ที่เขานัดแนะกันในหมู่เพื่อนฝูงเล็กๆ

จากคนหลักสิบ อาทิตย์ต่อมาขยายเป็นหลักร้อย ยิ่งเมื่อเขาถูกจับกุมตัวพร้อมกับเป็นข่าวเป็นคราวใหญ่โต มวลชน “วันอาทิตย์สีแดง” ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเป็นหลักพัน และเมื่อสมบัติได้รับการปล่อยตัวออกมา เขาก็กลับมาลุยกิจกรรมต่อ คราวนี้มวลชนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจนแม้แต่เจ้าตัวยังตกใจ

“กิจกรรมที่ทำเหล่านี้ เป็นแค่เงื่อนไขในการส่งสัญญาณถึงมวลชนว่า เรายังสู้อยู่ ยังมีพื้นที่ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทุกวันอาทิตย์”

จาก ผูกผ้าแดง, ปั่นจักรยาน, เต้นแอโรบิค, แต่งผี ฯลฯ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

จนเมื่อถึงงาน “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์” คนเสื้อแดงจำนวนมากก็มารวมตัวกัน ณ ราชประสงค์ ชนิดที่สมบัติบอกว่า “คนเยอะมากขนาดที่ผมไม่คาดคิด ตำรวจไม่คาดคิด มวลชนเองก็ไม่คิด เป็นเซอร์ไพรส์ของทุกฝ่าย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “คนเสื้อแดง” กลับมาได้อีกครั้งในวันนี้เป็นเพราะสมบัติ

สมบัติ หรือ บ.ก.ลายจุด เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2511 เป็นลูกคนกลางในจำนวนพี่น้อง 5 คน ของพ่อประสงค์ แม่กาญจนา บุญงามอนงค์ เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนโรจน์ปัญญา (ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว) จากนั้นมาเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนปทุมคงคา แต่ทว่าก็เรียนไม่จบ ต้องออกมาเตร็ดเตร่ใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างสุดโต่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะสมัครเข้าเป็นอาสาสมัครของ “กลุ่มละครมะขามป้อม” เก็บเกี่ยวประสบการณ์เกี่ยวกับการแสดงละคร การทำค่ายเด็กและเยาวชนอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็ออกมาก่อนตั้ง “มูลนิธิกระจกเงา”

ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับนางเจศสุดา บุญงามอนงค์ มีลูกสาวคนเดียวชื่อ ด.ญ.ธาราทร บุญงามอนงค์ ปัจจุบันเรียนที่โรงเรียนปิติศึกษา จ.เชียงราย

กว่า 20 ปี ที่สมบัติก้าวเดินอยู่บนถนนสาย “เอ็นจีโอ”

นี่คือเรื่องราวของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำหรับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในเมืองไทย

– ทำกิจกรรมตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน?

ผม ได้เรียนชั้นมัธยมศึกษา แต่เรียนไม่จบ ตอนนั้นสนใจทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเรียน แต่ที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวคือช่วง ม.5 ที่พยายามเสนอรูปแบบการเลือกตั้งประธานนักเรียน

ตอนนั้นตั้งใจจะ สมัครเป็นคณะกรรมการนักเรียน คือแต่ก่อนจะเป็นการเซ็ตทีมขึ้นมาแล้วเสนอตัวชิงเลือกตั้ง แต่พอถึงตอนรุ่นผม เขาเปลี่ยนให้เป็นมีการเลือกตั้งทางอ้อม ให้มีการเลือกตัวแทนนักเรียนชั้น ม.5 ที่จะขึ้น ม.6 ห้องละ 2 คน พอเลือกเสร็จ 2 คนนั้นก็ไปเลือกประธานนักเรียนอีกที ซึ่งเรายอมรับไม่ได้

– เลิกเรียนแล้วทำอะไร?

