RSS

Tag Archives: จิตสำนึกสาธารณะ

แด่ บัณฑิตธรรมศาสตร์

เมื่อปีพ.ศ. 2550 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ประเมินตัวเลขนักศึกษาเข้าใหม่ระดับปริญญาตรี ระหว่างปี 2550-2559 คาดว่าจะมีจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ปีละประมาณ 5 แสนคน และในช่วงปีเดียวกันจะมีบัณฑิตปริญญาตรีจบใหม่ปีละประมาณ 3-4 แสนกว่าคน  ซึ่งจากงานศึกษาของ TDRI เรื่อง “แผนพัฒนากำลังคนของประเทศไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” เมื่อปี พ.ศ. 2549 กลับประมาณว่าความต้องการแรงงานตามสาขาการผลิตหลักและระดับการศึกษาใน 10 ปีข้างหน้า อยู่ในระดับประมาณ 140,000 – 160,00 คนต่อปี นั่นหมายถึงว่าในแต่ละปีบัณฑิตที่จบใหม่จะต้องแย่งชิงงานในตำแหน่งงานต่างๆ ในอัตราประมาณ 3 : 1 ด้วยการใช้ (1) ความรู้ ความสามารถของตัวบัณฑิตตามที่ปรากฎบนใบทราน์สคริปท์ และ (2) ใช้ยี่ห้อของสถาบันเป็นเครื่องรับรอง…และ “ฉันรักประชาชน” ก็เป็นยี่ห้อหนึ่งของธรรมศาสตร์…..แต่เงื่อนไขทั้งสองนี้ก็เป็นเงื่อนไขที่มีข้อจำกัดโดยตัวมันเองโดยไม่เกี่ยงว่าคุณจะจบมาจากสถาบันไหน

ในฐานะอาจารย์ที่รับเงินเดือนด้วยการสอนหนังสือในธรรมศาสตร์ ผมก็มีความคาดหวังต่อบัณฑิตเช่นคนอื่น ซึ่งผมมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเด็น คือ เรื่องของความรู้ และเรื่องของจิตวิญญาณธรรมศาสตร์

ในประเด็นของความรู้  ผมคาดหวังว่า บัณฑิตจะใช้วิชาความรู้และประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มา ใช้ไปในทำงานให้เต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ เต็มเรี่ยวเต็มแรงของพลังแห่งคนหนุ่มคนสาว

แต่มีสิ่งที่เธอต้องพึงระมัดระวังให้มาก ก็คือ ศาสตร์และศิลป์ส่วนใหญ่ที่พวกเธอได้ร่ำเรียนจากรั้วมหาวิทยาลัย เป็นความรู้และประสบการณ์ชุดหนึ่ง ที่คนในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง เก็บเกี่ยวและบันทึกเอาไว้ว่ามันสามารถใช้เผชิญหน้ากับปัญหา จัดการกับสถานการณ์ที่ต้องการแก้ไขได้ และถูกถ่ายทอดส่งต่อมาถึงเธอ  กล่าวให้รวบรัด ก็คือ สิ่งที่เธอได้เรียนไปนั้น เป็นความรู้ในอดีต เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในบริบทแบบอดีต ซึ่งผมเองไม่การันตีเลยว่า มันจะเอาไปใช้ในอนาคตได้ทั้งหมด 

อีกทั้ง ผมยังอยากให้ บัณฑิตทุกท่านพึงระวังว่า ความรู้เก่าๆ ที่เธอได้เรียนรู้ในมหาวิทยาลัยนั้น อาจกลายเป็น กำแพงสูงที่คอยขวางกันไม่ให้เธอมองเห็นทางเลือกหรือความรู้ใหม่ๆ สำหรับอนาคต หรือแม้แต่ยอมรับกับสิ่งที่มันดำรงอยู่ในปัจจุบัน

ดังพวกเธอจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันยังมีปัญหาสังคมอยู่อีกมากมาย ที่สติและปัญญาของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองนี้ ไม่สามารถใช้สติปัญญาความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันแก้ไขได้ …แล้วเธอจะเชื่อมั่นได้อย่างไรต่อความรู้ที่เคยเรียนกันมาในมหาวิทยาลัย

สำหรับเรื่องของความรู้ ในฐานะครูคนหนึ่ง ผมเพียงอยากให้เธอมีสติระลึกรู้ทันเสมอเมื่อเธอกำลังใช้ความรู้ การรู้ทันมันจะช่วยให้เธอเห็นว่าความรู้ที่เธอใช้นั้น ตั้งมั่นอยู่บนฐานคิดชนิดใด บนความเชื่อแบบใด บนอคติเช่นใด ที่สำคัญจะได้ตระหนักถึงข้อจำกัดของมันด้วย และผมยังอยากให้เธอจินตนาการถึงสังคมใหม่อยู่เสมอๆ เพราะจินตนาการใหม่ หรือดวงตาใหม่ จะทำให้เธอเห็นโอกาสและหนทางสำหรับสังคมที่เธอควรจะได้อยู่ในอนาคต

ในประเด็นจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ หรือยี่ห้อของธรรมศาสตร์ ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกเป็นความโชคดีหรือโชคร้าย ที่เธอได้เข้ามาเรียนธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยที่มีที่มา มีพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางความคิดเกี่ยวข้องกับการบ้านการเมืองไทยมาโดยตลอด มีนักศึกษารุ่นพ่อและแม่ที่ต่อสู้เพื่อประชาชนคนรากหญ้าอย่างแข็งขัน และต่อสู้เพื่อคำว่าประชาธิปไตยอย่างไม่หวั่นแม้ชีวิต ..และนั่นทำให้ข้อความที่ว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”  ดังก้องเต็ม 2 หูนักศึกษาธรรมศาสตร์ทุกคน (และยังกังวานก้องอยู่ในความคิดของสังคมไทยอยู่ไม่น้อย) แต่บัณฑิตหลายคนเฉื่อยช้าเกินจะเข้าใจนัยยะของมัน ในขณะที่บัณฑิตอีกจำนวนไม่น้อยและน่าจะมากกว่ากลุ่มแรกสมาทานกับรูปคำและตัวอักษร จนกลายเป็นเลือดเป็นเนื้อเป็นลมหายใจเลยทีเดียว

ประเด็น ก็คือ สำหรับบัณฑิตกลุ่มหลัง ความดังกล่าวก็อาจกลายเป็นชนักปักหลัง หรือกรงขังความรู้สึกผิดชอบได้โดยง่าย มโนสำนึกของบัณฑิตหลายคนจึงถูกโบยตีจากการเงียบงันของอาจารย์ในธรรมศาสตร์ จากการที่มหาวิทยาลัยไม่ได้แสดงความรับผิดชอบ ไม่ได้แสดงจุดยืนที่เคียงข้างกับประชาชนต่อเหตุการณ์การเมืองในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา

ในทัศนะผมแล้ว คนหนุ่มคนสาวเช่นเธอที่ไฟแห่งการสร้างสรรค์ยังลุกโชน และไฟแห่งการค้นหาเพิ่งถูกจุด อย่าได้ยินยอมกับมโนสำนึกความถูกผิดที่เธอไม่ได้สร้างขึ้นมา อย่าอ่อนข้อให้กับสิ่งเหล่านี้ เธอไม่ได้เกิดและเติบโตในสังคมที่ขาดแคลนสิทธิเสรีภาพ แต่เธอเกิดและเติบโตอยู่ในยุค web 2.0 และ 3.0  เธอใช้ BB แช้ดกันระหว่างเรียนในห้อง ใช้ BB ส่งรายงานให้ผม ……แต่พวกเธอยังบ่นเสียงดังเสมอว่า ดินแดนเสรีภาพทุกตารางนิ้วในธรรมศาสตร์ไม่กว้างพอสำหรับเธอ…ผมเพียงอยากให้เธอพึงเข้าใจว่าเมื่อเงื่อนไขของบริบทมันเปลี่ยนแปลงไป อะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” เองก็เปลี่ยนรูปและกำลังกลายเป็นปัญหาไปทั่วโลก 

แต่การไม่เหมือนเดิมของบริบท เป็นคนละเรื่องกับจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ที่บัณฑิตควรมี สำหรับผมแล้วจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ เป็นเรื่องภายใน เป็นจิตที่หนักแน่นและตั้งมั่นเพื่อคนอื่น เพื่อส่วนรวม คนรุ่นเธอไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการเดินขบวน นอนหน้าทำเนียบหรือไปทำงานในสลัมเพื่อการรับใช้มวลชนแบบคนรุ่นตุลา ที่แน่ๆ ผมเชื่อว่ามวลชนในยุคนี้ก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว เขาเติบโตและเรียนรู้กับการเปลี่ยนไปของสังคม และก็คงไม่ได้อยากให้คุณมารับใช้อะไรแบบเดิมอีกต่อไป แต่ทั้งเขาและผมอยากเห็นการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ที่แตกต่าง ที่สอดคล้องกับยุคสมัยของปัจจุบันและอนาคตที่คุณจะต้องอยู่และทำให้มันดีขึ้นกับมือทั้ง 2 และจิตที่ตั้งมั่นเพื่อส่วนรวมของคุณ

พวกเรา (รวมทั้งผมด้วย) ล้วนได้รับโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน ได้ใช้ทรัพย์สมบัติส่วนกลางของสังคมมากกว่าคนอื่น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากที่เรามีหน้าที่ต้องคืนสิ่งที่เราเคยได้ ต่อคนอื่น ต่อสังคมและโลกที่เราอยู่ เราสามารถลงมือทำเรื่องเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ได้ทุกวัน โดยไม่ต้องอาศัยตำแหน่งหน้าที่ใดๆ และไม่ต้องใช้โอกาสวันสำคัญใดๆ อีกด้วย

สุดท้าย ผมขอเอาขี้ปากของ Paul Hawken  ตอนหนึ่ง ที่กล่าวในวันรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยพอร์ทแลนด์ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ปีที่แล้วมาบอกแก่พวกเรา เขาบอกว่า “The earth needs a new operating system. You are the programmers and we need it within a few decades.” ซึ่งผมคิดว่าพวกคุณคงเข้าใจกันดีว่าโลกและสังคมเลวร้ายมากขนาดไหน

บุญรักษาครับ

 
1 ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 8, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

เบน แอนเดอร์สัน: ทำไมบทบาทของปัญญาชนสาธารณะจึงเสื่อมถอยลง?

