RSS

Tag Archives: ชีวิตนี้สั้นนัก

How Much Is Enough? เท่าไรจึงจะพอ (ตอนจบ)

บทสุดท้ายของหนังสือเรื่อง How Much Is Enough? เป็นการเสนอแนะแนวนโยบายสำหรับแก้ปัญหาอันสืบเนื่องมาจากระบบทุนนิยม

กระตุ้น ให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นแบบไม่หยุดยั้งโดยอ้างความเจริญบังหน้า ก่อนเล่าต่อไป ขอเรียนว่า ผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักปรัชญาที่หลอมรวมขึ้นมาจากแนวคิดกระแสหลัก ของสังคมตะวันตก คนหนึ่งเป็นผู้เขียนชีวประวัติของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ซึ่งวงการเศรษฐศาสตร์ตะวันตกนับเป็นยอดนักคิดของระบบเศรษฐกิจกระแสหลักแห่ง คริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา การที่ผู้เขียนทั้งสองมองว่าเศรษฐกิจระบบทุนนิยมมีปัญหาสาหัสพร้อมๆ กับการถดถอยทางศีลธรรมจรรยาของสังคมตะวันตกมิได้เกิดบนฐานของการต่อต้านระบบ นั้นเช่นผู้นิยมระบบคอมมิวนิสต์ หรือผู้ไม่ศรัทธาในศาสนาคริสต์ หากเกิดบนฐานของการเป็นผู้อยู่ในระบบมานาน ฉะนั้น การอ่านเหตุการณ์ของเขาจึงมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าสังเกตเป็นพิเศษในบทนี้คือ ผู้เขียนไม่แสดงความเชื่อมั่นแบบเต็มร้อยว่าข้อเสนอของเขาจะแก้ปัญหาได้ ต่างกับบทที่ผ่านมาๆ ซึ่งเขาเสนอเนื้อหาด้วยความเชื่อมั่นสูงมาก นอกจากนั้น เขายังกล่าวว่าข้อเสนอของเขาเป็นเพียงการชี้แนะขั้นต้นเท่านั้น ความไม่เชื่อมั่นของผู้เขียนอาจมองได้ว่า ปัญหานั้นหนักหนาสาหัสยิ่งจนเขาอ่านว่าไม่สามารถแก้ได้ นั่นอาจหมายความว่าสังคมโลกจะต้องล่มสลายด้วยการกระทำของธรรมชาติเสียก่อน แล้วจึงกลับมาเริ่มต้นกันใหม่

เนื่องจากผู้เขียนมองว่า ความถดถอยทางศีลธรรมจรรยาเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหา เขาเสนอว่าฝ่ายศาสนาจะต้องมีบทบาทในการแก้ไขด้วย อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เสนอรายละเอียดมากนักนอกจากพูดถึงหลักของศาสนาคริสต์นิกายโรมัน คาทอลิกเป็นส่วนใหญ่ การที่เขาไม่แสดงความเชื่อมั่นในด้านนี้อาจตีความหมายได้ว่าผู้เขียนมองวง การศาสนาว่าตกอยู่ใต้อำนาจของระบบทุนนิยมไม่ต่างกับวงการอื่น ประเด็นนี้คงเป็นที่เข้าใจของคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างดีเนื่องจากมีตัวอย่าง ให้ดูอยู่เป็นประจำ เมื่อฝ่ายศาสนาไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก การแก้ปัญหาจะต้องมาจากนโยบายของฝ่ายรัฐซึ่งผู้เขียนสรุปว่าต้องมีเป้าหมาย หลัก 2 ด้านด้วยกันคือ การแบ่งสันปันส่วนผลผลิตในเศรษฐกิจจะต้องเท่าเทียมกันมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน และความกดดันให้เกิดการบริโภคแบบไร้ความจำเป็นจะต้องลดลง

ในด้านการแบ่งสันปันส่วนให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น ผู้เขียนเสนอมาตรการสามด้านให้พิจารณาคือ เพิ่มค่าตอบแทนให้แก่อาชีพต่างๆ รวมทั้งครู หมอ พยาบาลและข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ ออกกฎหมายให้เกิดการลดชั่วโมงทำงานของลูกจ้างลงเรื่อยๆ และให้รัฐประกันรายได้เบื้องต้นแก่ทุกคนในสังคมตามความเหมาะสมของสภาพ เศรษฐกิจซึ่งอาจหมายถึงระบบภาษีจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ผู้ที่มีรายได้สูง จ่ายภาษีมากขึ้นกว่าในระดับที่เป็นอยู่

ในด้านการลดความกดดันให้เกิดการบริโภค สิ่งแรกที่ผู้เขียนเสนอให้พิจารณาได้แก่การห้ามบริโภคสินค้าจำพวกหรูหรา เพื่อโอ้อวดสถานะบางชนิดคล้ายกับการห้ามบริโภคยาเสพติดร้ายแรง เนื่องจากการห้ามเป็นมาตรการรุนแรงมากจากมุมมองของเสรีภาพในการดำเนินชีวิต ของบุคคล รัฐอาจใช้มาตรการภาษีในแนวที่ใช้กับสินค้าบางชนิดอยู่แล้วรวมทั้งผลิตภัณฑ์ ยาสูบและแอลกอฮอล์ นอกจากนั้น ยังอาจใช้มาตรการเก็บภาษีก้าวหน้าจากการบริโภคโดยทั่วไปโดยยกเว้นสิ่งจำเป็น เบื้องต้นสำหรับการดำเนินชีวิต เนื่องจากในยุคนี้ ภาคการเงินมีอิทธิพลสูงมากจากการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินซึ่งไม่นำไปสู่การ ผลิตสิ่งที่จำเป็น ฉะนั้น เขาจึงเสนอให้เก็บภาษีธุรกรรมทางการเงินที่รู้กันในนามของ “ภาษีโทบิน” ตามชื่อของนักเศรษฐศาสตร์เจมส์ โทบิน ผู้เสนอภาษีแนวนี้เมื่อปี 2515

อนึ่ง คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า การโฆษณามีอิทธิพลต่อการบริโภคสูงมาก ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงเสนอให้ควบคุมการโฆษณาอย่างเข้มงวดกว่าที่สังคมต่างๆ ทำกันอยู่ในปัจจุบัน เขายกตัวอย่างในบางประเทศมาเสนอว่าการควบคุมการโฆษณาแบบเข้มงวดนั้นทำได้รวม ทั้งในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยสูงด้วย ยิ่งกว่านั้น เขาเสนอให้ห้ามนำงบประมาณการโฆษณามารวมเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการอันเป็นการ บังคับให้บริษัทห้างร้านต้องพิจารณาความคุ้มค่าของการโฆษณาอย่างเข้มข้นขึ้น อีกระดับหนึ่ง