เที่ยว หัวปักหัวปำเลย (หัวเราะ) เที่ยวเธค ตีสนุ้ก ฯลฯ แต่สักพักก็อิ่มตัว เห็นเพื่อนๆ ไปเรียนหนังสือที่โน่นที่นี่ก็เริ่มเปรียบเทียบกับตัวเอง และพบว่าเรามีปัญหาแล้ว จึงพยายามหาทางออก เราต้องหาอะไรทำ

ผมเป็นคน ชอบฟังเพลงฝรั่ง วันหนึ่งคิดอยากจะเขียนจดหมายถึงดีเจ แต่ผมมักจะหลับ และอยู่ไม่เคยถึงช่วงบอกที่อยู่รายการ หรือถ้าอยู่ถึงก็ไม่เคยจดทันด้วย จึงเอาเทปคาสเซ็ตอัดไว้

แต่ครั้งนั้น แทนที่จะบอกว่าให้ส่งจดหมายไปที่ไหน กลับบอกเรื่อง “มะขามป้อม” เปิดรับอาสาสมัคร พอรุ่งเช้าผมก็เลยมาเปิดดูแล้วก็โทร.ไปถาม ว่าเป็นยังไง เสียตังค์รึเปล่า (หัวเราะ) พอเห็นว่าน่าสนใจก็ลองเลย

– ชีวิตเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ?

ผม อายุประมาณ 20 ปี อยู่ที่มะขามป้อม ได้ทำละครเพื่อการพัฒนาเยาวชน ได้ทำค่ายเยาวชน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการมีหลักคิด ผมเริ่มต้นมีชีวิตใหม่เป็นคนใหม่เลยจากตรงนี้ โลกทรรศน์ก็เปลี่ยนเพราะว่าได้เดินทาง เมื่อก่อนไม่เคยไปไหนเลยนอกจากชลบุรีตอนงานเชงเม้ง

มีโอกาสไปเรียน รู้ในชนบท เรียนรู้ประเด็นสังคมเมือง เข้าไปนอนสลัมจริงๆ พูดคุยกับผู้นำชุมชน จากเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย แล้วไม่เคยเห็นภาพพวกนี้มาก่อน ก็เหวี่ยงมาอีกขั้วหนึ่งเลย

– ก่อตั้ง “มูลนิธิกระจกเงา”?

ผมอยู่มะขามป้อม 4-5 ปี ช่วงนั้นเกิดรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ผมทำละครใบ้ต่อต้านรัฐประหาร เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มาก

วัน หนึ่ง เขาจะประกันตัวนักศึกษา 15 คนที่ถูกจับ คนละหมื่นบาท ผมเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมของกลุ่มมะขามป้อม ขอให้กลุ่มช่วยให้ยืมเงิน แต่ได้รับคำตอบว่ามันไม่เกี่ยวกับเรา ตอนนั้นผมโกรธมาก อาจเพราะเรายังเด็กยังแรงมาก เมื่อเห็นว่าองค์กรไม่ได้เทคแอ๊คชั่นใดๆ กับเรื่องรัฐประหารก็รู้สึกผิดหวัง รุ่งเช้าเลยมาลาออก

จากนั้นก็มา ช่วยเพื่อนๆ น้องๆ ที่เราเคยไปสอนทำละคร ทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารอยู่พักใหญ่ ก่อนจะคิดก่อตั้งเป็นองค์กร “มูลนิธิกระจกเงา” และเพิ่งจะจัดงานครบรอบ 20 ปี เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

– รัฐประหารครั้งนั้นนำมาซึ่งเหตุการณ์พฤษภาคม 2535?

ใช่ และเป็นบทเรียนสำคัญว่าเราต้องไม่ยอมให้ทหารมายุ่งเกี่ยวการเมือง เมื่อเกิดการชุมนุมทางการเมือง เราจะไม่ให้ทหารเข้ามาควบคุมฝูงชน ให้มีหน่วยงานพิเศษที่ถูกฝึกมาอย่างดีพร้อมอุปกรณ์ และกฎหมายสำหรับในการจัดการ นั่นก็คือตำรวจฝ่ายปราบจราจล แต่สุดท้ายที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ก็เหมือนเดิม รัฐประหารนี่เป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้เลยนะ อินมาก ถ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ผมออกมาเลย เหมือนสัญญาณนกหวีดเรียกผมออกมา

– อย่างในนาม เครือข่าย 19 กันยาฯ?