หมายเหตุ: แปลโดย ภัควดี แปลจาก Benedict Anderson, “Why is the role of Public Intellectuals in decline?” ปาฐกถาเพื่อฉลองวาระครบรอบ 10 ปีโครงการ Public Intellectuals Project ของ Nippon Foundation ที่มหาวิทยาลัย Ateneo de Manila, 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพลิดเพลินกับการอ่านเอกสารวิชาการประจำปีของมูลนิธิ Nippon Foundation งานเขียนส่วนใหญ่ให้ความรู้เปิดหูเปิดตา ไม่ใช่แค่ในด้านคุณภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความกว้างขวางในการเปรียบเทียบ และประตูที่เปิดออกสู่เครือข่ายประชาชนมากมายหลายเครือข่าย ซึ่งใส่ใจเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของนโยบายรัฐที่มีมากมายเป็นบัญชีหางว่าว กระนั้นก็ตาม โดยรวมแล้ว งานเขียนเหล่านี้สะกิดความความไม่สบายใจบางอย่างขึ้นมาในใจผม คงเป็นเพราะผมเคยใช้เวลาหลายปีในมหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการที่เรียกกันว่า “นักรัฐศาสตร์”

ทศวรรษที่ผ่านมา กล่าวคือ ค.ศ. 1998-2008 (พ.ศ. 2541-2551) เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลาย ๆด้าน ไม่เพียงเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มูลนิธิ Nippon Foundation สนใจศึกษาเท่านั้น แต่รวมถึงโลกทั้งหมดด้วยทศวรรษนี้ลงเอยด้วยวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกครั้งร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) เมื่อทศวรรษ 1930 และเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในภูมิภาคนี้เมื่อค.ศ. 1997-1998 (พ.ศ. 2540-2541)

กล่าวในด้านการเมืองนั้น ทศวรรษนี้เริ่มต้นด้วยการปะทุขึ้นมาของการเมืองแบบปฏิรูปที่น่าชื่นชม แต่ลงท้ายอย่างน่าผิดหวังด้วยการลงหลักปักฐานของระบอบคณาธิปไตยในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศไทยและมาเลเซียในทุกประเทศที่กล่าวมานี้ ระดับของความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง และการที่รัฐเข้าไปควบคุมสื่อมวลชนนับวันจะยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่สะดุดใจผมเมื่ออ่านเอกสารจำนวนมากในรายงานประจำปีของมูลนิธิก็คือ ความปั่นป่วนวุ่นวายทั้งหมดนี้กลับแทบไม่ปรากฏให้เห็นเลย ลองยกประเทศไทยเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นยาวนาน ซึ่งมีสัญญาณส่อเค้าให้เห็นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นศตวรรษใหม่แต่เอกสารเกี่ยวกับประเทศไทยแทบไม่เอ่ยชื่อของทักษิณชินวัตร ปัญหาของสถาบันกษัตริย์ หรือปัญหาอันน่าขมขื่นของการก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมพูดภาษามลายูในเอกสารเหล่านี้ไม่มีคำเตือนถึงการเกิดขึ้นของขบวนการคนเสื้อแดงที่เราอ่านเจอทุกวันในหน้าหนังสือพิมพ์ เราสามารถอ่านเอกสารเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับฟิลิปปินส์ โดยไม่ได้ความเข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับความหายนะที่เกิดจากการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนางกลอเรียมาคาปากัล อาร์โรโย ฯลฯ

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?

เราอาจเริ่มต้นที่ความเสื่อมถอยระยะยาวของจารีตปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งมีผู้อ่านหรือผู้ชมคือสาธารณชนทั่วไปในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ปัญญาชนสาธารณะที่มีอิทธิพลมากที่สุดในฟิลิปปินส์คือเรนาโต คอนสตันติโน (Renato Constantino) เขาเขียนงานด้านประวัติศาสตร์ไว้มากมาย โดยมีบุคลิกแบบชาตินิยมฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจน และแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า “จิตใจแบบอาณานิคม” ที่ตกค้างอยู่ในเพื่อนร่วมชาติเขาไม่ใช่คนเดียวที่มีลักษณะแบบนี้ ยกตัวอย่างเช่น วิลเลียม เฮนรี สกอตต์ (William Henry Scott) ชาวอเมริกันโปรเตสแตนท์ ก็เขียนหนังสือที่มีอิทธิพลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคต้นของฟิลิปปินส์ และการละเมิดสิทธิ์ชนเผ่ากลุ่มน้อยในเขตกอร์ดีเยราของเกาะลูซอน ทั้งสองคนนี้ไม่ใช่นักวิชาการหรือนักหนังสือพิมพ์อาชีพ ทุกวันนี้ คนที่มีบารมีแบบนี้แทบไม่มีเหลืออีกแล้วไม่มีชาวอินโดนีเซียคนไหนที่มีผลงานยิ่งใหญ่เทียบชั้นได้กับปรามูเดีย อนันตา ตูร์ผู้ล่วงลับ ทั้ง ๆที่ปรามูเดียเรียนไม่จบไฮสกูลด้วยซ้ำ แต่เขาฝากผลงานนวนิยายและเรื่องสั้นอันวิเศษไว้ให้แก่สาธารณชน ถึงแม้ต้องใช้เวลาถึง 13 ปีอยู่ในคุก จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่มีผู้สืบทอด

ในประเทศไทย สุลักษณ์ ศิวรักษ์คือนักวิจารณ์สังคม-การเมืองที่มีอิทธิพลที่สุดในประเทศมาหลายทศวรรษ และโดนข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายต่อหลายครั้ง สุลักษณ์ไม่มีตำแหน่งทางวิชาการและไม่ใช่นักหนังสือพิมพ์ ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงวัยเจ็ดสิบปีและไม่มีผู้สืบทอดที่ชัดเจน

มาเลเซียมีคนแบบนี้อยู่คนหนึ่ง ซึ่งยังค่อนข้างหนุ่ม เป็นนักเสียดสี บรรณาธิการ นักเขียนความเรียงและนักสร้างภาพยนตร์ที่โดดเด่น เขาชื่ออามีร์มูฮัมมัด (Amir Muhammad) ก็อีกนั่นแหละ เขาไม่ใช่นักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์หรือข้าราชการแต่เขาก็ค่อนข้างโดดเดี่ยวเช่นกัน

เพื่อน ๆคงสังเกตเห็นแล้วว่า ผมจงใจเน้นย้ำการขาดหายไปของอาชีพนักวิชาการ จากประเด็นนี้ ผมต้องการชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งสองประการ ซึ่งทำให้การดำรงอยู่ของปัญญาชนสาธารณะเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ประการแรกคือ การสร้างความเป็นวิชาชีพของมหาวิทยาลัย โดยใช้แนวทางตามอย่างอเมริกัน ซึ่งหยิบยืมลอกแบบมาจากเยอรมนีสมัยศตวรรษที่ 19 อีกทีหนึ่งการสร้างความเป็นวิชาชีพ (professionalisation) นี้เริ่มก่อตัวขึ้นมาจากการแยกสาขาวิชาอันกลายมาเป็นสถาบันที่ทรงพลัง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การแบ่งแยกความรู้และการศึกษาออกเป็นส่วนๆ ตามตรรกะของการแบ่งงานกันทำการแบ่งแยกเช่นนี้กีดกันไม่ให้นักประวัติศาสตร์สนใจมานุษยวิทยาหรือนักเศรษฐศาสตร์สนใจสังคมวิทยา แต่มันมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า ผู้อาวุโสในสาขาวิชาต่างๆ จะมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดชี้ชะตาความสำเร็จทางวิชาการของนักวิชาการรุ่นใหม่ ๆด้วย

อนึ่ง การสร้างความเป็นวิชาชีพยังส่งเสริมการพัฒนาศัพท์เทคนิคที่เข้าใจกันเฉพาะในหมู่นักวิชาการที่อยู่ในสาขาวิชาเดียวกัน นี่หมายความว่ามันยิ่งทำให้นักวิชาการเขียนให้นักวิชาการด้วยกันเองอ่าน ตีพิมพ์ใน “วารสารทางวิชาการ” และในสื่อสิ่งพิมพ์ของมหาวิทยาลัยแนวโน้มเช่นนี้ทำให้สาธารณชนทั่วไปถูกกีดกันออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆการเขียนหนังสือให้คนทั่วไปอ่านมักถูกตีตราว่าตื้นเขินและไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ภาษาที่สละสลวยได้รับการยกย่องน้อยลงๆ

อย่างไรก็ตาม อเมริกามีลักษณะเฉพาะในบางแง่มุม ประการแรกสุด อเมริกาไม่มีมหาวิทยาลัยรัฐในระดับชาติ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆเกือบทุกประเทศทั่วโลก มหาวิทยาลัยระดับสุดยอดของอเมริกาเกือบทั้งหมดเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ประการที่สอง อเมริกาพัฒนามหาวิทยาลัยขึ้นมาหลายพันแห่งเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของมหาชน ในยุคสมัยที่ถือกันว่าปริญญาบัตรคือเงื่อนไขในการหางานรายได้ดี ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยประการที่สาม ประเทศนี้มีจารีตยาวนานของความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อปัญญาชนมหาวิทยาลัยโดยรวม นั่นหมายความว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอิทธิพลเชื่อมโยงกับชนชั้นนำทางการเมืองหรือสื่อมวลชน

แต่ตัวอย่างของอเมริกาก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งนับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา สืบเนื่องจากการครองความเป็นใหญ่ในโลกระหว่างและหลังจากสงครามเย็นเยาวชนหลายหมื่นคนจากหลาย ๆ ส่วนของโลกที่เรียกว่า “โลกเสรี” ได้รับเชิญให้มาศึกษาต่อขั้นสูงที่อเมริกา และได้รับทุนอุดหนุนเหลือเฟือจากมูลนิธิเอกชนและหน่วยงานรัฐเมื่อกลับไปบ้าน คนหนุ่มสาวเหล่านี้มักเจริญรอยตามตัวอย่างของอาจารย์และสร้างชีวิตมหาวิทยาลัยขึ้นมาตามต้นแบบ โดยมักได้รับการสนับสนุนทางการเงินและการเมืองจากอเมริกาเป็นอย่างมาก แต่พวกเขาก็ประกอบภารกิจนี้ได้เพียงบางส่วน อันเนื่องมาจากลักษณะของสังคมบ้านเกิดของคนหนุ่มสาวเหล่านี้