ดังที่อ้างถึงในตอนต้น เนื้อหาของหนังสือเป็นเรื่องของสังคมตะวันตก ในตอนสุดท้ายของบท ผู้เขียนพูดถึงประเทศยากจนสั้นๆ โดยมองว่าจะทำอย่างไรประเทศเหล่านั้นจึงจะสามารถยกระดับการพัฒนาขึ้นมาให้ ประชาชนของตนสามารถมี “ชีวิตที่ดี” ได้ เขามองว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องลดการมุ่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการส่งออกและ การกระตุ้นการบริโภคเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศก้าวหน้ามาแล้ว ส่วนทางด้านประเทศก้าวหน้า เขาเสนอว่าต้องลดการใช้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นปัจจัยในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งคงหมายถึงลดการเอาเปรียบลงด้วย นอกจากนั้น เขาเสนอให้ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาโดยการให้ทุน ในบริบทนี้เขาใช้คำว่า “เพียงพอ” (sufficiency) โดยเสนอว่าประเทศก้าวหน้าควรช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาไปจนกว่าประเทศกำลัง พัฒนาจะมีเศรษฐกิจในระดับที่ประชาชนโดยทั่วไปเข้าถึงปัจจัยเบื้องต้นตามความ จำเป็นของการดำเนินชีวิตอย่างเพียงพอ ความเพียงพอในที่นี้ชี้ชัดว่าเป็นความเพียงพอทางร่างกายซึ่งเป็นส่วนประกอบ สำคัญของการนำไปสู่ความพอใจในชีวิต แน่ละ เมื่อใดความเพียงพอทางร่างกายและความรู้สึกพอใจในชีวิตเกิดขึ้นพร้อมกัน เมื่อนั้นความ “พอเพียง” ที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้น

http://bit.ly/V1CTRb

 
 

ป้ายกำกับ: ,

How Much Is Enough? Money and the Good Life (3) โดย ไสว บุญมา

ดังที่เล่าไว้ในตอนแรก ผู้เขียนหนังสือเรื่อง How Much Is Enough? เสนอว่า “ชีวิตที่ดี” เป็นสิ่งที่ทุกคนมีได้และควรแสวงหา

ส่วน เงินหรือรายได้ที่จะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีนั้นคือจำนวนที่ควร “พอ” แต่เขามิได้ให้นิยามของคำว่า “ชีวิตที่ดี” จนกระทั่งบทที่ 6 ซึ่งเป็นบทรองสุดท้ายของหนังสือ ก่อนนั้นเขาพูดถึงปรัชญาและที่มาของระบบทุนนิยม สิ่งที่ทำให้ระบบนั้นเลวร้าย เรื่องการใช้ทรัพย์สิน เรื่องมายาภาพของความสุข และเรื่องข้อจำกัดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ วันนี้จะไม่พูดถึงเรื่องเหล่านั้น แต่จะข้ามไปพูดถึงชีวิตที่ดีในบทที่ 6 ซึ่งผู้เขียนเสนอว่ามีส่วนประกอบเบื้องต้น 7 อย่างด้วยกันคือ

หนึ่ง สุขภาพดีซึ่งหมายถึงร่างกายที่ทำงานได้ตามปกติในช่วงที่มีชีวิตอยู่ตาม อายุขัย การจะมีร่างกายที่ดีได้ย่อมหมายถึงมีสิ่งจำเป็นต่างๆ ในปริมาณที่เพียงพอแต่ไม่ฟุ่มเฟือยรวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยและการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดการเจ็บป่วย แต่ไม่รวมถึงความพยายามที่จะมีชีวิตแบบผิดไปมากจากกฎของธรรมชาติซึ่งจะนำไป สู่การใช้จ่ายแบบไม่มีทางเพียงพอ อาทิเช่น ความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยใช้เครื่องช่วยชีวิตต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมทั้งเครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะนิทราอย่าง ถาวร และความพยายามทำศัลยกรรมตกแต่งที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการทำ งานตามปกติของร่างกายแต่อย่างใด

สอง ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตโดยปราศจากการรบกวนของอาชญากรรม สงคราม หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แบบเฉียบพลันทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

สาม การได้รับความเคารพ หรือการมีศักดิ์ศรี การเป็นทาสอาจเป็นการสูญเสียศักดิ์ศรีที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษย์เรา แต่เนื่องจากในสมัยนี้ สังคมต่างๆ ไม่มีระบบทาสเหลืออยู่ เรื่องนี้จึงมุ่งไปที่ความเหลื่อมล้ำซึ่งจะต้องไม่มีมากจนทำให้กลุ่มชนแบ่ง แยกแบบเชื่อมกันไม่ติดโดยผู้ที่มีเงินมากสามารถละเมิดกฎหมายได้ตามใจชอบ ในขณะที่คนจนรู้สึกคับแค้นใจอยู่ไม่ขาด และนักการเมืองเป็นทาสของเงิน

สี่ ความมีอิสระที่จะแสดงความเป็นตัวของตัวเองบนฐานของการมีศีลธรรมจรรยา การมีหลักประกันในทรัพย์สินเป็นส่วนประกอบหลักของความมีอิสระ เพื่อให้เกิดความมีอิสระอย่างทั่วถึง ทรัพย์สินจะต้องกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง แทนที่จะตกอยู่ในมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

ห้า การอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เรื่องนี้มักก่อให้เกิดการถกเถียงกันในระหว่างฝ่ายที่มองว่าการอยู่ใกล้ ธรรมชาติเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดชีวิตที่ดีและฝ่ายที่ไม่เชื่อเช่นนั้น ผู้เขียนอ้างถึงข้อมูลต่างๆ แล้วสรุปว่าฝ่ายแรกมีน้ำหนักมากกว่า

หก การมีเพื่อนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ เพื่อนในที่นี้อาจเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือคนนอกครอบครัวก็ได้ซึ่งคบค้ากันด้วยความจริงใจ มิใช่เพื่อผลประโยชน์

เจ็ด การพักผ่อนหย่อนใจซึ่งไม่เฉพาะการผ่อนคลายอย่างสบายๆ เนื่องจากได้พักจากงานหรือความกดดันต่างๆ เท่านั้น หากยังรวมถึงการได้ทำสิ่งที่มีใจรักอีกด้วย ในบางกรณี การทำงานอาจเป็นการได้ทำสิ่งที่มีใจรักพร้อมๆ กันไปด้วย อาทิเช่น เมื่อนักเขียนแต่งหนังสือ แม้จะไม่มีใครจ่ายเงินให้ เขาก็ยังทำต่อไปเนื่องจากมีใจรัก

สำหรับบุคคล การจะมีชีวิตที่ดีได้ส่วนหนึ่งมาจากโชคของการเกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่อำนวย และมีร่างกายที่มีส่วนประกอบดี และการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีหน้าที่ที่จะต้องก่อให้เกิดภาวะเอื้ออำนวยซึ่งส่วน ใหญ่มิใช่ภาวะทางด้านเศรษฐกิจ ส่วนประกอบสำคัญทางด้านเศรษฐกิจได้แก่การขยายตัวของผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจมีความ สำคัญใน 3 ด้านด้วยกันคือ

ด้านแรก การขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจมีความจำเป็นในการผลิตปัจจัยเบื้องต้นสำหรับการมี ชีวิตที่ดี อาทิเช่น ทำให้มีอาหารและปัจจัยในการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอ ในประเทศที่ก้าวหน้ามากๆ ปัจจัยเบื้องต้นเหล่านี้มักมีอย่างเพียงพอแล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำให้ มันขยายตัวต่อแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ด้านที่สอง การขยายตัวต่อไปอาจทำให้บุคคลมีอิสระที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นและสนับสนุนให้เกิดการค้นคว้าหาความรู้และสร้างความเปลี่ยนแปลง ต่างๆ ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีอย่างต่อเนื่อง