รัฐ ประหารคืนวันที่ 19 พอวันที่ 20 เราออกมาเลย ตอนนั้นผมและเพื่อนๆ น้องๆ ที่เคยทำกิจกรรมด้วยกันพูดคุยกันทางโปรแกรม MSN ลากมาคุยกันเยอะๆ ได้ ก็นัดแนะกันว่าจะประชุมกันที่มูลนิธิกระจกเงาเพื่อประเมินสถานการณ์ และคุยว่าจะทำอะไรกันบ้าง เย็นนั้นก็ออกแถลงการณ์ในนามเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร

– มองปรากฏการณ์การต้อนรับรัฐประหารล่าสุดอย่างไร?

อี เดียต!!! คือตอนหลังรัฐประหารปี”34 ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “คู่มือต้านรัฐประหาร” จัดพิมพ์ออกมาโดยมูลนิธิโกมลคีมทอง ที่ตอนนั้นกรรมการมูลนิธิมี นพ.ประเวศ วะสี, รสนา โตสิตระกูล ฯลฯ ในนั้นบอกว่าถ้าเกิดรัฐประหารขึ้น ต้องหาวิธีการต่อต้านทุกรูปแบบ

พอ มันเกิดขึ้น 19 กันยายน ผมก็ออกมาและเดินตามหนังสือเป๊ะ แต่พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ผมคิดว่าจะได้เจอกันกลับเงียบ ยอมรับว่าผมเสียเซลฟ์พอสมควร ออกตัวมาล้อฟรีเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นงงมาก เพราะมีแต่เด็กรุ่นใหม่ มีแต่รุ่นน้องผมที่ออกมาต่อต้าน คนรุ่นเก่าเคยถอดบทเรียนกันมาหายหมด ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองผิดอะไรหรือเปล่า แต่พอลองไล่ตรรกะดูแล้วพบว่าไม่ผิด มั่นใจ แต่รู้ว่าจะต่อสู้ด้วยความยากลำบากกว่าที่คิดไว้เยอะ

– เอ็นจีโอไม่ออกมาต้านรัฐประหาร?

เพราะ เขาไปไล่ทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) เลยไม่กล้าออกมาเพราะกลัวเสียฟอร์ม (หัวเราะ) หรืออย่างอาจารย์หลายๆ ท่าน ผมขอใช้คำว่าเกิดภาวะ “ปัญญาดับ”

คน อื่นไม่รู้จักไปว่าเขาไม่เป็นไร แต่ผมนี่รู้จักและเติบโตมากับงานของคนเหล่านี้ นี่คือปราชญ์โคตรๆ (เน้นเสียง) โดยทรรศนะผมคิดว่านี่คือครูบาอาจารย์ที่ฉลาดมากๆ แต่ว่าทำไมเขานิ่งเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ผมไม่รู้ มองได้เป็นอย่างเดียวว่าเกิดภาวะปัญญาดับ ดับวูบเลย

– หลังเหตุการณ์สลายชุมนุม 19 พฤษภาคม 2553 เหมือนเสื้อแดงจะหยุดเคลื่อนไหว แต่คุณไม่?

ผม มีภาพปี 2535 หลังถูกกวาดต้อนที่ราชดำเนิน ทุกคนก็ไปตั้งขบวนสู้ต่อที่ ม.รามคำแหง หาที่ยันไว้ก่อนแล้วค่อยสู้ต่อ แต่คราวนี้วิธีการออกมาคนละแบบ ไม่ใช่การชุมนุม เป็นการสร้างพื้นที่ ฟื้นฟูกระบวน เพราะเกมนี้ยาวกว่าที่คิดเยอะ

ผมมีพื้นที่อย่างเฟซบุ๊ก จัดกิจกรรมเล็กๆ ปั่นกระแส สร้างกระแสว่ายังมีการดิ้นรนต่อสู้อยู่ จะหยุดทำไม ผมยังสามารถดิ้นได้นะในขณะที่ทุกคนเงียบหมด ผมเป็นตัวละครที่ยังโลดเล่นอยู่ในโลกไซเบอร์ สร้างกิจกรรมค่อยๆ เก็บแต้มไป

ใน ที่สุดก็มีคนสนใจเยอะขึ้น จัดกิจกรรมผูกผ้าแดง กินข้าวแดง จักรยานสีแดง แอโรบิค เป็นต้น คือตอนนั้นความคิดว่าเรื่องที่จะหยุดสำหรับผมแล้วไม่มี

– ทำไมต้องเป็นเชิงสัญลักษณ์?