ยกตัวอย่างเช่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยระดับสุดยอดมักเป็นของรัฐ และคณาจารย์เป็นข้าราชการในแบบใดแบบหนึ่ง มีจารีตยาวนานของการเคารพผู้มีการศึกษาสูง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากระเบียบสังคมทั้งในยุคก่อนอาณานิคมและยุคอาณานิคมความเคารพต่อผู้มีการศึกษาสูงนี้ได้รับการตอกย้ำจากการมีเส้นสายเชื่อมโยงกับรัฐอย่างเหนียวแน่นอาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถเข้าถึงชนชั้นนำทางการเมืองและสื่อมวลชนในลักษณะที่นึกคิดแทบไม่ออกเลยในสหรัฐอเมริกาในอีกด้านหนึ่ง สถานะทางสังคมของพวกเขามักสวนทางกับการสนับสนุนทางการเงินที่พวกเขาได้รับ ในสหรัฐอเมริกาอาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับค่าตอบแทนสูงมาก ศาสตราจารย์อาวุโสหลายคนมีรายได้ถึง 100,000 ดอลลาร์ (3.2 ล้านบาท)ขึ้นไปต่อปี ตรงกันข้าม ในอุษาคเนย์นั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยมีรายได้ต่ำ จึงต้องหาทางออกด้วยการรับงานโครงการวิจัยของรัฐที่ไร้ประโยชน์ หาลำไพ่พิเศษด้วยการสอนที่มหาวิทยาลัยอื่น เก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์และอาศัยช่องทางต่างๆ ในสื่อมวลชน เช่น เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ ทำรายการทีวีฯลฯ อาจารย์เหล่านี้จึงมักละเลยหรือไม่สนใจนักศึกษา หรือไม่ก็ปฏิบัติต่อนักศึกษาแบบราชการนักวิชาการจำนวนไม่น้อยไม่ยอมสอนหนังสือเลย แต่เลือกไปกินตำแหน่งในสถาบันวิจัยที่แทบไม่มีผลงานใดๆนี่คือเหตุผลที่นักศึกษาเก่งๆ จำนวนมากมักศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองและดูแคลนอาจารย์เพียงในนามเหล่านี้

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ นักวิชาการหลายคนจึงแสวงหาความสำเร็จด้วยการเข้าข้างชนชั้นนำทางการเมือง หรือไม่ก็แข่งขันแย่งชิงทุนจากหน่วยงานต่างๆ ของประเทศร่ำรวย ซึ่งก็มีวาระแฝงเร้นของตนเองแนวโน้มแบบนี้มีข้อเสียในตัวมันเอง ผมจำได้ดีถึงเจ้าหน้าที่สตรีผู้ขยันขันแข็งอย่างยิ่งคนหนึ่ง ซึ่งคอยจัดการการให้ทุนของมูลนิธิโตโยต้าแก่สถาบันการศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เธอบอกว่าเธอรู้สึกตกใจจริงๆที่พบว่า นักวิชาการชาวฟิลิปปินส์ที่มาร่วมการประชุมสัมมนาที่มูลนิธิเป็นผู้สนับสนุนให้จัดขึ้นพวกเขาไม่เพียงคาดหวังว่ามูลนิธิต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่ถึงขนาดเรียกร้องเงินสดตอบแทนการมาร่วมประชุมด้วย เงินตอบแทนมักถูกใช้ไปกับการช้อปปิ้งสินค้าราคาแพง

การหาลำไพ่พิเศษกับสื่อมวลชนก็มีปัญหาในแบบของมันการออกทีวีได้รับค่าตอบแทนดี แต่ไม่ว่าใครก็มักมีเวลาไม่เกิน 5 นาที ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอธิบายสาระสำคัญอะไรได้การเขียนคอลัมน์อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยกระตุ้นให้นักวิชาการเขียนให้สาธารณชนในวงกว้างอ่าน แต่นักวิชาการที่จริงจังย่อมไม่สามารถเขียนอะไรออกมาได้ทุกสัปดาห์ โดยไม่พูดซ้ำซากวนไปวนมา หรือพูดถึงแต่ตัวเอง แถมยังต้องเชื่อฟังคำชี้นำของบรรณาธิการและเจ้าของหนังสือพิมพ์อีกต่างหาก นักวิชาการเหล่านี้กลายเป็นลูกจ้าง ลูกจ้างของรัฐ ของมูลนิธิต่างประเทศ หรือไม่ก็เป็นลูกจ้างของเจ้าพ่อหนังสือพิมพ์และผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงมีเวลาน้อยมากที่จะทำงานวิจัยอย่างจริงจัง เขียนหนังสือที่มีความสำคัญ หรือท้าทายอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง มิหนำซ้ำ พวกเขายังปิดหูปิดตาตัวเองอย่างประหลาดด้วย

ผมขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง สองสามปีก่อน ผมไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯให้อาจารย์และนักศึกษาราว 300 คนฟัง ในระหว่างการบรรยายนั้น ผมกล่าวยืดยาวพอควรเกี่ยวกับอัจฉริยะแท้จริงคนแรกที่ประเทศไทยผลิตขึ้นมานับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 นั่นคือ นักสร้างภาพยนตร์ชั้นยอดอย่างอภิชาติพงศ์วีระเศรษฐกุล ซึ่งได้รับรางวัลใหญ่สองรางวัลที่เมืองคานส์ในช่วงเวลาแค่สามปี อีกทั้งยังได้รับรางวัลมากมายทั่วทั้งโลกภาพยนตร์ด้วยในตอนท้าย ผมถามผู้ฟังว่าใครเคยได้ยินชื่ออภิชาติพงศ์ขอให้ยกมือขึ้น มีคนยกมือประมาณ 10 คน เป็นนักศึกษาทั้งหมด มีกี่คนที่เคยดูภาพยนตร์ของเขา? มีประมาณ 6 คน นักศึกษาทั้งหมดเช่นกัน

ชั่วขณะนั้นเองที่ผมตระหนักถึงการปิดหูปิดตาตัวเองอย่างโง่เขลาของเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย ซึ่งคงดูแต่หนังฮอลลีวู้ด และความหยิ่งจองหองของพวกเขา ก็นักสร้างภาพยนตร์ไม่มีปริญญามหาวิทยาลัยน่ะสิ! แทบไม่มีสะพานเชื่อมระหว่างอาจารย์กับนักสร้างภาพยนตร์ นักเขียนนวนิยายและจิตรกรฯลฯ ไม่น่าแปลกใจที่นักสร้างภาพยนตร์และนักเขียนนวนิยายเองก็มีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีนักต่ออาจารย์มหาวิทยาลัยมีเพียงนักศึกษาที่ยังไม่มีวิชาชีพเท่านั้นที่เชื่อมโยงระหว่างโลกทั้งสอง ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นเหตุผลบางประการว่าทำไมเราจึงไม่ค่อยพบปัญญาชนสาธารณะในมหาวิทยาลัย ถึงแม้มีข้อยกเว้นสำคัญอยู่เสมอก็ตามความเป็นวิชาชีพ สถานะข้าราชการ ความใกล้ชิดกับชนชั้นนำทางการเมือง ความไร้วัฒนธรรม การดูถูกดูแคลนนักศึกษา ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบที่มีบทบาททั้งสิ้น

แต่เราไม่สามารถกล่าวโทษมหาวิทยาลัยโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมของมัน ผมจึงขอกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญประการที่สองที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของปัญญาชนสาธารณะ ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจนิยามได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปของชนชั้นนำและวิธีการที่พวกเขาใช้ประโยชน์จากอำนาจรัฐ

เรื่องแรกที่น่าสังเกตคือค่านิยมของชนชั้นนำที่มักส่งลูกหลานเรียนชั้นประถมและมัธยมในโรงเรียนที่เรียกว่า “โรงเรียนนานาชาติ” ในประเทศของตัวเอง จากนั้นก็ส่งไปต่างประเทศเพื่อทำปริญญาในสาขาต่าง ๆส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ และอังกฤษ ตลอดจนฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฯลฯทัศนคติเช่นนี้มีความหมายชัดเจนคือความไม่แยแสหรือถึงขั้นดูถูกสถาบันการศึกษาในประเทศของตัวเอง ด้วยเหตุผลนี้ ชนชั้นนำจึงไม่ค่อยมีความสะดุ้งสะเทือนกับอิทธิพลทางการเมืองที่แทรกแซงชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างหนัก ถึงที่สุดแล้ว มีแต่ปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศเท่านั้นที่มีเกียรติภูมิอย่างแท้จริง

สถานการณ์นี้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยได้เอกราชใหม่ๆ เมื่อทุกคนภาคภูมิใจกับโรงเรียนของตัวเอง และครูบาอาจารย์ก็ยังเป็นที่เคารพยกย่อง พวกลูกหลานชนชั้นนำไปเรียนอะไรมา ถ้าหากว่าพวกเขายอมเรียนหนังสือบ้าง? คุณแน่ใจได้เลยว่าปริญญาบัตรส่วนใหญ่ที่พวกเขาได้มามักเป็นสาขาวิชาชีพเชิงพาณิชย์ เช่น บริหารธุรกิจ การตลาด เศรษฐศาสตร์ไอที ฯลฯ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ วรรณคดี มานุษยวิทยาหรือจิตวิทยาแน่ ๆเพราะสาขาวิชาเหล่านี้มักถูกมองว่า “ไร้ประโยชน์” และไม่ตรงกับความต้องการสำหรับ “ลูกหลานของเรา” ซึ่งจะต้องกลับมาสืบทอดตำแหน่งของพ่อแม่ในระบบการเมืองที่การเล่นพรรคเล่นพวกได้รับการส่งเสริมอย่างไร้ยางอายมากขึ้นทุกทีๆ

เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ: ครั้งล่าสุดที่ผมได้คุยกับอามีร์มูฮัมมัด เขาบอกผมว่า สำนักพิมพ์เล็ก ๆของเขาเพิ่งตีพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นของนักเขียนเกย์และเลสเบี้ยน เนื่องจากทราบดีว่า มาเลเซียมีกฎหมายลงโทษความสัมพันธ์ทางเพศที่ “อปกติ” ค่อนข้างหนักหน่วงทีเดียว ผมจึงถามเขาว่า เขาไม่กริ่งเกรงการลงโทษหรือ “ไม่เลย” เขาพูดกลั้วหัวเราะ “ชนชั้นปกครองของเราไม่เคยอ่านหนังสือ อย่างมากก็อ่านแค่คำแนะนำด้านนโยบายสองหน้ากระดาษกับหนังสือพิมพ์เท่านั้น อีกอย่างหนึ่ง หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพวกเขาก็ไม่ค่อยถนัดอยู่แล้ว”

ตัวอย่างที่สะท้อนภาพให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคเผด็จการยาวนานของซูฮาร์โต ในค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีเหตุการณ์ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศลุกฮือขึ้นแข็งข้อต่อรัฐบาล ซึ่งก็ถูกปราบปรามลงอย่างรวดเร็วผู้นำทางปัญญาส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบัน Technical Institute of Bandung (ในภาษาอินโดนีเซียคือ Institut Teknologi Bandung–ITB) อันทรงเกียรติ แต่ในการลุกฮือขึ้นต่อต้านซูฮาร์โตใน ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) หรืออีกยี่สิบปีต่อมา สถาบันนี้กลับไม่หลงเหลือบทบาทและไม่ทำอะไรเลย ทำไม? เหตุผลนั้นง่ายมาก ซูฮาร์โตต้องการการพัฒนาโดยไม่ต้องพะวงกับเสียงคัดค้าน รัฐบาลของเขาจึงจ้างบัณฑิตจาก ITB จำนวนมาก และมักส่งไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาทำงานในกระทรวงต่าง ๆที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ซึ่งต่อมาไม่นาน กระทรวงเหล่านี้ก็ขึ้นชื่อฉาวโฉ่ในด้านการเล่นพรรคเล่นพวกและการคอร์รัปชั่นผู้นำเผด็จการรู้ดีว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ภัยคุกคาม พวกเขาไม่มีฐานทางการเมืองหรือต้นทุนทางศีลธรรมในสังคมอินโดนีเซียอีกแล้วนักศึกษาที่มาแทนที่คนเหล่านี้มาจากมหาวิทยาลัย “ชั้นสอง” ซึ่งมักเป็นมหาวิทยาลัยด้านศาสนาและมหาวิทยาลัยเอกชน

รัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อผมยื่นขอวีซ่าสำหรับนักวิจัยใน ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) ผมต้องรอถึงเก้าเดือนกว่าวีซ่าจะได้รับอนุมัติ เหตุผลหลักคือความเกียจคร้านของระบบราชการ แต่ก็มีความกลัวที่เข้าใจได้ด้วยว่า นักวิจัยต่างชาติ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาอาจเป็นสายลับของซีไอเอภายใต้รัฐบาลซูฮาร์โต ซึ่งเป็นคนโปรดของสหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สถานการณ์แย่ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลซูฮาร์โตต้องการมีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จเหนือนักศึกษาต่างชาติทุกคน โดยสั่งห้ามไม่ให้ศึกษาเรื่องอะไรก็ตามที่รัฐบาลถือว่า “อ่อนไหว” การควบคุมนี้อยู่ภายใต้หน่วยสืบราชการลับของรัฐ โดยอาศัยหน้าฉากของสถาบันที่เคยดูเหมือนใจกว้าง นั่นคือ สถาบัน Indonesian Institute for the Sciences (ภาษาอินโดนีเซียคือ Lembaga Ilmu Pengetahuan Indonesia—LIPI) ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการของรัฐ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนี้คือนักวิจัยที่รัฐไว้วางใจ ซึ่งแทบไม่เคยสอนนักศึกษาและมีความเชื่อมโยงกับนักศึกษาน้อยมาก เทคนิคการบริหารจัดการแบบนี้แพร่ไปถึงมาเลเซียและประเทศไทย และมีบ้างเล็กน้อยในฟิลิปปินส์อำนาจการยับยั้งของหน่วยงานสืบราชการลับในประเทศเหล่านี้มีมากถึงขนาดที่นักศึกษาที่มาขอวีซ่าวิจัยต้องหันไปหาโครงการที่ปลอดภัยไม่มีพิษมีภัย หรือไม่ก็เรียนรู้วิธีการโกหกอย่างฉลาดปราดเปรื่อง

นักศึกษาต่างประเทศส่วนใหญ่ได้รับเงินทุนจากมูลนิธิเอกชนหรือรัฐบาลในต่างประเทศ สถาบันเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันสัญชาติอเมริกัน ญี่ปุ่น ดัทช์ อังกฤษ ฝรั่งเศสแคนาดา ฯลฯต่างก็มีเป้าหมายระยะยาวในใจ และมีนักศึกษาหลายสิบหรืออาจถึงหลายร้อยคนที่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันดังกล่าวรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งมีผลประโยชน์มากมายทับซ้อนอยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่นอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย ย่อมต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความบาดหมางกับรัฐบาลในประเทศนั้นๆมูลนิธิเอกชนก็เผชิญปัญหาคล้าย ๆกัน กล่าวคือ ทำอย่างไรจะกระตุ้นให้เกิดงานวิจัยที่ดี ในขณะเดียวกันก็ไม่สร้างความขุ่นเคืองหรือไม่พอใจต่อกลไกรัฐถ้ากล้าหาญเกินไป ก็อาจถูกสั่งห้าม โครงการถูกสกัดขัดขวาง ความสัมพันธ์ที่มีกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ และเหนืออื่นใดคือหน่วยสืบราชการลับทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยลูกล่อลูกชนอย่างมากภายใต้ความกดดันเช่นนี้ เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่หน่วยงานและมูลนิธิเหล่านี้รู้สึกจำเป็นต้องรอบคอบระแวดระวังและอนุรักษ์นิยม ดังนั้น เห็นได้โดยง่ายว่า เหตุใดโครงการที่มีจุดมุ่งหมายที่ดีมักไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อปัญญาชนสาธารณะ แต่มักเน้นโครงการวิจัยแบบเทคโนแครตหรือโครงการขนาดเล็กๆที่ไม่น่าจะสร้างปัญหา ทั้งต่อหน่วยงานและมูลนิธิเอง รวมทั้งเยาวชนที่พวกเขาส่งเสริมและให้ทุนสนับสนุนด้วย

ภายในรัฐหรือกลุ่มพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับรัฐ มักมีกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจในการยับยั้ง (veto-groups) ซึ่งเราควรให้ความสนใจผมขอยกตัวอย่างจากแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการศึกษาของมูลนิธิ Nippon Foundation ในอินโดนีเซีย กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งกลุ่มสำคัญคือกองทัพและนักการเมืองมุสลิม ผมคิดไม่ออกเลยว่ามีหนังสือดีๆ ที่เขียนเกี่ยวกับกองทัพอินโดนีเซีย (ในระดับชาติ)สักเล่มเดียวตีพิมพ์ออกมาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเขียนโดยนักวิชาการชาวอินโดนีเซียหรือชาวต่างประเทศ งานเขียนที่ดีที่สุดส่วนใหญ่เท่าที่มีอยู่มาจากโลกของเอ็นจีโอ เช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล องค์กร Indonesia Watch ตลอดจนเอ็นจีโอท้องถิ่นเล็กๆ แต่งานเขียนเหล่านี้ไม่เป็นระบบมากนักและมักเน้นไปที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับต่างๆ และในท้องที่ต่าง ๆมากกว่า แต่การศึกษาอาณาจักรธุรกิจอันกว้างใหญ่ของกองทัพ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เป็นเรื่องต้องห้ามไม่มากก็น้อยคุณอาจคิดว่า มันน่าสนใจที่จะศึกษาสภาพการณ์อันแปลกประหลาดของอินโดนีเซีย ประเทศที่อ้างว่ามีคนมุสลิมถึง 90% แต่คะแนนเสียงรวมกันของพรรคการเมืองมุสลิมทั้งหมดในช่วงสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยเกินครึ่ง หรือทำไมทั้งๆที่อิทธิพลของศาสนาอิสลามเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่เกียรติภูมิของนักการเมืองมุสลิมกลับตกต่ำอย่างที่สุด? มีแต่ความเงียบเป็นคำตอบ

ในประเทศฟิลิปปินส์ กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งมากที่สุดคือศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งประสบความสำเร็จเสมอมาในการสกัดยับยั้งกฎหมายการหย่าร้างที่ก้าวหน้า ทำให้การแยกทางของคู่สมรสนับไม่ถ้วนสร้างความลำบากยากแค้นแสนสาหัสต่อผู้หญิงและเด็ก ศาสนจักรยังขัดขวางการเผยแพร่วิธีการและเครื่องมือในการคุมกำเนิด ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดปัญหาการขยายตัวของประชากรจนควบคุมไม่ได้ในประเทศที่ยากจนข้นแค้นและมีการอพยพของแรงงานจำนวนมาก แต่ยังเป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้กับโรคเอดส์ด้วย ทรัพย์สินทั้งหมดและงบประมาณภายในของพระคาทอลิกเป็นความลับที่เก็บงำมิดชิดผมนึกไม่ออกว่ามีหนังสือแม้สักเล่มเดียวที่ตรวจสอบผลประโยชน์และนโยบายของศาสนจักรอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่ตามมาด้วย