ด้านที่สาม การขยายตัวอาจมีความจำเป็นในระยะสั้นเมื่อสังคมมีอัตราการว่างงานและภาระหนี้สินสูง

เมื่อเศรษฐกิจสามารถผลิตทุกอย่างที่เอื้อให้สมาชิกในสังคมมีชีวิตที่ดี ได้แล้ว การขยายตัวต่อไปมีโอกาสทำให้ชีวิตที่ดีลดลง ไม่ว่าจะเป็นจากการทำลายสิ่งแวดล้อม การจำกัดโอกาสสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ หรือการชักจูงให้เกิดการบริโภคที่ไม่จำเป็นมากขึ้นจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจที่สามารถผลิต หรือค้าเพื่อแสวงหาทุกอย่างมาได้อย่างเพียงพอสำหรับชีวิตที่ดีของสมาชิกใน สังคมแล้วเป็นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะ “นิ่ง” หรือ “พอ” ซึ่งปราชญ์ทางด้านเศรษฐศาสตร์จากอดัม สมิธ ถึงจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ มองว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรเป็นเป้าหมายของสังคมโดยทั่วไป แต่สังคมทุนนิยมได้มองข้ามเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะนิ่งเพราะความโลภเข้าครอบงำ ซึ่งนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการขยายตัวของการผลิตและการบริโภคแบบไม่มีที่ สิ้นสุด

 
 

ป้ายกำกับ: ,

How Much Is Enough? Money and the Good Life (2) โดย ไสว บุญมา

ผู้เขียนเข้าสู่ เนื้อหาหลักของหนังสือในบทที่ 1 ด้วยการพูดถึงความผิดพลาดของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ ซึ่งทำนายว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่อเนื่องต่อไป

ส่ง ผลให้เราใช้เวลาทำงานเพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะมีชีวิตที่ดีได้ การทำนายนั้นถูกเพียงในส่วนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ผิดในส่วนของเวลาทำงานซึ่งยังแทบไม่ต่างกันกับในสมัยที่เขาเขียนคำทำนาย นั้นทั้งที่เวลาได้ผ่านไปกว่า 80 ปีแล้ว

ก่อนจะเสนอผลของการวิเคราะห์ ผู้เขียนพูดถึงความเชื่อของเคนส์อันเป็นสมมติฐานเบื้องต้นของการทำนาย ในเบื้องแรก เคนส์เชื่อว่าคนเรามีเพดานของความต้องการทางด้านวัตถุซึ่งเมื่อมีถึงจุดนั้น แล้วจะพอใจและไม่ดิ้นรนที่จะหามาเพิ่ม ผู้เขียนมองว่าความเชื่อนี้มีปัญหาเพราะเคนส์ไม่แยกความจำเป็นออกจากความ ต้องการ ความจำเป็นมีเพดาน แต่ความต้องการไม่มี ฉะนั้น เศรษฐกิจจึงขาดกลไกที่จะยับยั้งมิให้มันขยายตัวต่อไปยกเว้นในกรณีที่คนเรา ไม่ต้องการอะไรนอกเหนือไปจากความจำเป็นสำหรับดำเนินชีวิต

เคนส์เชื่อว่ารายได้ในระดับ 4-8 เท่าของรายได้เฉลี่ยในช่วงที่เขาทำนายจะทำให้คนรู้สึกว่า “พอ” สาเหตุที่เขาเชื่อเช่นนั้นเพราะเขามองว่าผู้ที่มีรายได้ในระดับของชนชั้น กลางในสมัยนั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี เขามองด้วยว่าเมื่อมีรายได้ถึงในระดับนั้น ผู้คนจะทำงานน้อยลงและปล่อยให้ผู้มีรายได้น้อยกว่าทำงานต่อไปจนมีรายได้ถึง ในระดับชนชั้นกลางเช่นกัน เคนส์คิดไม่ถึงว่าผู้ที่มีรายได้ถึงในระดับชั้นกลางแล้วจะตรากตรำทำงานต่อไป เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้นจนร่ำรวยมากและแตกต่างจากผู้มีรายได้น้อยกว่าแบบฟ้า กับดิน นอกจากนั้น ความพอจากมุมมองของเคนส์ไม่จำเป็นจะต้องเท่ากันระหว่างคนต่างอาชีพ ก่อนที่จะรู้สึกพอใจศิลปินจึงอาจต้องมีรายได้ในระดับต่างกับนักวิชาการ หมอและทนายความ

สำหรับเรื่องที่เคนส์มองว่าคนเราจะใช้เวลาที่ได้จากการทำงานน้อยลงหมดไป กับการพักผ่อนหย่อนใจเพื่อหาความสุขอย่างชาญฉลาดนั้น ผู้เขียนมองว่าไม่สามารถประเมินได้ทันทีเนื่องจากในสมัยนี้ การพักผ่อนหย่อนใจมิใช่เข้ามาแทนที่การทำงาน หากเป็นการต่อยอดการทำงานเสียมากกว่า การวิเคราะห์ต่อไปในบทที่ 1 เป็นการค้นหาคำตอบว่าเพราะอะไรคนเราจึงไม่ลดเวลาทำงานลงและเพิ่มเวลาพักผ่อน หย่อนใจให้มากขึ้น ผู้เขียนสรุปว่า คำอธิบายมาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน

ปัจจัยแรกได้แก่ความพึงพอใจในการทำงาน เรื่องนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญอยู่ที่ลักษณะของงานได้เปลี่ยนไปอย่างมี นัยสำคัญ นั่นคือ ในสมัยก่อนงานส่วนใหญ่เป็นงานกรรมกรที่ต้องใช้แรงงานแบกหาม ขาดความท้าทายทางสมอง หรือต้องตรากตรำท่ามกลางแดดฝนและภาวะที่ไม่มีความน่าสนใจและความน่าอภิรมย์ ผสมอยู่มากนัก ต่างกับในสมัยนี้ซึ่งงานจำนวนมากไม่มีความตรากตรำ หากเป็นงานนวัตกรรมที่มีความท้าทายและความน่าสนใจอยู่ในตัวของมัน นอกจากนั้น ภาวะรอบด้านของการทำงานก็มีความสะดวกสบายและความน่าอภิรมย์ผสมอยู่ ระบบอินเทอร์เน็ตทำให้การทำงานมีลักษณะเสมือนการเล่น คนจำนวนมากอาจทำงานเพราะต้องการมีเพื่อน หรือเพื่อหนีปัญหาในครอบครัวและความเหงา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในประเทศก้าวหน้าบ่งว่าคนงานจำนวนมากต้องการทำงานน้อยลง ฉะนั้น ความพึงพอใจในการทำงานจึงไม่น่าจะใช่ปัจจัยใหญ่ที่อธิบายความไม่ลดลงของ ชั่วโมงทำงานตามที่เคนส์คาด