ดู ซอฟท์ดี ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน มันหลบเลี่ยงอะไรบางอย่างได้ ลดความรุนแรงลงได้ แต่ลึกๆ แล้วยังท้าทาย เยาะเย้ย คือมันมีความลงตัวในช่วงเวลาของมัน

แต่ที่ผมตลกคือว่า ผมต้องบริหารความรู้สึกของฝ่ายฝั่งตรงข้ามไม่ให้เขาตกใจ อย่างผูกผ้าแดง ครั้งแรกผมถูกจับ พอได้รับการปล่อยตัวมาผูกอีกคนเยอะร่วมเยอะขึ้น คราวนี้ถ้าจะมาอีกฝ่ายตรงข้ามตกใจเอาจริงแน่

ตอนนั้นพอเจ้าหน้าที่ มายกป้ายออกไป ก็เข้าทางแล้ว เราเลยประกาศชัยชนะในเกมนี้ได้ จากนั้นก็เปลี่ยนไปเล่นเกมเต้นแอโรบิคซะ เพื่อไม่ให้เขาตกใจ (หัวเราะ)

– รู้สึกอย่างไรที่มีคนบอกว่า ความสำเร็จเสื้อแดงวันนี้เพราะคุณ?

ผมคิดว่าลูกฟุตบอลตกใส่เท้าผมพอดี และผมมีวิธีการจะเล่นฟุตบอลในเกมนี้ คือถ้าตกใส่เท้าคนอื่นผมก็เชื่อว่าเขาจะเลื้อยลากไป

แต่นี่อยู่ในเท้าผม ผมก็ต้องเล่น เล่นอยู่คนเดียวสักพัก

เมื่อมีคนมาร่วมด้วยลูกฟุตบอลก็ถูกส่งต่อ

…………………………………………………………………………………………..

 
 

ป้ายกำกับ: , ,

งานปาฐกถา ประจำปี 2554 มูลนิธิโกมล คีมทอง

วันอังคาร ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๓.๐๐ – ๑๓.๒๐ น. การแสดงละคร ของกลุ่มมะขามป้อม
๑๓.๒๐ – ๑๔.๐๐ น. การแสดงดนตรี โดย พจนาถ พจนาพิทักษ์
๑๔.๐๐ – ๑๕.๓๐  น.   เสวนาชาวบ้าน “ผลกระทบจากนโยบายรัฐ”กับแผนพัฒนาประเทศ”
ผู้ร่วมเสวนา ผู้แทนชาวบ้าน
– พ่อหลวงจอนนิ โอ่โดเซา ที่ปรึกษา เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ
– กรณ์อุมา พงษ์น้อย ตัวแทนกลุ่มรักท้องถิ่น บ่อนอก
– อุทัย สะอาดชอบ เครือข่ายป่า สมัชชาคนจน
ดำเนินรายการโดย วัฒนา นาคประดิษฐ์ มุลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
๑๕.๓๐ – ๑๖.๐๐   น. ลำนำบทกวี โดย อาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์*
๑๖.๐๐ – ๑๖.๑๕   น. ลำนำบทกวี โดย อาจารย์สกุล บุณยทัต และ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ*
๑๖.๑๕ – ๑๗.๐๐   น.  ประกาศบุคคลเกียรติยศ
สันติพงษ์ มูลฟอง “นักต่อสู้เรื่องสิทธิของคนไร้สัญชาติในภาคเหนือ”
วิทยา กุลสมบูรณ์ “นักขับเคลื่อนเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งระดับวิชาการ สังคม ฯลฯ”
สุรพล จรรยากูล “นักต่อสู้ให้มหาวิทยาลัยมีเสรีภาพทางวิชาการ”
สรณรัชฏ์ กาญจนวณิชย์ “นักเขียนและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม”
๑๗.๐๐ – ๑๗.๒๐   น. แนะนำองค์ปาฐก โดย คุณพิภพ ธงไชย
๑๗.๒๐ – ๑๘.๒๐   น. ปาฐกถา โดย อาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์
“๔๐ ปี มูลนิธิโกมลคีมทอง: มองไปข้างหลัง – แลไปข้างหน้า”
๑๘.๒๐ – ๑๘.๓๐    น. กล่าวปิดปาฐกถา

พิธีกรโดย          คุณจิตรกร  บุษบา
*หมายเหตุ   รอการตอบรับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 1, 2011 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,