ในประเทศมาเลเซีย กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งอย่างสำคัญคือกลุ่มคณาธิปไตยภายในพรรคอัมโน ซึ่งครองอำนาจมานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว หลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนี้อาศัยกฎหมาย “ความมั่นคง” ภายในที่เข้มงวดเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งตกค้างจากยุคอาณานิคมอังกฤษ แต่มีการนำมาพัฒนาเพื่อใช้กดขี่ฝ่ายกบฏ ผู้วิพากษ์วิจารณ์และผู้ไม่พอใจรัฐบาล ทั้งหมดนี้อาศัยข้ออ้างบังหน้าในการรักษาความสงบของสังคม ความรู้รักสามัคคีของชาติและความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่างชาติพันธุ์ต่างๆจริงอยู่ ทุกวันนี้พรรคอัมโนอยู่ในภาวะตกต่ำ สืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง กลุ่มผู้นำที่ไร้ความสามารถและฉ้อฉล รวมไปถึงความเบื่อหน่ายของประชาชนจริงอยู่ มีเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมที่กระตือรือร้น มีเอ็นจีโอที่ทำงานต่อต้านการกีดกันด้านเชื้อชาติ โดยเฉพาะกับคนกลุ่มใหญ่ชาวอินเดียที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ฯลฯ แต่การโจมตีซึ่งหน้าต่อปัญหาการคอร์รัปชั่น ความไร้ประสิทธิภาพ ความหน้าไหว้หลังหลอก ทัศนคติแบบเลือกปฏิบัติฯลฯของชนชั้นนำในพรรคอัมโนเองนั้น ยังไม่มีหรอก ถึงแม้ว่านักวิชาการจะมีความกล้ามากขึ้นทีละน้อยๆ ก็ตาม

ท้ายที่สุดคือประเทศไทยกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งในประเทศนี้คือ กลุ่มที่อยู่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ ซึ่งได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เข้มงวดเฉียบขาด

—————————————————–skip——————————————————–

แต่ผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่านั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในโลกวิชาการ ตัวอย่างเล็กๆแต่บอกอะไรเรามากมายตัวอย่างหนึ่งก็คือ ประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่จัดทำใส่กรอบสวยงามวิจิตรบรรจงในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยนับตั้งแต่ต้นกำเนิดอันคลุมเครือเมื่อ 800 ปีก่อนมาจนถึงปัจจุบันเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างแท้จริงก็คือ นิทรรศการถาวรนี้ถวายเป็นเกียรติแด่บุคคลเพียงสี่ห้าคน และทุกพระองค์คือพระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่เคารพรักยิ่ง ไม่มีนักเขียน นายพล นายแพทย์ กวี นักวิทยาศาสตร์ พระ ผู้พิพากษา นักปรัชญา นักสังคมสงเคราะห์หรือจิตรกรแม้แต่คนเดียว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้หญิงนิทรรศการเช่นนี้เป็นสิ่งที่นึกคิดไม่ได้เลยในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์หรือกระทั่งในมาเลเซียเรื่องแบบเดียวกันนี้ แต่ในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า สามารถพบเห็นได้ในสาขาวิชาต่าง ๆในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าในประวัติศาสตร์ศิลปะ ประวัติศาสตร์ วรรณคดีประจำชาติ รัฐศาสตร์ ชาติพันธุ์วิทยา ฯลฯแน่นอน มีวิญญาณเสรีอยู่บ้าง รวมทั้งอาจารย์บางคนที่อาวุโสจนน่าจะเกษียณได้แล้ว แต่ภาพรวมยังห่างไกลจากความน่ายินดี

เมื่อได้สาธยายเหตุผลข้างต้นไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นท้าทายให้เกิดข้อถกเถียง เหตุผลที่ว่าการสร้างความเป็นวิชาชีพและความเป็นพาณิชย์นิยมของมหาวิทยาลัย อำนาจที่เพิ่มพูนมากขึ้นของระบบราชการและหน่วยงานตรวจพิจารณาข่าวสาร (เซนเซอร์) รวมทั้งแนวโน้มของคณาธิปไตยในชนชั้นนำระดับรัฐ-ชาติ พื้นที่ที่เหลือให้ปัญญาชนสาธารณะจึงค่อนข้างจำกัดมาก อย่างน้อยก็ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแต่ผมขอพูดสรุปสั้น ๆอีกสักเล็กน้อยว่าทำไมสำหรับปัญญาชนสาธารณะ หนังสือยังมีความสำคัญอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์กับข้อเขียนในคอลัมน์เป็นงานเขียนที่มีอายุสั้น มันถูกกลืนหายไปทันทีที่ฉบับวันต่อไปออกมา โทรทัศน์อาจมีช่วงขณะที่มีชีวิตชีวาแจ่มชัด แต่ไม่มีใครดูรายการของปีที่แล้วหรอก บางครั้งภาพยนตร์ก็เป็นสื่อที่ยอดเยี่ยม แต่นอกจากผู้เชี่ยวชาญไม่กี่คน คนส่วนใหญ่ก็ดูหนังแต่ละเรื่องแค่ครั้งสองครั้ง อินเทอร์เน็ตให้ชั่วขณะที่ปลดเปลื้องจากพันธนาการ แต่การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารมีมากเกินไป อีกทั้งข้อความในบล็อกเฟสบุ๊ก ฯลฯ ก็คงอยู่ได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว มีความหมายเฉพาะชั่วขณะนั้น ๆแต่หนังสือที่ดีสามารถอ่านซ้ำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า หนังสือสามารถคงอยู่ คืนชีวิตได้ตลอดระยะเวลายาวนาน เรายังคงสามารถอ่านผลงานของท่านผู้หญิงมูราซากิด้วยความเพลิดเพลินและได้คติสอนใจ เช่นเดียวกับงานประพันธ์ของโฮเซริซัล, มิลตัน, ฮาฟิซ, วอลแตร์ ฯลฯหนังสือให้พื้นที่ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ซับซ้อนและยอกย้อน สามารถอ่านเงียบ ๆในใจ และไม่ระบุเจาะจงผู้อ่านไว้ล่วงหน้า ใคร ๆ ก็สามารถเรียนรู้จากหนังสือ ณที่นี้ ผมอยากกล่าวว่า การพัฒนาเครือข่ายดังที่มูลนิธิ Nippon Foundation สนับสนุนนั้น เป็นสิ่งที่ควรแก่การยกย่องและมีคุณค่าอย่างยิ่ง กระนั้นก็ตาม มันมีความหมายเฉพาะในกลุ่มที่เข้าใจกันเองและมีความคิดเกี่ยวกับปัญหาคล้ายๆกันเท่านั้น แต่ในทัศนะของผม นี่ก็ยังไม่เหมือนกับคุณูปการของปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งโดยหลักการแล้วย่อมพูดกับใครก็ได้และพูดกับทุกๆ คน ปัญญาชนสาธารณะมีผู้อ่าน ซึ่งอาจไม่เหมือนกับการมีเครือข่ายที่ใกล้ชิดแนบแน่น แต่ทุกสังคมพึงมีทั้งสองอย่าง

http://thaiaudio.wordpress.com/2010/07/12/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a/

 
1 ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 12, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ขอไว้อาลัยแด่ สมเกียรติ ตั้งนะโม….ครูนอกห้องของผม

ผมรู้จัก อาจารย์สมเกียรติ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ผ่านการสื่อสารกันทาง e-mail เป็นหลัก…มิเคยได้พูดคุยกันทางวาจา แต่อย่างไร

ผมนับถือ อ.สมเกียรติ และได้เรียนรู้ (นอกห้องเรียน) กับสิ่งที่อาจารย์ได้ทำไว้ในฐานะ บรรณาธิการ website มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน 2 ประการ

1) การแปล…งานแปลบทความของอาจารย์ที่ได้ทำ และเผยแพร่ไว้ใน มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนั้น อ่านได้ลื่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และผมอยากทำได้อย่างนั้น

2) อาจารย์ได้ทำให้ ผมเชื่อ และปฏิบัติตาม ว่า ความรู้ควรเป็นของฟรี ….ลิขซ้ายที่ website มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ประกาศไว้นั้น ทำให้ผมได้ตระหนักว่า ความรู้จากนักวิชาการ จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ ทำไมจะต้องจดลิขสัทธิ์ทางปัญญา ทำไมจึงควรเป็นของส่วนตัว…แทนที่จะเป็นของส่วนรวม และเป็น ปัญญาชนสาธารณะ

เมื่อความตายมาเยือน ผู้คนที่เข้าใจว่า มันคือ ขั้นตอน หรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ….ก็น่าจะทำใจได้ไม่ยากนัก

แต่หากใครก็ตาม ที่ยังเข้าใจว่า ชีวิต คือ การไม่เปลี่ยนแปลง คงอยู่….คงทำใจได้ยากยิ่ง

และไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ผู้ที่จากไป..ควรมีใครบางคน ได้คิดถึงในฐานะ คนเคยรักกัน คนเคยเคารพกัน ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง…..

บุญรักษาตลอดไปครับอาจารย์….

 
1 ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 8, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: ,

โลกเราต้องการระบบปฏิบัติการใหม่ ใน 10-20 ปีนี้…พวกเธอคือโปรแกรมเมอร์…Paul Hawken

ผมอ่านถ้อยคำข้างต้นแล้ว ก็ต้องรีบไปค้นหาต่อว่า Hawken เอ่ยถ้อยคำแห่งแรงบันดาลใจนี้ไว้ ณ ที่ใด…แล้วผมก็พบว่า เขากล่าวในวันรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยพร์ทแลนด์เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 ฉบับเต็มๆ มีดังนี้ครับ (Pual Hawken คือ คนเขียนหนังสือชื่อดัง Blessed Unrest) 

When I was invited to give this speech, I was asked if I could give a simple short talk that was “direct, naked, taut, honest, passionate, lean, shivering, startling, and graceful.” Boy, no pressure there.

But let’s begin with the startling part. Hey, Class of 2009: you are going to have to figure out what it means to be a human being on earth at a time when every living system is declining, and the rate of decline is accelerating. Kind of a mind-boggling situation – but not one peer-reviewed paper published in the last thirty years can refute that statement.

Basically, the earth needs a new operating system, you are the programmers, and we need it within a few decades.

This planet came with a set of operating instructions, but we seem to have misplaced them. Important rules like don’t poison the water, soil, or air, and don’t let the earth get overcrowded, and don’t touch the thermostat have been broken. Buckminster Fuller said that spaceship earth was so ingeniously designed that no one has a clue that we are on one, flying through the universe at a million miles per hour, with no need for seatbelts, lots of room in coach, and really good food – but all that is changing.