ปัจจัยที่สองได้แก่ความกดดันซึ่งมาจากหลายด้านด้วยกัน อาทิเช่น ผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือของคนรวยเพิ่มขึ้นส่งผลให้ คนงานในสัดส่วนที่มากขึ้นต้องตรากตรำทำงานต่อไป มิฉะนั้นจะไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับดำเนินชีวิต พนักงานบริการตามร้านอาหารจานด่วนและร้านสะดวกซื้อมักตกอยู่ในกลุ่มนี้ โดยทั่วไปนายจ้างเลือกที่จะจ้างคนงานในจำนวนจำกัดโดยให้แต่ละคนเพิ่มชั่วโมง ทำงานทั้งนี้เพราะการจ้างคนงานเพิ่มจะทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าสวัสดิการ เพิ่มขึ้นและต้องบริหารจัดการคนงานจำนวนมากซึ่งทำให้ยากลำบากขึ้น การโฆษณาสินค้าสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคมองว่าสินค้ามีความจำเป็นทั้งที่ มันไม่มีความจำเป็น หรือ คนจำนวนมากใช้การเดินชมสินค้าเป็นทางออกของความเหงาและความไม่สบายใจในชีวิต ประจำวัน การเดินชมเช่นนั้นมักจบลงด้วยการซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น การซื้อสินค้าเหล่านั้นสร้างความกดดันให้ต้องทำงานหารายได้เพิ่ม

ปัจจัยที่สามได้แก่ความไม่รู้จักพออันเป็นธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์ เรื่องนี้มองได้จากหลายทาง อาทิเช่น คนเรามักเบื่อหน่ายกับของที่ใช้แล้วใช้อีก หรือความจำเจ ส่งผลให้ต้องหาซื้อของใหม่ หรือทำอะไรใหม่ๆ ทั้งที่มันไม่จำเป็น โดยทั่วไปคนเรามักมองว่าต้องแข่งขันและเปรียบเทียบการมีสถานะกับผู้อื่นเสมอ การมองเช่นนั้นนำไปสู่การต้องซื้อหรือหารายได้มาเพิ่มซึ่งส่วนใหญ่ได้จากการ ทำงาน จะเห็นว่าแม้แต่การทำบุญทำทานก็มีการแข่งขันและโอ้อวดกันว่าใครทำมากกว่า ธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์เราถูกขับเคลื่อนให้เข้มข้นขึ้นด้วยระบบทุนนิยม ซึ่งสร้างความต้องการสิ่งที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น ขยายวงของสถานะทางสังคมให้กว้างขึ้น เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นเงินมากขึ้น และเป่าหูเราอยู่ตลอดเวลาว่าอย่าหยุดแสวงหารายได้ และการแสวงหารายได้แบบไม่รู้จักพอนั้นผลักดันให้ระบบทุนนิยมตัดขาดจากฐานทาง ศีลธรรมจรรยาจนยากที่จะนำกลับมาให้อยู่ในความควบคุมของเราแล้ว

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

How Much Is Enough? Money and the Good Life (1) โดย ไสว บุญมา

วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศก้าวหน้าในช่วงเวลากว่าสี่ปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดการถกเถียงกันว่า วิกฤติเกิดจากความผิดพลาดของกลไกในเศรษฐกิจ

หรือ เป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับด้านจริยธรรมของผู้คน ฝ่ายที่เชื่อในเรื่องความผิดพลาดด้านกลไกมองว่าถ้าปรับนโยบายในด้านการเงิน การคลังและกฎข้อบังคับต่างๆ อย่างเหมาะสม เศรษฐกิจจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาและเดินหน้าต่อไปได้ ฝ่ายที่เชื่อในเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับด้านจริยธรรมมองว่า ต้นตอของปัญหาคือกิเลสตัณหาที่นำไปสู่การบูชาเงินและยึดเอาวัตถุเป็นสรณะ ในกลุ่มนี้มีนักวิชาการอังกฤษสองคนพ่อลูกชื่อ โรเบิร์ต และ เอ็ดเวิร์ด สกีเดลสกี้ รวมอยู่ด้วย ทั้งสองร่วมกันอรรถาธิบายมุมมองของฝ่ายเขาด้วยการเขียนหนังสือชื่อ How Much Is Enough? Money and the Good Life ซึ่งคงแปลตรง ๆ ว่า “เท่าไรจึงจะพอ? เงินและชีวิตที่ดี” หนังสือขนาด 250 หน้าซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแยกออกเป็น 7 บทด้วยกันนำด้วยคำนำและบทนำตามด้วยเชิงอรรถและดัชนี

ผู้เขียนบอกว่าจุดมุ่งหมายในการเขียนหนังสือคือความต้องการที่จะชักนำให้ ผู้อ่านเห็นว่า “ชีวิตที่ดี” นั้นมีอยู่จริงและสามารถเข้าถึงได้ เราทั้งหลายควรพยายามทำให้มีชีวิตที่ดีตามที่เขามอง ส่วนจำนวนเงินที่จะต้องใช้เพื่อทำให้มีชีวิตที่ดีนั้นเป็นประเด็นที่ตามมา หลังจากเรารู้ว่าชีวิตที่ดีเป็นอย่างไรเสียก่อน มองโดยรวม หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเหตุผลของการต่อต้านการไม่รู้จักพอและส่วนประกอบ พื้นฐานด้านจิตวิทยาที่ปิดกั้นมิให้เรารู้จักคำว่า “พอ” เนื้อหาครอบคลุมเฉพาะสังคมตะวันตกซึ่งผู้เขียนมองว่ามีความมั่งคั่งมากพอที่ จะสามารถมีชีวิตที่ดีได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เหตุผลต่างๆ ที่เขาอ้างถึงอาจนำไปประยุกต์ใช้กับสังคมยากจนแต่มีคนรวยที่มีความเป็นอยู่ ย่างหรูหราปะปนอยู่ได้

อนึ่ง แนวคิดของพวกมาร์กซิสต์มองว่าการไม่รู้จักพอนั้นสร้างขึ้นมาโดยทุนนิยม ปัญหาจะหมดไปทันทีที่เรากำจัดทุนนิยมออกไปจากสังคม ส่วนชาวคริสต์มองว่าความไม่รู้จักพอเป็นบาปดั้งเดิม แต่ผู้เขียนมองว่ามันฝังอยู่ในธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์ซึ่งมักจะเปรียบ เทียบความมั่งมีของตนกับของคนอื่นแล้วเห็นว่าคนอื่นมีมากกว่าตน ความคิดเช่นนั้นถูกผลักดันให้เข้มข้นขึ้นด้วยทุนนิยมจนกลายเป็นปัจจัยพื้น ฐานด้านจิตวิทยาที่ขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าและอารยธรรม ย้อนไปในอดีต คนรวยเพียงกลุ่มเดียวที่มีความคิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้มันได้แพร่ขยายไปอย่างทั่วถึงแล้ว

ผู้เขียนมองว่าทุนนิยมเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งมันช่วยทำให้สังคมมีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก แต่อีกด้านหนึ่งมันนำออกมาซึ่งความเลวทรามของมนุษยชาติผ่านความโลภ ความริษยาและความอยาก ผู้เขียนจึงเสนอให้เราล่ามโซ่ความเลวทรามเหล่านั้นไว้โดยการนำเอาแนวคิดของ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับชีวิตที่ดีมาเป็นเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนนโยบาย ต่างๆ ที่เรากำลังดำเนินอยู่

กระบวนการที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นจะต้องเกิดจากการท้าทายความหลงใหลใน การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี ที่เรายึดเป็นเป้าหมายหลักของนโยบายเศรษฐกิจในปัจจุบัน เขาบอกว่าเขาไม่ต่อต้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่เขาเสนอว่าเราต้องถามต่อไปอีกว่า จะขยายอะไรและขยายไปเพื่ออะไร เขาต้องการให้การพักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับการลดลงของมลพิษต่างๆ ดังที่เราทราบกันดี ทั้งที่ทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพของชีวิต แต่มันไม่ถูกรวมอยู่ในจีดีพี เขามองว่าประเทศก้าวหน้าทั้งหลายอาจมีจีดีพีมากเกินไปแล้วและจีดีพีควรเป็น เพียงผลพลอยได้ของนโยบายที่จะนำไปสู่การมีชีวิตที่ดี เขาจึงค้นหาส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดชีวิตที่ดีโดยเริ่มจากความจำเป็นเบื้อง ต้นของบุคคลแล้วรวมเข้าเป็นภาพของสังคม

เนื่องจากโรเบิร์ต สกีเดลสกี้ เป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นบรมครูจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เขาจึงกลับไปมองดูว่าเคนส์พูดไว้อย่างไรในด้านนี้ก่อนที่จะเสนอประเด็นอื่น ต่อไป ในบทความเรื่อง “ความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจสำหรับลูกหลานของเรา” (Economic Possibilities for Our Grandchildren) ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2473 เคนส์มองว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์เราสามารถผลิตอะไร ๆ ได้มากขึ้นยังผลให้เราทำงานน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบไม่ต้องทำอะไรก็มีชีวิตอยู่ได้ตามความต้องการ เมื่อถึงตอนนั้น ปัญหาใหญ่ของเราจะอยู่ที่ว่าจะทำอะไรเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในเวลาที่มีอยู่ อย่างเหลือเฟือ

ในบทความนั้น เคนส์ได้ตั้งคำถามไว้สามข้อคือ ความมั่งคั่งคืออะไรและเงินจำนวนเท่าไรจึงจะทำให้เรามีชีวิตที่ดี อนาคตของทุนนิยมจะไปทางไหน และชีวิตในยุคหลังทุนนิยมจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนมองว่าคำถามเหล่านั้นไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและเราควรจะ ย้อนกลับไปดูอีกครั้ง โดยสรุป ข้อมูลทางด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจบ่งว่าเคนส์คาดหมายได้ถูกต้อง แต่แทนที่จะลดเวลาทำงานลง เรากลับทำงานเกือบเท่ากับเมื่อเขาเขียนบทความนั้นเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว ผู้เขียนมองว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะระบบตลาดเสรีให้อำนาจแก่นายจ้างที่จะ กำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานพร้อมกับกฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้อย่างมาก นอกจากนั้น มันยังปลุกปั่นธรรมชาติธาตุแท้ของเราในการแข่งขันและการบริโภคเพื่ออวดกัน ให้ลุกโพลงขึ้นอีกด้วย เขาเสนอว่าการวิเคราะห์ของเขาจะนำมุมมองของทั้งวิชาปรัชญาและวิชา เศรษฐศาสตร์มาเสนอเพื่อรื้อฟื้นแนวคิดดั้งเดิมที่ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นจริยศาสตร์ที่มองคนเป็นสัตว์สังคม มิใช่เป็นเครื่องจักร

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

บ้านว่าง ถนนเหงา …ชีวิตที่หลีกหนีไม่ได้ นอกจากรอความตาย ช้า ช้า : สุมิตรา จันทร์เงา

“ความชราภาพเป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงอันยาวนานทางกายภาพ อารมณ์ พุทธิปัญญา ความสัมพันธ์ และฐานะทางการเงิน”

ฉันอ่านพบข้อความนี้ในบทความเรื่องหนึ่งของสมาคมสายใยครอบครัวซึ่งพยายามอธิบายความชราภาพด้วยทฤษฎีอันหลากหลาย

ประเทศที่พัฒนาแล้วแถบยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียอย่างญี่ปุ่นก้าวย่างเข้าสู่สังคมของผู้สูง อายุ(Aging  society)เต็มตัวไปล่วงหน้าเป็นทศวรรษแล้ว ขณะที่ไทยกำลังเดินตามหลังไปต้อยๆ


ตัวเลขทางสถิติประชากรศาสตร์บ้านเรา ผู้สูงวัยมีอายุยืนยาวขึ้น เฉลี่ยในผู้หญิง 74.5 ปี และผู้ชาย 69.9 ปี มีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2568 ประเทศไทยจะก้าวกระโดดมีผู้สูงอายุมากถึง 14.4 ล้านคน และในปีพ.ศ.2593 ผู้สูงอายุจะล้นเมืองมีจำนวนมากถึงร้อยละ 27 ของพลเมืองทั้งประเทศ

ฟังดูดีนะ…ถ้าเราจะตายช้าลงกว่ารุ่นปู่ย่าตายาย แต่ถ้าพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่า การมีลมหายใจในร่างกายที่ทรุดโทรมเสื่อมสลาย บวกกับคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้ดีเด่สักเท่าไหร่ เราจะยังยิ้มออกไหม

ทฤษฎีความชราภาพมีตั้งแต่กรรมพันธุ์เป็นตัวควบคุมและกำหนดถ่ายทอดส่ง ต่อหลายชั่วอายุคน แสดงออกทางกายภาพ เช่น ผมหงอก หัวล้าน รวมไปถึงความเสื่อมของเนื้อเยื่อภายใน การหดตัวของคอลลาเจนไฟเบอร์ทำให้อวัยวะทำงานลดลง เกิดริ้วรอยความเหี่ยวย่นของผิวหนัง กระดูกผุกร่อน  ภูมิคุ้มกันทำงานถดถอย มีอนุมูลอิสระมาก ร่างกายต้านทานต่อเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมได้ไม่ดีจึงพบความเจ็บป่วย

พร้อมๆกับร่างกายเสื่อมลง พัฒนาการทางจิตก็ถดถอยตามไปด้วย คนแก่มีความสุขลดน้อยถอยลงทุกขณะเพราะความปราดเปรื่องหดหาย รู้สึกสูญเสียความมั่นคงและคุณค่าแห่งตน

แบบนี้เรายังอยากจะอายุยืนอยู่อีกหรือ?

ฉันเคยได้ยินได้ฟังแต่ข่าวสารเรื่องเอจจิ้ง ไซไซเอตี้(Aging  society) พยายามนึกตามไปว่าในสังคมแบบนั้นสภาพชีวิตจะเป็นอย่างไรกันหนอ
ผู้คนโดดเดี่ยว ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง หรือไม่ก็อยู่ในบ้านพักคนชรา

แล้วกิจกรรมในชีวิตประจำวัน คนแก่ๆเหล่านั้นเขาทำอะไรกันหรือ?