There is invisible writing on the back of the diploma you will receive, and in case you didn’t bring lemon juice to decode it, I can
tell you what it says: YOU ARE BRILLIANT, AND THE EARTH IS HIRING. The earth couldn’t afford to send any recruiters or limos to your school. It sent you rain, sunsets, ripe cherries, night blooming jasmine, and that unbelievably cute person you are dating. Take the hint. And here’s the deal: Forget that this task of planet-saving is not possible in the time required. Don’t be put off by people who know what is not possible. Do what needs to be done, and check to see if it was impossible only after you are done.

When asked if I am pessimistic or optimistic about the future, my answer is always the same: If you look at the science about what is happening on earth and aren’t pessimistic, you don’t understand data. But if you meet the people who are working to restore this earth and the lives of the poor, and you aren’t optimistic, you haven’t got a pulse. What I see everywhere in the world are ordinary people willing to confront despair, power, and incalculable odds in order to restore some semblance of grace, justice, and beauty to this world. The poet Adrienne Rich wrote, “So much has been destroyed I have cast my lot with those who, age after age, perversely, with no extraordinary power, reconstitute the world.” There could be no better description.
Humanity is coalescing. It is reconstituting the world, and the action is taking place in schoolrooms, farms, jungles, villages, campuses, companies, refuge camps, deserts, fisheries, and slums.

You join a multitude of caring people. No one knows how many groups and organizations are working on the most salient issues of our day: climate change, poverty, deforestation, peace, water, hunger, conservation, human rights, and more. This is the largest movement the world has ever seen.

Rather than control, it seeks connection. Rather than dominance, it strives to disperse concentrations of power. Like Mercy Corps, it works behind the scenes and gets the job done. Large as it is, no one knows the true size of this movement. It provides hope, support, and meaning to billions of people in the world. Its clout resides in idea, not in force. It is made up of teachers, children, peasants, businesspeople, rappers, organic farmers, nuns, artists, government workers, fisherfolk, engineers, students, incorrigible writers, weeping Muslims, concerned mothers, poets, doctors without borders, grieving Christians, street musicians, the President of the United States of America, and as the writer David James Duncan would say, the Creator, the One who loves us all in such a huge way.

There is a rabbinical teaching that says if the world is ending and the Messiah arrives, first plant a tree, and then see if the story is true.  Inspiration is not garnered from the litanies of what may befall us; it resides in humanity’s willingness to restore, redress, reform, rebuild, recover, reimagine, and reconsider. “One day you finally knew what you had to do, and began, though the voices around you kept shouting their bad advice,” is Mary Oliver’s description of moving away from the profane toward a deep sense of connectedness to the living world.

Millions of people are working on behalf of strangers, even if the evening news is usually about the death of strangers. This kindness of strangers has religious, even mythic origins, and very specific eighteenth-century roots. Abolitionists were the first people to create a national and global movement to defend the rights of those they did not know. Until that time, no group had filed a grievance except on behalf of itself. The founders of this movement were largely unknown – Granville Clark, Thomas Clarkson, Josiah Wedgwood – and their goal was ridiculous on the face of it: at that time three out of four people in the world were enslaved. Enslaving each other was what human beings had done for ages. And the abolitionist movement was greeted with incredulity. Conservative spokesmen ridiculed the abolitionists as liberals, progressives, do-gooders, meddlers, and
activists. They were told they would ruin the economy and drive England into poverty. But for the first time in history a group of people organized themselves to help people they would never know, from whom they would never receive direct or indirect benefit. And today tens of millions of people do this every day. It is called the world of non-profits, civil society, schools, social entrepreneurship, and non-governmental organizations, of companies who place social and environmental justice at the top of their strategic goals. The scope and scale of this effort is unparalleled in history.

The living world is not “out there” somewhere, but in your heart. What do we know about life? In the words of biologist Janine Benyus, life creates the conditions that are conducive to life. I can think of no better motto for a future economy. We have tens of thousands of abandoned homes without people and tens of thousands of abandoned people without homes. We have failed bankers advising failed regulators on how to save failed assets. Think about this: we are the only species on this planet without full employment. Brilliant. We have an economy that tells us that it is cheaper to destroy earth in real time than to renew, restore, and sustain it. You can print money to bail out a bank but you can’t print life to bail out a planet. At present we are stealing the future, selling it in the present, and calling it gross domestic product. We can just as easily have an economy that is based on healing the future instead of stealing it. We can either create assets for the future or take the assets of the future. One is called restoration and the other exploitation. And whenever we exploit the earth we exploit people and cause untold suffering. Working for the earth is not a way to get rich, it is a way to be rich.

The first living cell came into being nearly 40 million centuries ago, and its direct descendants are in all of our bloodstreams. Literally you are breathing molecules this very second that were inhaled by Moses, Mother Teresa, and Bono. We are vastly interconnected. Our fates are inseparable. We are here because the dream of every cell is to become two cells. In each of you are one quadrillion cells, 90 percent of which are not human cells. Your body is a community, and without those other microorganisms you would perish in hours. Each human cell has 400 billion molecules conducting millions of processes
between trillions of atoms. The total cellular activity in one human body is staggering: one septillion actions at any one moment, a one with twenty-four zeros after it. In a millisecond, our body has undergone ten times more processes than there are stars in the universe – exactly what Charles Darwin foretold when he said science would discover that each living creature was a “little universe, formed of a host of self-propagating organisms, inconceivably minute and as numerous as the stars of heaven.”

So I have two questions for you all: First, can you feel your body? Stop for a moment. Feel your body. One septillion activities going on simultaneously, and your body does this so well you are free to ignore it, and wonder instead when this speech will end. Second question: who is in charge of your body? Who is managing those molecules? Hopefully not a political party. Life is creating the conditions that are conducive to life inside you, just as in all of nature. What I want you to imagine is that collectively humanity is evincing a 20 deep innate wisdom in coming together to heal the wounds and insults of the past.

Ralph Waldo Emerson once asked what we would do if the stars only came out once every thousand years. No one would sleep that night, of course. The world would become religious overnight. We would be ecstatic, delirious, made rapturous by the glory of God. Instead the stars come out every night, and we watch television. This extraordinary time when we are globally aware of each other and the multiple dangers that threaten civilization has never happened, not in a thousand years, not in ten thousand years. Each of us is as complex and beautiful as all the stars in the universe. We have done great things and we have gone way off course in terms of honoring creation. You are graduating to the most amazing, challenging, stupefying challenge ever bequested to any generation. The generations before you failed. They didn’t stay up all night. They got distracted
and lost sight of the fact that life is a miracle every moment of your existence. Nature beckons you to be on her side. You couldn’t ask for a better boss. The most unrealistic person in the world is the cynic, not the dreamer. Hopefulness only makes sense when it doesn’t make sense to be hopeful. This is your century. Take it and run as if your life depends on it.”

http://designthinking.ideo.com/?p=328

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 21, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

ต้อนรับ เพื่อนใหม่

ผมได้มีโอกาสเขียนบทความ ลงในเอกสารปฐมนิเทศ ให้แก่ นักศึกษาใหม่ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์…..ผมเขียนถึงพวกเขา ดังนี้

…………………………………………………………………………………………………………………………………………

เลือกเอาว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือส่วนหนึ่งของทางออก

ผมคิดว่า นอกจากจะดีใจที่ได้มาเป็นเพื่อนใหม่ในรั้วเหลืองแดงแล้ว ในอีกด้านหนึ่งคงเป็นความหนักใจไม่น้อยสำหรับเพื่อนใหม่ที่ต้องตระหนักว่ารั้งเหลืองแดง มิใช่เป็นเพียงมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนเท่านั้น แต่เป็นสถาบันการศึกษาที่ผ่านร้อนหนาวกับเหตุการณ์บ้านเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ผู้นำประเทศ ผู้นำทางการเมืองและผู้นำทางสังคมของประเทศนี้ล้วนก้าวผ่านรั้วเหลืองแดงไม่ใช่น้อย นั่นหมายถึงว่าในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณจึงถูกคาดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีส่วนร่วมทางการบ้านการเมือง รวมถึงมีทัศนะในงานพัฒนาสังคมที่น่านับถือ

ความสูญเสียมหาศาลของประเทศเมื่อวันที่  19-20 พฤษภาคม คงผ่านสายตาทุกท่านมาไม่น้อย  ซากเศษที่ถูกเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้น ชิงชัง รอยแผลของสังคม และความบาดหมางของจิตใจ ได้ถ่างให้ทุกคนต้องตระหนักถึงความจริงที่สำคัญของสังคม  พ้นไปจากเหตุผลของการแย่งชิงอำนาจของนักเลือกตั้ง  ความเป็นจริงของสังคมที่หยั่งรากลึก ก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ช่องว่างรายได้ระหว่างของคนรวยกับคนจน  เรื่อง 2 มาตรฐาน และการมีส่วนร่วมทางการเมือง…….เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

สิ่งที่ผมต้องการให้เราตระหนัก ก็คือ มหาวิทยาลัยและนักศึกษา ก็เป็นส่วนหนึ่งของความไม่เท่าเทียมกัน เพราะ การศึกษา คือ ประตูบานหลักที่จะเปิดให้คุณได้มีส่วนร่วมในสังคมอย่างเท่าเทียม …แต่น่าเสียดายที่ประตูบานนี้กลับแง้มไว้อย่างแคบๆ ซึ่งมีคนเพียงน้อยนิดที่จะมีโอกาสก้าวเข้ามา

หากนับเอาประชากรไทยที่อายุราว 17-18 ปี น่าจะมีประมาณสัก 3-4 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเพียง 6 หมื่นคนเท่านั้นที่ก้าวผ่านประตูแคบๆ มาเรียนในมหาวิทยาลัยได้ และมีเพียง 0.1% เท่านั้นที่เข้ามาเรียนในรั้วเหลือแดงแห่งนี้ ที่เหลือเรียนรู้โลกกว้างจากการเป็นเกษตรกร ชาวนา คนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ขับTaxi ขนยา รวมไปถึง ขายตัว …..อาชีพเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถหาความมั่นคงใดๆ ได้ ซ้ำยังเป็นอาชีพที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเสมอ

4 ปีในมหาวิทยาลัย คนจำนวน 6 หมื่นนี้ เอาเปรียบเพื่อนพ้องในรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่ไม่น้อย ตัวเลข 5 หมื่นบาท คือ ค่าเฉลี่ยที่รัฐต้องใช้เงินภาษีอุดหนุนให้นักศึกษาแต่ละคนได้เรียนในมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเรียนจบ หลายคนกลับใช้โอกาสที่ดีกว่านี้กอบโกย หาประโยชน์ เอารัดเอาเปรียบคนอื่น และเอาเปรียบสังคมอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น…นั่นเองที่ผมอยากให้เราตระหนักว่า มหาวิทยาลัยและพวกเรา ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเอารัดเอาเปรียบ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมมีความไม่เท่าเทียมกันด้วย

หากถามว่าในความไม่เท่าเทียมกันนี้ ในฐานะนักศึกษาเราทำอะไรได้บ้าง ….สั้น ง่าย ตรงไปตรงมา…..ผมอยากเรียกร้องให้เพื่อนใหม่ทุกคน ใช้ทุกโอกาสที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย คืนทุนให้แก่สังคม ให้แก่ส่วนรวม คืนกำไรผ่านการทำงานเพื่อสังคม ร่วมงานอาสาสมัคร  ทำงานที่ก่อประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ งานที่จะช่วยลดภาระภาษีให้แก่พ่อแม่พี่น้อง งานที่จะช่วยบ่มเพาะจิตใจแห่งความกรุณา จิตใจที่อยู่พ้นการเอาเปรียบ จิตใจแห่งการรับใช้มวลชน ผู้ยากไร้ ผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ

จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ ไม่เคยบังคับเราว่าต้องทำเรื่องเหล่านี้ เพื่อนใหม่ได้สิทธิ ได้เสรีภาพที่จะเลือกเอาเองว่าจะวางชีวิตและหัวใจของตนไว้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือเป็นส่วนหนึ่งของทางออก และอย่างที่ผมบอก ดินแห่งเสรีภาพในรั้วเหลืองแดงนี้ มิใข่เป็นเพียงสถานที่เรียนที่สอนหนังสือเท่านั้น …..

บุญรักษาครับ

 
2 ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 2, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

แด่ อาสาสันติ….แด่สุรเฌอ

โดย ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล

หมายเหตุ “ปนิธิตา เกียรติ์สุพิมล” เขียนบทความชิ้นนี้ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก เพื่อรำลึกถึง “สมาพันธ์ ศรีเทพ” เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ผู้เสียชีวิตในเหตุนองเลือดกลางเดือนพฤษภาคมที่กรุงเทพมหานคร บทความดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวางในเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ มติชนออนไลน์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ดังนี้ 

หลายครั้งที่ฉันคิดว่า เขาเป็นเด็กที่ ′พ่อไม่สั่งสอน′ ทำตัวน่ารำคาญ ไม่รู้จักกาละเทศะ กวนตีน และชอบเพ้อเจ้อ

ฉันเคยคิดว่าถ้าเขายังทำตัวแบบนี้ เขาคงได้ ′ตายก่อนโต′

นั่นเป็นเพราะ ′อคติ′ และความ ′สองมาตรฐาน′ ของตัวเองโดยแท้ (เพราะว่าเขาไม่ใช่เด็กผู้ชายที่หน้าตาดี เขาดำ เขาอ้วน เขาพูดจาตรงไปตรงมา เขาไม่ใช่เด็กเรียบร้อย มีสัมมาคาราวะ: น่าเศร้า ที่ฉันก็ติดอยู่ในมายาคติงี่เง่านั้น)
…………………………………………………………………………………………………………….

เท่าที่จำได้ ฉันไม่เคยได้ทำอะไรดีๆ ให้น้องเลย เวลาเจอกันก็พูดจาประชดประชัน แทบจะไม่ชอบหน้าเด็กคนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เฌอก็ยังวนเวียนช่วยงานพี่ๆ อยู่เสมอ แม้จะไม่ชอบใจในความกวนตีนไม่รู้กาละเทศะของเขา แต่ฉันก็ได้รับความช่วยเหลือ ทำโน่นทำนี่จากน้องชายคนนี้เสมอ

ถึงวันนี้ฉันรู้แล้วว่าที่เขาเป็นแบบนั้น เพราะเขาโตเกินอายุ เพราะเขาถูกสอนให้มีความคิดเป็นของตัวเอง เพราะเขาเป็นเด็กชายคนหนึ่งที่ต้องการ ′พื้นที่′ ของตัวเอง เขามีแบบอย่างคือพี่ๆ ตระกูล ′สุระ′ ทั้งหลาย (พวกเรามีชื่อนำหน้าว่า สุร ตัวพ่อคือ สุรพงษ์แมนโคตร โคตร ตามด้วย สุรเดี่ยว สุรป่าน สุรวิทย์ สุรมั้ง สุรบอย สุรแจ๊ค สุรกิ๊ สุรจุ๋ม สุรตั๊ก สุรเอกฯลฯ)

′สุรเฌอ′ เป็นน้องคนสุดท้อง เขาจึงเป็นที่รักและที่ชังของพี่ๆ สุระตระกูล

เขาไม่ใช่เด็กเกเร ไม่เคยคิดร้ายกับใคร เขาเป็นเด็กผู้ชายที่กำลังเรียนรู้ ′ชีวิต′ และที่เขาเป็นแบบนั้น เพราะเขาอยู่ในบรรดาคนที่เชื่อในประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เขาเชื่อว่าเขามีสิทธิเท่าพี่ๆ คนอื่นในการที่จะคิด จะพูด และนั่นเองที่เรามองว่าเขาไม่รู้กาละเทศะ

ฉันเจอหน้าเขาครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2553 เขามาร่วมงานรำลึกผู้เสียชีวิตในการ ′ขอพื้นที่คืน′ ของรัฐบาล

เขาเป็นคนปีนเอาถุงมือยางสีขาว สัญลักษณ์ของการหยุดฆ่าประชาชนไปแขวนตรงอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็ยังคงเป็นเขาที่ช่วยงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยง นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของเขา
……………………………………………………………………………………………………………..

วันนี้เขาไม่รู้กาละเทศะจริงๆ เขาเข้าไปในพื้นที่อันตรายนั้น และเขาถูกใครบางคนที่โหดเหี้ยมมาก ยิงจนล้มลง

รอยเลือดจากหัวของเขาเป็นทางยาว ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าเขาไม่ได้สิ้นใจในทันที เขาคงทรมานมาก ฉันไม่รู้ว่ามันจะรู้สึกอย่างไร หากเรายังหายใจและชีพจรยังเต้นอยู่ แต่หัวเราเละเหมือนแตงโมที่ตกพื้น

เขานอนอยู่ตรงนั้นเกือบ 1 ชั่วโมง กว่าหน่วยกู้ภัยจะไปช่วยเอาร่างที่มีลมหายใจรวยรินออกมา เพราะทหารไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วย ยิงใส่ทุกคนที่จะเข้าไปช่วย หน่วยกู้ภัยที่ช่วยเขาออกมาก็เกือบถูกยิงที่แขน

หมอบอกว่าเขามาสิ้นใจที่โรงพยาบาล นั่นทำให้ฉันตกใจมากและต้องร้องไห้ออกมา เพราะเป็นเวลานานมากทีเดียวที่เฌอต้องนอนรับรู้ว่าหัวของตัวเองเละเป็นแตงโมตกพื้น

ฉันเข้าไปหาเขาที่ห้องดับจิต เห็นเขานอนนิ่ง เปลือกตาหลับไม่สนิท เขาตัวใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ลำตัวเริ่มมีสีคล้ำ ที่เท้าของเขามีรอยเลือด มือของเขาเกร็งมาก เหมือนกำลังกำอยู่ด้วยความเคียดแค้นเจ็บปวด ที่สำคัญหัวของเขามีสำลีอุดซับเลือดอยู่

ใช่เขาแน่แล้ว… ฉันบอกตัวเอง ก่อนหน้านี้ฉันเห็นภาพคนตายใส่เสื้อสีฟ้าที่ถูกถ่ายโดยคนที่อยู่บริเวณซอยรางน้ำ รอยเลือดเป็นทางยาว มีหมวกกันน็อกข้างๆ ตอนนั้นฉันยังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเขา

ฉันเคยออกปากชมเขาอย่างลับๆ กับเพื่อนสุระคนหนึ่งตอนที่เขาไปเป็นการ์ดอาสาของพันธมิตร ว่า เขาเป็นเด็กที่น่านับถือคนหนึ่ง ใจเขาทำด้วยอะไรวะ

ทำไมเด็กอายุ 16 ถึงออกจากบ้านไปนอนกลางถนน ออกไปเป็นการ์ดปกป้องคนอื่นๆ ในที่สุดเขาถูกทำร้ายจนฟันบิ่น และเกือบจะเรียนไม่จบ ม.3

เมื่อวานเขาออกจากบ้านไป ′ดู′ ประชาธิปไตยบนท้องถนน ไปดูสงครามกลางเมือง น่าเศร้าที่กระสุนปืนไม่ดูตาม้าตาเรือ น่าเศร้าที่ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่เปิดโอกาสให้เขามีลมหายใจอีกแล้ว

ระหว่างรอรับศพ ฉันออกไปหาซื้อเสื้อผ้าให้เขา คิดว่านั่นอาจเป็นสิ่งเดียวและสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะทำให้เขาได้ ฉันเลือกซื้อกางเกงยีนส์ เพราะพ่อเขาบอกว่าเฌอชอบใส่กางเกงยืน เลือกเสื้อตัวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้เพราะตอนนั้นร้านที่อนุสาวรีย์เปิดขายอยู่ไม่กี่ร้าน ตรงสามเหลี่ยมดินแดงยังยิงกันไม่หยุด

เขาได้ ′เปลี่ยน′ เสื้อผ้าแล้ว แต่เหตุการณ์ยังคงเหมือนเดิม ฉันรออยู่จนเขาพร้อมกลับบ้าน เข้าไปจุดธูปบอกเขา ฉันจับตัวเขาด้วย เขาใส่กางเกงยีนส์ได้พอดีเลย

ตอนนี้เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย ฉันขออโหสิกรรมและบอกเขาว่า เขาคือ สุรเฌอ เขาเป็น สุระ ที่น่าภูมิใจที่สุด พวกเราภูมิใจในตัวเขา และให้เขาหลับให้สบาย