คิดไปไกลถึงพ่อแม่ที่ไม่ยอมจากถิ่นที่อยู่ไปอาศัยบ้านลูกหลานคนไหนเลย สองผู้เฒ่ายังยืนหยัดที่จะอยู่ดูแลตัวเองในแบบที่ชอบ

ตื่นเช้ามา ออกกำลังกาย ขยับแข้งขา หุงหาอาหารประจำวัน แล้วก็ไปใส่บาตร กลับมาดูรายการข่าวเช้า อ่านหนังสือพิมพ์ สายๆไปคุยกับเพื่อนบ้าน หรือไม่เพื่อนบ้านก็แวะมาหา เที่ยงกินอาหารกลางวัน ดูข่าวโทรทัศน์ งีบหลับรอบบ่ายสักชั่วโมงสองชั่วโมง ตื่นมาหาข้าวมื้อค่ำกินอีกครั้ง แล้วก็นั่งเฝ้าจอโทรทัศน์ ดูหนังดูละครที่ชอบ

วันไหนใกล้หวยออก สองผู้เฒ่าก็จะสุมหัวกันทำนายฝันของแต่ละคน ตีออกมาเป็นตัวเลขแทงหวยใต้ดิน…นี่คือความสุขเล็กๆน้อยๆสองครั้งในรอบ เดือน ที่เหมือนน้ำเลี้ยงชีวิต

จ่ายไม่มาก ถูกไม่มาก…ถูกกินเสียส่วนใหญ่ แต่จะมีอะไรในชีวิตให้ได้ลุ้นเหมือนกับการแทงหวยอีกเล่า?

…..

ฉันลืมเรื่องที่พ่อแม่อยู่เพียงลำพังจนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว จนกระทั่งถึงวันที่ได้ไปยืนอยู่บนท้องถนนอ้างว้างของเมืองชนบทเล็กๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อปลายเดือนสิงหาคมปีนี้

Boulogne sur Gesse

เป็นฝรั่งเศสบ้านนอกชายขอบประเทศติดกับพรมแดนสเปน มีเทือกเขาพีเรนีสคั่นอยู่ แค่นั่งรถข้ามเขาไปแค่ 60 กิโลเมตรก็จะถึงสเปนตอนเหนือ

เราไปที่นั่นตามคำเชิญของเพื่อนศิลปิน “สมบูรณ์ พวงดอกไม้” เธอเป็นสะใภ้บ้านไร่ฝรั่งเศสในตำบลนี้ ซึ่งอยู่ห่างจาก “ตูลูส” เมืองเอกของแคว้น Midi-Pyrenees ราวร้อยกิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินตูลูสประมาณชั่วโมงเศษ

มันคือบ้านนอกสมบูรณ์แบบของประเทศที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดของยุโรป และเจริญรุ่งเรืองถึงที่สุดแห่งความทันสมัยในพิภพนี้

เราเรียกชื่อหมู่บ้านกันง่ายๆว่า “โบโลญญ่า” ออกเสียงแบบดั้งเดิมตามคำที่เอามาจากภาษาอิตาลี เป็นชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลพาดผ่านเมืองจนกลายเป็นทะเล สาปและเส้นเลือดของชุมชนมาตั้งแต่ยุคกลางของยุโรป

บ้านเรือนที่เห็นส่วนใหญ่เป็นอาคารหิน สร้างมาตั้งแต่สมัยนโปเลียนที่ 2 อายุเกินกว่า 150 ปีทั้งสิ้น น้อยกว่านี้แทบไม่มีเลย

บ้านโบราณอายุกว่า 150 ปี

ศูนย์กลางของหมู่บ้านคือ Church of Our Lady of the Assumption ลักษณะเป็นจตุรัสใหญ่รวมกิจกรรมทางสังคมของผู้คนทั้งหมู่บ้านเอาไว้ที่นี่ มีเทศบาลเมืองตั้งอยู่ติดโบสถ์ ลานข้างหน้านั่นก็คือตลาดสดที่ยืนยงคงกระพันมานานกว่า 8 ศตวรรษแล้ว

เกิน 800 ปีจริงๆค่ะ พื้นหินเก่าคร่ำบอกเราเช่นนั้น แต่ความคึกคักของตลาดเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากเดิมยุคที่ผู้คนเคยหนาแน่นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าที่นี่อาจเปิดทุกวัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกเช้าวันพุธ เลยเที่ยงตลาดก็วาย

สภาพจึงเหมือนตลาดนัด มีสินค้าทุกอย่างขาย ตามความจำเป็นในชีวิตประจำวัน

 

 

กิจกรรมซื้อของเป็นรอง ส่วนใหญ่ออกจากบ้านมาเจอเพื่อน

เช้าวันพุธนั้นเป็นวันเดียวที่ฉันรู้สึกว่าเมืองนี้ยังมีชีวิต

ผู้คนแห่แหนกันออกมาเดินตามถนน แทบทุกคนเหมือนจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันหมด พวกเขายิ้มให้กัน ทักทายกัน บางทีก็หยุดยืนคุยกันเป็นกลุ่มๆยาวนาน

บางคนเอาผลผลิตจากสวนที่บ้านมาฝากเพื่อนที่นัดหมายกันไว้ในตลาดแห่งนี้ บางคนขนอาหารแปรรูปทำเองที่บ้านมาขาย สินค้าประเภท “โฮมเมด” ขึ้นป้ายเต็มไปหมด

ยิ่งสายยิ่งคึกคัก กลิ่นอาหารสด ผลไม้สด กลิ่นชีส ไส้กรอก นกย่าง กรุ่นอยู่ในอากาศ ปนอยู่กับกลิ่นความสุขรวยริน

ผู้คนยิ้มแย้มเหลือเกิน เบิกบานเหลือเกิน เหมือนเป็นวันแสนสำราญของพวกเขา


ฉันมองไปรอบๆตัว สิ่งที่เหมือนกันไปหมดจนน่าตกใจก็คือ คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนแก่
นี่คือสังคมผู้สูงสัยอย่างแท้จริง!

บางคนนั่งมาในรถเข็น บางคนถือไม้เท้า บ้างหิ้วตะกร้าจ่ายกับข้าว บ้างหิ้วลังกระดาษใส่ผลไม้ มีนับจำนวนได้ที่เป็นหนุ่มสาวและเด็กเล็ก คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนไกลที่กลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงฤดูร้อน

หนุ่มสาวที่เป็นคนพื้นถิ่น อยู่อาศัยในชนบทจริงๆแทบไม่มีเลย

ฉันรู้สึกใจหายกับภาพที่เห็น …อีกไม่นานตัวเราเองก็จะตกอยู่ในสภาพไม่แตกต่าง

 

 


“ดีดี้” สามีของสมบูรณ์ พาเราไปเดินดูถนนหนทางรอบบ้านเขาในวันปกติที่ร้างไร้ชีวิต

เหมือนเมืองที่มนุษย์ต่างดาวมาปล้นเอาสิ่งมีชีวิตไปเก็บไว้นอกโลก ไม่มีใครเลยจริงๆ แม้แต่รถที่จะวิ่งผ่านสักคันก็น้อยกว่าน้อย

 

 

”คนหายไปไหนหมด” ฉันถามเขา

“อยู่แต่ในบ้าน มีแต่คนแก่ๆ คนหนุ่มสาวต้องไปทำงานในเมืองใหญ่กันหมด”

“ทำไมพวกเขาไม่ออกมาเดินกันตามถนนหนทางกันบ้าง”

“ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทั้งที่ตอนนี้ฤดูร้อนแท้ๆ ทำไมต้องอยู่แต่ในบ้าน อบอ้าวจะตายไป สมัยที่ผมยังเด็ก จำได้ว่าที่หน้าบ้านพวกเราจะมีม้านั่งวางริมถนนกันแทบทุกหลัง ตกเย็นทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่จะออกมานั่งเล่น ทักทายกันตามถนนเต็มไปหมด”
“หรือว่าพวกเขาจะรู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ในบ้าน”

“ผมไม่รู้จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น…”

คุณแม่ของดีดี้ทักทายกับคณะของเรา

ฉันเข้าใจดี…ดีดี้เองก็รู้ว่าเขาคือส่วนหนึ่งที่ทำให้เมืองนี้ร้าง ถ้าเพียงแต่เขาไม่ทิ้งบ้านออกไปตามหาความฝัน และได้พบรักกับสาวไทย หลงใหลการอยู่เมืองไทยมากกว่าฝรั่งเศส

บางที…มันอาจจะดีกว่านี้

ไม่หรอก… มันก็ยังต้องเป็นแบบนี้อยู่ดีแหละ

ประชากรโบโลญญ่าทั้งตำบลมีเพียง 1,647 ครัวเรือน ค่าเฉลี่ยความหนาแน่นประชากรเพียง 69 คนต่อตารางกิโลเมตร

พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลในตำบลนี้ที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังชีพด้วยวิถี เกษตรกรรม มีชีวิตชีวา มีลมหายใจเพียงสัปดาห์ละครั้งคือทุกเช้าวันพุธ เท่านั้นเอง!

ภูมิประเทศงดงามของโบโลญญ่าที่แสนเงียบเหงา

ความสงบสุขของชนบทที่คนจากเมืองใหญ่โหยหา…มันช่างว่างเปล่าเงียบเหงา สำหรับชีวิตที่ผูกติดอยู่กับมันทุกวัน

ชีวิตที่หลีกหนีไปไหนไม่ได้ นอกจากรอความตายมาเยือน ช้า ช้า

 

ป้ายกำกับ: ,

บทเรียนมีคุณค่าจากผู้สูงอายุ ดร.พสุ เดชะรินทร์

ในสังคมยุคดิจิ ทัลเรามักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคำแนะนำ หรือประสบการณ์ของผู้มีอายุกันเท่าไร ยุคนี้หลายคนถือว่าเป็นยุคของคนรุ่นใหม่

ดัง นั้น ผู้สูงอายุหรือผู้มีประสบการณ์จึงมักไม่ใช่แหล่งที่เราจะเข้าไปหาเมื่อมี ปัญหาหรือต้องการคำแนะนำ คนรุ่นใหม่มักจะหันหน้าเข้าหาผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ หรือไม่ก็หนังสือพวก Self-Help หรือไม่ก็ปรึกษา Google เลย เรามักจะมองว่าบรรดาผู้สูงอายุหลายๆ ท่านไม่ทันสมัย ชอบแต่เล่าเรื่องเก่าๆ ไม่ทันต่อยุคและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

แต่จริงๆ ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่ง เราจะพบว่าบรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายนั้นได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก และกว่าที่อายุจะยืนยาวได้ถึงระดับหนึ่งย่อมจะต้องได้เรียนรู้ในบางสิ่ง บางอย่างที่มีคุณค่า ที่หนังสือหรือเว็บไหนก็ไม่สามารถที่จะทดแทนได้ ถึงแม้สภาวะแวดล้อมในอดีตกับปัจจุบันไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่แก่นและหลักการพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการใช้ชีวิตย่อมไม่ต่างกันมาก

ในต่างประเทศนั้นได้มีอาจารย์ท่านหนึ่งของ Cornell ชื่อ Karl Pillemer ซึ่งได้ไปสัมภาษณ์ชาวอเมริกันที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไปมากกว่า 1,200 คน โดยคำถามเด็ดนั้นอยู่ที่ว่า “จากประสบการณ์ชั่วชีวิตคุณ อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากไว้ให้ลูกหลาน” แล้วก็นำมาเขียนเป็นหนังสือชื่อ 30 Lessons for Living ครับ แต่เขาได้คัดเลือกบทเรียนสำคัญ 10 ประการที่โดดเด่นเอาไว้ครับ โดยบทเรียนทั้ง 10 ประการ ประกอบด้วย

1. ให้เลือกอาชีพโดยดูจากความต้องการภายในมากกว่าผลตอบแทนด้านการเงิน โดยบรรดาผู้สูงวัยกล่าวว่าความผิดพลาดสำคัญในการเลือกอาชีพของเขา คือ การเลือกอาชีพโดยดูจากผลตอบแทนมากกว่าสิ่งที่ชอบและคุณค่าของอาชีพ

2. ให้ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนกับต้องใช้งานไปอีกร้อยปี โดยให้ลดและเลิกพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายเราไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเสียชีวิตในฉับพลัน แต่ทำให้เราเกิดความทรมานเมื่อสูงวัย

3. ตอบตกลงต่อโอกาสที่เข้ามา โดยเมื่อมีโอกาสหรือความท้าทายเข้ามา ต้องอย่าปฏิเสธครับ เพราะส่วนใหญ่มักจะมาเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง

4. เลือกคู่ด้วยความระมัดระวัง อย่ารีบร้อนตัดสินใจ ใช้เวลาในการดูและทำความรู้จักคนที่เราจะอยู่ด้วย อย่ารีบด่วนตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกันจนกว่าจะรู้จักอีกฝ่ายหนึ่งอย่างถ่อง แท้

5. เที่ยวให้มากไว้ (ชอบมากครับ) เมื่อมีโอกาสให้เดินทาง ครับ คนสูงวัยส่วนใหญ่จะมองย้อนกลับมายังโอกาสต่างๆ ที่ได้ท่องเที่ยวเดินทาง และมองว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และมีคุณค่าของชีวิตเลยทีเดียว

6. ให้พูดในสิ่งที่อยากจะพูดเดี๋ยวนี้ เนื่องจากเรามักจะเสียใจและเสียดาย ว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่เราอยากจะพูดกับหลายๆ คน เมื่อไม่มีโอกาส เราจะมีโอกาสแสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่ออีกคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นนะครับ

7. เวลาเป็นของมีค่า ชีวิตของเรานั้นแสนสั้น แต่ไม่ใช่ให้มานั่งเศร้า นะครับ แต่ให้ทำในสิ่งที่สำคัญและมีค่าเดี๋ยวนี้ เนื่องจากยิ่งเราอายุมากขึ้น เราจะพบว่าเวลายิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วขึ้น

8. ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขต่างๆ คำแนะนำหนึ่ง ก็คือ จงรับผิดชอบต่อความสุขของตัวเราเองตลอดชีวิตเรา

9. การใช้เวลามานั่งกังวลต่อสิ่งต่างๆ นั้นเป็นการเสียเวลา ดังนั้น ให้หยุดกังวลครับ หรือไม่ก็พยายามลดความกังวลลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลในสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น

10. คิดเล็ก-อย่าคิดใหญ่ ค่อยๆ ซึมซับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นสิ่งที่ดีในชีวิตเรา และมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นครับ
ท่านผู้อ่านคงจะเห็นตรงกันนะครับว่าข้อคิดดีๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ในประเทศไทยเองก็น่าจะมีการศึกษาในลักษณะนี้เหมือนกันนะครับ เพื่อรวบรวมบทเรียนสำคัญของชีวิตจากผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างยาวนาน เอาไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับรุ่นหลังต่อไปครับ

http://bit.ly/Iwi8Ws

 