เขา คือ ′สุรเฌอ′ หรือ น้องเฌอของพ่อเหน่ง ไอ้เหี้ยเฌอของพวกพี่ เขาคือ นายสมาพันธ์ ศรีเทพ อายุ 17 ปี ที่ได้ตายก่อนโต อย่างที่ฉันคิดไว้จริงๆ เพียงเพราะว่าเขาไม่รู้กาละเทศะ เพียงเพราะว่าเขาอยากรู้จักประชาธิปไตย

——–อยากรู้จักประชาธิปไตย ก็ออกไปทำความรู้จัก
——–อยากได้ประชาธิปไตย ก็ออกไปเรียกร้อง ออกไปเอามา

 
 

ป้ายกำกับ: , ,

คิดเพ้อเจ้อ….ชวนก้าวข้ามข้อเสนอของตัวเอง

คุณุปการของวิกฤติทางการเมืองในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ได้เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  สังคมไทยกำลังเผชิญกับความหลากหลาย และความแตกต่างของความคิด ความเชื่อ โดยเฉพาะช่วงเมษายนนี้ มีกลุ่มประชาชนหลากหลายอาชีพ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น และมีข้อเสนอที่เป็นทางออกต่อสถานการณ์ เป็นจำนวนมาก นี่นับเป็นเรื่องน่ายินดีอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ดีภายใต้ข้อเสนอที่เป็นทางออกนั้น มีข้อน่าสังเกตที่ผมอยากเพิ่มเติมไว้ 2 ประการ 

1)  ความไม่รอบด้านของข้อเสนอ  ขณะนี้มีเพียงเหตุผลความจำเป็นที่รองรับข้อเสนอ แต่สิ่งสำคัญที่ขาดหาย คือ ข้อมูลที่อธิบายถึงสิ่งที่ต้องแลกได้แลกเสีย (trade-off) กับการได้มาซึ่งข้อเสนอ เนื่องจาก ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่ต้องจ่าย หรือไม่ต้องแลกอะไรเลย  ดังนั้น เมื่อคนอื่นๆ ได้เห็นข้อเสนอ แทนที่เขาจะถูกหว่านล้อมด้วยเหตุผลของข้อเสนอเพียงด้านเดียว เขาควรต้องพิจารณาให้หนักว่า เขาพร้อมยอมแลกหรือยอมจ่าย จากการเชียร์ข้อเสนอนั้นหรือไม่ 

การไม่พิจารณาสิ่งที่ต้องแลกหรือสิ่งที่ต้องจ่าย และไม่ต้องร่วมรับผิดชอบอะไรในข้อเสนอนั้น  จะไม่พัฒนาพลเมืองไทยในแง่คุณภาพเลย ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ข้อเรียกร้องของประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่กดดันให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการใช้กฎหมายเพื่อจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งรัฐก็ได้เข้าสลายการชุมนุมตามเสียงเรียกร้อง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากตามมา แต่หลังจากคืนนั้นจนถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นว่าจะมีใครที่เคยเสนอ หรือเชียร์ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะออกมาร่วมรับผิดชอบ ร่วมจ่ายกับรัฐเลย สำคัญกว่านั้น เขาเหล่านั้นกลับยังส่งเสียงให้รัฐใช้มาตรการที่เข้มงวดต่อไป

นั่นอาจกล่าวได้ว่า การพิจารณาแต่ข้อเสนอ โดยมองไม่เห็น สิ่งที่ต้องแลก หรือสิ่งที่ต้องจ่ายนั้น จะทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างขาดความระมัดระวังและยังเป็นการตัดสินใจในนามปัจเจกชนล้วนๆ แต่หากต้องพิจารณา สิ่งที่ต้องแลกและเขาต้องรับผิดชอบด้วย จะทำให้เขาต้องตัดสินใจในนามส่วนรวม เพราะต้องนึกถึงคนอื่นให้มากขึ้นด้วย  เช่น 

ข้อเสนอ 1 ยุบสภา ภายใน 3 – 6 เดือน

สิ่งที่ต้องแลกได้-แลกเสีย 

  • ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ อาจได้รับเงินเดือนล่าช้า หรือไมได้ ในช่วงปลายปี 2553 เพราะ พ.ร.บ.งบประมาณ ไม่ผ่านสภา
  • เงินลงทุนจากภาครัฐไม่มี เศรษฐกิจปีนี้ จะหดตัว แน่นอน และอาจทำให้มีคนตกงานมากขึ้นนับแสนคน
  • การชุมนุมเพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา-ลาออก อาจเป็นเรื่องปกติ ที่ฝ่ายอื่นอาจทำตามบ้าง

ข้อเสนอ 2 ไม่ยุบสภาและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 

สิ่งที่ต้องแลกได้-แลกเสีย

  • การชุมนุมยืดเยื้อออกไป สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ นักลงทุนต่างชาติหนี  และคงมีการเข้าสลายผู้ชุมนุมเป็นระยะ อาจมีผู้ได้รับ บาดเจ็บ และเสียชีวิต เพิ่มเติม
  • ทุกฝ่ายต้องส่งเสริมและยอมรับที่จะถูกบังคับให้อยู่ภายใต้กฎหมายที่เท่าเทียม มาตรฐานเดียวกัน
  • มีกลุ่มต่างๆ ออกมาชุมนุมมากขึ้น ซึ่งอาจยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งยาก

ผมคิดเอาว่า หากผู้ใดเห็นสิ่งที่ตนเองและสังคม ต้องแลกได้-แลกเสีย ภายใต้ข้อเสนอที่ตนเองเชื่อแล้ว ย่อมต้องคิดอีกหลายรอบแน่ก่อนจะตัดสินใจ

2) สังคมไทยเราไม่มีวิธีการจัดการกับข้อเสนอที่หลากหลาย จริงๆ ก็คือ จัดการกับความหลากหลายของผู้คนที่มีความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกัน เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์เป็นการตกลงร่วม / ตัดสินใจร่วมของคนที่หลากหลาย

แต่วิธีจัดการกับความหลากหลายของความคิด ความเชื่อ ที่เห็นอยู่ในสื่อขณะนี้ ผมคิดว่าไม่สามารถนำไปสู่การตกลงหรือตัดสินใจร่วมได้แน่ ไม่ว่าจะเป็น  (1) ถ้าเป็นวงพูดคุย หรือแสดงความคิดเห็น เราจะพบว่า ต่างฝ่าย พยายามอธิบายเหตผุลของตน โต้แย้งกับสิ่งที่ไม่เห็นด้วย และชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อให้คนอื่นเห็นคล้อยตาม ซึ่งนอกจากจะไม่ได้พิจารณาสิ่งที่แลกได้-แลกเสียดังที่กล่าวมาแล้ว  ผมยิ่งแน่ใจว่า เขาเหล่านั้นคงไม่ได้พิจารณาข้อเสนอและสิ่งแลกได้แลกเสียของคนอื่นๆ เลยด้วยซ้ำ  และ (2) ถ้าหากเป็นวิธีแสดงพลังกันตามท้องถนน หรือบนโลก cyber ก็มีแนวโน้มที่จะอ้างเอา “จำนวนตัวเลข” ของผู้ที่เห็นด้วยมาข่มกัน ผมคิดว่าการกระทำเช่นนี้ เขาคงยังเชื่อว่าประชาธิปไตยต้องยึดเอาเสียงส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ซึ่งผมว่าวิธีคิดแบบนี้ใช้ไม่ได้แล้ว

จากข้อสังเกตทั้ง 2 ผมลองคิดเพ้อเจ้อต่อนะครับว่า หากเราสามารถทำ เครื่องมือหรือเอกสารประกอบการหาข้อตกลงอย่างสั้นๆ  ที่ประกอบด้วย ข้อเสนอที่เสนอมาจากฝ่ายต่างๆ  มีเหตุผลประกอบแต่ละข้อเสนอ มีข้อมูลของสิ่งแลกได้แลกเสียที่ชัดเจน เท่าที่ผมเห็นตอนนี้ น่าจะมีสัก 4 ทางเลือก คือ ยุบสภา / ไม่ยุบ / ตั้งรัฐบาลพิเศษ  และ รัฐประหาร และเผยแพร่เอกสารเหล่านี้ออกไปให้สังคมได้พิจารณา

ผมจินตนาการต่อไปว่า แทนที่กลุ่มต่างๆ จะกระตือรือร้น เพียงแค่การออกมาแสดงพลัง หรือแค่การส่งเสียงว่าตนเองต้องการข้อเสนอแบบไหนนั้น ผมอยากเห็น กลุ่มต่างๆ เลือกที่จะใช้วงพูดคุยขนาดย่อม 10-15 คน ที่ประกอบด้วยใครก็ได้ แต่ประสงค์แบบเดียวกัน คือ ต้องการช่วยหาทางออกในสถานการณ์ความขัดแย้ง และนำเอาข้อเสนอทั้ง 4 มาใช้เป็นกรอบในการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ว่ากันตามประสบการณ์จากต่างแดน ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองทางเลือกต่างๆ อย่างรอบด้านเช่นนี้ แม้จะไม่ได้ทางออกที่เป็นฉันทามติที่เป็นแบบใดแบบหนึ่งจากข้อเสนอทั้ง 4 เพราะคงไม่มีใครยอมใครแน่นอน แต่ก็จะมีทางออกที่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่คนที่เห็นต่างจะเห็นพ้องร่วมกันได้ (common ground) ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะมันยืนยันว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมที่แตกต่างและด้วยวิธีเช่นนี้จะช่วยยกระดับการตัดสินใจจากปัจเจก ไปเป็นเรื่องของสาธารณะ

เพราะหัวใจของการใช้วิจารณญาณไตร่ตรองข้อเสนอทุกข้อเสนอ มิได้มีเป้าหมายเพื่อมุ่งเปลี่ยนวิธีคิดคนอื่นให้มาคิดเหมือนเรา ให้เชื่อตามเรา แต่มุ่งที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของเราที่มีต่อวิธีคิดของคนอื่น และว่ากันว่า นั่นคือเหตุให้สังคมที่มีความหลากหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างแตกต่างแต่ไม่แตกแยก  และยังเป็นมุ่งเปลี่ยน ประชาธิปไตยที่ยึดเสียงส่วนใหญ่ ไปสู่ประชาธิปไตยที่ใช้วิจารณญาณ (deliberative democracy) ครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 21, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,