ป้ายกำกับ: ,

รายงานชีวิต Life Report ดร.พสุ เดชะรินทร์

ท่านผู้อ่านเคย เขียนรายงานชีวิตหรือ Life Report บ้างไหมครับ? ตั้งแต่เด็กเราเขียนรายงานในวิชาต่างๆ พอโตขึ้นก็เขียนรายงานที่เกี่ยวกับการทำงาน

แต่เราได้เคยเขียนรายงาน เกี่ยวกับชีวิตเราบ้างไหม? David Brooks ซึ่งเป็นนักเขียนประจำอยู่ที่หนังสือพิมพ์ The New York Times ได้เชิญชวนให้ผู้อ่านของเขาที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไปเขียนรายงานเกี่ยวกับชีวิตของแต่ละคน พร้อมทั้งประเมินช่วงชีวิตของแต่ละคนในแต่ละช่วงอีกด้วย จากนั้น David Brooks ก็ได้คัดเลือกข้อเขียนของแต่ละท่านมาลงใน The New York Times พร้อมทั้งมีการสรุปข้อคิดดีๆ จากรายงานชีวิตของแต่ละท่าน ซึ่งผมอ่านดูแล้วถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าเรียนรู้ และได้รวบรวมมาไว้ในสัปดาห์นี้นะครับ

 

เริ่มจากการแบ่งชีวิตเราออกเป็นช่วงๆ ครับ ถ้าท่านผู้อ่านมองย้อนกลับไปท่านจะมองชีวิตท่านเป็นช่วงๆ หรือ เป็นสิ่งที่ยาวต่อเนื่องมาเลย? จะพบว่าคนที่แบ่งชีวิตของตนเองออกเป็นช่วงๆ นั้นจะมีความสุขในชีวิตที่ผ่านมามากกว่าพวกที่มองชีวิตตนเองเป็นสิ่งที่ต่อ เนื่อง เนื่องจากการแบ่งชีวิตเป็นช่วงๆ นั้น จะทำให้เรามีโอกาสในการหยุดคิด และสามารถที่จะทบทวน ประเมิน ปรับปรุงชีวิตในแต่ละช่วงได้ โดยการแบ่งช่วงของชีวิตนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในแต่ละคนนะครับ และไม่จำเป็นต้องใช้ปีเป็นเกณฑ์ในการแบ่งด้วย เหตุการณ์สำคัญๆ ที่เข้ามาในชีวิตเราก็เป็นเกณฑ์แบ่งที่ดีครับ

 

นอกจากนี้จะพบว่าคนที่ชอบคิด ให้ความสำคัญกับอารมณ์ของตนเองและบุคคลอื่น มักจะมีความสุขในชีวิตน้อยกว่าพวกที่รู้จักที่จะปล่อยวาง หรือ ผู้ที่ลืมง่าย ให้อภัยง่าย ชื่นชมกับสิ่งต่างๆ ได้ง่าย รวมทั้งไม่ค่อยยึดติดกับสิ่งต่างๆ (ซึ่งก็ตรงกับหลักคำสอนในพระพุทธศาสนานะครับ)

 

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เรามักจะชอบคิดหรือชอบที่จะเข้าไปควบคุมบังคับชีวิตคนอื่น โดยเฉพาะบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคู่ชีวิต บุตร ลูกศิษย์ ลูกน้อง ฯลฯ แต่จากประสบการณ์ของบรรดาผู้สูงวัยต่างๆ พบว่า เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปยากที่จะไปควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่นให้เป็น ไปตามที่เราต้องการ เราอาจจะอยากให้ลูกๆ เป็นอย่างเรา หรือ อยากจะให้คู่ชีวิตชอบกิจกรรมต่างๆ เหมือนเรา แต่ข้อคิดจากผู้สูงวัยพบว่าสุดท้ายแล้วเราไม่สามารถที่จะไปควบคุมหรือ เปลี่ยน (เขาใช้คำว่า remake) ชีวิตของผู้อื่นได้ มีท่านหนึ่งเขียนมาเลยครับว่าแต่งงานมาห้าสิบปี และใช้เวลาอยู่ยี่สิบปีถึงจะได้เรียนรู้ว่าไม่สามารถ remake ภรรยาตนเองให้เป็นอย่างที่ตนเองต้องการ
ถัดมาเป็นเรื่องของความเสี่ยงครับ ในชีวิตทั่วๆ ไปนั้น เรามักจะคำนึงถึงความเสี่ยงจากการกระทำต่างๆ ทำให้เราตัดสินใจที่จะไม่ทำในหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ข้อคิดที่น่าสนใจที่ได้ก็คือถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ไม่ได้ทำ กับ สิ่งที่ทำนั้น บรรดาผู้มากประสบการณ์เหล่านี้ต่างมองเหมือนกันว่าจะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ ทำมากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำ หรือ ในอีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งที่ได้ตัดสินใจและได้ทำไปแล้ว จะไม่รู้สึกเสียใจ แต่เสียใจว่าในชีวิตที่ผ่านมายังไม่ได้ทำอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำ ก็ถือว่าเป็นมุมมองที่คนหนุ่มสาวที่ยังมีกำลังอยู่น่าจะนำมาปรับคิดได้นะ ครับ

 

ประเด็นถัดมาคือเรื่องของหน้าตาครับ จากข้อเขียนของบรรดาคุณปู่คุณย่าทั้งหลายนั้น ไม่มีใครเขียนถึงเรื่องของหน้าตาตนเองสมัยหนุ่มสาวเลยครับว่าสวย หล่อ มากน้อยแค่ไหน ทำให้คิดได้เหมือนกันนะครับว่าเมื่ออายุเกิน 70 ขึ้นไป และมองย้อนกลับมาในชีวิตแล้ว หน้าตา ความสวยหล่อ ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือมีความสำคัญต่อชีวิตเท่าที่เราคิดกันไปเองเลย
เป็นอย่างไรครับข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ จากบรรดาผู้มีประสบการณ์ชีวิตทั้งหลาย ท่านผู้อ่านอาจจะยังไม่ต้องมีอายุถึง 70 ก็สามารถลองเขียนรายงานชีวิตของตนเองดูได้นะครับ โดยแบ่งเวลาเป็นช่วงๆ ซึ่งจะเป็นช่วงไหนอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน และอาจจะลองให้เกรดกับชีวิตของท่านเองในแต่ละช่วงดูก็ได้นะครับ เท่าที่ไปอ่าน Life Report ที่ David Brooks รวบรวมไว้ก็เห็นบางคนที่ส่งรายงานชีวิตเข้ามามีการให้เกรดชีวิตในแต่ละช่วง ด้วย บางช่วงก็ได้ F+ บางช่วงก็เป็น B หรือ A ก็มี ผมมองว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะครับ เพราะจะทำให้เราได้หันกลับมามองตนเองว่าในแต่ละช่วงของชีวิตได้ทำอะไรไปบ้าง และที่ผ่านมาชีวิตมีความสุขแค่ไหน

http://bit.ly/vgRdfe

 

ป้ายกำกับ: ,